Break The Silence - Document Seriespaniiit
ตอนที่ 2: เรียกผมว่าไอดอล
  • SUGA: ถ้าคุณลองคิดเกี่ยวกับมันดูแล้วล่ะก็ คุณจะรู้สึกว่ากลุ่มไอดอลเป็นโครงสร้างทางสังคมที่หาได้ยากมากๆครับ เป็นการรวมคนที่ไม่รู้จักกันอย่างสิ้นเชิงมาอยู่ด้วยกัน ต้องเข้ากันได้ดี ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ก็ตามเราก็ต้องก้าวเดินต่อไปด้วยกัน

    SUGA: เราคิดกันอยู่เสมอเกี่ยวกับว่าเราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ยังไงและเพราะมันไม่ง่ายเลยครับ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมศิลปินรุ่นใหม่ถึงอยากกลายมาเป็นแบบเรา

    SUGA: เราเคารพซึ่งกันและกัน แต่เราก็มุ่งเน้นไปที่ทีมนั่นคือวิธีที่เราสามารถเอาชนะมันได้ครับ เราทุกคนต่างก็รู้ว่าสิ่งไหนที่มันดีต่อทีมก็เป็นสิ่งที่ดีต่อเมมเบอร์แต่ละคนด้วย

    JIN: ถึงแม้ว่าเราจะทำเต็มที่แล้ว คุณก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเคยชินกับการจำเจไม่ได้ เพราะผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นผู้ชมเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน มากกว่าที่จะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อมองเห็นผมบนเวที

    J-Hope: โดยปกติแล้วศิลปินชื่อดังมักจะมีอิสระครับ พวกเขาจะตัดสินใจในสิ่งที่พวกเขาอยากทำในแต่ละวันด้วยตัวเอง เช่นว่า "วันนี้มาทำเพลงกันเถอะ", "แฟนๆน่าจะชอบอันนี้นะ" อะไรแบบนี้ครับ แต่สำหรับ BTS นั้น พวกอีเวนต์หรือคอนเสิร์ตต่างๆมันจะมีเรื่องราวของมันอยู่ครับ ทั้งแสงไฟ ทั้ง VCR จะถูกจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าก่อน เพราะงั้นมันจึงไม่มีสิ่งที่เราทำโดยไม่ได้เตรียมการกันมาก่อนเลยครับ

    V: มันก็ 5 ปีมาแล้วครับตั้งแต่ที่ผมเริ่มถ่ายรูป มุมมองที่ผมมองโลกใบนี้เวลาที่ผมกดชัตเตอร์และอารมณ์ที่ผมรู้สึกในตอนที่ถ่ายภาพพวกนั้นคือสิ่งที่ผมอยากแสดงมันออกไปผ่านเนื้อเพลงของผม
    เวลาที่ผมถ่ายภาพ ผู้คนที่ผมพบเจอผ่านเลนส์กล้อง ทิวทัศน์ ถนน และท้องฟ้า...ผมอยากเขียนเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นว่ามันมีความหมายต่อผมยังไง มันไม่ใช่แค่ภาพถ่ายแต่มันคือสิ่งที่ให้ความแข็งแกร่งกับผมอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมรู้สึกในตอนนั้นก็ยังคงติดอยู่กับผมในตอนนี้ ผมยังรู้สึกถึงมันอยู่...แม้กระทั่งในตอนนี้

    RM->JM: มันสำคัญสำหรับนายนะที่จะพูดในสิ่งที่นายต้องการจะพูดจริงๆผ่านเนื้อเพลง นั่นคือจุดสำคัญของเพลงเลย ถ้านายคิดว่า "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการจะพูด" งั้นนายก็ต้องเอามันออกไปแล้ว

    JH: ผมคิดว่าผมเข้าใจพวกเขานะครับ(แทฮยอง & จีมิน) เพราะผมเองก็ย้ายเข้ามาอยู่ในโซลเพื่อเรียนการเขียนเนื้อเพลงเหมือนกัน นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความทะเยอะทยานของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ประเภทเพลงที่พวกเขาอยากทำและเอกลักษณ์ทางดนตรีมันจะสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านผลงานของพวกเขาครับ

    JIN: เพราะมันก็เป็นระยะเวลาสักพักแล้ว(ที่ไม่ได้แสดงคอนเสิร์ต) ผมเองก็กังวลเหมือนกันว่าจะเคลื่อนไหวท่าทางผิดไหม หรือจะจำเนื้อเพลงไม่ได้รึเปล่า เพราะงั้นผมก็เลยฝึกมันทั้งหมดด้วยตัวเองอยู่ในห้องของผมครับ แต่ก็ช่วยไมได้ที่จะยังรู้สึกกังวลอยู่ครับ

    SUGA: ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันเป็นเพราะเราอยู่ด้วยกันเป็นทีมมานานรึเปล่า เวลาที่เราคนใดคนหนึ่งมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก มันก็ยากสำหรับพวกเราเหมือนกันที่จะต้องมองดูสิ่งเหล่านั้นด้วย ถ้าผมมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก คนอื่นๆก็จะเจ็บปวดที่ต้องมองเห็นผมพบเจอสิ่งเหล่านั้นด้วย เพราะงั้นเวลาที่เราเห็นใครสักคนกำลังดิ้นรน/ต่อสู้(กับอะไรก็ตาม) มันก็จะเริ่มบั่นทอนคนที่เหลือ และเพราะพวกเราเป็นทีมเดียวกัน เราจึงสามารถกระตุ้นพวกเขาในเวลาที่พวกเขามีปัญหาได้ แต่ถ้าพวกเราทรุดลงมันก็อาจทำให้เมมเบอร์ทั้ง 7 คนพบเจอเรื่องที่ยากลำบากขึ้นไปอีก นั่นเป็นข้อเสียเปรียบประการหนึ่งกับการเป็นส่วนหนึ่งของทีมครับ

    SUGA: ผ่านไป 7 เดือนแล้วครับกับการทัวร์คอนเสิร์ต แต่ถ้าดูตารางทัวร์กันต่อไปอีกมันก็เป็นเวลาเกือบจะ 1 ปี ในช่วงเวลานั้น มุมมองความคิดของพวกเราเปลี่ยนแปลงกันไปเยอะครับ พูดกันตามตรงมันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเลยล่ะครับที่จะหมดแรง แต่ก็จะมีคนคอยเติมเต็มในสิ่งที่ผมขาดในทางกลับกัน แค่อยู่ตรงนั้นด้วยกันก็เป็นความแข็งแกร่งให้กันแล้วครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้พูดอะไร มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเลือกใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราต่างก็รู้จักกันและกันเป็นอย่างดีโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร 

    SUGA: เวลาที่คุณไปเที่ยวมันก็จะมีคนไปเที่ยวด้วยกันกับคุณตั้งแต่เริ่มต้น และบางคนที่พบเจอกันระหว่างทาง ผมคิดว่าเหตุผลล้วนแตกต่างกันครับไม่ว่ามันจะเป็นเพราะการสมัครใจหรือไม่ก็ตามแต่เราก็ได้ร่วมเดินทางมาด้วยกันแล้ว ในขณะที่เราเดินต่อไปผมไม่คิดว่ามันจะมีอะไรดีไปกว่านี้แล้วล่ะ แทนที่จะทำอะไรบ้างอย่างด้วยตัวเอง เราทั้ง 7 คนก็ทำมันไปด้วยกันจะเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดียิ่งกว่า "เราถูกกำหนดให้มาพบเจอกัน" ผมคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มากมายเลยล่ะ

    JH: ผมบอกจองกุกอยู่เสมอครับว่าให้เอาชนะตัวเองให้ได้ เขาเป็นคนที่จะเต้นจนกว่าร่างจะแตกสลายในทุกๆการแสดง ผมรู้ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างดีเลยล่ะ

    JK: ผมยังรู้สึกละอายใจตัวเองอยู่เลยครับ ผมไม่สามารถไปต่อได้ด้วยความมั่นใจเลย สิ่งที่ผมแสดงไปบนเวทีก็คือสิ่งที่ผมได้รับมา ...ดียึ่งขึ้นให้เร็วขึ้นไปอีก นั่นคือเป้าหมายของผมครับ

    RM: อยู่กับปัจจุบันและทำมันให้ดีที่สุด มีชีวิตอยู่เพื่อวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไปคือสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้ในตอนนี้ อนาคตก็คืออนาคตเพราะนั่นคือสิ่งที่มันยังมาไม่ถึง สิ่งที่สำคัญสำหรับผมก็คือปัจจุบันครับ แทนที่จะคิดถึงอนาคตที่มันไม่แน่นอน การยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนนับห้าหมื่นคนและทำการแสดงให้ดีนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ครับ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in