THE REAL ALASKA อลาสก้าล้านเปอร์เซ็นต์SALMONBOOKS
02 THE HITCH-HIKER: นักใช้ชีวิต

  • “Come on, I won’t kill you.”
    น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของชายหนุ่มนักโบกรถลอยเข้ามาทางกระจกหน้าที่ถูกลดลงต่ำ ตอนนี้รถของเราจอดอยู่ข้างทางบนถนนเซวาร์ด ไฮเวย์ (Seward Highway) ผมถามไถ่ชายแปลกหน้าว่ายูจะไปไหนหนอ 

    “ไอจะไปเมืองเซวาร์ด ยูผ่านมั้ย ขอติดไปด้วยคนสิ” 
    ผมกับชองอามองหน้ากันสักพัก ก่อนจะหันไปตอบตกลง หนุ่มนักโบกรถพยักหน้าแทนการขอบคุณและเปิดประตูเบาะหลังขึ้นรถเราโดยไว  

    เขาชื่อซันไซน์ เป็นนักโบกคนแรกที่ผมและชองอาตัดสินใจจอดรับ 

    ที่อลาสก้ามีนักโบกรถ (Hitchhiker) เยอะพอสมควร แค่สองชั่วโมงที่เราขับรถออกมาจากศูนย์รถเช่าในเมืองแองเคอร์เรจก็เจอมาห้าหกรายแล้ว ปกติเราจะไม่สนใจอะไร เห็นปุ๊ปก็ขับผ่านไปเลย ไม่ใช่ว่าใจจืดใจดำ แต่เราก็แค่เพลย์เซฟ ไม่อยากประสบปัญหาที่คาดไม่ถึง ขี้เกียจมานั่งลุ้นว่าเขาจะเป็นคนดีมั้ยหรือเขาจะควักมีดมาปล้นกูเมื่อไหร่ (จุดนี้ต้องโทษฮอลลีวูด ก็พี่เล่นสร้างหนังที่มีฆาตกรเป็นคนโบกรถโรคจิตเยอะมาก)

    ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงใจอ่อนกับซันไชน์ จะว่ารูปลักษณ์น่าไว้ใจก็คงไม่ใช่ ผมเผ้าก็ฟูรุงรัง มีผ้าคาดผมสีแดง สวมเสื้อนอกสีม่วงแป๊ด แค่ลดกระจกลงยังไม่ทันสุดก็ได้กลิ่นเบียร์ฟุ้งพุ่งเสยรูจมูก แล้วไหนจะมีรอยสักเป็นรูปมนุษย์ก้างปลาถูกแขวนคออยู่ตรงกระดูกชายโครงอีก (เอ่อ…อันนี้เป็นข้อมูลที่ไม่ทราบในเบื้องต้น นั่งรถอยู่ดีๆ ซันไชน์แม่งถลกเสื้อขึ้นมาโชว์ดื้อๆ) ยิ่งทำให้ผมสงสัยในการตัดสินใจครั้งนี้ 

    บางทีอาจเพราะเขาออกตัวว่า I won’t kill you. ก็เป็นได้...

    แม้ช่วงแรกจะเกร็งๆ (และเสียวว่ามึงจะเหนี่ยวมีดออกมาแทงคอหอยกูเมื่อไหร่) แต่ผ่านไปสักพัก ความที่เป็นคนพูดคุยง่ายไร้ฟอร์มเหมือนกัน เราก็แลกเปลี่ยนบทสนทนากันสนุกปากอย่างกับเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียน ม.6

  • ซันไชน์เป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ บ้านเกิดอยู่ที่พอร์ตแลนด์ (Portland) รัฐโอเรกอน (Oregon) เจ้าตัวบอกว่าเดินทางมาที่นี่ตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ความที่ขี้เกียจหางานทำเลยเดินทางมาร่อนเร่พเนจรโบกรถเที่ยวในอลาสก้าได้เกือบหนึ่งปีแล้ว

    อืม…ชีวิตน้องนี่เสรีภาพเต็มหลอดดีนะ พี่เห็นแล้วก็ริษยาเบาๆ ฟังแล้วก็ได้แต่นึกย้อนไปถึงตอนเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ ตอนนั้นผมไม่มีทางเลือกแบบนี้ เรียนจบปุ๊บเหมือนมีคนยิงปืนขึ้นฟ้า ต้องรีบวิ่งแข่งกันเข้าสู่ตลาดแรงงาน ใครได้งานเร็วจะหล่อมาก ใครได้งานตรงกับสายที่เรียนมาจะยิ่งหล่อขึ้นไปกว่าเดิม ส่วนคนที่ไม่มีผู้ว่าจ้าง ชีวิตตอนนั้นจะกดดันสุดๆ ถ้านานไปจะยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองบัณฑิตชั้นสอง เริ่มเคว้งคว้างเริ่มคิดมาก ลืมเรื่องการเดินทำหน้านิ่งๆ เข้าไปบอกที่บ้านว่า “ป๊า เบ๊นตกงานมาหลายเดือนแล้ว ไหนๆ ก็ยังไม่มีงานทำ งั้นขอออกเดินทางไปพเนจรค้นหาตัวเองที่อลาสก้าสักหนึ่งปีนะ” ตัดภาพมา นอกจากมึงจะไม่ได้ไปอลาสก้าแล้ว ยังอาจจะโดนทางบ้านรุมเฆี่ยนตูดแตกพร้อมจับหัวกระแทกเทิร์นบัคเกิลและโดนเนรเทศให้ไปอยู่บ้านบางแคแทนได้

    แต่อย่างว่า บริบททางสังคมและวิถีปัจเจกของเรากับเขามันแตกต่างกัน วัยรุ่นอเมริกันรับผิดชอบตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนไฮสคูล หลายคนพอขึ้นมหา’ลัยก็ย้ายออกจากบ้าน หางานทำส่งเสียตัวเอง ชีวิตไม่ได้ขึ้นตรงกับพ่อแม่อีกต่อไป ชีวิตสี่ปีมีแต่การเรียนและทำงานพาร์ตไทม์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พอเรียนจบ พวกเขาบางคนจะอยากแวะพักหารสชาติแปลกใหม่ให้กับชีวิตบ้างถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่แค่ผมที่ตื่นตาตื่นใจกับการใช้ชีวิตของซันไชน์ เพราะชองอาก็ทำหน้านิ่วคิ้วสงสัยเหมือนกัน บางที ชาวเอเชียอย่างเราอาจเติบโตมาด้วยแพตเทิร์นคล้ายกันก็เป็นได้

    “คือมาเที่ยวไอก็เข้าใจนะ แต่ยูมาพเนจรตั้งเป็นปี วันๆ ทำอะไรบ้างเหรอ?” มนุษย์เอเชียเพศชายเริ่มเปิดประเด็นคำถาม
    “ก็ใช้ชีวิต just live my life”
    “คือ…?”
    “ก็ทำอะไรที่อยากทำ เดินทาง จดบันทึก ตกปลา พบปะผู้คน เดินป่า ปีนผาพวกนี้แหละ” 
    “ ‘ใช้ชีวิต’ แบบนี้เป็นปีๆ ไม่เบื่อบ้างเหรอ”
    “สนุกจะตาย ชีวิตแต่ละวันไม่ซ้ำกันเลย วันก่อนไอเพิ่งเจอหมีดำในป่าแถวทาลคีตนา (Talkeetna) หรืออย่างอาทิตย์ก่อนก็ออกทะเลไปช่วยเขาจับปูอลาสก้า ชีวิตแบบอิมโพรไวส์มันก็เพลินดีนะ” 
    “มีวี่แววจะกลับไปพอร์ตแลนด์บ้างมั้ย?”
    “ยังนะ ยังชอบชีวิตตอนนี้อยู่”
    “ไม่อยากกลับไปทำงานเป็นกิจจะลักษณะ?”
    “ไม่รู้สิ ช้าเร็วยังไง เราก็ต้องทำงานอยู่แล้ว แต่ความหนุ่มนี่สิ มันอยู่กับเราไม่นานเท่าไหร่” 
    อืม…

    “ชีวิตของนักโบกรถมันลำบากมั้ย?” มนุษย์เอเชียเพศหญิงเปิดประเด็นคำถามบ้าง
    “ไม่ยากเลย ยูก็แค่ยืนที่ไหล่ทาง เจอรถผ่านมาก็ยกมือชูนิ้วโป้งเท่านั้นแหละ”
    “ไม่กลัวเลยเหรอ?”
    “กลัวอะไร?”
    “ก็แบบ...”
    “ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว เงินไอก็มีไม่เยอะ แถมไอเป็นผู้ชายอีก เรียกว่าไม่มีอะไรจะเสีย อ้อ แต่ถ้าให้กลัวจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องตำรวจ เพราะบางรัฐในแถบมิดเวสต์ (Midwest—พื้นที่ช่วงกลางของสหรัฐอเมริกา) การโบกรถถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”
    “ไม่กลัวว่าจะไม่มีคนจอดรับแล้วต้องเคว้งอยู่กลางป่ากลางเขาบ้างเหรอ?”
    “ถ้าที่อื่นอาจจะกลัว แต่ในอลาสก้าน่ะ โบกรถง่ายที่สุดแล้ว คนที่นี่ค่อนข้างไนซ์ยืนรอไม่นานก็มีคนจอดรับแล้วล่ะ เชื่อมั้ยว่าไอยืนรอนานสุดก็แค่สิบห้านาทีเท่านั้นเอง”
    “เออ รู้งี้ ไอไม่น่ารับยูขึ้นมาเลย เผื่อยูจะได้ทำลายสถิติ” 
    “ฮ่าๆ นั่นสิ…แต่ไอขอแนะนำให้พวกยูลองโบกรถที่อลาสก้าสักครั้ง รับรองว่าไม่ยากเลย”

    น่าสนใจ...หรือว่าผมควรจะลองโบกรถเฟิสต์ไทม์ที่นี่ 

    “สงสัยมานานแล้ว ทำไมคนอลาสก้ามักจะไนซ์” ชองอาอยากรู้
    “ไอว่าลักษณะของพื้นที่มันมีส่วนมากนะ อลาสก้ามันมโหฬารแต่โคตรร้างผู้คน ยิ่งฤดูหนาวที่นี่มันเคว้งคว้างสุดๆ คนท้องถิ่นเขาเลยช่วยเหลือพึ่งพากัน ชุมชนของเขาเลยแข็งแรงมากๆ เวลาเจอคนแปลกหน้างงๆ ก็ยังอาสาเข้าไปช่วย ไอว่าคนอลาสก้าเติบโตมาจากความแน่นแฟ้นแบบนี้แหละ”

    “เคยเจอคนเวรๆ ในอลาสก้าบ้างมั้ย”
    “พวกยูนี่แหละ พวกแรก”
    “...”



  • หลังเป็นฝ่ายตอบมานานก็ถึงตาซันไชน์ถามกลับบ้าง เขาถามถึงโฮเมอร์—จุดหมายปลายทางของเรา ว่ามันมีอะไร ทำไมถึงอยากไปกัน เขาอยู่มาจะปีแล้ว ยังไม่เคยคิดจะไปเลย 

    อืม…นั่นสิ ตอบยากนะ เพราะเราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...

    ตอนวางตารางเที่ยวที่นิวยอร์ก โฮเมอร์ไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางของเราเลยด้วยซ้ำ เพราะหนึ่ง—ถ้ามองจากแผนที่ เมืองนี้อยู่ติดริมแผ่นดินสุดฝั่งตะวันตกเลย แค่มองในกระดาษยังรู้สึกว่าโคตรไกลจากจุดเริ่มต้นของทริปอย่างแองเคอร์เรจ และพอศึกษาคร่าวๆ ก็พบว่าต้องใช้เวลาขับรถถึงหกชั่วโมง ซึ่ง… สอง—เมืองมันเล็กมาก เดินวันเดียวก็จบ กูจะขับรถหกชั่วโมงไปเพื่ออะไร และ… สาม—พอลองเสิร์ชกูเกิลหาว่า เมืองมันขึ้นชื่อเรื่องอะไร ก็พบว่าจุดขายเดียวที่มีคือ เป็นเมืองหลวงแห่งการตกปลาฮาลิบัต (Halibut)… อืม ฉายามึงนี่เฉพาะเจาะจงเหลือเกิน

    สรุปว่าพอเอาข้อมูลดิบมากางพิจารณา โฮเมอร์ก็ไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่

    แต่พอเจอเจ้าถิ่นอย่างโอลลีบิลด์ว่า โฮเมอร์เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าฮิปปี้ที่สุดของชาวอลาสก้า เป็นแหล่งรวมคนหนุ่มสาวหัวใหม่ และมีการสำทับปิดท้ายไว้ว่า “เชื่อไอ ทุกคนไปแล้วชอบ” พวกเราจะไม่ไปก็คงไม่ได้ ยอมทนขับไปหน่อยดีกว่า ไกลก็ช่างมัน ถ้าไปถึงแล้วไม่ประทับใจค่อยเอาปลาฮาลิบัตกลับมาฟาดกบาลโอลลี

    บ่ายโมงครึ่ง เราจอดรถอยู่ที่ทางแยกเข้าเมืองเซวาร์ดเพื่อปล่อยซันไชน์ลง จากบทสนทนาออกรสตลอดสามชั่วโมงเต็ม ผมเชื่อว่าเราคิดถูกแล้วที่จอดรับเขาขึ้นมา 

    “Have a good time in Alaska and don’t forget to hitchhike!” 
    ซันไชน์ตะโกนอวยพรเรา ขณะที่เขาเดินไปตามไหล่ทางเพื่อรอโบกรถคันต่อไป

    “Thank you for not killing us.” ผมตะโกนส่งท้าย
    “Maybe next time!” 
    ซันไชน์ยิ้มกวนตีนตามสไตล์ แล้วโบกมือลาหันหลังเดินต่อ เราเลื่อนกระจกขึ้น  ออกรถ และแล่นไปตามทางหลวงหมายเลข AK-9 มุ่งหน้าสู่เมืองโฮเมอร์… 

    เพื่อไปใช้ชีวิต


  •  




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in