สมุดปกสีน้ำตาล ปากกาหมึกสีดำ เจ้าของมันชื่อสีชมพูsuchagooddayyy
I w a s h e r e.
  • วันที่ 6 กันยายน 2562
    ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ , นิทรรศการ Miss Candy Heart

    บันทึกของเด็กหญิง


    นี่เป็นครั้งแรกของการเขียนบันทึกผ่านเว็บไซต์ minimore ตื่นเต้น (มาก) และยังใช้ไม่ค่อยเป็น รวมถึงเป็นครั้งแรกที่สมุดบันทึกคงไม่ได้ถูกเก็บในลิ้นชักหลังเขียนเสร็จอย่างแต่ก่อน เหมือนมันถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือหนึ่งเล่ม วางไว้ในห้องสมุด เพื่อรอใครสักคนสนใจและหยิบมันขึ้นมาอ่าน


    6 กันยายนที่ผ่านมาเป็นวันศุกร์ เราไม่มีเรียน แอบคิดว่าเป็นเรื่องที่โชคดีเพราะมีวันหยุดสุดสัปดาห์ตั้ง 3 วัน ดังนั้น ถ้าเราอยากไปเที่ยวนอกบ้านก็สามารถไปได้ 2 วัน แล้วยังเหลืออีก 1 วันสำหรับการพักผ่อนร่างกาย

    เราชอบจัดแพลนเที่ยวให้ตัวเอง ทำเกือบทุกครั้ง เล่นบทบาทสมมติเป็นไกด์นำเที่ยว และลูกทัวร์ก็เป็นเราเองนั่นแหละ เป็นทุกอย่างเลย จะทำเป็นแพลนคร่าว ๆ กำหนดเวลาตื่น เวลาออกบ้าน สายรถที่ต้องขึ้น เวลาเดินทาง เวลาที่จะใช้อยู่กับสถานที่นั้น ๆ และเวลากลับ เอาให้เห็นภาพรวม เพราะต้องเอามาคำนวณเวลา คำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เรายังเป็นนักศึกษา เงินไม่มาก เวลาก็จำกัด เพราะฉะนั้นทำไว้หน่อยก็ดี


    ทริปนี้เป็นทริปตั้งใจแต่ไม่เตรียมตัว

    คือมีความตั้งใจที่จะไป/อยากไปแต่ละที่อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้!


    สืบเนื่องจากการเห็นทวีตของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ @sce_moe มาโฆษณาว่า 'มาดูดาวได้แค่ 30 บาทครับ' เลยนึกขึ้นได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปท้องฟ้าจำลอง - จริง ๆ คือครั้งแรกที่ไปเลยล่ะ, มันก็ประมาณเดือนกันยายน 2559 ยังเก็บตั๋วอันเก่าไว้อยู่เลย ยังจำความรู้สึกที่ไปครั้งนั้นได้ว่า เราตื่นเต้น ช่วงมัธยมปลายเราเรียนอยู่ต่างจังหวัด ไม่ใกล้ไม่ไกลกรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่อำนวยให้มาเที่ยวที่แบบนี้เสียเท่าไหร่ และเคยอ่านเจอในนิยาย คอนเทนต์ออนไลน์ต่าง ๆ เกี่ยวกับ ท้องฟ้าจำลอง ได้จังหวะเลยลองดู ก็ชอบมาก ค่าตั๋วก็ถูกดี ไม่แพง

    เท่านั้นล่ะ เลยหยิบแพลนเนอร์เละ ๆ ของตัวเองขึ้นมาจดว่า 7 sep @ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ แต่เกิดการผิดแผนนิดหน่อย เลยต้องสลับมาเป็นวันที่ 6 แทน


    ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ



    ท้องฟ้าจำลองดูเหงา ๆ ความรู้สึกแรกของเราหลังมาเยือนครั้งที่ 2 บอกอย่างนั้น เลยให้สัญญากับเขาในใจว่า จะเที่ยวอย่างมีความสุขที่สุดนะคุณท้องฟ้าจำลอง ฉับพลัน แดดแรกหลังฝนยามเช้าผ่านไปก็ส่องลงมา



    เราเดินไปซื้อตั๋ว ซื้อแบบทั้งดูดาวและพิพิธภัณฑ์ รวมเป็น 60 บาท เหลืออีกครึ่งชั่วโมงรอบชมดาวจะเริ่มก็เลยเดินถ่ายรูปรอบ ๆ ก่อน แสงไม่ดีเพราะท้องฟ้าครึ้มขึ้นอีกแล้ว ตอนนั้นก็แอบหวั่นใจว่าฝนจะตกลงมาอีกรอบเหรอ แดดเพิ่งมาได้แป๊บเดียวเอง เมื่อถ่ายรูปจนพอใจแล้วถึงได้รู้ว่าวันนี้มีนักเรียนมาทัศนศึกษาด้วย ตั้ง 2 โรงเรียน! ดูเหมือนว่าคุณท้องฟ้าจำลองคงไม่เหงาแล้วล่ะเนอะ


    รอบชมดาวมาถึงแล้ว และเรารักความรู้สึกตอนนั้นมาก ๆ เลย



    เราออกจากห้องดูดาวด้วยรอยยิ้ม พยายามเก็บสีหน้าให้มิดชิด เพราะเราไปคนเดียว ไม่มีเพื่อนไปด้วย กลัวคนอื่นจะหาว่าเพี้ยนที่เดินยิ้มออกมา จำเป็นต้องแกล้งยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ทำทีเป็นว่ากำลังคุยกับใครอยู่ จะได้ไม่ผิดสังเกต และก็ได้รู้ว่ายิ่งทำแบบนั้นเรายิ่งหลุดหัวเราะหนักกว่าเดิม

    สาเหตุที่ยิ้ม เพราะเรา ปิ๊ง! ไอเดีย หนึ่งขึ้นมาจากการเข้าไปในโดมดูดาวนั่น ที่ชอบออกมาข้างนอกเพราะแบบนี้แหละ เราเก็บมันใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากอาคาร 1 ไป



    ออกมาดูพิพิธภัณฑ์ส่วนอื่น พวกอาคารที่มีหลายชั้น โซนชั้นล่าง ๆ จะครื้นเครง แต่ชั้นบน ๆ นี่เหงาจริง เงียบมาก มีแค่คุณลุงรปภ.กับคุณเจ้าหน้าที่ บางชั้นเจ้าหน้าที่ก็พักกลางวันอีกด้วย เพราะแบบนั้นในโซนบน ๆ เราเลยกล้าที่จะอยู่เสพข้อมูลอย่างไม่เขินอาย ไม่เขินที่จะต้องยืนจ้องดูแต่ละจุดนาน ๆ (แต่วังเวงนิดหน่อย)


    ความจริงแล้ว เวลาของท้องฟ้าจำลองควรจะหมดไปตั้งแต่ 13.00 น. แต่เขารั้งเราเอาไว้จนเกือบ 14.00 น. เกือบทำให้เราอยากเทอีกที่เพื่ออยู่กับเขาให้นานขึ้นกว่านี้หน่อย

    ไว้ครั้งหน้าจะมาหาอีกนะ



    เพราะถ้าตัดสินใจทำอย่างนั้นจริง เราคงเสียใจมากแน่นอน



    เรานั่งรถเมล์มาลงสยาม เดิมตั้งใจว่าจะไปอีกที่ต่อเลยเพราะสายมากแล้ว แต่ก็ทนความหิวไม่ไหว ลงรถปุ๊บก็ตรงดิ่งเข้า Siam Square One ทันทีเพื่อหาอะไรใส่ท้อง เจ้ากระเพาะอาหารงอแงแล้ว เดินวนระหว่างชั้น 4 กับ 5 อยู่ 2 รอบถึงตัดสินใจได้ เลี้ยวเข้าร้านที่ยังไม่เคยกินมาก่อน เอาก็เอา ลองดู เมนูน่าสนใจอยู่ และค้นพบว่ารสชาติก็ไม่เลวเลย แต่ไว้มาเขียนถึงอีกทีนะ ขอไปกินซ้ำอีกสักรอบก่อน 55555


    เอารูปมาอวดก่อน 1 รูปถ้วน หลังไปซ้ำถ้ายังรู้สึก 'อร่อย' เหมือนเดิมเดี๋ยวมารีวิวให้ (ไม่ได้ค่าโฆษณาจ้าาา)

    มื้อไม่ตรงเวลาของเราผ่านไปแล้ว มาขึ้นรถไฟฟ้าไปสถานีศาลาแดง นั่งวินมอเตอร์ไซต์ไปตึก Woof Pack เพื่อไปทักทายยัยคนน่ารักทั้งหลาย นิทรรศการสีหวาน ๆ ที่ช่าง ' โรแมนติกร้าย ' ล่อตาล่อใจเราอยู่หลายวัน เรารู้ว่ามีงานนี้จากอินสตาแกรมพี่พิมฐา (ig: pimtha) และมาเจอรีวิวในทวิตเตอร์ซ้ำอีก กระตุ้นความอยากไปให้บังเกิดแรงกล้า รู้ว่าใกล้หมดเวลาเต็มที เปิดเช็กพยากรณ์อากาศเทียบกับวันหยุดก็ดูไม่เป็นใจ แต่คนเราอะเนอะ มันแพ้หัวใจตัวเองวันยังค่ำแหละ ในที่สุดก็มา แถมมาถึงปุ๊บ ฝนก็เทลงมาปั๊บ เฮ้อ


    Miss Candy Heart

    นิทรรศการที่ทำให้เราตระหนักถึงความเป็นสีชมพูที่อ่อนหวานแต่กล้าหาญของตัวเอง



    ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องจัดงาน คุณพนักงานต้อนรับที่ชื่อว่า คุณค่า กับ ความมั่นใจ ก็ยืนต้อนรับทักทายตั้งแต่หน้าประตูเลย (ฮ่า ๆ) (อยากรู้ล่ะสิว่าคุณพนักงานต้อนรับมาจากไหน) เราตื่นเต้นมาก สารภาพว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรก ๆ ของเราเลยที่มาเที่ยวแบบนี้ เราเคยเสพบรรยากาศเดินดูงานที่หอศิลป์ BACC เดินแบบมีเพื่อน เดินไปคุยไป ถ่ายรูปไป เป็นการหาที่เดินเล่นกันมากกว่ามาพิจารณาความงดงามของศิลปะ ถ้าการมาแบบมีจุดประสงค์ว่าอยากมา อยากมาชม อยากมาซึมซับ อันนี้เป็นครั้งแรก ๆ เลย (อันแรกจริง ๆ เราลืมแล้วว่าตอนไหน ฮ่า) เราเดินดูคร่าว ๆ ก่อนรอบหนึ่ง ตื่นตะลึงไปหมด ก่อนจะมาพิจารณาในส่วนรูปวาดที่แขวนอยู่บนผนัง คุณ มาโมว วาดน่ารักดีจัง ค่อย ๆ เดินดูไปทีละภาพ หลีกทางให้คนที่อยากถ่ายรูปกับบรรยากาศงานบ้าง ความสุขถ้วยที่หนึ่งเสิร์ฟถึงเรา



    อีกฝั่งเป็นผืนผ้าสีชมพูอ่อนแขวนอยู่ มีกวีที่เขียนด้วยหมึกสีน้ำเงิน โชคดีที่ตอนนั้นคนหันความสนใจไปมุมอื่นกันอยู่ เราเลยได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายตัวหนังสือพวกนั้นเก็บไว้บ้าง เรายืนอ่าน น้ำตาคลอ เลยรีบหันออกไปฝั่งประตูทางเข้าเพื่อซ่อนสีหน้า เหมือนเห็นคุณ 'คุณค่า' และคุณ 'ความมั่นใจ' ยิ้มปลอบกันจากตรงนั้น เราอิ่มใจมาก คุณ วิน นิมมานวรวุฒิ ช่างเข้าใจผู้หญิงอย่างเรา ๆ เสียจริง ทำให้เด็กหญิงคนนี้มีโอกาสได้รับ 'ความอบอุ่น' เหล่านั้นด้วย ความสุขถ้วยที่สองเสิร์ฟถึงเรา



    มุมถ่ายรูปยอดนิยมในเวลานั้นคงเป็น มุมคุณแสงนีออนตรงนี้ คนต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก เรามาคนเดียว ไม่มีคนถ่ายให้อยู่แล้ว เลยไม่มีรูปคู่ เดินเลี่ยงออกมามุมเซียมซี เรารู้สึกเขินที่จะทำเสียงดัง เลยถือแก้วเสี่ยงทายขึ้นมาแล้วหลับตาจิ้มเอา ลืมตาขึ้นพร้อมดึงไม้ที่เลือกขึ้นมาด้วย หลังจากนั้นก็ไปหยิบใบกวีสีชมพู โดยไม่รู้เลยว่าวิธีการของเรามีคนแอบมองอยู่ และเขาก็ทำตาม

    คุณคนนั้นยิ้มให้ตอนเดินสวนกันออกมา เรายิ้มกลับอย่างแห้ง ๆ เพราะอาย บอกคุณเขาเบา ๆ ว่า "กลัวมันเสียงดังค่ะ"


    กวีใบสีชมพูที่เสี่ยงทายมาได้ ช่างเหมาะกับเราที่เคยถูกทำร้ายจนยับเยินเสียจริง :)


    เราเดินกลับมาดูงานอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง วนประมาณ 2-3 รอบได้ แวะไปเขียนโน้ตหัวใจแปะไว้ เข้าคิวถ่ายรูปกับคุณกระจกรูปหัวใจที่เหมือนเป็นนางเอกของงาน (คนต่อคิวเยอะมาก คุณเขาเนื้อหอม) ในตอนนี้เหมือนคนมากันเยอะขึ้น ห้องจัดแสดงเริ่มร้อนและมีเสียงจอแจขึ้นกว่าเก่า ฝนข้างนอกยังไม่หยุดตก งั้นเดินวนอีกสักรอบน่าจะดี (ผอมแน่คราวนี้)


    6 โมงเย็นแล้ว ถึงเวลากลับบ้าน เราต้องกลับเวลานี้เพราะบ้านอยู่ไกล แถมฝนเพิ่งหยุดตกอีกก็กลัวการจราจรจะไม่สงสารกัน สีชมพูกับเนวีบลูจะคิดถึงเราบ้างหรือเปล่า อยู่ ๆ ก็รู้สึกเศร้าเบา ๆ ที่ต้องกลับแล้ว และนิทรรศการนี้กำลังจะจบลงในอีก 2 วัน ซึ่งเราคงไม่ได้มาซ้ำเพราะมีธุระอื่นรออยู่

    เราหันกลับมามองอีกรอบด้วยความวูบโหวง มันเหมือนฉากในละครที่พระเอกต้องจับประตูค้างไว้และมองนางเอกก่อนรุดออกไป แบบนั้นเลย (เอิ๊ก) คุณค่าและความมั่นใจในตัวเอง คือสิ่งที่ได้จากการมาที่นี่ คุณพนักงานต้อนรับคนดังกล่าวที่ไม่มีตัวตนแต่รู้ว่ามีอยู่จริงเป็นคนหยิบยื่นให้ เราเก็บมันเข้ากระเป๋าเป้สีโอรสใบเก่า ใบเดียวกับที่บรรจุความสุขจากคุณท้องฟ้าจำลอง

    และในความอาลัยอาวรณ์ที่เกิดขึ้นตอนต้องหันหลังกลับ พบว่ามีความรู้สึกดีซ่อนอยู่อย่างน่าประหลาด เราดีใจที่เรารู้สึกเศร้าต่อการโบกมือลา เพราะมันหมายความว่า เรากับเขาได้เจอกันแล้วจริง ๆ


    I was here. มาหาแล้วนะ



    สถานที่ : ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ / นิทรรศการ Miss Candy Heart @ Woof Pack Bangkok
    เรื่องและภาพ : suchagooddayyy
    อุปกรณ์ : iPhone6+

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in