WHY ร้ายSALMON X VANAT
22: CRUELLA DE VIL สาวบ้าเฟอร์ มหาภัยหมาลายจุด
  • PROFILE
    NAME:
    Cruella de Vil
    FIRST APPEARANCE: The Hundred and One Dalmatians (1956)
    GOAL: กว้านซื้อ (รวมถึงขโมย) หมาดัลเมเชี่ยนมาทŽำเสื้อขนเฟอร์ไว้ใส่เอง

    * The Hundred and One Dalmatians คือนิยายวรรณกรรมเยาวชนที่แต่งโดย Dodie Smith หลังจากนั้น Walt Disney ซื้อลิขสิทธิ์นำมาดัดแปลงเป็นแอนิเมชั่นในปี 1961 ภายใต้ชื่อ One Hundred and One Dalmatians

    เพื่อจะได้เสื้อขนเฟอร์ที่หนานุ่มกว่าใคร ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ จำเป็นต้องรวบรวมลูกหมาดัลเมเชี่ยนให้ได้ 99 ตัว

    สำหรับคนธรรมดาสามัญ การต้องมารวบรวมลูกหมาจำนวนมากเพื่อไปทำเสื้อขนสัตว์คงเป็นเรื่องลำบากและยุ่งยาก หอบเงินไปซื้อตามห้างฯ เอายังจะง่ายกว่า แต่สำหรับคนที่มีเงินเป็นถุงเป็นถังแบบครูเอลลา การใส่เสื้อขนเฟอร์สำเร็จรูปไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ครูเอลลาอยากได้เสื้อที่ทำมาจากขนของ ‘ลูกหมา’ พันธุ์ดัลเมเชี่ยนเท่านั้น

    ทันทีที่ ‘เพอร์ดิตา’—สุนัขลายจุดของ ‘แอนิตา แรดคลิฟฟ์’ เพื่อนสมัยเรียนของเธอคลอดลูกออกมา 15 ตัว ครูเอลลาก็มาปรากฏกายในบ้านของตระกูลแรดคลิฟฟ์ทันที เธอเจรจาหว่านล้อมขอซื้อเหมาลูกหมายกครอก แต่เธอก็ต้องหงุดหงิดเมื่อครอบครัวนี้เปลี่ยนใจไม่ยอมขายหมาให้เธอ

    เรื่องไม่จบเท่านี้ เพราะครูเอลลาไปว่าจ้างสองคู่หู ‘ออเรส’ กับ ‘แคสเปอร์ บาดุน’ ให้ขโมยลูกหมาทั้งหมดมา หากสำเร็จ ภารกิจการตัดเย็บเสื้อขนเฟอร์ที่ทักถอจากการถลกหนังเจ้าลายจุดตัวจิ๋วก็จะเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เพราะในเวลานั้น ครูเอลลามีลูกหมาอยู่ 84 ตัวแล้ว!

    แต่แทนที่เธอจะอยู่นิ่งและไม่ทำตัวให้มีพิรุธ ครูเอลลากลับโทร.ไปหาครอบครัวแรดคลิฟฟ์ แสร้งทำเป็นว่ารู้เรื่องหมาถูกขโมยจากหนังสือพิมพ์ ถามไถ่ความรู้สึกแล้วบอกว่าฉันไม่ได้ขโมยนะเธอ (แต่จ้างคนอื่นขโมยแทน...) จากนั้นก็โทร.ไปเร่งรัดให้สองโจรรีบถลกหนังเจ้าตูบ ก่อนที่เธอจะต้องตาลีตาเหลือกรีบแจ้นออกจากที่พัก เมื่อรู้ข่าวว่าหมาทั้งหมดหายไปแล้ว!

    การใช้ชีวิตด้วยแนวคิด ‘ถ้าขาดเฟอร์ฉันตายแน่’ ทำให้การตามล่าหาลูกหมาเป็นภารกิจสำคัญในชีวิตของครูเอลลา (ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าขนเฟอร์กับปอดของเธอเชื่อมต่อกันหรือเปล่า อะไรจะสำคัญขนาดนั้น) เมื่อสองโจรที่ว่าจ้างทำงานผิดพลาด เธอก็ออกตามล่าหมาเหล่านั้นด้วยตัวเอง ชีวิตของลูกหมาทั้งหมดจึงต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพียงเพราะความบ้าบิ่นของสาวบ้าเฟอร์ ที่อยากปรุงแต่งภายนอกของตัวเองให้ดูดีเท่านั้น

  • BAD LIST

    • ครูเอลลาร้ายกาจแค่ไหนก็ดูได้จากการที่ ‘โรเจอร์ แรดคลิฟฟ์’ สามีของแอนิตา แต่งเพลงจิกกัดสาวบ้าเฟอร์คนนี้อย่างเจ็บแสบว่า “Cruella de Vil, Cruella de Vil. If she doesn’t scare you, no evil thing will...” ซึ่งถ้าแปลแบบไทยๆ ก็มีความหมายประมาณว่าถ้าคุณไม่กลัวอีนี่ ในโลกนี้คุณคงไม่กลัวอะไรแล้วล่ะ

    • แม้จะร่ำรวยขนาดไหน แต่อุปสรรคสำคัญในการทำเสื้อขนเฟอร์จากขนลูกหมาลายจุดก็คือ การที่เจ้าของไม่ยอมขาย ครูเอลลาจึงจ้างมืออาชีพมาขโมยมันซะเลย  

    • เมื่อสองคู่หูตระกูลบาดุนขโมยหมามาครบ 99 ตัว พวกเขาพยายามขอเงินจากครูเอลลาโดยด่วน แต่เธอไม่ยอมตกลงกลับสั่งให้ ‘ถลก’ หนังหมามาให้ครบก่อน ไม่งั้นจะไม่ให้เงินและโทร.แจ้งตำรวจ! (เฮ้ย! เดี๋ยว คนว่าจ้างมันก็แกไม่ใช่เรอะ)

  • IN-DEPTH
    โดย วณัฐย์ พุฒนาค

    ถ้าพูดถึงความร้ายกาจ ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ถือว่าร้ายและไร้เหตุผลสุดๆ เพราะวีรกรรมของเธอคือการพยายามรวบรวมลูกหมาลายจุด 99 ตัวมาถลกหนังทำเสื้อนอกไว้สวมใส่ เพียงเพื่อสนองรสนิยมโรคจิตคือการเสพติดขนเฟอร์ โดยประสาทถึงขนาดต้องเป็นลายจุดของสุนัขพันธุ์ ‘ดัลเมเชี่ยน’ เท่านั้น

    อืม...ก็เหมาะสมแล้วที่ชื่อของเธอจะมีที่มาจากคำศัพท์อย่าง Cruel และ Devil

    ภาพของครูเอลลาชวนให้คิดถึง ‘เออร์ซูลา’ (ตัวร้ายจาก Little Mermaid ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้) แต่เป็นในเวอร์ชั่นผอมแทนอ้วน ภาพลักษณ์โดยรวมของเธอคือหญิงร่ำรวยที่ดูแก่และซีดเซียว (ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกับนางเอกเจ้าของหมาลายจุด แต่สารรูปกลับดูเหมือนเป็นยาย) ที่มาพร้อมเสื้อขนฟูฟ่องและควันบุหรี่สีเขียวดูอันตราย รวมๆ กันแล้วก็ดูคล้ายแม่มดอยู่บ้าง (ในเรื่องเธอก็ถูกเรียกว่าแม่มดด้วย)

    แต่ความที่เรื่อง One Hundred and One Dalmatians พูดถึงเรื่องราวที่ตามสมัยขึ้นมาอีกนิด ความร้ายกาจของครูเอลลาจึงไปผูกพันอยู่กับประเด็นร่วมสมัยอย่าง ‘เรื่องครอบครัว’ และ ‘ชนชั้น’
  • ลองนึกถึงการ์ตูนดิสนีย์ส่วนใหญ่ที่มักเป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ การมีครอบครัวในอุดมคติแบบชนชั้นกลาง เช่น คู่สามีภรรยาที่ทำงานและใช้ชีวิตอย่างพอตัวในอพาร์ทเมนท์ขนาดไม่ใหญ่ รวมถึงการผลิตลูกหลาน (ซึ่งในที่นี้ถูกนำเสนอผ่านสุนัข) ทั้งหมดนี้อยู่ในนิยามของความอบอุ่น สวยงาม และการมีชีวิต

    แต่โลกของครูเอลลาดันเป็นโลกที่ไม่มีการผลิตอะไรทั้งสิ้น ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าเธอทำงานหาเลี้ยงตนเอง ไม่มีครอบครัว สถานะชนชั้นและความร่ำรวยของเธอเป็นสิ่งที่ได้มาจากมรดกตกทอดที่มี ‘รสนิยมแบบชนชั้นสูง’ อย่างการเสพติดขนสัตว์ ซึ่งรสนิยมแบบชนชั้นสูงและความร่ำรวยแบบนี้แหละที่ทำให้ครูเอลลาลุกขึ้นกระทำการวิปริตชั่วร้าย  

    ยิ่งไปกว่านั้น ‘ความผอมแห้ง’ และ ‘ความแก่’ ของครูเอลลายังแสดงถึงภาวะเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง นั่นคือการไม่สามารถผลิตทายาทได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับครอบครัวของตัวละครเอกอย่างสิ้นเชิง

    หากมองที่ภาพรวมของ One Hundred and One Dalmatians จะเห็นได้ว่าพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรนของชนชั้นกลางเป็นหลัก เราจึงเห็นการปะทะกันของคนสองชนชั้นอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ครูเอลลาพยายามใช้เงินซื้อลูกสุนัข (พร้อมดูถูกเหยียดหยาม โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เลี้ยงครอบครัว) ย้ำเรื่องสถานภาพของครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่สู้ดี แต่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว โรเจอร์ยังยืนยันที่จะยืนหยัด (ด้วยเสียงสั่นเครือ) ต่อสู้ดิ้นรนประกอบอาชีพนักแต่งเพลง ซึ่งจะไปผลิดอกออกผลได้ในตอนจบของเรื่อง (ขายเพลงจนร่ำรวยระดับรับดูแลลูกหมา 101 ตัวได้)

    ดังนั้นในความร้ายของครูเอลลา (ที่คิดจะสังหารหมู่ลูกหมา) จึงมีการแฝงมิติทางชนชั้นอย่างแนบเนียน ด้วยการนำเสนอภาพตัวร้ายที่มาจากชนชั้นสูงผู้เข้ามาทำอันตรายต่อโลกอุดมคติของชนชั้นกลาง (แถมเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นสูงนัยๆ ว่าไม่ทำมาหากินแถมยังมีรสนิยมประหลาดอีกต่างหาก)

    และในที่สุดก็กลายเป็นชนชั้นกลางที่ได้รับชัยชนะจากการยึดมั่นต่อวิถีของตน


  • “I live for furs! I worship furs!”
    “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อเฟอร์! ฉันหลงใหลบูชาเฟอร์!”

    —Cruella De Vil

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in