เวียดนาม 3 รสMNGGUDOTRAVEL
Only in Da-Nang (มีดีที่ดานัง)

  • เข้าสู่วันที่ 3 ในเวียดนาม

    เสียงแตรยังคงบาดหูเช่นเคย

    วันนี้จะเป็นวันที่ ชีพจรลงเท้า อย่างแท้ทรู 

    เราจะเริ่มต้นด้วยการแบกสังขารขึ้นรถทัวร์กลับไปยัง ฮานอย 

    ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปที่ดานัง ตอน 6 โมงเย็นของวันนี้


    ระหว่างทางที่ออกจากซาปา ข้างทางรายล้อมไปด้วยทุ่งนาขั้นบันได ที่เมื่อวานดูแสนจะหม่นหมองไร้ซึ่งชีวิตแต่เช้านี้กลับส่องประกายสีทอง หลังจากได้อาบแดดยามเช้า เป็นภาพที่เห็นแล้วไม่อยากจะละสายตาจากมันเลย นึกแล้วก็เสียดาย ที่เวลามีไม่มากพอจะชื่นชมความงดงามของที่นี่ทั้งหมด


    เรากลับมาถึงฮานอย ในช่วงบ่าย และมุ่งหน้าต่อไปที่สนามบินโหน่ยบ่าย ที่จะพาเราทะยานสู่ดานัง 

    ระหว่างทาง เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสภาพรถติด 

    ในเวียดนาม แหง่กอยู่กับที่ ประมาณ 20-30 นาที 

    พอขยับได้ปุ๊ป ก็ได้เห็นว่ามันมีบัสจอดดับเครื่องอยู่

     2 คัน และผู้โดยสารลงมายืนกันเต็มถนน 

    แต่หลังจากเลื่อนรถได้แล้ว การจราจรก็กลับมาไหลลื่นตามปกติ 

    ทำให้ยิ่งเข้าใจว่าการจัดการของที่นี่เฉียบกว่าที่คิดนะลูกพี่


    มัวแต่เชยชมสภาพรถติด จะไม่ทันขึ้นเครื่องแล้วโว้ย!!

    จนแล้วจนรอด (แต่เกือบไม่รอด)

    ก็วิ่งสู้ฟัดกันมาจนถึงดานังเป็นที่เรียบร้อย

    แต่ยังไม่จบเท่านั้น เรายังคงต้องแบกสัมภาระขึ้นบ่า 

    เดินเท้าไปให้ถึงที่พัก ห่างจากสนามบินไป 20 นาที

    ทางก็มืดเหลือเกิน สภาพก็ร่อแร่เต็มที 

    มาประหยัดอะไรกันตอนนี้วะเพื่อนนนน !!?


    เลาะริมทางตามกูเกิ้ลแมพมาจนถึงที่พัก

    ยืนจ้องมาสักพักแล้วยังไงมันก็ดูไม่ใช่

    ดูยังไงๆมันก็ มินิมาร์ท นะมึง !!??

    แม่นแล้ว อ่านไม่ผิดหรอก วันนี้ นอนในมินิมาร์ทว่ะ


    เข้าไปถามให้ชัวร์ก่อนละกัน ถ้าไม่ใช่จะได้รีบลี้

    “ใช่ Khoi Nguon Da-nang มั้ย ?”

    ปรากฎว่า เจ้าของร้านยิ้มร่า แล้วเซย์ “เยส”

    ลิฟท์ไม่มี กระไดเพียวๆ ห้องอยู่ชั้น 3

    ตังก็จ่ายไปแล้ว เปิดประสบการณ์ใหม่กันซักหน่อย

    จังหวะนี้กูขออย่างเดียว... เตียงง!!


    แต่ใครจะรู้ พอเห็นห้องพักปุ๊ป "โอ๊ยยยย อุ่นใจจจ!" 

    ห้องกว้าง ปลั๊กพร้อมให้ชาร์จแบตกล้อง

    เตียงควีนไซส์ 2 หลัง พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น




    **เป็นอีกข้อควรรู้เกี่ยวกับเวียดนาม 

    ไม่ว่าภายนอกอาคารจะน่ากลัวขนาดไหน 

    ภายอาจจะเป็นห้องพักอันดีงามเหมือนที่นี่ ได้ทุกที่


    เอาเป็นว่า คืนนี้ “รอด”


    .

    .


    ________________________________________________________


    ในเช้าวันที่ 4 นี้ รู้สึกเหมือนได้นอนไปแค่ 5 นาที

    จุดหมายแรกก็คือ “บานาฮิลล์” ซึ่งห่างออกไป 1 ชม. จากที่พัก


    เราได้ฝากสัมภาระของทุกคนไว้ที่โรงแรมมินิมาร์ท และ 

    เอาไปแค่ของใช้สำหรับ 1 คืน ใน ฮอยอัน 

    หลังจากนี้


    ใช่แล้ว! “ฮอยอัน” รอได้เลย**


    แต่ตอนนี้เป็นเวลาของ บานาฮิลล์!

    ตัวเลือกของการเดินทาง ในเวียดนาม 

    ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนขอให้ไว้ใจ Grab 


    *ทิปเล็กๆ ของการ Booking คือ ยอมเดินนิดนึง

    เพื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่รถเข้าถึงได้ง่าย 

    ก่อนปักหมุด ถ้าอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบ 

    ราคาจะถูกกว่าหลายเท่าเลย 

    7.30 น. เราอยู่กัน ณ ทางเข้า บานาฮิลล์

    ที่จริงเราน่าจะถึงเร็วกว่านี้ ถ้าคนที่นี่เค้าขับรถได้มากกว่า 60km/hr 

    บนถนนที่โคตรจะโล่ง

    (ยังคาใจอยู่)


    ที่นี่เปิดให้เข้าตอน 8.00น. ทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะหาอะไรรองท้อง 

    ก่อนขึ้นกระเช้าที่ไม่รู้จะค้างอีกมั้ย  

    และใช้เวลา 30 นาที ในการพาเราขึ้นไปยัง

    สะพานมือ (Golden Bridge)  อันเลื่องชื่อของดานัง


    เมื่อย่างเท้าออกจากกระเช้าก้าวแรก 

    ก็ต้องร้องเป็นเสียงเดียวกัน

    “ อื้ออออ หืออออ!!! “

    “ สวยสมคำร่ำลือ ? “

    “ คนเป็นล้าน ไอซั๊ดด! ”

    หลบก็แล้ว หมอบก็แล้ว กราบก็แล้ว ไม่พ้นจริงๆ



    แต่ด้วยความอลังค์การงานสร้างขนาดนี้ 

    ไม่แปลกที่ใครต่อใครก็อยากมาเยือน

    จุดเด่นของสะพานมือแห่งนี้ คงหนีไม่พ้น ปฏิมากรรมรูปมือขนาดยักษ์ 

    อุ้มสะพานสีทองอร่ามไว้บนริมหน้าผาแสนเวิ้งว้าง ที่สามารถเห็นวิวในดานังได้

    รอบทิศ ไล่ตั้งแต่ทิวเขา ไปยังตัวเมือง ถึงชายหาด

    เป็นวิวหลักล้านที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า 

    “เมื่อวานกูไปอยู่ส่วนไหนของโลกมาวะ?”


    จากนั้นเราหนีขึ้นกระเช้า เพื่อไปยังถัดไปของ 

    บานาฮิลล์ ซึ่งก็คือ เมืองฝรั่งเศส (French Village)

    เช่นเคย “คนเป็นล้านนน” 

    แต่คำว่า ถอย ไม่เคยอยู่ในสารระบบ ลุยจ้าาา!



    ณ ดินแดนแห่งนี้ เมื่อก้าวเข้ามา สิ่งที่ท่านจะได้สัมผัสในช่วงกลางปีแบบนี้ ไม่ใช่อากาศ 10 องศา 

    หรือหมอกฟุ้งๆรอบตัว แต่เป็น แสงแดดที่ส่องลงมากลางหัว แค่จะลืมตายังลืมไม่ขึ้น



    มัวแต่ลีลากัน กว่าจะขึ้นมาถึงก็ล่อไปเที่ยง

    ขอเริ่มจากการหาที่ฝากท้องก่อนนะ


    เรื่องอาหารการกิน ใน French Village นี้

    ดูจะมีตัวเลือกหลากหลายที่สุด ตั้งแต่เราเหยียบเวียดนามเลยก็ว่าได้ มีทั้ง จีน ไทย อินเดีย ไส้กรอก...


    Yes, ร้านไส้กรอก เยอะสุด

    เหมือนกับว่าเป็นอาหารหลักของที่นี่

    เยอะเกิ้น! “Why ?”


    “......”

    โอเค! มื้อนี้ เราได้ลอง รสชาติอาหารไทยในต่างแดน

    และได้ข้อสรุปว่า... อย่า สั่ง ต้ม ยำ กุ้ง


    ถัดจากมื้อเที่ยง เป็นเวลาของการสำรวจเมืองฝรั่งเศสกันอย่างเต็มตัว เริ่มจากหน้าทางเข้า 

    ที่มีทีมมาสคอตมาต้อนรับกันอย่างหนาแน่น 


    ไม่ไกลจากทางเข้า สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของฝากที่สินค้าหน้าตาดูจะคล้ายๆกันทุกร้าน

    เดินดุ่มๆเข้าไปเรื่อยๆ แล้วมองขึ้นไปด้านบน

    จะเจอกับ เจดีย์สูงตั้งอยู่ท้ายสุด ด้านบน เป็นจุดชมวิว

    มองเห็นทั้งเมืองฝรั่งเศสเลย เอาวะ! ขึ้นก็ขึ้น


    พอถึงชั้นบนสุดปุ๊ป นั่นไง! เมฆฝน มึงลอยมาแต่ไกล


    สัมผัสกลิ่นอายฝรั่งเศสได้ยังไม่ทันหายเหม็น... ไม่ใช่! นั่นกลิ่นตด

    ฝนก็เทลงมา ช่างครบสูตรการท่องเที่ยวเหลือเกิน

    มองซ้าย-มองขวา “เห้ย! เบียร์พลาซ่า

    ว่าแล้วก็พากันตรงดิ่งเข้าไป...หลบฝน ทันที


    ด้านในของเบียร์ พลาซ่า ไม่ได้มีแค่เบียร์เหมือนชื่อนะ

    แต่เป็นไลน์บุฟเฟ่ อาหารนานาชาติ

    เข้ามาซื้อคูปองด้านในกันได้เลย

    แต่ด้วยความที่จัดหนักอาหารไทยไปก่อนหน้านี้แล้ว

    จึงทำได้แค่นั่งภาวนาให้ฝนหยุดตกอย่างเงียบๆ


    ผ่านไป 1 ชม. ฝนเริ่มเบาลง คณะเดินทางของเราจึงตัดสินใจรีบออกเดินทางกันต่อ 

    เพื่อไม่ให้ผิดแผนมากไปกว่านี้ 


    พอถึงทางออกทำให้เรามั่นใจได้ทันทีว่าทุกคนในที่นี้ ก็คิดแบบเดียวกับเรา 

    นั่นเป็นสาเหตุที่ทุกคนมารวมตัวกัน ณ ทางออก โดยมิได้นัดหมาย

    และแล้วพวกเราก็ แหง่กกันต่อที่ทางออก อีก ครึ่งชม.


    พอถึงพื้นปุ๊ป ยังไม่ใช่เวลาเหนื่อย ไปหารถเดี๋ยวนี้!


    สถานีถัดไป ฮอยอัน!!

    มาต่อกันโพสหน้า



    ขอบคุณที่ติดตาม มึงกูไปเที่ยวกัน ครับ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in