เมื่อผมบวช - When I was a monkBass Chayathorn Sakdatorn
ตอนที่ศูนย์ ทำไงดีกับความทุกข์? :)
  • สำหรับผม ตอนที่เป็นเด็กๆผมคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องที่โดนบอกเล่าออกมาได้น่าเบื่อมาก คือมากๆ (เบะปากอย่างรุนแรง) ผมเรียนโรงเรียนประถมที่มีเจดีย์อยู่ข้างๆสนามเด็กเล่น ... แน่ะ อย่าเรียกว่าโรงเรียนวัดได้ไหม แค่มีเจดีย์ในโรงเรียนกับต้องสวดมนต์หน้าเสาธงทุกเช้าเอง

    เชื่อป่ะ? สวดมนต์มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าจะทำไปทำไม

    ไปถามเพื่อนๆประถมรุ่นนั้นของผมได้เลยว่าพวกมันรู้ไหมว่าสวดไปทำไม มันไม่รู้หรอก แต่รู้แค่ว่านี่คือหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า 'ศาสนาพุทธ’ การที่เด็กตัวขาวไปยืนตากแดดจนตัวดำ ร้อนจนกางเกงในเปียก พนมมือ ท่องอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เข้าใจมันน่าเบื่อจริงๆ

    มันเลยพาลคิดว่าอะไรที่มันเกี่ยวกับศาสนาพุทธมันน่าเบื่อ ทำบุญน่าเบื่อ ถวายสังฆทานน่าเบื่อ เข้าวัดน่าเบื่อ นั่งสมาธิน่าเบื่อ เบื่อเพราะไม่รู้ความหมาย ไม่รู้จุดประสงค์ คือมันไม่มีข้อดีข้อเสียให้เราชั่งน้ำหนักว่ามันคุ้มค่าพอที่จะทำหรือไม่ พิธีกรรมพวกนี้ไม่เคยมอบความเข้าใจให้กับผมเลย

    เวลาผ่านมา ตอนโตก็พอจะเห็นพวกโคว้ต (Quote) ของพระพุทธเจ้าประปรายตามหน้าฟีดประมาณว่า "ปล่อยวางเถอะ อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่ใช่ของเรา” หรือ “ความสุขคือการปล่อยวาง” อะไรเทือกๆนั้น แล้วคนที่แชร์โพสท์มาอีกทีแม่งต้องอกหักหรือผิดหวังกับอะไรสักอย่างมาแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่แชร์มา

    แล้วทำไมต้องแชร์แค่ตอนผิดหวังวะ (ถามตัวเอง)

    อาจจะเพราะคนเราอ่อนแอและต้องการทั้งกำลังใจ แรงผลักดัน คำปลอบใจ แต่ผมว่าลึกๆแล้วเราอยากได้อะไรมากที่สุดตอนผิดหวังรู้รึเปล่า? เราอยากได้อะไรก็ได้ที่ทำให้หายทุกข์ เราอยากหายจากสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนั้น แล้วจะหายยังไง? ก็คงแล้วแต่คน

    บางคนเลือกจะทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายผู้อื่นเพื่อเรียกความสนใจ
    บางคนเลือกจะไม่คิดถึงมัน ปล่อยมันไปเลย
    บางคนก็เหวี่ยงลงเฟสบุ๊คแม่งเลย ด่ากูใช่มั้ย ได้ นี่ไงดีออก ลงสเตตัสไปเลยแบบลอยๆ ไม่ได้ด่าใคร๊ นี่ลงเพราะอยากลงเฉยเฉ๊ยยย
    แล้วก็เนี่ยล่ะ บางคนก็แชร์รูปอะไรแบบนั้นมาเพื่อปลอบประโลมจิตใจ

    สนองความต้องการของตัวเองกันไป

    มันเหมือนกับคนจมน้ำแต่ว่ายน้ำไม่เป็นอยู่นัยๆนะว่ามั้ย จมลงไปในสระน้ำที่เรียกว่าความทุกข์ ในสระมีแต่ของที่ไม่ได้ดั่งใจ มีแต่ของที่น่าผิดหวัง น่าเศร้า มีแต่สีที่ดูหม่นๆ

    ว่ายน้ำเป็นก็หลุดออกมาจากสระเร็วหน่อย ว่ายน้ำไม่เป็นก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาได้แบบช้าๆ

    ฉะนั้นผมอยากให้สิ่งที่ผมเขียนนับตั้งแต่วันนี้เป็นสื่อที่จะทำให้ทุกคนที่อ่านภาษาไทยออก ‘ว่ายน้ำ’ ได้เก่งขึ้น เพราะถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมประสบพบเจอมานั้นมันอาจจะไม่ได้มากมายเท่าผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนหนาวมาทั้งชีวิต แต่ผมเชื่อว่าการที่ผมก้าวมาเจอ 'ศาสนาพุทธที่น่าเบื่อ' ทำให้ผมค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ธรรมมะ

    ธรรมมะคือ ธรรมชาติ

    จากนี้ขอเรียกมันว่าธรรมชาติละกัน เพราะอยากให้คนที่เป็นศาสนาคริสต์ พุทธ อิสลาม และอีกหลากหลายความเชื่อเข้าใจว่า นี่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนศาสนาของใคร นี่เป็นแค่อีกหนึ่งความคิดที่กลั่นกรองออกมาจากธรรมชาติและสิ่งที่เราจะต้องได้เจอในชีวิตประจำวัน

    เพราะธรรมชาติของชีวิตประจำวันคนเราคืออะไร ตื่น กิน เดิน คุย งาน เรียน นอน พวกกิจกรรมที่ทำคนเดียวตัวเราเองไม่ค่อยมีปัญหาหรอก ... แต่ถ้าต้องพบปะหรือทำงานกับคนอื่นเมื่อไร เมื่อนั้นล่ะเริ่มมีปัญหา

    ฉะนั้นนิพพานน่ะไม่ต้องหยิบยกมาถึงเลยเพราะผมไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ตั้งใจใช้ธรรมมะมาอธิบายธรรมชาติของหลายๆอย่างที่เจอ เราจะได้คิดบวกแบบไม่เคอะเขิน แบบไม่คิดว่า "เชี่ย กูโลกสวยไปมั้ย"

    ในฐานะที่เป็นวัยหนุ่มสาวร้อนแรง ผมออกตัวเลยนะว่าไม่คิดจะเชื่ออะไรที่ไม่มีหลักเหตุผลที่เราคิดตามได้ ผมชอบอะไรที่มันเป็นหลักที่คิดตามแล้ว "อ่อ ! มันเป็นแบบนี้นี่เอง”

    ยกตัวอย่างเช่น ผมเชื่อว่าเราไม่ควรทำบุญเพราะคิดว่าจะได้บุญ แต่เราควรจะทำบุญเพราะมันคือการเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่เราเชื่อว่าเป็นของเราให้ส่วนรวม ซึ่งการเสียสละนั้นทำให้เราไม่ยึดติดอยู่กับอีโก้ของตัวเองมากจนเกินไป การเสียสละทำให้เราลดความตระหนี่ พอลดความตระหนี่ได้ เราจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัวน้อยลง เห็นแก่ตัวน้อยลงแล้วจะมีความสุข

    สรุปว่าเราควรจะเดินเอาเงินไปหยอดตู้รับบริจาคเลยหรือไม่ ? ไม่เลย อย่าทำแบบนั้น มันเว่อร์ไป จะบ้ารึปล่าวสี่ทุ่มแล้ว

    เท่าที่ได้พูดคุยกับพระสงฆ์หลายรูป พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมมะคือธรรมชาติ (ย้ำ) การเสียสละไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเงินอย่างเดียว การให้อภัยก็คือการเสียสละ การให้อภัยนั้นมีศาสนาหรือไม่ ก็ไม่ การให้อภัยคือหนึ่งในความเป็นมนุษย์ คือเสียสละความรู้สึกไม่ดีที่คนอื่นมอบให้เรา เราให้อภัยด้วยความจริงใจก็จะอารมณ์เย็น คนเราอารมณ์เย็นก็ไม่อยากจะโกรธไปนานๆถูกไหม มันเหนื่อยสมอง ฉะนั้นผลของการให้อภัยคือเราจะมีความสบายใจขึ้นทันที

    อ่อ ฟังดูง่าย

    ความจริงง่ายไหม? ไม่เลย ยากชิบฝฝฝฝฝฝฝฝายยยยยยยยยยยยยย

    ผมรู้สึกว่ามันยากเพราะเมื่อไรที่ทะเลาะกับใคร ไม่ช้าก็เร็วพออารมณ์เย็นก็จะรู้สึกผิด แสดงว่ามันไม่ได้ง่ายที่จะมองเห็นสิ่งที่เราเป็นโดยเฉพาะเวลามีอารมณ์ทางลบๆแบบโกรธ โมโห เกลียด ว่าไหม คือรู้ว่ามันไม่ดีแต่ก็เป็น แล้วมันเพราะอะไร? เพราะไอ้นั่นมันกวนตีน เพราะไอ้นี่มันทำผมก่อน เพราะแกมันโง่ เพราะมึงชนแล้วหนี จะหนีทำไม? รู้มั้ยว่าเท่าไหร่? จะหนีทำไม? กราบรถกู!

    เพราะเหตุผลทุกอย่างยกเว้นตัวเอง

    ถ้าเรารู้ตัวก่อนว่าเราจะโกรธ เรายังจะโกรธอยู่ไหม? (อันนี้ถามทุกคน)

    ผมตอบตัวเองว่าไม่ หากมีโอกาสย้อนเวลากลับไปได้ทุกครั้งที่โกรธหรือทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ผมจะไม่ทำและค่อยๆแก้ปัญหาโดยมีสติให้มากกว่าเดิม สุดท้ายผมพบว่าผมสบายใจที่ปัญหามันถูกแก้ ไม่ได้สบายใจที่โมโห แล้วผมจะโมโหไปทำไมล่ะ เสียสละ ให้อภัย แล้วก็แก้ปัญหาดีกว่า

    โอ้โห พระเอกมากเลยเมิงงงงง ฟังดูง่ายอีกแล้ว

    แต่ไม่เลย พอถึงเวลาที่เราโดนทำไม่ดีใส่ เราก็มีเหตุผลให้ต้องแสดงอารมณ์ลบๆออกมาอีก

    ฉะนั้นเราจะเข้าใจและคิดตามไปในทันทีได้ไหม ไม่ได้แน่นอน เปรียบมันเหมือนว่ายน้ำอีกนั่นล่ะ เรารอให้เราจมน้ำก่อนแล้วค่อยฝึกว่ายไม่ได้ เรารอให้เราโกรธก่อนแล้วเอาเงินมายัดๆลงในตู้รับบริจาคเพื่อให้สบายใจมันก็ไม่ได้อะไร กว่าจะทุรนทุรายขึ้นมาจากสระได้ก็เหนื่อยสมอง

    นั่นล่ะ นับตั้งแต่นี้ผมเลยตั้งใจจะเขียนประสบการณ์ที่เจอ ที่อ่าน ที่ซึมซับ ที่ได้คิดตาม เพราะผมพบว่าการมองธรรมชาติมันเป็นอะไรคล้ายๆ NLP (Neuro-linguistic programming) ผมเห็นว่าแนวคิดที่ได้มันเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ เป็นสิ่งที่ต้องฝึกคิดเมื่อได้เจอเรื่องราวต่างๆที่ได้ดั่งใจและไม่ได้ดั่งใจ

    หรือไม่ก็อย่างน้อยให้เป็นอุทาหรณ์และทุกคนที่อ่านได้คิดตาม ถ้านำไปใช้ได้ผมจะดีใจมากๆจริงๆนะ ผมเชื่อว่ามันเป็นประโยชน์ เชื่อว่ามันจะทำให้ความคิดหรือที่ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Attitude เราแข็งแรงพอที่ถ้าตกลงไปในสระนั่นอีก ก็ขึ้นมาได้เร็วขึ้นมากกว่าเดิม

    มาฝึกว่ายน้ำไปด้วยกันดีมั้ย :)

    จากใจ
    ชยธร

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in