YUTTHANAbekindtoken
lost n found




  •           โลกขับเคลื่อนด้วยความสงสัย เขาเองก็เหมือนกัน



              คงเป็นวันที่ฝนตกหนัก ลำบากเกินกว่าจะไปไหนมาไหน แทนรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่นำหนังสือมาคืนใครบางคนที่อยู่ชั้นสิบ ก่อนจะพบว่าทั้งเขาและคนข้างห้องไม่มีใครอยู่เลยสักคน ช่วงเวลายากลำบาก ฟ้าก็ยังประทานความชิบหายในรูปแบบสัมภเวสีรุ่นพี่มาให้อีก

              แทนถอนหายใจรอบที่ร้อยห้าสิบกว่าๆของวัน— อาจจะเป็นเพราะนายคนนั้นไปแล้วร้อยสี่สิบครั้ง เขามาอยู่ห้องคนเป็นพี่อย่างช่วยไม่ได้ด้วยสภาพเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำ จัดการอุ่นนมร้อนและเติมเฮลบลูบอยเข้าไป ขณะที่เจ้าของห้องยังอยู่ในสภาพดีแต่เหมือนหมามากกว่าเขาเสียอีก

              มันแปลกเพราะเราไม่ได้ต่อปากต่อคำกันมากมายนัก เขาไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

              แต่ถ้าถามว่าอยากรู้ไหมก็คงต้องตอบว่าอยาก



              เพราะอย่างนั้นยุทธนาถึงได้ลากตัวเองที่กกตัวอยู่ในกองผ้านวมออกมาด้านนอก เผชิญหน้ากับควันนิโคตินที่คละคลุ้งในอากาศ เขาย่นหน้าหนีเล็กน้อย อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีว่าจะหยุดสูบ และแทนเองก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามตรงๆ นี่มันไม่ใช่ถิ่นเขา ถึงอย่างนั้นนายเด็กก็คงพูดแกมประชดไปเรื่อย

              “ขมเหมือนกาแฟ”

              ยิ่งกับคนที่ไม่ชอบอะไรขมๆ ยิ่งแล้วใหญ่ แทนดื่มนมชมพูจนหมดแก้ว วางมันลงก่อนจะนั่งพิงระเบียง เงยหน้ามองคนที่ยืนค้ำสิ่งเดียวกันอย่างไร้จุดหมาย บุหรี่ใกล้หมดมวน และมันก็เริ่มหนาว พื้นบางส่วนเปียกเพราะเม็ดฝน เขาหาววอดไปทีแต่ก็ไม่ยอมลุกไปไหน อย่างน้อยที่สุดก็อยู่เป็นเพื่อนคนล่องลอย ถือเป็นค่าตอบแทนที่พักพิงสำหรับชั่วโมงนี้ หรืออาจจะคืนนี้ ไม่มีใครรู้



              พื้นที่ว่างด้านข้างถูกเติมเต็ม เขาแย่งบุหรี่ที่แทบจะเหลือเพียงก้นสีน้ำตาลอ่อนมาถือไว้ มองหน้าอีกฝ่ายแล้วอุดจมูก การกระทำเชิงสัญลักษณ์บ่งบอกว่าไม่อยากเข้าใกล้ เพราะอย่างนั้นระยะห่างถึงได้ลดลง คนโตกว่าตั้งใจแกล้งกันเห็นๆ แทนเบ้หน้าหนี เราทั้งคู่ไม่เคลื่อนไหว ก่อนก้นบุหรี่จะถูกบี้ลงกับซีเมนต์เปียกน้ำ มอดดับไปราวกับดอกไม้ไฟที่ไม่เหลือแสงสว่าง กลิ่นควันไม่จางหาย ทั้งอากาศด้านบน เนื้อผ้า แม้แต่ลมหายใจของอีกคน

              โคตรเหม็น เขาคิดแค่นั้นตอนที่เผลอเป็นฝ่ายเข้าใกล้ ความหนาวเล่นงาน เราควรกลับเข้าไปด้านใน แต่ความเป็นจริงเราแค่นั่งมองหน้ากัน หนึ่งรอยยิ้มจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ กับอีกหนึ่งใบหน้าที่เหมือนกำลังแบกโลกทั้งใบไว้ตลอดเวลา



              “ผมมีคำถาม”

              ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ หรือแท้จริงอาจเพียงต้องการหลีกหนีสถานการณ์น่าอึดอัดซึ่งอาจมีเพียงเขาที่รู้สึก คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นเป็นสัญญาณให้แทนเอ่ยให้จบ คงเคยชินกับเด็กช่างสงสัย

              “มีคนถามว่าจูบคืออะไร”

              เขาเริ่มอธิบาย อีกฝ่ายเพียงแค่เอ่ยคำพูดของเขาซ้ำราวกับรอคอยคำตอบ “ก็ตอบไป แค่ปากแตะๆ”

              ความหมายอย่างกับเด็กอนุบาลแต่ก็คงไม่น่าแปลกใจ คนอายุน้อยพูดต่อ คำถามของเขายังไม่เริ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

              “แต่ผมบอกเขาว่าไม่เคยจูบ”

              ประโยคที่ว่าทำให้เจ้าของบุหรี่หลุดหัวเราะ และแทนก็ทำได้เพียงถอนหายใจ เขารู้สาเหตุดี— ปากเราแตะกันในคืนที่เขาลองสูบบุหรี่ครั้งแรก แต่สัมผัสเพียงเล็กน้อยไม่ได้ถูกจารึกไว้ ไม่มากพอให้จดจำ กระนั้นคำพูดของเขาก็กลายเป็นเรื่องโกหกอยู่ดี

              “แล้วยังไงครับ”

              คนโตกว่าเป็นฝ่ายถามบ้าง เด็กหนุ่มกัดปากเล็กน้อยเมื่อต้องใช้ความคิด เขากำลังเลือก ทั้งเลือกคำถาม และเลือกว่าตัวเองจะโกหกอะไร



              “จูบคืออะไร”

              อีกฝ่ายพยักหน้า คงจะเข้าใจจุดประสงค์ถึงได้ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมอีกนิดหน่อย

              “ตอบไม่ได้หรอกครับ”
              “ถ้าน้องแทนอยากรู้ ก็ต้องทำให้ดู”

              “แค่อยากรู้ไม่ได้อยากลอง”

              แทนปฏิเสธทันควัน แม้จะเผลอคิดตามประโยคบอกกล่าวที่เหมือนจะเชิญชวนอยู่กลายๆ เจ้าของห้องวาดรอยยิ้มบนใบหน้าอีกครั้ง เจ้าหนูจำไมจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้



              อย่างกับจะท้า
              แต่เขาคงคิดไปเอง



              “ไม่เป็นไร พี่เข้าใจว่าน้องแทนไม่กล้าหรอก”

              คิดไปเองเสียที่ไหน



              ครั้งที่ร้อยหกสิบ เขาถอนหายใจ นึกเกลียดนิสัยที่แพ้ใครไม่เป็น แต่ก็ปลอบใจตัวเองไปพร้อมกัน มันไม่เป็นไร อย่างน้อยคนตรงหน้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่เป็น ไม่ใกล้เคียงเลยสักนิด— แต่เพราะอย่างนั้นจึงต้องถามตัวเองเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่ากำลังโกหกอะไรบ้าง

              “ก็ได้”

              หรือกำลังต้องการอะไรกันแน่

              บางทีคืนนี้เขาอาจจะเป็นแค่แก้วเปล่าที่ต้องการถูกเติมเต็ม ไม่ว่าจะในแง่ไหน คำพูดเลื่อนลอยไร้น้ำหนัก เราไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกัน อาจจะเป็นเพราะแบบนั้น ทุกอย่างเลยธรรมดา



              กลิ่นบุหรี่ชัดเจนเมื่อระยะห่างลดลงอีกครั้ง และอีกครั้ง ไม่มากพอให้ใจเต้นแรง คนไร้หัวใจสองคนในค่ำคืนเงียบสงัด นึกอยากถอนหายใจแต่ก็คงยากเกินไปในสถานการณ์เช่นนี้

              เราใกล้กันจนหายใจลำบาก เหมือนจะอึดอัดแต่มันก็ไม่ได้แย่ สิ่งแรกที่ปรากฏในหัวหลังจากหลับตาลงคงเป็นความแผ่วเบาที่ทาบทับลงมา— เนิ่นนาน ราบเรียบ ไร้สัญญาณบอกกล่าว ไม่ต่างอะไรจากครั้งแรกที่เขาคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามันไม่จริง

              เพราะไร้การตอบรับจึงผละออก แทนขมวดคิ้ว อีกฝ่ายจึงเลิกคิ้วเพื่อตั้งคำถาม นิยามการกระทำชั่วครู่ มันก็แค่ปากแตะๆ คำถามคือ ทำไม



              “รู้ไหมว่าอะไรที่ขาดหายไป”

              เด็กหนุ่มส่ายหน้า เขาไม่รู้อะไรเลยเสียด้วยซ้ำในเรื่องนี้ เพราะอย่างนั้นคนข้างกายจึงสัมผัสริมฝีปากเขาอีกครั้งด้วยปลายนิ้วมือ คนถูกกระทำได้เพียงมองตาม

              “ความรู้สึกครับ”



              วินาทีนั้นเขาจึงเริ่มเข้าใจ



              “จูบที่ไม่มีใครรู้สึก เขาไม่เรียกว่าจูบหรอก”

              สัมผัสจากบนกลีบปากไม่ต่างอะไรจากเมื่อครู่ แม้จะมาจากคนละอวัยวะ ไม่รู้สึกอะไร นั่นคือสิ่งที่เขาได้รับ ต่อให้ปากแตะกันแต่หากไร้ซึ่งแรงอารมณ์ก็ไร้ความหมาย



              เมื่อเข้าใจจึงช้อนตามอง อีกครั้งที่เจ้าของควันบุหรี่เลิกคิ้ว ไม่รอให้ความสงสัยนำพาความเงียบงันให้เข้าปกคลุม มือหนาถูกยกออกให้พ้นทาง หากสังเกตสักนิดจะเห็นว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไป— ความอยากรู้ฉายชัด แต่ความคิดที่พลุ่งพล่านกลับถูกสะกดไว้

              “นัท”

              “ว่าไงแทน”



              โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสงสัยเพียงอย่างเดียว



              “ทำให้ผมรู้สึกได้ไหม”



              ริมฝีปากเราดึงดูดเข้าหากันอีกครั้ง




    end.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in