Strange to meet youBUNBOOKISH
คำนำ


  • เรานั่งเขียนคำนำนี้หลังจากอ่านบทสุดท้ายของต้นฉบับ Strange to meet you จบ ทันทีที่มันถูกส่งมาทางอีเมล ตัวเจ้าของต้นฉบับก็ลุกขึ้นมาหยิบกีต้าร์เดินเล่นอย่างสบายใจอยู่ในสำนักพิมพ์, นี่มันตีสองกว่าแล้ว...

    พอรู้ว่าถึงเวลาต้องเขียนคำนำ ก็เลยนั่งนึกย้อนกลับไปว่า อยู่ๆ คนแปลกหน้าคนนี้เข้ามาคลุกคลี (และกินนอน) อยู่ในสำนักพิมพ์กับพวกเราอย่างกลมกลืนได้ยังไง

    บ่ายวันเสาร์วันหนึ่งในปีที่แล้ว เรารับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าคนหนึ่ง คนแปลกหน้าชวนคุยเรื่องหนังสือ (คนอะไร อยู่ดีๆ ก็โทร.มาคุยเรื่องหนังสือกับใครก็ไม่รู้) เราถามไปว่า ชอบเขียนหนังสือเหรอ? ปลายสายก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ครับ ชอบครับ” หลังจากนั้นเราก็คุยกันต่อด้วยเรื่องเขียนๆ อ่านๆ อีกนิดหน่อย

    หลังจากวางโทรศัพท์ เราก็เลยพยายามทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าคนนี้ให้มากขึ้น ด้วยการเอาชื่อมาเสิร์ชหาข้อมูล นั่งดูคลิป ดูผลงานที่ผ่านมา พยายามตามอ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ หรือพอรู้ว่าเคยไปเขียนอะไรที่ไหนมาก็ไปพยายามหามาอ่านบ้าง...

    บอกตามตรงว่า เราก็ไม่ได้คาดหวังว่าการพูดคุยกันครั้งแรกจะนำมาซึ่งหนังสือสักเล่ม เพราะบางทีก็ไม่แน่ใจว่า ทุกอย่างมันจะง่ายดายและลงตัวอย่างนั้นได้อย่างไร—ขนาดนัดคุยกันอีกสองสามครั้ง ก็ยังไม่มั่นใจ

    แต่ทุกอย่างก็เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นหลังจากได้อ่านต้นฉบับครั้งแรกที่ส่งมาทีเดียวเกือบครึ่งเล่ม ตอนนั้นคิดได้เลยว่า ที่เราพยายามไปนั่งดูคลิป นั่งหาบทสัมภาษณ์อะไรมาอ่านตั้งเยอะแยะนี่ยังทำความรู้จักคนคนนี้ได้ไม่เท่ากับการนั่งอ่านสิ่งที่เขาเขียนในไม่กี่ไฟล์นี่เลย แล้วยังเหลือให้อ่านอีกตั้งหลายบท...

    แม็กซ์เป็นเด็กประหลาด หลายบทที่แม็กซ์เขียนเรื่องตัวเองวัยเด็ก อ่านแล้วอยากทะลุมิติไปเบิ๊ดกะโหลกเด็กชายแม็กซ์คนนั้นเหลือเกิน แม็กซ์เป็นวัยรุ่นที่กวนประสาท และแม็กซ์เป็นผู้ใหญ่ที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในสิ่งที่ตัวเองรักจะทำเป็นอย่างมาก ยังจำตอนที่แม็กซ์ตอบซ้ำๆ ว่าชอบเขียนหนังสือได้อยู่เลย

    ก่อนต้นฉบับบทสุดท้ายจะส่งมา เราถามแม็กซ์ว่า เข็ดมั้ย มาทำหนังสือ แม็กซ์บอกว่า “ไม่เลย ผมชอบ ผมจะไม่เป็นนักร้องที่มาเขียนหนังสือนะ ผมจะเป็นนักเขียนที่จริงจัง” แหม่ พูดมาขนาดนี้ก็คงต้องบอกว่า ต่อไปใครเจอแม็กซ์ เจนมานะมัวแต่ทำเพลงจนไม่ยอมกลับมาเขียนหนังสือ ขอให้ช่วยเดินไปบอกแม็กซ์ทีว่ากลับมาเขียนเล่มต่อไปได้แล้ว

    เพราะเราเชื่อว่าถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบ ต้องมีคนที่ไม่อยากและไม่ยอมให้แม็กซ์เข็ดหลาบงานเขียนอย่างแน่นอน


    ป.ล. ต้องขอบคุณน้องแนนสำหรับการแนะนำคนแปลกหน้ามาให้รู้จัก :)



  • มีฉากหนึ่งในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง BiRDMAN ที่ผมประทับใจมาก บทสนทนาสั้นๆ ในฉากนี้ได้เข้าไปกระตุ้นความคิดความทรงจำหลายๆ อย่างในตัวผม ผมขอเล่าให้ฟังแบบเร็วมากๆ เพื่อไม่ให้เกิดการสปอยล์ขึ้นสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูนะครับ ในฉากนั้นมีตัวละครชายที่อายุมากกว่า ถูกตัวละครหญิงที่อายุน้อยกว่าท้าทายด้วยเกม Truth or Dare ว่าถ้าเธอทำอะไรกับฉันก็ได้อย่างหนึ่ง เธอจะทำอะไร....

    แน่นอนครับ ในหัวสมองชายฉกรรจ์อย่างผมก็ย่อมมีความคิดว่า เอาแล้ว!!! งานเลิฟซีนมาแล้ว คืนกำไรให้คนดูแน่ๆ มึง ขอนั่งหลังตรงแป๊บ...

    ตัวละครชายคิดนิดนึงแล้วตอบไปว่า “ฉันจะควักลูกตาเธอออกมา” อ้าว... เป็นหนัง SM หรอกเหรอเนี่ย ในเทรลเลอร์ไม่เห็นบอกเลย ว้า…

    ตัวละครชายพูดต่อไปอีกว่า “ฉันจะควักลูกตาของเธอออกมา เอามาใส่ในกะโหลกของฉัน เพื่อที่ฉันจะได้เดินบนถนนและมองโลกได้อย่างคนอายุเท่าเธออีกครั้ง”

    เชดโด้!!! คมซะงั้น

    ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับบทสนทนานั้นอีกครั้ง

    Strange to Meet You เป็นการมองโลกแบบแม็กซ์ๆ ด้วยสายตาแบบแม็กซ์ๆ น้องที่ผมรู้จักมาสองสามปี ทุกครั้งที่ผมได้พูดคุยพบเจอกับเขา มีสิ่งหนึ่งที่จะโดดเด้งออกมาจากภาพทั้งหมดที่ผมเห็น สิ่งนั้นคือดวงตาเปล่งประกายมุ่งมั่นแวววาว จนบางทีมันดูเหมือนกับว่าแม็กซ์มีใบหน้าและร่างกายเป็นแค่แบ๊คกราวด์ มีแค่ดวงตาเท่านั้นที่เป็นแม็กซ์จริงๆ

    ผมได้แต่มองดูโดยไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในลูกตาคู่นั้นเลย จนกระทั่งวันนี้ที่แม็กซ์แปลงภาพจากดวงตาของเขามาเป็นตัวหนังสือให้พวกเราได้อ่านกัน จึงทำให้ผมได้เข้าใกล้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของดวงตาคู่นั้นเป็นครั้งแรก 

    ผมได้ข้อสรุปมาว่าน้ำที่กลิ้งเกลือกไปมาในเบ้าตาของแม็กซ์นั้น มันถูกออกแบบมาให้สะท้อนความสว่างของสิ่งที่เขาเห็นนี่เอง มันทำให้แม็กซ์มีดวงตาที่มีน้ำหล่อเลี้ยงเยิ้มเกินพอดีใกล้เคียงกับตัวละครในการ์ตูนค่าย Clamp 

    บางทีสิ่งที่แม็กซ์เห็นนั้นมันก็อาจจะเป็นภาพเดียวกันกับผม แต่เป็นภาพที่ถูกใส่ฟิลเตอร์คนละแบบ ความคิดที่เขามีต่อผู้คนที่ผมได้สัมผัสผ่านตัวหนังสือของเขาจึงทำให้ผมสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง จนผมนึกสงสัยว่าเมื่อเจ็ดแปดปีก่อนดวงตาของผมดูเป็นยังไงนะ มันแวววาวคล้ายกับของแม็กซ์บ้างหรือเปล่า

    หรือถ้าผมได้เจอเขาอีกครั้งหลังเขียนคำนำนี้ ผมจะลองขอเขาเล่นเกม Truth or Dare ดี เพื่อความ SM



  • ในหนึ่งวันคนเราควรต้องเจอสิ่งแปลกๆ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ถึงจะเป็นวันที่สมบูรณ์ มันคงเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติถ้าจะบอกว่าคุณไม่ได้เจอเรื่องแปลกๆ เลยในวันนี้

    ลองนึกและค้นความทรงจำดูดีๆ ว่ามีอะไรที่คุณมองข้ามไปหรือไม่ ถ้าคุณนึกไม่ออก อาจแปลว่าวันนี้คุณพลาดที่จะใช้ชีวิตไปเสียแล้ว ความแปลกเป็นสิ่งสามัญประจำตัว เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา บางอย่างก็แปลกน้อย แต่บางอย่างก็แปลกมาก บ้างก็แปลกแต่เราไม่ได้สังเกต บ้างต้องสังเกตถึงจะรู้ว่ามันแปลก แต่คุณต้องยอมรับว่า บางทีความแปลกนี่แหละที่ขับเคลื่อนชีวิตให้หมุนไป

    วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะต้องเข้ามาทำงานในเมือง (พูดจาแบบคนบ้านไกล) ขณะขับรถที่เพิ่งล้างมาเมื่อวานด้วยความเร็วประมาณร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จู่ๆ ก็มีขี้นกแสวงเครื่องหล่นลงมาจากท้องฟ้า แหมะลงบนกระจกหน้ารถของผมพอดิบพอดี แม้ผมกดฉีดน้ำล้างอยู่ตั้งหลายทีก็ล้างไม่หมด ตามทฤษฎี ความเร็วขนาดนั้น โอกาสที่มันจะบังเอิญร่วงมาโดนรถผมแทบจะเป็นศูนย์—เอาเป็นว่าผมซวย...

    ด้วยความเซ็งผมเลยจอดรถนั่งกินข้าวมันไก่ริมถนน ผมสั่งข้าวมันไก่ตอนธรรมดาแต่พอมาเสิร์ฟ มันดันเป็นแบบพิเศษ ป้าเจ้าของร้านบอกว่าไม่เป็นไร ทำผิดเอง คิดราคาปกติก็ได้—เอ้อ โชคดีจัง...

    จากนั้นผมก็ขับรถไปติดไฟแดงตรงสี่แยก มีหมาสามขาตัวหนึ่งเดินกะเผลกข้ามทางม้าลายอย่างมีวินัยราวจะแสดงออกว่ากูทำตามกฎจราจรแล้วนะ อย่ามาชนกูอีก—เอ้อ อันนี้ก็แปลก Introduction to strangeness

    เห็นมั้ยว่าชีวิตคือการอิมโพรไวส์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แม้เรื่องข้างต้นจะไม่นับว่าน่าตื่นเต้นมาก แต่พอนำมาเล่าต่อ มันจึงมีความหมาย ไม่เช่นนั้นมันคงเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

    ผมไม่ชอบที่จะพลาดความสนุกเหล่านี้ ยิ่งอายุเยอะขึ้น ผมก็ยิ่งพยายามสังเกตให้มาก เพราะผมรู้ว่าแค่กะพริบตาเพียงครั้งเดียวผมอาจพลาดอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปแล้วก็เป็นได้

    ในหนึ่งชีวิตจะมีเรื่องแปลกเด่นๆ อยู่ไม่กี่เรื่องที่ทำให้โลกของเราหมุนคว้างเหมือนถูกตบหัวด้วยถาดสังกะสี เรื่องราวเหล่านี้จะปลุกเราให้ตื่นขึ้นจากความจำเจของชีวิตและลืมตามองโลกใหม่ ด้วยอายุอานามปาเข้าไปยี่สิบห้าขวบ ผมได้เรียนรู้ว่าส่วนใหญ่แล้วไอ้เรื่องแปลกๆ ทั้งหมดมันเริ่มต้นจากคนรอบตัวผมนี่เอง

    ความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นแสนยิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงสร้างคนให้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับที่คนเราจะมีลายนิ้วมือเหมือนกันไม่ได้ ภายใต้สถานการณ์แปลกประหลาดที่ชักนำให้พวกเราได้รู้จักกันเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นไปได้อันไร้ที่สิ้นสุด ผมพบว่าประสบการณ์จากการได้พบเจอคนแปลกหน้านั้นช่างทรงพลัง มีทั้งแบบที่เจอครั้งเดียวแล้วผ่านไป ทิ้งไว้แต่ความทรงจำ และแบบที่เป็นคนรู้จักจริงๆ ที่แปลกจนต้องเขียนถึง

    ในความประหลาดพิสดารนี้เองที่คู่ควรต่อการนำมาเล่าสู่กันฟัง


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in