เวียดนาม 3 รสMNGGUDOTRAVEL
Wanderer of Mui-ne


  • จากสนามบินนานาชาติดานัง 1 ชม. กับอีก 20นาที

    เราเดินทางมาถึง โฮจิมินห์ ในช่วงบ่ายของวันที่ 5


    ต่อด้วยการเรียก Grab บริเวณด้านหน้าสนามบิน

    ท่ามกลางความโกลาหลบนถนนที่นับไม่ถูกแล้ว

    ว่ามีกี่เลน ปรากฏว่า พี่แท็กซี่หาพวกเราเจอ รู้ได้ไงวะ?


    เสียงเพลงนี่ลอยมาเลย..

    “แต่เราก็หากัน จนเจอออออ~”


    “ขึ้นรถก่อนโว้ยย!!”


    ค่ารถจาก สนามบิน ถึง ฟาม งู เหลา ที่เป็นจุดซื้อตั๋วขึ้นรถบัสแค่ 80,000 ดอง 

    หรือประมาณ 100 บาท ถือว่ายังถูกมากในช่วงเวลานี้


    .


    ณ ฟาม งู เหลา ด้านหน้าจุดจำหน่ายตั๋วรถบัส 

    เราเลือกใช้บริการ FUTA Busline (เพราะคิดว่าคงถูกที่สุดแล้วแหละ) หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อย มีเวลาพักตามอัธยาศัยประมาณ 1 ชม. 

    เพื่อนร่วมทางแต่ละคน ก็แยกย้ายกันไปใช้บริการร้านต่างๆแถวนั้น



    คนนึงก็โหยกาแฟเหลือเกิน

    คนนึงทำหูฟังหาย จะซื้อใหม่ให้ได้

    ส่วนอีกสองคน กอดคอกันเดินเข้าร้านนวดไปซะดื้อๆ (นวดฝ่าเท้านะ)

    ใครเป็นใคร ไปชี้ตัวกันเอาเอง


    พอถึงเวลาปุ๊ป วิ่งกันตาแตกเช่นเคยจ้าาา!

    (ถ้าไปยืนรอ มันจะไม่เท่หรือยังไง?)


    จากจุดซื้อตั๋ว ใช้เวลา 20 นาที เพื่อไปถึงจุดขึ้นรถบัส

    หลังจากนั้น... ก็รถนอนเจ้าเดิมยังไงล่ะ 



    6 ชม. ชิวๆ ท่ามกลางบรรยากาศฝนตกเปาะแปะๆตลอดทาง 

    กำลังเคลิ้มได้ที่ รถเข้าโค้งปุ๊ป 

    เป็นต้องสะดุ้งกันทั้งแก๊งค์ 

    เหวี่ยงไป เหวี่ยงมา รู้สึกตัวอีกทีนึง ฟ้าก็มืดซะแล้ว

    สุดท้ายแล้ว ไม่ได้นอนเช่นเคย สมชื่อหลือเกิ้นนน!

    .

    (รูปน้อยหน่อยนะ หมดพลังกันเหลือเกิน)


    .


    แล้วเราก็มาถึง “มุยเน่” ดินแดนแห่งทราย ของเวียดนามใต้ สถานที่ ที่ไม่ว่าอยู่ไหนก็มีทราย 

    หนีไม่พ้น แม้อยู่บนเตียง


    เช่นเดียวกันกับทุกที่ เราเริ่มต้นด้วยการเดินเข้าไป เช็คอินน์ @ Mui-ne Home

    ที่นอนของเรา ของในคืนนี้ ซึ่งเรียกได้ว่า 

    มีไว้นอนจริงๆ เพราะกว่าจะมาถึงก็ล่อไป 2ทุ่มแล้ว รีบเก็บของกันให้เรียบร้อย 



    หลังจากนั้น เป็นเวลาของมื้อซีฟู้ด

    อันเลื่องชื่อของที่นี่ เลื่องชื่อยังไง? 

    ก็ล็อปเตอร์สดๆของที่นี่ “ตัวอย่างใหญ่”  

    ตัวนึงแค่ 300k - 500k เวียดนามดอง หรือ

    300-400 บาทไทย หนำใจล่ะทีนี้

    เมนูอาหารทะเลอื่นๆราคาถูกไม่แพ้กัน ยืนชี้เอาเลย




    ปล. ใครไม่ถูกใจน้ำจิ้มสไตล์เวียดนาม 

    ถามหาน้ำจิ้มซีฟู้ดได้เลย เค้ามีให้ทุกร้าน


    ในวันรุ่งขึ้น เช้าของวันที่ 6 (รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก)

    เราได้นัดกับรถจี๊พที่จะพาเราไป White sand dune

    ไว้เวลา 4.30น. และใช้เวลาเดินทาง 45 นาที


    ขณะอยู่บนรถ ระหว่างทางก่อนออกจากตัวเมือง

    2 ข้างทางเป็นชุมชน ตัวบ้านสูงไม่เกิน 3 ชั้น 

    ไม่มีตึกสูงแม้แต่ตึกเดียวเลย ถัดจากนั้นไม่ไกล

    ก็จะสามารถเห็นวิว และสภาพแวดล้อมที่เวิ้งว้างยิ่งกว่าเดิม บนเส้นทางเรียบชายหาด 

    แต่เวลานี้คงยังมืดอยู่


    แล้วเราก็มาถึงตามเวลาที่กำหนดไว้ 

    ขณะที่ฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น มองไปทางไหนก็เห็นนักท่องเที่ยวทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย 

    ธีมของแต่ละกรุ๊ป ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวกันทั้งนั้น 

    แต่พอหันมามองกรุ๊ปเรา “ทำไมมันดำสนิทงี้วะ?”


    อากาศวันนี้เมฆค่อนข้างแน่นทำให้ไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้ อากาศไม่ร้อน 

    เพราะลมพักแรงมากตลอดเวลาแนะนำว่า 

    “อย่าวางของเด็ดขาด” 

    โดนทรายกลบเหมือนบรรดากล้องของเราไม่รู้ด้วยนะ!


    ไม่นานหลังอากาศเริ่มร้อน นักท่องเที่ยวที่เคยยืนกันเต็มไปหมดไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็พากันออกจากทะเลทรายแห่งนี้


    คุณรู้ไหม หลังจากพวกเขาได้บอกลาทะเลทรายแห่งนี้ไป จากผืนทรายสีขาวเรียบๆ 

    ถูกแต่งเติมด้วยสีสันจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวตั้งใจนำมา แต่ไม่อยากนำกลับไป

    ไม่รู้ว่าบางส่วนอาจจะลืมไว้รึปล่าว แต่ส่วนใหญ่แล้วมันคือ “ขยะ”  ที่ตีคู่ไปกับรอยเท้าบนทราย เปรียบเสมือนสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่ามีคนเคยมาตรงนี้นะ

    แล้วก็ตรงนั้น ตรงนู้นก็ด้วย! ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้สูญเสียความน่าหลงใหลไปในทันที 


    ภาพถ่ายจากทะเลทรายผืนนี้บนโซเชียล 

    การจะลบขยะแต่ละชิ้นออกไปนั้นง่ายเพียงคลิ๊กเดียว

    แต่สำหรับที่นี่แล้ว ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ขยะที่ทับถมอยู่ใต้ทรายนั้น จะเปลี่ยนเป็นเม็ดทรายเล็กๆ 

    หรือวันหนึ่งปริมาณขยะในทะเลทรายแห่งนี้จะมีมากเกินไปจนถูกละเลย และสุดท้ายก็ถูกปล่อยให้ตายไปตามกาลเวลา เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ

    ที่ครั้งหนึ่งเคยสวยงามไม่แพ้กัน

    ไม่มีใครรู้....

    .

    ออกสาระกันไปไกล กลับมาสู่ความไร้สาระกันต่อ 

    เพราะ ถัดจาก White sand dunes

    ในช่วงสาย เรามาเยือนหมู่บ้านชาวประมง

    FIshing Village แหล่งจำหน่ายปลา และอาหารทะเลต่างๆ ที่มาของซีฟู้ดรสเด็ดเมื่อคืนนี้


    ภาพที่ทำให้ต้องสะดุด เป็นอย่างแรกเมื่อก้าวเข้ามา

    คือถุงพลาสติกจำนวนมหาศาลที่กองอยู่ตามพื้น 

    เหมือนเค้าเอามาปูเป็นทางเดินเลยก็ว่าได้


    เนื่องจากวันนี้ เป็นวันที่เรือประมงกลับขึ้นฝั่ง 

    ในรอบอาทิตย์ ทำให้มีเรือประมงอยู่เต็มหาดไปหมด

    คนพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ตั้งหน้าตั้งตา แยกหอย แยกปูกันเป็นระบบ บรรยากาศเร่งรีบ ด้วยเหตุนั้น 

    จึงไม่มีใครให้ความสนใจนักท่องเที่ยวอย่างเราๆนัก

    สบโอกาส วิ่งเล่นกันเต็มที่ 


    จริงๆแล้วชายหาดแห่งนี้ ในวันทั่วไป จะค่อนข้างโล่ง

    มีพ่อค้า-แม่ค้าตั้งแผงขายอาหารทะเล อยู่ข้างทาง

    ไม่ได้มีของวางระเกะระกะขนาดนี้ แต่อย่างที่เข้าใจ

    วันนี้ของเข้า ต้องวุ่นวายเป็นธรรมดา


     แต่ที่งง คือ ทำไมทัวร์หลายๆทัวร์ ยังพยายามพา

    นักท่องเที่ยวเดินลัดเลาะถนนเล็กๆ เข้ามาเพื่อดมกลิ่มหอยปูปลา บนถนนที่เต็มไปด้วยโคลน

    แล้วแต่ละทัวร์ก็ไม่ใช่น้อยๆ 20-30คนทั้งนั้น

    พอเข้ามาถึงก็พร้อมใจกันอุดจมูก ทำท่าทีรังเกียจ ตามด้วยการล้อเลียน เวลาถูกบีบแตรใส่


    “ผมนี่ถึงกับยืน งง ในดงทัวร์”


    แน่นอนเลยว่า มันคือวิถีความเป็นอยู่ของเขา 

    และสิ่งที่เราควรทำคือการมอบเคารพ ไม่ใช่หรือ?

    การที่เราไม่เข้าใจเขา ใช่ว่าเราจะยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่แล้วแสดงท่าทีเหยียดจนออกนอกหน้าขนาดนั้นออกมาได้นะ หนุ่มสาวทั้งหลาย


    นั่งอยู่ริมหาดได้สักพัก 

    เวลาก็ล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงซะแล้ว

    คงได้เวลากลับที่พัก ล้างเนื้อล้างตัว 

    เตรียมกลับไปสู่ โฮจิมินห์


    ครั้งสุดท้ายของรถนอนไม่นอน!!

    รับรองว่าหยาบเช่นเคย


    **ตอนถัดไป เป็นตอนสุดท้ายของทริปนี้แล้ว

    ขอบคุณที่ติดตามกันนะ <3


    .


    มึงกูไปเที่ยวกัน

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in