เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Dustman : ไอ้ธุลีดินผงผงาดค้ำจุนโลกHacker Dewdie
ตอนที่ 2 : บันทึกจากขอบกาแล็คซี่
  •           "ตื่นเถอะพีท ตื่นเถอะ"


              ผมลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝันที่ดีของผม ผมมองเห็นไอ้หัวโล้นคนหนึ่งที่อยู่แนบชิดกับหน้าของผม ภาพเบลอมากจนมองไม่ชัดเจน เขาพยายามปลุกผมด้วยคำพูดอยู่อย่างนั้น ผมพยายามใช้สติและจ้องมองเขาให้ชัด ก็พบว่าใบหน้านี้มันคุ้นๆ มาก


              "โอว ท่านโปรเฟสเซอร์แซด ท่านมารับแล้วใช่ไหม ท่านจะมารับข้าไปอยู่ในโรงเรียนฝึกมิวแทนซ์ เพื่อจะรวมกลุ่มกันต่อต้านผู้ทีี่คิดก่อการร้ายของโลกใช่ไหม ได้โปรด รับข้าไปเป็นศิษย์ด้วยเถอะ"


              "......."


              ไม่มีคำตอบจากเสีียงเหล่านั้น ผมเอามือขยี้ตาอีกครั้ง 

     
               "บลูด๊อกเองหรอกเหรอ"
                แมวที่ผมเลี้ยงไว้ จ้องมองหน้าผมในระยะเผาขน ผมเอามือคว้าตัวมันแล้ววางข้างๆ เตียงนอน เอามือหยิบนาฬิกาที่อยู่บนหัวเตียงนอน มันแสดงเลขฐานสอง ผมตั้งสติและพยายามคิดหาคำตอบเพื่อทราบเวลาในตอนนี้ แต่แล้วผมก็หาวิธีคิดไม่ได้ จึงวางนาฬิกาไว้ทีี่เดิม และจ้องมองนาฬิกาที่อยู่บนฝาผนังปลายเท้า มันแสดงเวลาหกโมงครึ่งแล้ว ผมจึงรีบจัดการธุระตอนเช้าอย่างเร่งด่วน


                หลังจากที่ผมทำธุระเรียบร้อย ผมเดินลงมาจากชั้นบนของบ้าน เมื่อมาถึงชั้นล่างผมเห็นซากแมลงสาบและซากจิ้งจกเกลื่อนทั่วห้อง แมลงสาบบางตัวเหลือแต่ปีก บางตัวเหลือแต่ขา ส่วนจิ้งจกบางตัวไม่มีหาง บางตัวมีแค่ส่วนหัวและท้อง เกิดอะไรขึ้นกับบ้านของผม หลังจากที่ผมตะลึงอยู่นาน เจ้าบลูด๊อกเดินมาคลอเคล้าคลอเคลียแข้งขาของผม เหมือนว่ามันพยายามทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของให้กลิ่นมันติดขากางเกง ผมก้มลงต่ำ จับหัว และเผยอฟันของมัน ก็พบเศษชิ้้นส่วนแมลงสาบติดตามซอกฟัน  ผมโมโห ผมชี้หน้าและด่าใส่มัน หยิบไม้แขวนเสื้อทีี่วางบนโต๊ะ มันเห็นทีท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งไปที่มุมของบ้าน


                "ไอ้บลูด๊อก แกจะกินซากพืชซากสัตว์อย่างนี้ ไม่ได้หรอกนะเว้ย" ผมหยิบขาของแมลงสาบโยนใส่หน้า มันก็ใช้สองเท้าหน้าคว้าและจับเล่นไปมา ราวกับแมลงสาบยังคงมีชีวิต


                "ปัง!!!!"
                ผมฟาดไม้แขวนเสื้อลงที่พื้น ความดังของเสียงทำให้แมวหยุดสนใจแมลงสาบทีี่ผมโยนให้ และจ้องมองหน้าผม ผมเอาไม้แขวนเสื้อชี้หน้าเพื่อสั่งสอนมัน มันเริ่มขู่ผม ผมใช้นิ้วชี้สั่งมันให้หยุดนิ่งเฉย แต่แล้วใช้กรงเล็กข่วนมือผมเกิดเป็นแผล และมันก็วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองของบ้าน


                โธ่เว้ย ผมรู้สึกฉุนเฉียวเป็นอย่างมาก แมวมันไม่เชื่อฟังเจ้าของอย่างผม ผมรู้สึกเจ็บตรงแผลอย่างมาก รีบไปล้างมือ ทำความสะอาดบาดแผล และใช้ปลาสเตอร์ปิดไว้ชั่วคราว หลังจากนั้นผมกวาดเศษซากแมลงสาบ จิ้งจก และถูบ้านจนสะอาด กระเบื้องเป็นมันวาว สุดท้ายผมหยิบกุญแจ ออกไปทำงาน


                ในระหว่างทาง ผมคิดถึงเรื่องวันทีี่เจอบลูด๊อกครั้งแรก ตอนที่ฝนเดือนหกตกพรำน้ำเจิงนองเต็มท้องถนนเหมือนกับมิวสิควิดีโอเพลง  เสียงกบแหกปากร้องก้องดังกลางทุ่งนาเพื่อหาคู่ แมลงสาบบางตัวลอยตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง บางตัวว่ายน้ำในท่าผีเสื้อ บางตัวเกาะเสาไฟหนีขึ้นที่สูง  ผมอยู่ในสภาพชุดทำงานเปียกฝนวิ่งผ่ากลางสายฝนทีี่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา เอากระเป๋าสะพายป้องหัวเอาไว้อย่าให้ผมเปียกไปมากกว่านี้ เมื่อถึงบ้านที่มืดสนิทไม่มีแสงไฟ ผมเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน แสงจากท้องฟ้าส่องแสงชั่วเสี้ยววินาทีและมีเสียงฟ้าร้องคำรามตามมา แสดงให้เห็นสัตว์ตัวเล็กขนฟูสีส้มนอนขดที่พรมเช็ดเท้าหน้าประตูเข้าบ้าน มันคือแมวนั่นเอง มันเปียกปอนจากน้ำฝน และตัวสั่นจากความหนาวเย็นของอากาศ  ผมเอามือลูบเบาๆ ทีี่แผ่นหลังของมัน  มันเงยหน้าขึ้นมามองผม ตาผมจ้องตามัน และผมเจอความอ้างว้าง ความโดดเดียว การหลบหนีภัยจากดวงตาคู่นั้น ผมเอามือลูบหัวมัน มันยอมให้ผมลูบแต่โดยดี และผมสังเกตเห็นความแปลกประหลาดที่หน้าผากของมัน เมื่อแสงจากท้องฟ้าส่องวูบวาบอีกครั้ง ทำให้เกิดภาพที่ประจักษ์ตา แผลเป็นรูปสายฟ้าอปรากฏกลางหน้าผาก หรือนี่มันเป็นแมวผู้รอดชีวิต


                ในบ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่ง ผมนอนดูซี่รีี่ย์นิยายจากรายการโทรทัศน์ ผมได้ยินเสียงจากฝ้าเพดาน ผมคิดว่าคงมีอะไรซ่อนบนฝ้าแน่ๆ  แต่ในไม่ช้าฝ้าผืนหนึ่งตกหล่นลงมาข้างๆ ผม ฝุ่นฟุ้งกระจายไปเต็มห้อง  ผมสำลักฝุ่นและใช้มือกวาดไล่ฝุ่น คงเป็นหุ่นยนต์เหล็ก C-800 ที่มาจากอนาคตมาเพื่อปกป้องผมจากหุ่นยนต์หลอมเหลว C-1000  กระมั้ง  เมื่อฝุ่นจางลง ผมเห็นแมวตัวอ้วนทีี่ผมเลี้ยงไว้นั่งทับฝ้าเพดาน และปล่อยหนูทีี่คาบไว้ในปาก หนูตัวใหญ่ตัวนั้นวิ่งหนีหายไป ส่วนแมวของผมก็วิ่งไล่กวดเต็มที่ เจ้าแมวตัวนี้คงเล่นซุกซนเหมือนหมาไม่มีผิด
     



  •            ในระหว่างที่ผมเดินทางกลับบริษัทเพื่อเตรียมประชุมความคืบหน้าของโครงการให้กับหัวหน้าของผมได้รับทราบ ผมขี่รถมอเตอร์ไซต์จอดข้างทาง และเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ  ลมเย็นจากในร้านพัดปะทะหน้า ทำให้ผมรู้สึกสดชื่น ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมหน้ากากสีดำ ยืนถือปืนเล็งไปที่พนักงานเคาเตอร์ และมีพรรคพวกชายหน้ากากดำอีกสามคน กำลังหยิบธนบัตรหลายฉบับใส่ลงในกระเป๋าสะพายหลัง 


               "พี่ครับ พี่จะทำอะไรเนี่ย" 
                ผมเอามือจับแขนของชายถือปืน เขารีีบสะบัดแขนออกทันที ผมพยายามหยิบกระบอกปืนจากชายคนนั้น เขาใช้ศอกฟาดใบหน้าของผมอย่างรุนแรง ทำให้สติหลุดชั่วขณะ เขาใช้ขาถีบจนผมเซล้มลงหลังแตะพื้น เขาใช้เท้าเหยียบหน้าอกและจ่อปืนเล็งหน้าผม


               "มึงคิดว่ามึงเป็นใคร มึงคิดว่าจะเป็นฮีโร่ผู้ผดุงคุณธรรมค้ำจุนโลกเหรอ ถุย มึงโลกสวยไปหน่อยไหม"    เขาถ่มน้ำลายอัดใส่หน้าผม ผมรู้สึกโกรธหัวเป็นฟืนเป็นไฟ พยายามดิ้นตะเกียตะกาย กำหมัดชกเข้าที่เท้าของเขา แต่เขาลงน้ำหนักบนเท้ามากขึ้น จนผมเจ็บลิ้นปีี่และหายใจไม่ออก เขาก้มตัวต่ำลงมา เผชิิญหน้ากับผม "มึงก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีวันจะต่อกรกับสัตว์ดุร้ายที่ซ่อนอยู่ในลำกล้องนี่ได้หรอก"


               หลังจากนั้นเขาเอาปืนมาเล็งบริเวณหน้าผาก
               

               "เวลาเข้าถ้ำเสือ จงระวังเสือไว้บ้างนะหนุ่มน้อย"
               หลังจากพูดจบ ผมถุยน้ำลายใส่เขา สีหน้าแววตาโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เขาเหนี่ยวไก กระสุนเจาะทะลุหน้าผากของผม  ผมชักดิ้นชักงอ โดยทีี่ไม่สามารถควบคุมมือควบคุมเท้าได้เลย ผมหน้ามืด ตาลาย คล้ายจะเป็นลม เหมือนคนไม่มีกําลังและหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป และแล้วทุกอย่างวูบดับลงสนิท


               สักครู่หนึ่งผมรู้สึกตัวเองอีกครั้ง และลุกขึ้นยืนเห็นแผ่นหลังของเขา 


               "พี่ชาย พี่ชาย" ผมเอามือสะกิดทีี่บ่าของเขาให้เขาหันกลับมา "ถ้าคิดอยากจะเป็นเสือ เคยเช็คประวัติเหยื่อแล้วหรือยังฮะ"


               หลังจากที่ผมพูดจบ เขามีสีหน้าตกใจเป็นอย่างมาก แล้วเขาก็ยิงปืนใส่ผมรัวๆ เสียงปืนคำรามราวกับเสียงมัจจุราลั่นกลองรบ คมเขี้ยวกระสุนเจาะทะลุผ่านร่างกายของผม กระทบผนังของร้านสะดวกซื้อจนเป็นหลุมกระสุน หลังจากนั้นไม่นาน ลูกกระสุนหมดจากรังเพลิง


               "ไอ้ปีีศาจ แกทำสัญญากับซาตานใช่ไหม แกมันเป็นตัวอะไร แกมันไอ้ตัวนรกส่งมา พวกเรา ถอย"


               ชายหน้ากากดำที่เป็นหัวหน้ารีบวิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนลูกน้องอีกสองคนทิ้งกระเป๋าสะพาย กระโดดข้ามเคาเตอร์ วิ่งตามลูกพี่ และในไม่ช้าเสียงไซเรนของตำรวจดังขึ้น ผมคิดว่าผมไม่สามารถอยู่ทีี่นี่ได้อีีกต่อไป ผมดึงพลังจากตัวเอง และค่อยๆ จางหาย จนไม่มีใครเห็นตัวของผม
               
               
    ..........


                หลังจากที่ผมทำงานในวันนีี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางก่อนถึงบ้านประมาณ 200 เมตร ผมเห็นกลุ่มชาวบ้านหลายคนยืนมุงดูอะไรบางอย่างทีี่ข้างทางถนนดินลูกรัง ผมขับรถมอเตอร์ไซต์เข้าไปใกล้อย่างช้าๆ และจอดมอเตอร์ไซต์ไว้ข้างๆ แขวนหมวกกันน๊อคไว้กับกระจกมองหลัง ดับเครื่องยนต์ และเดินเข้าไปในฝูงคนที่มุงดูนั้น


                "ขอดูด้วยคนครับ ขอดูหน่อย"


                "อ้าว พีีท.."  แมรี่ทีี่ยืนอยู่ในกลุ่มคน หันหน้ามาทักทายผม  "ขอโทษค่ะ ขอทางให้กับเจ้าของหน่อยค่ะ เขามาแล้ว"

                
                ฝูงคนแหวกทางเดินให้ผม ผมเดินเข้าไปใกล้ เจอสัตว์ตัวเล็ก อ้วนๆ ขนสีส้มนอนอยู่บนพื้น ผมเดินเข้าไปหาช้าๆ นั่งชันเข่า เอามือแตะที่ลำคอของมัน พลิกหัว และเผยใบหน้าของมัน ผมรู้สึกตกใจจนหน้าซีีด เพราะสิ่งทีี่เกิดนั้นมันเป็น


                บลูด๊อก!!!!
                แมวของผมนอนสลบอย่างแน่นิ่ง ร่างกายไม่ไหวติง ไม่มีลมหายใจ ไม่มีบาดแผล มีแต่ร่างกายที่ไร้วิญญาณที่อยู่ตรงหน้าของผม ผมเอามือปิดปาก อดกลั้นความรู้สึก แต่แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยทีี่ผมห้ามมันไม่ได้ ผมเอามือชกพื้นดินอย่างเต็มแรงโดยไร้ความเจ็บปวด น้ำตาก็ไหลออกมาเป็นชุด หยดน้ำตาร่วงหล่นลงสู่พื้น ผมร่ำร้องไห้สักครู่ แล้วหลังจากนั้น ผมเอามือสองข้างโอบกอดแมว ยกร่างมันขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน ยืนขึ้น และเดินออกมาจากกลุ่มคนโดยไม่มองหน้ามองตาใครเลย



                "ลาก่อนนะ บลูด๊อก หวังว่าชาติหน้าเราคงจะได้เจอกันอีก"
                ผมกล่าวคำร่ำลาแมวของผม ในช่วงเย็นของวันนี้ ผมค่อยๆ บรรจงเอาร่างของมันวางลงบนที่นอนนุ่มๆ ที่ปูอยู่ในบ้านกล่องกระดาษลังของมัน ผมเอาดอกไม้วางไว้ข้างๆ พร้อมกับจดหมายโปสการ์ดทีี่เขียนข้อความแสดงความรู้สึกจากใจของผม ถึงแม้ว่าแมวมันจะอ่านสิ่งทีี่ผมเขียนไม่ออกก็ตามเถอะ แต่ผมเชื่อว่าแมวคงจะไปเจอกับสลีบจ๊อบ ผู้พัฒนาซอฟแวร์แปลภาษาคนเป็นภาษาแมว ทีี่อยู่บนสรวงสวรรค์


                ผมเอามันหย่อนลงในหลุมทีี่ผมขุดไว้ แล้วค่อยๆ เกลี่ยหน้าดินปิดหลุม ครั้งแล้ว ครั้งเล่า น้ำตาก็ไหลเปื้อนใบหน้าอีกครั้ง ผมรีบโกยดินมาปิดหลุมอย่างรวดเร็วเท่าทีี่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียใจไปมากกว่านี้ ในทีี่สุดหลุมถูกปิดมิดชิด ผมเอามือตบดินให้เรียบๆ เงยหน้ามองขึ้นดูต้นฉำฉา อวยพรให้ให้มันไปสู่ที่ชอบทีี่ชอบ มีทีี่นอนหรู มีอาหารดีๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องกินแมลงสาบและจิ้งจกเหมือนในชาตินี้ 


                ผมเดินกลับบ้านด้วยหัวใจห่อเหีี่ยว เปิดช่องโทรทัศน์รายการข่าวทีี่ผมช่วยเหลือพนักงานร้านสะดวกซื้อเมื่อตอนบ่าย เปิดดูข่าวต่างประเทศที่รายงานข่าวภัยต่างๆ ทั่วโลก มีสกู๊ปพิเศษข่าวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีี่สหรัฐอเมริการที่เกิดพายุปั่นป่วนรุนแรง ที่อินโดนีเซียทีี่กำลังรายงานข่าวภูเขาไฟระเบิด ทีี่ญี่ปุ่นทีี่เกิดคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่ง แต่แตกต่างกับประเทศไทยที่เจอฝุ่นจิ๋วตามรบกวน


                ผมเดินไปที่ห้องครัว เปิดตู้เก็บอาหารมันฝรั่งทอดกรอบ ผมเห็นกล่องอาหารเม็ดของเจ้าบลูด๊อกวางหลายกล่อง ผมคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะทิ้งก็น่าเสียดาย ในเมื่อมันไม่อยู่ ผมอยากจะลองชิมอาหารมันสักครั้ง ว่าแล้ว เขย่ากล่อง เปิดกล่อง  ผมมองทีี่รูปการ์ตูนที่อยู่บนผลิตภัณฑ์หน้ากล่อง และข้อความเล็กเขียนไว้ "อาหารทีี่ยิ่งใหญ่ มาจากปลาทูที่อร่อยยิ่ง" ผมหยิบอาหารเม็ดใส่ปาก เคี้ยวไปเคี้ยวมา และผมคายทิ้งออกทันที เพราะมันมีีรสชาติเหมือนที่ชวนแหวะมาก
             




  •             ดึกดื่นคืนนี้
                ผมกดชักโครก ให้ของเสียของหนักลอยจมลงไปกับสายน้ำ หลังจากนั้นเปิดประตูห้องน้ำเพื่อเข้าห้องนอน ผมเดินไปเรื่อยๆ ในห้องมืดที่มีีเพียงแสงไฟจากห้องน้ำเป็นตัวช่วยนำทาง ผมเดินลึกไปเรื่อยๆ  และพยายามจำให้ได้ว่าที่นอนอยู่ตรงไหน แต่ไม่ว่าจะเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ผมยังไม่เจอเตียงนอนเลย เมื่อผมหันหลังกลับ ไฟจากห้องน้ำ ค่อยๆ มืดลง จนดับสนิท ไม่มีแสงสว่าง ผมใช้สติสัมปะชัญญะ ท่องนโมพุทธายะ  3 จบ ก็ปรากฏบรรยากาศรอบๆ 


                ผมอยู่ในห้องที่มีตู้ชั้นวางหนังสือสีไม้โอ้คใหญ่ๆ หลายตู้ มีีหนังสือเล่มหนาๆ จัดเรียงในชั้นหนังสือ ผมพยายามมองตัวหนังสือตรงสันปก แต่มันเป็นภาษาทีี่ผมไม่รู้จักและไม่สามารถแปลมันได้เลย  ผมเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินที่ปูด้วยพรมสีีน้ำตาลอ่อน มองดูโคมไฟระย้าอันใหญ่ๆ ที่ห้อยโตงเตงอยู่บนเพดาน มองความประณีตของประติมากรรมของตู้วางหนังสือ เมื่อเดินจนสุดทาง ก็เจอกับโต๊ะตัวใหญ่ทีี่วางเรีียงราย มีเก้าอี้หลายตัววางตามขอบโต๊ะ


                ผมเดินไปทีี่โต๊ะนั้น แล้วก็เกิดไปชนกับสิ่งแปลกประหลาดทีี่สูงเกือบ 2 เมตร 


                "เออ ขอโทษครับ"

                
                "*_$**%£")%^"_+_!£$*%^"  
                เขากล่าวอย่างไม่เป็นภาษา เป็นภาษาที่ผมไม่สามารถฟังรู้เรื่อง หลังจากนั้นเขาหันหลังกลับ และเดินต่อไป


                ในช่วงที่เขาเดินออกจากผม ผมเห็นเขาทำหนังสือเล่มใหญ่ราวประมาณ 1,000 กว่าหน้าตกบนพื้น ผมเดินไปหยิบหนังสือเพื่อคืนเขา แต่..เมื่อผมมองหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ ผมพบความประหลาดใจ หน้าปกหนังสือเล่มนี้ถูกเขีียนไว้ว่า


                "THE MOMENT OF THE WORLD"
                 

                มันเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มเดียวที่ผมสามารถอ่านออกได้และแปลได้ ผมหยิบหนังสือเล่มนั้น เดินไปวางที่โต๊ะใหญ่ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ และเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้


                ผมเปิดหน้ารองปกมีรูปผู้คนทำสงคราม  เปิดดูสารบัญของหนังสือ ก็พบหัวข้อมากมาย ผมพยายามเปิดหนังสือไปเรื่อยๆ ด้วยความรวดเร็ว และพยายามปะติดปะต่อและคาดเดาเนื้อหาภายในหนังสือ 

     
                 ตั้งแต่ในปฐมบทที่กล่าวถึงเรื่องการกำเนิิดของโลก การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ส่วนเนื้อหาภายในกล่าวถึงสิ่งมีชีวิตตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการกำเนิดโลก มีการชี้ให้เห็นถึงอวัยวะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตรุ่นแรก ต่อมาก็เข้าสู่บทวิวัฒนาการของสรรพสิ่งทีี่อยู่บนโลก มีหัวข้อย่อยอย่างเช่นพวกอะมีบาตัวเล็กตัวจิ๋ว แพลงตอน ปะการัง ต้นไม้นานาพรรณ บทต่อมาก็กล่าวถึงไดโนเสาร์ที่ครองโลก โดยรวบรวมไดโนเสาร์หลากสายพันธุ์อยู่ในหนังสือเล่มนี้ และกล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ไดโนเสาร์ 


                 มีท่อนหนึ่งทีี่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง มันบันทึกไว้ว่า สาเหตุที่ไดโนเสาร์สูญพันธ์นั้นเกิดจากมิโรไดโนธอส เทพผู้ครองกาแล็คซี่แอนโดรมีีดรา เข้าร่วมแข่งกีฬาระหว่างเทพสรกยาพทท์ เทพเจ้าแห่งกาแล็คซี่แบล็คอาย ซึ่งกีฬาที่ใช้ในการประลองนั้นมีลักษณะคล้ายกับเทนนิส มีสนามอวกาศระยะจากกาแล็คซี่หนึ่งไปยังอีกกาแล็คซี่หนึ่ง มีดาวเคราะห์แคระที่เป็นลูกเทนนิส และมีแถบไคเบอร์เป็นตัวแบ่งฝั่งของสนาม  ในระหว่างการแข็งขันไทเบรก เกมสุดท้าย สรกยาพทท์ใช้ท่าไม้ตาย ตีดาวเคราะห์แคระอย่างรุนแรง มิโรไดโนธอสรับไม่ได้ ดาวเคราะห์แคระจึงพุ่งและหายลับไปจากสนามแข่ง ทำให้สรกยาพทท์พ่ายแพ้ในเกมนั้น ดาวเคราะห์แคระที่ถูกสรกยาพทท์ตีีอย่างรุนแรง พุ่งเข้าหาโลกและตกลงสู่มหาสมุทรแปซิกฟิก เกิดคลื่นยักษ์สูงร้อยแมตร ถล่มชายฝั่ง เกาะบางถูกน้ำกลืนกิน ผลจากการแรงตกกระทบของดาวเคราะห์แคระ ทำให้แผ่นดินไหว ภูเขาไฟทุกแห่งระเบิด ฝุ่นหมอกควันฟุ้งกระจายเต็มท้องฟ้า ปกคลุมแสงดวงอาทิตย์ ทำให้โลกเข้าสู่ความหนาวเย็น พืช ต้นไม้ เหีี่ยวเฉา และแห้งตาย เมื่อไม่มีต้นไม้ ไดโนเสาร์ก็ไม่มีอาหาร และอดตาย ส่วนลูกไดโนเสาร์ที่เป็นไดโนอาทิตย์ กับหลานที่เป็นไดโนจันทร์มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรงจนต้องล้มตายในเวลาต่อมา อันเป็นยุคสิ้นสุดของไดโนเสาร์  

                
                บทถัดมา กล่าวถึงการกำเนิดของมนุษย์ ความแตกต่างทางเพศ ตั้งแต่มนุษย์ยุคแรก จนถึงมนุษย์ยุคกลาง ที่เริ่มมีวัฒนธรรมและมีประวัติศาสตร์ การกล่าวถึงชุมชนลุ่มแม่น้ำไนล์ ชุมชนเมโสโปเตเมีีย การก่อตั้งกรีก โรมัน การล่มสลาย การก่อสงครามทางศาสนา การก่อสงครามแย่งชิงเมือง สงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้ง 2 สงครามเย็น และสุดท้ายกล่าวถึงมนุษย์ผมสีทองได้รับการแต่งตังเป็นประธานาธิปดีี 


                ผมพลิกไปอ่านหน้าถัดไป กล่าวถึงเภทภัยต่างๆ ทีี่ถล่มโลกในปี 2019 ตั้งแต่พายุโซนร้อนที่พัดผ่านประเทศไทย การเกิดแผ่นดินไหว 3 ครั้งในรอบ 1 เดือนทีี่อินโดนีเศีย  การเกิดพายุ 3 ลูกทีี่พัดผ่านทวีปอเมริกา  ซึ่งเป็นสัญญาณการเตือนภัยครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์โลก หน้าถัดมากล่าวถึงภัยที่เกิดจากการปั่นจิ้งหรีดของชาวดาวมฤคยาสน์ตั้งแต่ปี 2012  ด้วยแรงการปั่นจิ้งหรีดทำให้เกิดคลื่นอุลตร้าซีเสียดสีกับชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้แกนของโลกค่อยๆ เอียง จนเกิดสภาวะสลับสับเปลี่ยนระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้
     

                ในหน้าถัดมากล่าวถึงชาวเร่ร่อนในอวกาศนามว่า กริเยโอเซยสมัส ชนเผ่าที่เร่ร่อนไปทั่วทั้งจักรวาล  พบเจอดาวโลกทีี่แสนงดงามเหมือนกับบ้านของตัวเองทีี่โดนระเบิดไป จึงตั้งใจจะยึดครองโลก แต่ก็เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตครอบครองดาว จึงสร้างกองทัพขนาดใหญ่มหึมา มีศูนย์กลางทีี่ด้านมืดของดวงจันทร์และพยายามยึดครองโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 โดยยึดเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่เป็นวันดีเดย์ วันขัดแย้งของเหล่ามนุษย์คนโสดและคนทีี่มีความรักเป็นวันบุกโลก


                เมื่อผมพลิกไปยังหน้าถัดไป เพื่ออ่านบทสปอยล์ของวันต่อไป กลับกลายเป็นว่าหน้าถูกฉีีกขาด  ผมพลิกอ่านหน้าถัดไป แต่แล้วผมก็ถูกใครบางคนแย่งหนังสือเล่มใหญ่จากผม เมื่อผมหันไปมอง สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด มีี 8 ตา มีหน้า 2 หน้า มีีแขนเหมือนกิิ่งไม้ และตามตัวมีเมือกปกคลุม ส่งสายตาสีแดงราวกับว่ามันอาฆาตในตัวผม ผมตกใจถอยหลัง และวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นสุดชีวิต ผมหลบหลังตู้หนังสือใหญ่ ตู้แล้ว ตู้เหล่า จนเจอประตูเขียนว่าทางหนีไฟ ผมรีบวิ่งเข้าไปโดยทันที


                หลังจากทีี่ผมวิ่งเข้าไปในประตูแห่งนั้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือห้องนอนของผม และเมื่อหันกลับไปมองด้านหลังคือประตูห้องน้ำทีี่ผมเปิดไฟทิ้งไว้ ผมเอื้อมมือปิดสวิตซ์ไฟในห้องน้ำ ปิดประตูในห้องน้ำ และล้มตัวลงบนเตีียงนอน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in