เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Western NovelsWe read this book
English | Wuthering Heights - Emily Bronte
  • Wuthering Heights 
    Emily Bronte
    ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย แปล
    สำนักพิมพ์ Library House 


            ครั้งแรกที่รู้จักกับ Wuthering Heights คือสมัยเรียนมหาลัย มีเพื่อนคนนึงโพสต์เรื่องนี้ลงเฟสบุค แล้วบอกว่าเป็นนิยายที่โคตรจะโกธิค ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอะไรคือนิยายโกธิค รู้จักแต่สถาปัตยกรรมโกธิคเพราะ Hist Art Arch ได้ A 5555555

            อยากอ่านมากๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น แต่แล้วก็พบว่าเรื่องนี้ไม่มีแปลไทย! (จริงๆ มีแหละ และเก่าสุด เราเคยยืมจากเทวาลัยมาพักนึง แต่อ่านไปได้นิดหน่อยก็ไม่ชอบสำนวนแปล มันงงมาก เลยยอมแพ้) ส่วนฉบับภาษาอังกฤษก็ยากตาแตก ภาษาเก่า สำนวนการเขียนก็เก่า ศัพท์ก็เก่า เปิดดิกหัวฟู (ก็แหม นี่นิยายยุควิคตอเรียน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19) สมัยก่อนเราภาษาอังกฤษแย่มาก แย่ขนาดได้ C ทุกเทอม ดังนั้นอ่านไปไม่กี่หน้าก็ตายสนิท

            แล้วก็ได้เห็นว่าทางไลบรารี่ เฮ้าส์เปิดรับสมัครนักแปล กรี๊ดกร๊าดมาก เพราะอยากอ่านนิยายที่เพื่อนบอกว่า “โกธิคสุดๆ” มาตั้งนาน เพลานี้จะได้อ่านเสียที! แต่แล้วเวลาก็ผ่านไป.. ผ่านไปแล้ว ผ่านไปอีก จนเรียนจบ จนทำงาน จนภาษาอังกฤษดีขึ้นมานิดหน่อย จนอ่านฉบับอังกฤษจบไปแล้ว! (แบบเหนื่อยๆ 55555) เล่มภาษาไทยของ Wuthering Heights ก็ยังไม่มา 55555 

            แต่การรอคอยย่อมมีวันสิ้นสุดค่ะ และเราก็ได้อ่าน Wuthering Heights ฉบับภาษาไทยเสียที! ..

    ----------------------------------------------

            Wuthering Heights เป็นวรรณกรรมที่ตีพิมพ์เพียงเรื่องเดียวจากปลายปากกาของเอมิลี่ บร็องเต้ เรื่องเดียวที่หมายความว่าเรื่องเดียวจริงๆ เนื่องจากเอมิลี่ป่วยเป็นวัณโรค แล้วก็เสียชีวิตไปก่อนที่จะได้ผลิตผลงานเล่มอื่นๆ ออกมา

            Wuthering Heights คือชื่อของคฤหาสน์เก่าๆ ตั้งอยู่บนเนินเขา รอบล้อมด้วยทุ่งมัวร์และต้นสนเฟอสูงตระหง่านหนาทึบ setting ของเรื่องคือชนบทในแคว้นยอร์กเชอร์ทางตอนเหนือของอังกฤษ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นหุบเขาบ้าง ชะง่อนผาบ้าง สลับกับเป็นทุ่งโล่งหรือลำธาร สภาพอากาศแถบนั้นตลอดทั้งปีค่อนข้างหนาวเย็นและเลวร้าย ส่วนใหญ่แล้วท้องฟ้ามักมีเมฆหมอกมืดครึ้ม ลมพัดแรง พายุฝนกระหน่ำ หิมะตกหนัก ไม่น่าแปลกใจที่คฤหาสน์แห่งนั้นได้รับการขนานนามว่า Wuthering ซึ่งหมายถึง strong wind นั่นเอง 

    ภูมิประเทศของ Wuthering Heights 

            Strong wind ที่เกรี้ยวกราดพัดมาปะทะคฤหาสน์ Wuthering Heights อันโดดเดี่ยวบนเนินเขา ชนิด 1 ปีมี 365 วัน วัตเตอริ่ง ไฮตส์อากาศผีไปแล้วซัก 300 วันต้นไม้รอบๆ แข่งกันหวดกิ่งกระทบหน้าต่างเกรียวกราวส่งเสียงโหยหวนเหมือนวิญญาณระทมทุกข์ บ่งบอกมู้ดโทนของเรื่องที่เต็มไปด้วยสีเทาทึบทึมของความหม่นหมอง เมฆหมอกสลัวราง ความเศร้าโศก ความโกรธเกี้ยว ความโหดร้าย การแก้แค้นประสาทแดกและคาแรคเตอร์ตัวละครที่สุดโต่งเข้าขั้นเสียสติ 
            เรียกว่าเกือบทุกตัวละครเป็นอีเพ้อสติแตกจริงๆ ไม่ต่างจากสภาพภูมิอากาศอันทารุณกรรมของอังกฤษตอนเหนือเลยแม้แต่น้อย

    Haworth moor และพุ่ม Heather อันเป็นบ้านเกิดของพี่น้องบร็องเต้
            เส้นเรื่องหลักๆ ดำเนินไปด้วยความแค้นอันมหาศาลและการแก้แค้นไม่รู้จบของนายฮีทคลิฟฟ์ เริ่มต้นด้วยความบาดหมาง ต่อมาเป็นความรักรุนแรงที่พัฒนาไปเป็นเชื้อฟืน โหมกระพือให้ไฟแค้นของพ่อคนนี้โชติช่วงชัชวาลย์ยิ่งกว่าเดิม ฮีทคลิฟฟ์เป็นเด็กยิปซีที่ครอบครัวเอิร์นชอว์ผู้ร่ำรวยเก็บมาเลี้ยง ที่มาที่ไปมาจากไหน ไม่มีใครทราบ จู่ๆ ก็โผล่มา และแผ่รังสีบูดบึ้ง กรัมปี้ ไม่น่าคบหาแต่แรก 
            ความที่นางเป็นคนต่างถิ่น ผิวคล้ำมีกลิ่นอายความเป็นทาสผสม (หรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ) ตาฮินด์ลี ลูกชายผู้จองหองแห่งตระกูลเอิร์นชอว์จึงเหม็นขี้หน้า และกลั่นแกล้งกดขี่ฮีทคลิฟฟ์สารพัด จุดเริ่มต้นสะสมความแค้นมาจากตรงนี้ ตรงกันข้ามกับลูกสาวคนสวย แม่แคทเธอรีน ที่สนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวกับฮีทคลิฟฟ์เป็นอย่างดี บังเกิดเป็นความรักอันลึกซึ้งระหว่างเด็กทั้งสอง 
            แต่เวลาผ่านไป แคทเธอรีนเลือกที่จะแต่งงานกับเอ็ดการ์ ลินตัน ลูกคนรวยจากอีกตระกูลผู้ครองคฤหาสน์ธรัชครอส เกรนจ์ และนั่นทำให้ฮีทคลิฟฟ์รับไม่ได้! ยัยแคทเธอรีน! ทำไมเธอถึงกล้าทิ้งความรักของฉัน! 
            ฮีทคลิฟฟ์จึงหนีไป กลายเป็นเงาแค้นตระกูลเอิร์นชอว์อย่างหนัก ผูกใจเจ็บอาฆาตมาดร้ายและมุ่งมั่นว่าจะต้องเอาคืนทั้งเอิร์นชอว์และลินตันให้สาสมเมื่อฮีทคลิฟฟ์ย้อนกลับมา เขากลายเป็นคนใหม่ ไม่รู้ไปร่ำรวยมาจากไหน ไม่นานก็เข้าครองคฤหาสน์วัตเตอริ่ง ไฮตส์แทนฮินลีย์ที่กลายเป็น loser และติดเหล้า แล้วเขาก็ดำเนินการตามแผนแก้แค้น จนทำให้ทั้งสองตระกูลต้องพบกับโศกนาฏกรรมและความทุกข์ระทม

            เรียกว่าแรงขับเคลื่อนในการมีชีวิตของฮีทคลิฟฟ์คือความแค้น หายใจเข้าก็ เห้อ แค้น หายใจออกก็ เห้อ แค้น ไม่เหนื่อยหรือไง คุณพี่แค้นขนาดที่แคทเธอรีนตายไปแล้วก็ยังไม่หยุดผูกใจพยาบาท เพราะโกรธที่แคทเธอรีนชิงตายก่อนแล้วทิ้งตัวเองไป ทั้งแค้นทั้งรักจนต้องขุดศพแคทเธอรีนขึ้นมากอดแล้วร้องไห้โหยหวน So epic!

            นิยายวนเวียนอยู่กับแค้นๆ รักๆ ปมพยาบาทรักสามเศร้า ที่เกิดตั้งแต่รุ่นตัวเองไปจนถึงรุ่นลูก 

            เอาจริงๆ เราแทบจะไม่พบความสุขสำราญในนิยายเล่มนี้เลยแม้แต่น้อย ทุกตัวละครมีแต่ความประสาทแดกที่ปะทะกันด้วยแรงอารมณ์ พูดจาเชือดเฉือนให้ร้ายกันไปมายาวเหยียดเป็นหน้ากระดาษ ทุกคนปากคอเราะร้าย เรียกได้ว่าแทบทุกตัวละครคือเครื่องด่าอันทรงคุณค่าแห่งศตวรรษที่ 19 


    -------------------------------------------


            มาพูดถึงตัวละครประสาทแดกกันดีกว่า ขอพูดถึงตัวละครเด่นๆ แค่ 3 ตัว 

            ฮีทคลิฟฟ์ เป็นคนเก็บกด อารมณ์ร้าย กิริยามารยาทเลวทรามป่าเถื่อน เจ้าคิดเจ้าแค้นและผูกใจเจ็บ เป็นตัวละครที่ชีวิตไม่มีความสุขเลยตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะใจร้อนรุ่ม เต็มไปด้วยความพยาบาทชาวบ้าน เป้าหมายเดียวคือการเอาคืนทุกคนที่เคยทำกับเขาไว้ ที่จริงแบคกราวน์ฮีทคลิฟฟ์ที่โดนลูกชายเอิร์นชอว์กลั่นแกล้งก็น่าสงสารอยู่หรอก เลยทำให้โตขึ้นมาเป็นคนทรามแบบนี้ แต่อีตาฮีทคลิฟฟ์เป็นคนพาลไปทั่วไง คือถ้าแค้นเจ้าตัวก็ควรที่จะสะสางกับเจ้าตัวนะ แต่นี่พี่แกเล่นรังควานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทำลายชีวิตคนรอบข้างที่แกไม่พอใจ ต้องการจะฮุบสมบัติที่ไม่ใช่ของตัวเอง 
            เป็นตัวละครที่แม้จะมั่นคงในความรักต่อแคทเธอรีน แต่ความรักนั้นก็น่ารังเกียจ และใช้เป็นข้ออ้างในการตามจองล้างจองผลาญคนอื่นไม่ได้หรอกนะ

            สำหรับเรา ฮีทคลิฟฟ์เป็นตัวละครที่จมอยู่ในโคลนตม น่าขยะแขยงและไม่พบแสงสว่างเลยตลอดชีวิต จนกระทั่งตายไปเราก็ยังไม่เชื่อว่าฮีทคลิฟฟ์จะพบกับความสงบสุขในปรโลก และถึงจะตายไปแล้วก็คงไม่อยากจะให้อภัยกันถ้าเราเป็นคนที่โดนฮีทคลิฟฟ์กระทำ ไม่รู้ว่าที่เอมิลี่ให้ฮีทคลิฟฟ์ต้องเป็นยิปซีผิวดำ และชีวิตมืดมิดขนาดนี้ เพราะความชอบธรรมอะไรบางอย่างในใจหรือเปล่า ในยุคนั้นคนมองว่ายิปซีพวกนี้ไม่ใช่คนดีหรือไม่ แนวๆ ว่าใจดำอำมหิตดั่งสีผิว รูปชั่วตัวดำ อะไรงี้ (แต่เขาไม่ได้เขียนว่าฮีทคลิฟฟ์หน้าตาแย่นะ ออกจะหน้าตาคมคาย) 
            แต่ก็อาจะตีความได้ว่าเป็นการล้างแค้นของทาส ให้ฮีทคลิฟฟ์เป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่โดนกดขี่ที่ผงาดขึ้นมามีอำนาจ แต่สุดท้ายแล้วการล้างแค้น ได้ทรัพย์สมบัติ แต่ไร้ญาติขาดมิตร ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาแต่อย่างใด

            เอาจริงถ้าเราเป็นแคทเธอรีนก็คงไม่เลือกฮีทคลิฟฟ์เหมือนกันอะ.. 

            แคทเธอรีน เป็นตัวละครที่ตามอารมณ์ไม่ค่อยทัน ชีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวก็มีสติ ประเดี๋ยวก็บ้าคลั่ง ชีอารมณ์รุนแรงและช่างถากถาง เป็นนางแซะ นางปากร้าย เป็นเครื่องด่าที่เอาแต่ใจตัวเองสไตล์คุณหนูๆ ที่มีแต่คนทำอะไรให้ ตรรกะประหลาดมากมายมีให้เห็นในพส.คนนี้ ความย้อนแย้งทางความคิดและความ insecure ต่างๆ 
            สำหรับแคทเธอรีนเรารู้สึกเหมือนเอมิลีเหมือนกำลังระบายอารมณ์ชั่ววูบ (เรียกแบบนี้มั้ย?) ของตัวเองลงไปในตัวละคร เพราะแคทเธอรีนเป็นตัวละครที่อารมณ์แปรปรวนมากเกินไป  มากเกินกว่าที่จะตั้งสติดีๆ แล้วเขียนความประสาทแดกนี้ลงไปได้ 55555บทสนทนาแต่ละบทของแคทเธอรีนเหมือนมาจาก glimpse feeling ที่เกิด ณ ตอนนั้นแล้วก็ถูก expressed ออกมาในตอนนั้นเลย (อันนี้เบสออนเวลาตัวเองเขียนงานแล้วถ้าอารมณ์มันขึ้นลงมากๆ ตัวละครเราจะมีความย้อนแย้งสูงจนกลับมาอ่านใหม่แล้วงงตลอดว่า กูเขียนอะไรแบบนั้นไปได้ไงวะ 55555)
            แคทเธอรีนเป็นคนโลเล ตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด เป็นคนได้พี่เสียดายน้อง และก็ชอบจมอยู่กับอดีตของตัวเอง แคทเธอรีนเอาแต่ใจตัวเองมาก และคิดว่าทุกคนจะต้อง please หล่อน แต่ในทางเดียวกันชีก็น่าสงสารอยู่เหมือนกันที่เป็นคนอารมณ์เปราะบาง สุดท้ายแคทเธอรีนก็ป่วยและเป็นบ้าไปจริงๆ เพราะความประสาทแดกของตัวเอง บวกกับความประสาทแดกของฮีทคลิฟฟ์ และคนอื่นๆ อีกอย่างก็เป็นเพราะแคทเธอรีนเองก็ยังรักฮีทคลิฟฟ์อยู่ แม้จะแต่งงานกับเอ็ดการ์ ลินตันไปแล้วก็ตาม 
            ชีมีความย้อนแย้งในตัวเองสูง และควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้มากๆ 
            Ended up ด้วยการถูกอารมณ์ตัวเองควบคุม และสติแตกมลายสิ้นไป 

            
             ตัวละครหลักอีกหนึ่งตัวที่เราอยากพูดถึงก็คือ เอลเลน หรือ เนลลี่ แม่บ้านตระกูลเอิร์นชอว์ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้เราได้รับรู้
             เนลลี่เติบโตมากับทั้งแคทเทอรีนและฮีทคลิฟฟ์ตั้งแต่เด็กๆ เป็นเหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ทั้งสองคนไว้ใจ ถึงจะมีสถานะแม่บ้านแต่เนลลี่ก็มีความคิดเป็นของตัวเองสูงปรี๊ด ซึ่งบางทีก็ทำให้ชีแคทเธอรีนและฮีทคลิฟฟ์หัวเสียอยู่บ่อยๆ 
            เนลลี่ไม่ใช่คนดีร้อย ไม่ได้ทำทุกอย่างถูกต้อง บางทีชีก็เลือกข้าง ไม่เห็นอกเห็นใจ หรือบางทีก็มีความเมตตาแปลกๆ ที่ไม่สมเหตุสมผล ส่วนตัวเราคิดว่าเนลลี่เป็นตัวละครที่มีมิติความเป็นมนุษย์มากสุด อย่างน้อยก็ยังมีความยับยั้งชั่งใจ เพราะแทบจะทุกตัวละครมีความสุดโต่งทั้งการกระทำและอารมณ์ ทุกคนประสาทแดกแบบล้อฟรี มีเนลลี่เหยียบเบรกอยู่คนเดียวทั้งเรื่อง ชีเป็นคนกลางๆ แบบ average ปุถุชนที่สุดแล้ว

            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็น่าคิดว่า เรื่องราวทั้งหมดมาจากคำบอกเล่าของยัยเนลลี่คนเดียว ซึ่งหล่อนเป็นนาง judge ตัวละครอื่นไปหมด!  เราไม่มีทางรู้เลยว่ายัยเนลลี่ได้เพิ่มเติมเสริมแต่งอะไรไปมากกว่าความเป็นจริงหรือเปล่า ฮีทคลิฟฟ์อาจไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แคทเธอรีนอาจไม่ได้ประสาทแดกเบอร์นั้นก็ได้ ใครจะไปทราบ เพราะเราทำได้เพียงฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจากเนลลี่เท่านั้น


    -----------------------------------------


             การเล่าเรื่องของ Wuthering Heights ไม่ใช่ narrative จากตัวละครเจ้าของเรื่องโดยตรง แต่เป็นการที่เรานั่งฟังเรื่องเล่าจากความทรงจำของตัวละครหนึ่ง เล่าต่อให้อีกตัวละครฟัง ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นแนวการเขียนแบบนี้ในนิยายยุคปัจจุบันเท่าไหร่ จะเห็นได้บ่อยในนิยายสมัยก่อนมากกว่า 
             ตอนแรกเราไม่ค่อยชอบ เพราะการเล่าเรื่องของเนลลี่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่รู้จักตัวละครจริงๆ แบบยังไงมันก็คือเรื่องราวที่ฟิลเตอร์จากคนอื่นแล้ว แม้ชีจะเล่าได้อย่างออกรสและถึงพริกถึงขิงก็เถอะ              เรากลายเป็นเพียงผู้นั่งฟัง ผู้รับรู้คนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ผู้ประสบเหตุที่เอาตัวเข้าไปอยู่ในนั้นได้ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกเหมือนเราไม่มีส่วนร่วมใดๆ และทำให้รู้จักตัวละครอื่นๆ เพียงแค่ด้านเดียว เราว่ามันไม่แฟร์ที่จะต้องมานั่งฟังแม่บ้านคนหนึ่งนินทาเจ้านายให้ฟัง ซึ่งแม่บ้านอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ตามใจหล่อนคิด จะใส่ร้ายป้ายสีใครยังไงก็ได้ ไม่ค่อยยุติธรรมเลย 

              แต่อ่านไปสักพักก็เริ่มชิน และเริ่มทำใจให้เชื่อและอินไปกับสิ่งที่เนลลี่เล่า (ก็ถ้าไม่เชื่อเนลลี่ ก็ไม่รู้จะไปหาถามเอมิลี่ บร็องเต้จากที่ไหนแล้วแหละ 5555) 

             ต้องรับบทเป็นนส.ผู้บังเอิญผ่านมา แล้วมานั่งฟังกอสซิบบ้านคนรวยที่มีข่าวลือแปลกๆ เออ ก็บันเทิงดีเหมือนกัน..


              ส่วนตัวเราชอบพล็อตโศการักเจ็บแค้นแสนพยาบาท แต่ไม่ค่อยชอบเวย์การเล่าเรื่องเท่าไหร่ เพราะฉันอยากรู้จักตัวละครโดยตรง ไม่ได้อยากรู้จักผ่านยัยเนลลี่ นึกออกแมะ 
             ความประสาทแดกแบบไปสุดของทุกคนก็เป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ไม่รู้เพราะนี่เป็นเป็นนิยายคลาสสิคหรือเปล่า มันเลยมีความเป็น fictional และ surrealism สูง ทั้งบทสนทนาที่ยาวเป็นหน้า พรั่งพรูความรันทดของชีวิตตัวเองผสมกับลอจิคพิลึกๆ ออกมา ชนิดที่คนปกติมึงคงไม่พูดกันแบบนี้หรอก แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการดำเนินเรื่องเป็นคำบอกเล่าจากบุคคลที่สามก็เป็นได้ 
             เราเองไม่ได้อ่านนิยายคลาสสิคฝั่งตะวันตกเยอะเท่าไหร่ เลยจับทางยังไม่ค่อยถูก รู้สึกว่ามันมีแบคกราวน์เยอะแยะที่ต้องเอามาตีความ ทั้งเรื่องศาสนา เรื่องความเชื่อ แม้กระทั่งภูมิอากาศตั่งต่าง แต่ดิชั้นไม่รู้อะไรแบบนั้นหรอกค่ะ ชั้นไม่มีความรู้ 55555 เท่าที่เคยอ่านเหมือนจะมีอีธาน โฟรม ซึ่งรู้สึกมีลักษณะคล้ายวัตเตอริ่ง ไฮตส์อยู่ ในแง่การร้อยเรียงความคิดของตัวละคร ที่บางทีก็สุดโต่ง บางทีตื้นเขิน บางที deep และประสาทจนงง และมีลอจิคพิลึกๆ มากมายให้ได้เห็น 

             จนมาถึงรุ่นลูกที่รุ่นลูกที่ค่อยพบเจอความสมจริงขึ้นมาหน่อย มีการโทนดาวน์ความประสาทแดกลงมา และแม่หนูแคทธี่ก็เป็นหนูน้อยแสนฉลาดและมีสติ 
             ใดๆ คือเราชอบบรรยากาศชื้นๆ มืดทึมของวัตเตอร์ริ่ง ไฮตส์ ฟีลคฤหาสน์เก่าๆ มืดๆ เหมือนผีสิงตลอดเวลา ความตั้งอยู่บนที่ราบสูงโดดเดี่ยวท้าลมท้าแดด ให้ฟีลลึกลับๆ มีเงื่อนงำซ่อนอยู่ สมแล้วกับที่เขาบอกว่าเป็นนิยายโกธิคขึ้นหิ้ง ทั้งฟ้าฝนเอย ทุ่งมัวร์เอย ตัวละครหน้าตาบูดบึ้งอารมณ์ร้ายและคฤหาสน์เก่าลมหวีดเอย ไหนจะมือซีดๆ ของแคทเธอรีนคนแม่ที่ยื่นมาหานายล็อกวู้ดตอนพายุถล่มวัตเตอร์ริ่ง ไฮตส์อีก เรียกได้ครบอีลีเม้นความโกธิค 

             ไม่รู้ว่าคิดไปเองมั้ยถึงรู้สึกว่าฉบับภาษาอังกฤษมันดูหนาวเหน็บและเปียกชื้นกว่าภาษาไทย เดาว่าคงเป็นเพราะภาษาและศัพท์ เพราะตอนอ่านภาษาอังกฤษ ดิชั้นรู้สึกเหมือนฝนตกตลอดเวลา หรือที่รู้สึกฝนตกเพราะหดหู่ที่ต้องอ่านไปเปิดดิกไป เจอบทเกี่ยวกับพระคัมภีร์ทีไรก็ท้อใจรัวๆ โอ๊ย เหนื่อยกับความโง่ภาษาของตัวเอง ไรงี้ 55555 

             แต่ต้องชื่นชมคนแปลจริงๆ เราสัมผัสได้ถึงความทุ่มเททั้งกายและจิตวิญญาณในการแปลเรื่องนี้ เห็นความพยายามร้อยเรียงภาษาที่พิถีพิถันและเอาใจใส่ในรายละเอียด ที่สำคัญผู้อ่านทั่วไปสามารถอ่านได้แบบไม่ต้องตั้งสติมากนัก เพราะภาษาแปลไม่ได้อ่านยากเย็นอะไรเลย (ไม่เหมือนเพลงรำลึกบาป ที่ถ้าไม่มีสติก็จะหลุดออกไปนอกจักรวาล) 
             และมันบันเทิงมากๆ ยิ่งเวลายัยแคทเธอรีนด่า ฮีทคลิฟฟ์ด่า ฮินลีย์ด่า แม้กระทั่งยัยเนลลี่ถากถางยัยแคทเธอรีน คือมันสนุกและการละครแบบสับ เหมือนเราเห็นตัวละครทำหน้าเหม็นเบื่อและท่า roll eyes ตลอดเวลา 555555 

              ที่เราติดมีแค่ตรงบทพูดของตาลุงโจเซฟ ที่รู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามในการเดาคำมากไปหน่อย เข้าใจว่าโจเซฟพูดติดสำเนียง และต้นฉบับเองก็เขียนเป็นการออกเสียงแบบสำเนียงแรงๆ นั้นด้วย (ซึ่งอิชั้นก็อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง) เราว่าเขียนให้เพี้ยนจากภาษาไทยกลางไปมันก็ดี แต่มันก็ไม่ได้ให้ฟีลเหมือนสำเนียงบ้านนอกอังกฤษขนาดนั้น และสำเนียงบ้านนอกอังกฤษมันก็เทียบกับสำเนียงถิ่นของไทยไม่ได้เสียด้วย เราเลยรู้สึกว่าบางคำเดายากจริงๆ และต้องใช้จินตนาการสูงมากในการเดา เลยคิดว่าถ้าปรับให้อ่านง่ายกว่านี้ เขียนคำให้เพี้ยนนิดๆ หน่อยๆ น่าจะดีกว่านี้มั้ง

             เรื่องนี้ใช้เวลาแปลนานทีเดียว ถ้าจำไม่ผิดราวๆ 4 ปี ไม่แน่ใจ หรืออาจจะน้อยกว่านั้น แต่ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่าแก่การรอคอย และสมควรซื้อหามาอ่าน เพราะมันเทิงมาก มันสะใจ มันการละคร มันด่ากันทั้งเรื่องด้วยความประสาทแบบไม่มีใครยอมใคร 
             ที่สำคัญคือจะได้สัมผัสถึงความทึบทึมขมุกขมัวของนิยายโกธิค และบรรยากาศพายุฝนกระหน่ำสาดซัดคฤหาสน์เก่าๆ มืดๆ ก็แฟนซีและคลาสสิคสุดจะจินตนาการ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in