เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Not today, he said.Ms.Ambiguous
My name is Kong, from Kongkiat
  • 01

     

                นาฬิกาบอกเวลาว่าหกโมงสิบนาที

     

                เมื่อสองสามชั่วโมงก่อนผมนอนอยู่บนฟูก แต่ตอนนี้ย้ายลงมานอนบนพื้นไม้เพราะพัดลมเพดานไม่ช่วยให้ห้องเย็นขึ้นเลย ผมลุกขึ้นเปิดโทรทัศน์เพราะไม่อยากนอนเงียบๆ เสียงพี่น้องไบรท์รายงานข่าวช่วยให้รู้สึกว่าเช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว และผมต้องทนหายใจโดยไม่รู้จุดหมายอีกหลายชั่วโมงเพื่อรอคนแปลกหน้ามารับไปกินสตาร์บัคส์

     

    ผมหลับตา ปล่อยให้ความมืด ความร้อนความเหนื่อย ความรู้สึกห่วยๆเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเปรียบเป็นเวทีมวย ผมคงกำลังโดนชกซะน่วม อาจจะหงายหมอบตั้งแต่โดนหมัดของความอ่อนเพลียด้วยซ้ำ แต่น่าเศร้าที่ผมยกธงขาวขอให้พวกมันหยุดไม่ได้เพราะนี่คือชีวิตจริง ความผิดหวัง ความเสียใจ ความสูญเสียไม่ได้หายไปจากสมองของเราได้ง่ายๆ และผมจมอยู่กับมันมานานพอแล้ว หลังจากชิมสตาร์บัคส์ผมจะฆ่าตัวตาย วันนี้ผมต้องตายให้ได้ ไม่งั้นภาวะนอนไม่หลับจะหวนกลับมาชกผมอีก

     

    เสียงพี่น้องไบรท์รายงานข่าวอย่างต่อเนื่องราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ผมเงี่ยหูฟังว่าจะมีรายงานข่าวเด็กวัยรุ่นพยายามฆ่าตัวตายบนสะพานหรือไม่แต่ยังไม่มีวี่แวว ผมได้ยินข่าวหมากัดเด็ก วัยรุ่นยิงปืนขึ้นฟ้า หวยถูกขโมย แชร์ลูกโซ่ โดนัล ทรัมป์ บลา บลา คิมจองอึน บลา บลา ไม่มีข่าวจรรโลงใจซักข่าว และโชคดี -- ไม่มีข่าวของผมด้วยรอดไป ขอเป็นข่าวทีเดียวพรุ่งนี้ก็แล้วกัน

     

    ระหว่างนอนหมดอาลัยตายอยาก จู่ๆพัดลมเพดานส่งเสียงกึกกักดังขึ้นราวกับประท้วงขอเวลาพัก ผมยอมกัดฟันลุกขึ้นยืน พาร่างหนักอึ้งไปปิดพัดลมก่อนจะกลับมานอนแผ่ที่เดิม

     

    ไม่เหลืออะไรเลย

    แค่คิดว่าเย็นนี้จะอยู่ยังไง -- ผมยังนึกไม่ออกเลย

     

    การมองไม่เห็นอนาคตน่ากลัวกว่าความตายหลายเท่า คนอื่นตื่นมาเพื่อทำงาน แต่ผมตื่นขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตให้หมดวันอย่างไร้ความหมายเพราะไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน ผมสอบเข้ามหาลัยไม่ได้และไม่มีเงินจะจ่ายค่าน้ำค่าไฟสำหรับเดือนนี้แล้วด้วย ไอ้โง่เอ๊ย ผมด่าตัวเอง เมื่อวานไม่น่ากินเยอะเลย อย่างนี้ก็หมายความว่าผมต้องรีบตายก่อนการไฟฟ้าจะตัดไฟ หรือไม่ก็ทนอยู่ในบ้านร้อนๆแบบนี้จนกว่าจะแห้งตายเอง

     

    แล้วเมื่อไหร่จะตาย?

    ก็ไม่รู้เหมือนกัน

     

    เสียงกุกกักข้างล่างบอกผมว่าลุงชื่นกำลังแขวนข้าวเช้าไว้ที่ประตูบ้าน ผมรอจนลุงปิดประตูรั้วเหล็กแล้วจึงเดินลงบันไดไป

     

    ข้าวเหนียวห่อใหญ่กับน่องไก่สามชิ้น

     

    ขอบคุณครับลุงชื่น

    แต่ผมไม่อยากกิน

     

    ผมเดินเลยเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมาซดอึกๆ ช่วงนี้ผมไม่อยากอาหาร แต่การปล่อยให้ท้องว่างนี่ทรมานเป็นบ้า ผมจำเป็นต้องกินเพื่อให้กระเพาะหยุดร้องและเลิกบีบตัวประท้วงขออาหาร  ไม่งั้นผมต้องลำบากเจียดเงินซื้อยาธาตุน้ำขาวอีกขวดแน่ๆ

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าแปดโมงสี่สิบสองนาที

     

    สองชั่วโมงผ่านไปอย่างไร้คุณค่าเพราะผมยังนอนบนพื้นไม้กระดาษแข็งๆที่เดิม มองฝ้าเพดานบวมน้ำที่ไม่รู้จะทรุดลงมาเมื่อไหร่อย่างเลื่อนลอย ตัวผมอยู่ในบ้านแต่ความคิดล่องลอยเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ผมต้องบังคับตัวเองให้อดทนจนถึงบ่ายสอง หลังจากนั้นพี่อู๋จะมา เขาจะพาผมไปกินสตาร์บัคส์และไปส่งที่สะพานเอาล่ะ -- เลิกท้อแท้ได้แล้วคิดถึงแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าไว้ เพราะวันนี้ผมต้องกระโดดลงไป ฝังร่างตัวเองอยู่ใต้น้ำและหลับไปตลอดกาล

     

     

     

     

    ผมอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่บ่ายโมง เลือกสวมเสื้อที่คิดว่าดีที่สุดกับกางเกงยีนตัวเดิมเพื่อรอให้พี่อู๋มารับ ผมนั่งบนเก้าอี้ในบ้าน นั่งเฉยๆโดยไม่มีกิจกรรมทำอย่างวัยรุ่นคนอื่นๆ เชื่อไหมว่าผมสามารถอยู่แบบนี้ได้ทั้งวัน นั่งหายใจเข้าออกเหมือนเป็นต้นไม้โดยไม่ต้องลุกไปไหน พี่ลีเรียกว่าอาการนี้ว่าการตายทั้งเป็นและวิธีรักษาก็คือตายไปให้จบๆจะได้ไม่ทรมานอีก

     

    พี่อู๋มารับผมตอนบ่ายสาม เขายังคงขับสกู๊ปปี้ไอคันเดิม สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนเดิมแต่ไม่มีเนกไท ผมยกมือไหว้พี่อู๋ เขารับไหว้ก่อนจะบอกให้ผมล็อกประตูบ้าน

     

    ไม่ต้องหรอกครับเพราะวันนี้ผมจะไม่กลับบ้านแล้ว

     

    ผมบอก พี่อู๋ไม่พูดอะไรเมื่อผมบอกแบบนั้น เขาส่งหมวกกันน็อคให้แล้วขับไปจนเกือบถึงปากซอย  พอเห็นสายตาเขียวปั๊ดของลุงชัยผมก็รีบเขย่าไหล่ให้เขาจอด

     

    มีอะไรเหรอก้อง?

    เดี๋ยวมาครับ

     

    ผมถอดหมวกเดินไปหาลุงชัยที่แกล้งทำเป็นหันหน้าไปอีกทางเพราะงอน ผมยกมือไหว้แกอีกรอบก่อนจะบอกว่าพี่อู๋ไม่ใช่แกร๊บไบค์ เขาแค่อาสามาส่งบ้านเฉยๆ

     

    แล้วเขาเป็นใคร ทำไมต้องมาส่ง?

    ไม่รู้เหมือนกันครับผมตอบหลังจากยืนนึกอยู่นานเกือบนาทีว่าจะอธิบายยังไงดี แต่วันนี้ผมจะออกไปเที่ยวกับเขาครับ”

    เฮ้ย ไอ้ก้องไม่กลัวคนแปลกหน้าบ้างเหรอ? ถ้ามันหลอกเอ็งไปฆ่าล่ะ?

     

    ก็ดีสิครับผมจะยกมือไหว้ขอบคุณเขาเลย

     

    ไปแล้วนะครับ

    มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็รีบโทรมานะก้อง

    ครับ

     

    ผมยกมือไหว้อีกครั้ง เดินกลับไปที่สกู๊ปปี้ไอสีฟ้าแล้วขึ้นซ้อนท้าย พี่อู๋ถามว่าผมคุยอะไรกับวินมอเตอร์ไซค์ พอบอกว่าลุงชัยโกรธเพราะคิดว่าผมนั่งแกร๊บไบค์ เขาก็หัวเราะ

     

    ก้องเคยไปเซนปิ่นไหม?!”

    เคยครับ!” ผมตะโกนแข่งกับเสียงลม

    วันนี้พี่จะพาไปกินสตาร์บัคส์ที่เซนปิ่น! เสร็จแล้วก้องเดินสำรวจห้างกับพี่นะ!”

    ครับ!”

     

    สำรวจห้าง?

    นี่พี่อู๋หรือผมกันแน่ที่เป็นเด็กไม่เข้าใจเลยจริงๆ

     

     

     

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าบ่ายสามโมงยี่สิบเจ็ดนาที

     

    พี่อู๋พาผมไปสตาร์บัคส์ตามสัญญา ร้านใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนที่เคยมองผ่านกระจก ผมไม่เคยเฉียดเข้ามาใกล้ที่แบบนี้เลย การตกแต่ง กลิ่นเมล็ดกาแฟและผู้คนสวยหล่อที่ยืนต่อแถวทำให้ผมกังวลเพราะกลัวโดนมองด้วยสายตาไม่ดี

     

    ก้องกินอะไร?

    อะไรก็ได้ครับ

    สตาร์บัคส์ไม่มีเมนูอะไรก็ได้

     

    พี่อู๋ตอบกวนๆ เขาถามไล่ไปเรื่อย กาแฟ ช็อกโกแลต ชาเขียว อะไรเป้ๆอีกสองสามชื่อ เขาอยากได้คำตอบว่าผมชอบอะไร ในที่สุดผมก็เลือกส่งๆให้มันจบๆ

     

    ช็อกโกแลตครับ

    ได้ แล้วอย่างอื่นล่ะ?

    ผมมาเพื่อกินแค่นี้ครับ

    ได้ไง มาทั้งทีต้องกินให้คุ้มสิ

     

    พี่อู๋ว่า เขาชี้ให้ผมดูตู้เค้กที่วางติดเคาน์เตอร์แล้วก็เริ่มเซ้าซี้ถามอีกว่าอยากกินอะไร อันนี้ดีไหม อันนั้นดีหรือเปล่า เคยกินหรือยัง อยากลองไหม จนผมรำคาญ พี่จะสั่งอะไรก็สั่งเถอะ เงินของพี่ ผมเลือกตามอำเภอใจได้ที่ไหน

     

    สุดท้ายเราได้เค้กอะไรไม่รู้มาสองชิ้น ช็อกโกแลตปั่นหนึ่งแก้ว ชาเขียวปั่นหนึ่งแก้ว และวิปครีมราดช็อกโกแลตแบบเปล่าๆอีกแก้ว พี่อู๋ไม่บอกว่าราคามื้อนี้เท่าไหร่ เขาแค่บอกให้ผมลองเปรียบเทียบระหว่างสตาร์บัคส์กับสตาร์บังและบอกเขาด้วยว่าอร่อยหรือเปล่า

     

    อร่อยครับ

    ชอบไหม?

    ครับ

     

    ผมตอบ มันก็อร่อยในฐานะเครื่องดื่มแต่ไม่ได้อร่อยจนต้องลงไปคุกเข่าบนพื้นแล้วตะโกนว่า กูจะไม่ฆ่าตัวตาย! กูรักสตาร์บัคส์!” แนวๆนั้น ผมดูดช็อกโกแลตเย็นเพลินๆ ของหวานทำให้อารมณ์หน่วงๆเมื่อเช้าหายไปหมด ตอนนี้ผมไม่คิดมากแล้ว ผมแค่ผ่อนคลายกับของกินตรงหน้าและบทสนทนาเรียบง่ายของพี่อู๋เท่านั้น

     

    เมื่อไหร่จะอายุสิบแปดล่ะ?

    เดือนธันวานี้ครับผมตอบก่อนจะนึกเอะใจว่านี่ใช่การหลอกถามวันเกิดหรือเปล่า

    วันที่เท่าไหร่?

    ยี่สิบห้าครับ

    วันคริสมาสต์นี่?พี่อู๋ยิ้ม ดูตื่นเต้นกับวันเกิดของคนที่กำลังจะตาย แล้วปีนี้วางแผนว่ายังไง? จะทำอะไรพิเศษหรือเปล่า?”

    วางแผนว่าจะกระโดดสะพานวันนี้ครับ

    วันนี้ไม่ได้ ไว้วันหลังนะ

     

    ผมเลิกคิ้วงุนงง คนอยากตายวันนี้ พี่ยุ่งอะไรด้วย

     

    ก้องนี่คือชื่อเล่นเหรอ?พี่อู๋เปลี่ยนเรื่อง ผมขานตอบว่าครับ เขาจึงถามต่อ ก้องมาจากคำว่าอะไร?ก้องกึก? ก้องนักกระโดด? ก้องกังวาน?”

    ก้องเกียรติครับ

    ก้องเกียรติ? ชื่อเท่ว่ะ

    แล้วพี่อู๋ชื่ออะไรครับ?

    อุรัสยาเขายิ้มชื่อเพราะไหม?

    ครับ

     

    ผมมันโง่เองแหละที่ไม่รู้ตัวว่าเขาหลอก อุรัสยามันชื่อดาราผู้หญิง ไม่ใช่ชื่อมนุษย์เงินเดือนเพศชายช่างถามคนนี้เสียหน่อย ผมกินเค้กพลางมองพี่อู๋ที่นั่งฝั่งตรงข้าม ไม่แน่ใจว่าสามารถเชื่อใจผู้ชายที่เพิ่งรู้จักเมื่อวานได้หรือไม่ แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา ผมก็รีบเบนสายตาไปทางอื่นทันที

     

    ตอนนี้ก้องเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า?

    ไม่ได้เรียนครับผมตอบ

    ทำไมไม่เรียนต่อ ไม่มีเงินเหรอ?

    เปล่าครับ ผมขาดสอบโอเน็ตก็เลยยื่นคะแนนไม่ได้

    อ้าวเขาเลิกคิ้วทำไมถึงขาดสอบล่ะ?

     

    ผมกัดกระพุ้งแก้มคิดหนักเพราะไม่อยากพูดให้คนแปลกหน้าฟัง ดูเหมือนพี่อู๋จะเข้าใจ เขาบอกว่า ไม่เป็นไรก่อนจะชวนผมไปเดินเล่นเมื่อเราทานทุกอย่างหมดเกลี้ยง

     

    อยากเล่าเมื่อไหร่ก็บอกพี่นะ

     

    พี่อู๋พูด แต่ผมไม่อยากบอกเขา ไม่อยากเลย ชีวิตขี้แพ้ของผมควรถูกถ่วงทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา มันควรสลายหายไปตามธรรมชาติ ไม่ควรถูกพูดถึงอีก

     

     

     

     

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าหกโมงสี่สิบเอ็ดนาที

     

    ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดแล้ว ส่วนผมยังเดินวนในห้างกับพี่อู๋แทบจะทุกตารางนิ้ว เขาพาผมเดินวนในซูเปอร์มาเก็ตโดยไม่ซื้ออะไร พาไปร้านหนังสือ ร้านเครื่องเขียน ร้านขายเสื้อผ้า เขาพาผมเดินเข้าออกเกือบทุกร้านในห้างแต่ไม่เสนอตัวว่าจะซื้อให้ซักอย่าง นั่นถือเป็นเรื่องดีแล้วเพราะผมกำลังจะตาย ขอเป็นหนี้แค่การไฟฟ้าคนเดียวพอ ไม่อยากเป็นหนี้ใครเพิ่ม

     

    พี่อู๋ชวนผมคุยเรื่อยเปื่อย ชอบอ่านอะไร ชอบฟังเพลงแนวไหน มีหนังที่อยากดูหรือเปล่า แน่นอนว่าคำตอบของผมคือไม่มี ผมไม่มีความรู้สึกอยากอะไรนอกจากกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยา พี่อู๋ที่พยายามเลี่ยงมาตลอดเริ่มสงสัย เขาถามผมตรงๆว่าทำไม

     

    ทำไมต้องรีบตายด้วย?

     

    ผมไม่ตอบในทันที ไม่ร้องไห้ ไม่พร่ำเพ้อฟูมฟายต่อหน้าเขา มันเลยจุดนั้นมาแล้ว ผมเคยร้องไห้เหมือนจะขาดใจตายจนด้านชาไปแล้ว หลังจากยืนรอคำตอบหลายนาทีพี่อู๋ก็จับไหล่ผม เขามองราวกับกำลังขอร้องให้ผมพูดอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่เงียบแบบนี้

     

    อีกสองเดือนข้างหน้าพี่คิดว่าตัวเองทำอะไรอยู่ครับ?

     

    พี่อู๋งุนงง เขานวดคางด้วยสีหน้าครุ่นคิดแล้วตอบคำถาม

     

    พี่คงเป็นฟรีแลนซ์อยู่บ้านเพราะสิ้นเดือนนี้พี่ลาออกแล้ว

    ฟรีแลนซ์อะไรครับ?

    ล่ามเขาบอกน่าจะเป็นอย่างนั้น

    พี่โชคดีที่ยังมองเห็นแต่สำหรับผม หลังจากพี่ไปส่งที่บ้านวันนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่ว่าจะวันนี้พรุ่งนี้ หรือวันไหนๆ ผมไม่เหลืออะไรให้ทำบนโลกใบนี้แล้ว

    ก้องหางานทำสิ หางานแล้วอ่านหนังสือไปด้วย ปีหน้าค่อยสอบใหม่

    แล้วทำไมผมต้องสอบใหม่?

    ก็จะได้มีงานดีๆไง

    เราจะมีงานดีๆทำไปเพื่ออะไรเหรอครับ?

    เพื่อตัวเองไงก้องพี่อู๋ตอบจริงจัง เขามองผมด้วยแววตาดุๆเหมือนผู้ใหญ่ต้องการสั่งสอนเด็ก เราทำงานหาเงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง”

    ผมยังไม่รู้เลยว่าความสุขของผมคืออะไร ถ้าต้องมีชีวิตเพื่อดิ้นรนต่อไปเรื่อยๆแบบไม่มีจุดหมายขนาดนั้น ตายตั้งแต่ตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอครับ?

     

    พี่อู๋ไม่พูดต่อ เขาโกรธ ผมรู้สีหน้าของเขาฟ้องว่าถ้าขืนยังต่อปากต่อคำอีกคงมีคนได้เดินกลับบ้าน

     

    ชีวิตผมไม่เคยสมหวังอะไรเลยผมบอกเขา พยายามอธิบาย พี่ปล่อยให้ผมไปตามทางของตัวเองเถอะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน พี่ไม่ต้องสนใจผมหรอก

     

    ผมปากเสีย ผมรู้ ผมเป็นคนพูดไม่คิด ผมรู้ ผมไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนฟัง ผมรู้ แต่พอเห็นพี่อู๋ดูหมดหวังไม่อยากพูดอะไร ผมกลับรู้สึกแย่

     

    งั้นก่อนกลับบ้านพี่จะซื้อของให้ก้องหนึ่งชิ้นพี่อู๋ที่เริ่มกลับมาเป็นปกติพูดขึ้นพี่จะเลือกให้ ก้องต้องรับไว้นะ

     

    เขาเดินนำไปโดยไม่รอปล่อยให้ผมตามหลังเหมือนลูกหมาแสนเชื่องตลอดทาง

     

     

     

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าสองทุ่มห้านาที

     

    ผมกลับถึงบ้านโดยมีพี่อู๋มาส่งเหมือนเมื่อคืน ลุงชัยมองตาเขียวอีกแล้วเมื่อเห็นสกู๊ปปี้ไอสีฟ้าขับเข้ามาในย่านของเรา ผมยกมือไหว้ลุงแต่ไม่ลงไปอธิบาย เหนื่อยแล้ว พอก่อน ไว้ค่อยคุย วันหลังผมจะเขียนจดหมายลาตายบอกลุงว่าพี่อู๋ไม่ใช่แกร๊บไบค์ซักหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่

     

    รถจอดสนิทตรงริมรั้ว ผมลงจากรถยกมือไหว้พี่อู๋ตามมารยาท บอกขอบคุณที่เลี้ยงสตาร์บัคส์ เขายิ้มอย่างพอใจแล้วถามว่าอร่อยไหม

     

    อร่อยครับ

    รู้ไหมว่าสตาร์บัคส์ออกเมนูใหม่ทุกปี?

    ไม่รู้ครับ

    ไว้มีเครื่องดื่มใหม่เข้าเมื่อไหร่พี่จะมารับเราไปกินอีกนะ

    ผมไม่แน่ใจว่าจะอยู่ถึงตอนนั้นไหม ผมตอบตามตรง แต่ยังไงก็ขอบคุณล่วงหน้าครับ

     

    พี่อู๋ยิ้ม เขานั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ขณะช่วยถอดหมวกกันน็อคให้ ผมบอกขอบคุณเขาอีกครั้งแต่พี่อู๋ก็เรียกไว้เหมือนเมื่อคืน ไม่ได้เข้าบ้านเสียที

     

    ก้องจะไม่ชวนพี่เข้าไปกินน้ำหน่อยเหรอ?

    อ๋อ ครับ

     

    ผมเปิดประตูรั้วให้พี่อู๋แบบงงๆ ไอ้แดงที่เพิ่งกลับจากไปหาเมียที่วัดส่งเสียงเห่าน่าหนวกหูทันทีเมื่อเห็นคนแปลกหน้า ผมถามมันว่าหายหัวไปไหนมา ทำไมเพิ่งกลับเอาป่านนี้ มันก็เห่าโฮ่งตอบหนึ่งทีแล้วสะบัดตูดไปบ้านลุงชื่น

     

    ไอ้หมาเวรผมสบถพี่อู๋หัวเราะบ้านผมไม่มีอะไรนะครับ มีแค่น้ำเปล่า

     

    พื้นไม้ส่งเสียงออดแอดทันทีที่เราสองคนเดินเข้าไป ผมเปิดไฟตรงผนัง เปิดเปลือยบ้านรกๆที่ขาดการทำความสะอาดมาเดือนกว่าให้พี่อู๋เห็น จานชามกองสูงเต็มอ่าง เสื้อผ้าใส่แล้วก็อัดแน่นเต็มตะกร้าจนล้น ผมใช้เท้าเตะถุงใส่กระดูกไก่ทอดไปซ่อนใต้เก้าอี้ ส่วนพี่อู๋นั้นเงียบกริบ สงสัยช็อกอยู่

     

    น้ำครับ

     

    ผมเสิร์ฟน้ำเย็นใส่แก้ว เขารับมันไปดื่มจนหมดก่อนจะกวาดสายตามองรอบบ้านอย่างไม่เกรงใจ

     

    ก้องอยู่คนเดียวเหรอ?

    ครับ

    แล้วเวลาหิวทำยังไง? ซื้อกับข้าวมากินเหรอ?

    เปล่าครับลุงชื่นบ้านข้างๆแกขายไก่ทอด แกจะมาแขวนให้ผมกินฟรีทุกวัน ตอนเย็นก็มีกับข้าวพี่ลีบ้าง ลุงชัยบ้าง แม่ของข้าวฟ่างบ้าง สลับกันไปครับ

     

    พี่อู๋พยักหน้ารับ สายตายังคงกวาดมองไปทั่ว ส่วนผมก็ยืนจ้องเขาอีกที เป็นบรรยากาศอึดอัดแปลกๆเมื่อเรายืนจ้องกันกลางบ้านอย่างไม่มีเหตุผล ผมไม่รู้จะชวนเขาเข้ามาทำไม เข้ามาก็อับอายที่ปล่อยให้คนอื่นเห็นสภาพเละๆแบบนี้

     

    ปกติก้องนอนตรงไหน

    ข้างบนครับ

    พี่อู๋ร้องอ๋อแล้วพูดต่อ เอ้อ พี่ว่าจะถามบ้านก้องมีเครื่องเล่นดีวีดีหรือเปล่า?

    มีครับ

    พาไปดูหน่อยสิ

     

    ผมงงแต่ก็เดินนำพี่อู๋ขึ้นไปชั้นสอง ถึงบ้านจะเก่าแต่ยังพอมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทันสมัยอยู่เหมือนกัน  แม่เป็นพวกติดละคร พวกทีวีกับเครื่องเล่นซีดีนี่อย่าให้พูด แกยอมควักเนื้อจ่ายหมดขอแค่มีสิ่งบันเทิงใจช่วยเยียวยาชีวิตเฮงซวยของเราบ้าง

     

    พี่อู๋เดินไปที่ทีวี เขาก้มๆเงยๆดูเครื่องเล่นดีวีดียี่ห้อเอเจอยู่พักใหญ่ก่อนจะล้วงหยิบของที่เพิ่งซื้อจากบีทูเอส

     

    Harry Potter Complete 8 - FilmCollection DVD

     

    นี่พี่เขาคิดอะไรอยู่นะ?

     

    ก้องบอกว่าไม่มีอะไรทำงั้นวันนี้อาบน้ำเสร็จก็ดูแฮร์รี่นะ เคยดูไหม?

    ไม่เคยครับ

    ไปอยู่จักรวาลไหนมาคนเขาดูกันทั้งโลก

     

    อ้าว ไอ้นี่ --

     

    พี่จะให้ก้องดูแค่ภาคแรก ถ้าอยากดูต่อต้องโทรมาแล้วพี่จะเอาภาคสองมาให้

    ครับผมขานตอบแบบส่งๆแล้วถอนหายใจ

    งั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องไปสะพานนะเพราะมีหนังให้ดูแล้วเข้าใจ๋?

    ครับ

    ดีมาก หิวหรือยัง?

    ไม่หิวครับ

     

    พี่อู๋บรรจงวางแผ่นดีวีดีสีน้ำเงินที่มีรูปนกฮูกบนชั้นวางทีวี เขาหันมาหาผมก่อนจะมองเลยไปข้างหลังที่มีฟูกเน่าปูอยู่บนพื้น ผมไม่รู้จะขอบคุณเขาดีไหมที่ไม่แสดงท่าทีสมเพชเวทนาออกมาให้รู้สึกแย่ แต่สุดท้ายผมก็บอกเขาว่า ขอบคุณสำหรับวันนี้ครับเขาพยักหน้ารับ 

     

    พรุ่งนี้ซักผ้าด้วยนะ หาอะไรทำจะได้ไม่ว่างเกินไป

    ครับผมตอบนี่คือครั้งสุดท้ายที่พี่จะมาหาผมหรือเปล่าครับ?

    ไม่ใช่

     

    คำตอบของเขาทำให้ผมดีใจแปลกๆ

     

    พี่จะมาเรื่อยๆจนกว่าก้องจะหายดี

     

    พี่อู๋บอกก่อนจะเดินลงบันไดปล่อยให้ผมยืนงงกับคำว่า หายดีอยู่หลายวินาที เสียงบันไดไม้ร้องเอี๊ยดอ๊าดบอกว่าเขาใกล้ถึงชั้นล่างแล้ว แต่ดูเหมือนว่าพี่อู๋จะหยุดกลางทาง ผมเห็นเขาใช้มือจับราวก่อนจะตะโกนถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

     

    ก้อง นี่เชือกอะไรเหรอ?ทำไมแขวนไว้ที่ราวบันได?

     

    ชิบหายละ

     

    พี่อู๋หยิบเชือกมาดูใกล้ๆ เขากำมันเพื่อวัดขนาดแล้วหันมาขอคำอธิบายจากผมว่าทำไมถึงมีเชือกเส้นใหญ่ขนาดนี้ไว้ในบ้าน พี่อู๋คงคิดว่าผมจะฆ่าตัวตาย แต่เปล่าหรอก ผมไม่ได้ซื้อเชือกเส้นนั้นมา แม่ต่างหาก

     

    เป็นแม่ที่ซื้อมันมาแล้วก็ใช้มันไปแล้วด้วย

     

    อ๋อ -- ของแม่ผมครับ

    เอาไว้ทำอะไร?

     

    ผมเงียบ ไม่กล้าบอกความจริงเพราะไม่อยากให้พี่อู๋กลัว

     

    ก้อง งั้นพี่ขอเชือกเส้นนี้ได้ไหม?

    พี่อย่าเอาไปเลย มันคืออนุสรณ์ของแม่

    พี่ไม่ปล่อยให้ก้องอยู่ในบ้านคนเดียวกับเชือกแบบนี้หรอก

     

    พี่อู๋พูดแล้วเก็บเชือกไปหน้าตาเฉย ผมรีบวิ่งลงบันไดด้วยความลนลาน เขาจะเอาเชือกเส้นนี้ไปไม่ได้ เขาจะเอาสิ่งที่ปลดปล่อยแม่ให้เป็นอิสระไปจากผมไม่ได้

     

    พี่อู๋ครับ อย่าทำแบบนี้เลย ผมขอ

    พี่รู้ว่าก้องคิดอะไร? ก้องจะใช้เชือกใช่ไหม?

    ไม่ครับ ผมไม่ใช้หรอกยิ่งแก้ตัวยิ่งดูมีพิรุธ ผมพยายามดึงเชือกกลับมาความหยาบของมันบาดฝ่ามือจนแสบ พี่อย่าเอาไปเลย! มันเป็นของไม่ดี!”

    ของไม่ดีก็ไม่ควรอยู่ในบ้านสิ!”

    แต่มันเป็นเชือกที่แม่ใช้ผูกคอตาย!”

     

    ผมตะโกนบอก พี่อู๋หยุดนิ่ง เขาไม่ยุ่งวุ่นวายกับข้าวของของผมเหมือนก่อนหน้า

     

    แม่ผมผูกคอตายตรงนี้ผมชี้ไปที่ราวบันได พี่อย่าเอาอนุสรณ์ของแม่ไปเลยนะ

     

    แล้วผมก็ร้องไห้โฮออกมา





    you can give love by #เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้ on twitter

    Enjoy reading :)



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in