The Sound of New ZealandBANLUEBOOKS
02: THE MASS* OF ROAD

  • สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากการเดินทางครั้งที่ผ่านๆ มาของผมก็คือการขับรถในการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง แน่นอนผมต้องมีใบอนุญาตขับขี่ระหว่างประเทศซึ่งตอนแรกก็กังวลใจเพราะกลัวว่าจะทำยาก รอนาน แต่ต้องบอกเลยว่ากรมการขนส่งทางบกของบ้านเราให้ความสะดวกกับประชาชนมาก หากเรามีใบขับขี่ภายในประเทศอยู่แล้ว ก็เป็นการง่ายมากที่เราจะได้สิทธิการขับขี่รถในต่างประเทศมาครอบครอง

    ทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาขับรถที่นี่มีอยู่สองทางหลักๆ ก็คือขับรถบ้าน (Camper Van) ที่เราจะกินเที่ยวพักอยู่ในรถคันเดียว กับการขับรถยนต์ธรรมดาทั่วไปซึ่งใช้สำหรับขับเที่ยวอย่างเดียว พอตกกลางคืน เราก็จะเข้าพักในเกสต์เฮาส์หรือโรงแรม ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วทุกมุมเมือง 

    การขับรถบ้านเป็นความใฝ่ฝันของผม อยากมีประสบการณ์จริงด้วยตัวเองสักครั้ง จะได้มีเรื่องราวเป็นเกียรติประวัติติดตัวไปเล่าให้ลูกหลานฟัง แต่ฝันของผมมีอันต้องสลายลงไป เพราะพัดใช้ระบบเผด็จการ จองรถและที่พักตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองไทย เลี่ยงการใช้รถบ้าน ด้วยเหตุผลว่า เพื่อนของเธอที่เคยใช้งานมาแล้ว บอกว่า รถบ้านจุกจิก เสียง่าย ฮีตเตอร์พังบ่อยและอีกนานาปัญหา ผมคิดในใจว่า ทริปของเราอาจจะไม่ลำบากแบบนั้นก็ได้ แต่ไม่ได้โต้เถียงอะไร ปล่อยความคิดโต้ตอบเงียบๆ ให้หายไปอย่างเงียบๆ เช่นกันเพราะปูกับรุ่งก็ดูจะคล้อยตาม เห็นด้วยกับเหตุผลของหัวหน้าพัดอย่างไม่มีเงื่อนไข

    _____________________________
    * ดนตรีที่จัดไว้สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ (ในที่นี้เปรียบเทียบกฎจราจรเป็นความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดบนถนน)
  • การที่ผมเป็นเพียงชายเดียวในกลุ่ม งานขับรถจึงตกเป็นของผมทั้งตามมารยาทและด้วยความเต็มใจ

    แม้ว่าผมจะมีความเชี่ยวชาญในด้านการขับรถที่เมืองไทยมานานปี ก็ยังอดเกร็งไม่ได้ เพราะนี่ถือเป็นการขับรถในต่างประเทศครั้งแรก แม้ว่ารถที่นิวซีแลนด์จะเป็นพวงมาลัยขวา และขับรถทางด้านซ้ายเหมือนกับถนนที่ไทยก็ตาม เหตุที่กังวลไม่ใช่กลัวการหลงทาง เพราะที่นี่มีป้ายต่างๆบอกทิศทางชัดเจนและรถของเราก็มี GPS คอยส่งเสียงร้องบอกทางอยู่แล้ว แต่ที่ผมกลัวคือ ความเคยชินในพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเองมากกว่า กลัวจะเผลอเอาความเคยชินที่มีมาใช้ที่นี่

  • ผมนั่งศึกษาเอกสารเกี่ยวกับกฎจราจรที่อยู่ในมือ

  • กฏที่นี่คล้ายเมืองไทย แต่เข้มงวดและศักดิ์สิทธิ์กว่า หากขับผิดกติกา รถของคุณอาจถูกรถตำรวจกวดไล่ตามมาปรับได้ตลอดเวลา

    “คนไทยกลุ่มที่มาก่อนหน้าคุณ เพิ่งโดนปรับไปเอง”

    พนักงานสาวหน้าตาเฉยชาบอกเรา ตอนไปรับรถที่ออฟฟิศข้างสนามบินด้วยน้ำเสียงห้วนเหี้ยมเหมือนเป็นการเตือนว่า อย่าคิดต่อต้านหรือคิดไม่ซื่อกับกฎหมายของที่นี่เชียวนะ และแน่นอน มันได้ผล ผมกลัว

    “โดนข้อหาอะไร” รุ่งซักกลับไป

    “ขับรถผิดเลน ไปปาดหน้ารถคันหลัง” เธอตอบโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเรา ตาจ้องไปที่คอมพิวเตอร์ สองมือพิมพ์ข้อมูลประวัติของผู้เช่ารถ

    แววตาที่จริงจังของเธอทำให้ผมไม่กล้าล้อเล่นกับกฎหมายที่นี่ และเป็นที่มาของการขับรถด้วยเทคนิคเต่าคลาน ไม่กล้าเร่งเครื่องมากนักความรู้สึกเหมือนตอนที่ฝึกเรียนขับรถใหม่ๆ รถของเราตามก้นรถคันหน้าต้อยๆ และมีรถคันหลังตามมาอย่างเป็นระเบียบ มองดูเหมือนเด็กที่เดินแถวเรียบร้อยเพราะกลัวถูกครูทำโทษ

    เรากำลังเดินทางออกจากเมืองควีนส์ทาวน์เพื่อทำความรู้จักนิวซีแลนด์เกาะใต้อย่างจริงจัง นี่ถือเป็นวันแรกที่ผมรับผิดชอบหน้าที่พลขับอย่างเต็มตัวเพราะเมื่อวานเป็นการซ้อมขับแค่ระยะทางสั้นๆ ในเมืองไม่ได้ใส่ความสามารถใดๆ ลงไปที่พวงมาลัยและคันเร่งเลย

    ตำแหน่งที่นั่งของเราในรถเป็นตำแหน่งประจำ โดยผมอยู่ที่นั่งคนขับ พัดนั่งหน้าเป็นผู้คุมกฎควบคุมทิศทาง ทำหน้าที่ได้เที่ยงตรงไม่ย่อหย่อนเหมือนตำรวจจราจรมาเอง ส่วนรุ่งนั่งหลังพัดและปูนั่งหลังผม ทั้งคู่ทำหน้าที่เป็นกองเสบียงและกองเบ็ดเตล็ด

    อากาศภายในรถอบอุ่น ไม่มีการเปิดแอร์ เนื่องจากอากาศนิวซีแลนด์ตอนนี้เย็นอยู่แล้ว คือเฉลี่ยประมาณ 8-15 องศาเซลเซียส

    ผมขับรถเลาะทะเลสาบวาคาปูติไปเรื่อยๆ ภาพทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามชวนมองแดดออกฟ้าใสกระจ่าง เห็นเมฆเป็นแผ่นเล็กๆ กระจายเหมือนเกล็ดปลา ทุ่งหญ้าเขียวลู่เอนไปมาตามแรงลม

  • ผมพยายามประคองรถให้ได้ความเร็วในอัตราเร่งที่เหมาะสม แต่บ่อยครั้งที่เจ้า GPS ที่เช่ามาจะร้องเตือนอย่างน่ารำคาญ เพราะความเคยชินกับการเหยียบคันเร่งที่เมืองไทย ยังเกาะติดอยู่ที่เท้า ผมยังไม่อยากแหกกฎเหล็ก 100 กม./ชม. เพราะพัดขู่เหลือเกินว่าตำรวจที่นี่เด็ดขาดหาญเหี้ยม ปรับเป็นปรับ จ่ายค่าปรับหูตูบหลายร้อยหลายพันเหรียญ เพราะงั้นอย่าฝ่าฝืนจะดีที่สุด

    “แล้วตำรวจเขาจะรู้ได้ไงล่ะ” ผมถาม ตามองที่หน้าปัดความเร็วหน้ารถ

    “คงมีระบบตรวจจับของเขาล่ะ อาจจะเป็นกล้องถ่ายวิดีโอ เครื่องตรวจวัดความเร็ว ระบบดาวเทียม หรือเป็นอะไรก็ได้ ที่นี่ไฮเทคจะตาย เรื่องแค่นี้สบายอยู่แล้ว” พัดกล่าว

    “นั่นมันในเมือง แต่นอกเมืองแบบนี้ จะไปซ่อนกล้องที่ไหน มีแต่ทุ่งหญ้า ต้นไม้ ดูสิ ตอนนี้รถเราช้าที่สุดในถนนแล้ว มีแต่คนเปิดไฟกะพริบขอแซงเรา ทั้งที่เราก็ขับเร่งจนเต็มอัตราศึก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว แสดงว่าไอ้พวกที่แซงแล้วหายไปมันก็เหยียบเกินร้อยยี่สิบร้อยสี่สิบชัวร์” ผมพูดอย่างที่คิด

    “อาจจะเป็นระบบดาวเทียมมั้ง หรือไม่ก็มีพลเมืองดีโทร.ไปแจ้ง แบบเพื่อนเราอะ ขับเกินไปนิดเดียว ตำรวจขับรถตามเลย” พัดเล่าต่อ

    “ถ้าเราโดนแบบนั้น แล้วจะเสียค่าปรับยังไงล่ะ” ปูถาม

    “เท่าที่รู้คือ ขับมาประกบแล้วเขียนใบสั่งปรับกันตรงนั้นเลย หรือไม่ก็ไปปรับกับบริษัทที่ให้เรายืมรถ แล้วตอนเราเอารถไปคืนเราค่อยตามไปจ่ายค่าปรับคืนให้บริษัทซึ่งทางบริษัทเค้าก็จะชาร์จเราเพิ่มจากค่าปรับด้วยเพราะถือเป็นการบริการอย่างหนึ่ง”

    “หูย โหดอะ แล้วถ้าเราหนีกลับไทยไปแล้ว ตำรวจเพิ่งจะแจ้งเรื่องปรับล่ะ” ผมถามบ้าง

    “ตำรวจจะไปเคลียร์กับบริษัทที่ให้ยืมรถ ซึ่งเขาจะมีเลขบัตรเครดิตของผู้เช่า ถ้าเราขับขี่ผิดกฎหมายจริงบริษัทก็จะส่งอีเมล มาบอก แล้วก็ตัดเงินจากบัตรเครดิตไปนะสิ สรุปแกไม่ต้องพูดมากละ ขับดีๆ ละกัน อย่าให้มีปัญหา” พัดสรุปอย่างเหี้ยมเกรียม
  • ทางหลวงส่วนใหญ่จะเป็นถนนสองเลน รถมีสวนไปมาตลอดพื้นถนนลาดยางมะตอยแข็งแรงเรียบร้อย ไม่มีหลุมบ่อที่เกิดจากการกัดกินงบประมาณของนักการเมือง

    ในบางจุดเราจะเจอทางแคบหรือสะพานข้ามน้ำแบบช่องทางเดียว ซึ่งรถเคลื่อนผ่านได้เพียงทีละคัน เราก็ต้องสังเกตป้ายที่หัวสะพานในกรณีที่รถประจันหน้ากัน ฝั่งที่มีลูกศรตัวใหญ่ จะเป็นทางเอก ส่วนอีกฝั่งที่เป็นลูกศรเล็กสีแดงหรือมีคำว่า ‘Give Way’ ระบุอยู่ จะเป็นทางรอง ต้องเป็นฝ่ายหยุดรอให้ฝั่งทางเอกผ่านข้ามมาก่อน จึงจะออกรถไปได้

    ในขณะขับรถ แม้จะกลัวเรื่องกฎจราจรแต่ก็ใช่ว่าผมจะจดจ่อกับเรื่องความเร็วจนไม่เป็นอันทำอะไรเพราะเราทุกคนต่างสอดส่องสายตามองหาอะไรบางอย่างอยู่ มันคือหนึ่งในตัวชูโรงที่เมื่อพูดถึงนิวซีแลนด์ทุกคนต้องคิดถึงสิ่งนี้นั่นก็คือ ‘แกะ’ สิ่งมีชีวิตที่ประเทศของเราฮิตเลี้ยงเพื่อเป็นพร็อพในการถ่ายรูป

    แกะขนปุยกับเมืองนี้เป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาคู่กันเพราะอุณหภูมิที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี การที่มีขนหนานุ่มจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่มัน ผิดกับแกะที่เมืองไทยหน้าตาหมองเศร้าเหมือนแพะใส่เสื้อกันหนาวยืนตากแดดร้อนอยู่ในรั้ว

    รถญี่ปุ่นทะเบียนนิวซีแลนด์สัญชาติไทย เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างสุภาพ ทิวทัศน์นอกเมืองไม่มีอะไรนอกจากความเป็นธรรมชาติ เรารอคอยที่จะเจอกับพลเมืองขนยาวปุกปุยสัญชาตินิวซีแลนด์ อย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็ไม่ยักกะเจอสักทีจนรุ่งนั่งสัปหงกคอพับไปมา แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือความพยายาม เพราะในที่สุดเราก็ได้เจอกับพวกมัน สัตว์โลกที่กำลังยืนเคี้ยวหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย ในทุ่งสีเขียวสดกว้างใหญ่หลายพันเอเคอร์ ผมชะลอรถเพื่อหาที่จอด แต่ไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสม การจอดบนไหล่ทาง เกรงว่าจะเป็นการกีดขวางรถที่แล่นตามหลังมา และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ รถที่ขับตามหลังมากะพริบไฟใส่ ผม จึงได้แต่มองสบตากับพวกมัน แล้วขับรถผ่านเลยไปอย่างอาลัยอาวรณ์

    แต่ไม่นาน เราก็มาถึงฟาร์มแกะอีกแห่งหนึ่ง แต่มันกลับเป็นแกะตัวเล็ก ผอมกะหร่อง ไม่มีขนปุกปุยเหมือนภาพที่วาดเอาไว้ ทุกคนจึงค่อนข้างผิดหวัง

    “แกะที่นี่มีทั้งแกะเนื้อ แกะนม แกะขน คือเอาขนไปทำเสื้อกันหนาว ไอ้เจ้าพวกนี้น่าจะเป็นแบบแกะขนนะ โดนโกนขนจนเกลี้ยง มองไกลๆนึกว่าหมา ไม่ค่อยน่ารักเลย ไปเหอะ รอดูฟาร์มต่อไปดีกว่า” พัดบอก

    ผมเห็นด้วย จึงขับรถเสาะแสวงหาต่อไป

  • และในที่สุดเราก็เจอฟาร์มแกะอีกแห่ง ที่มีแกะขนฟูฟ่องพองอ้วนจำนวนมากยืนเล็มหญ้า อาบแดดอุ่นท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส

    “จอดๆ เอาฟาร์มนี้ล่ะ จะถ่ายรูปไปอวดเพื่อนสักหน่อย” ปูร้องอย่างตื่นเต้น ผมเปิดไฟกะพริบ ขับรถเบียดเข้าในพงหญ้าไหล่ทาง

    แกะพวกนี้เป็นสัตว์ตื่นคน พอรถจอดปุ๊บ พวกมันจะหยุดกินหญ้าหรือทำกิจกรรมทุกสิ่งทันที แล้วหันมามองที่รถเป็นตาเดียว พอประตูรถเปิดออก พวกมันจะตกใจแล้วหันหลังเดินหนี ทำให้เราถ่ายภาพหน้าตรงของมันไม่ค่อยได้ ส่วนใหญ่เห็นแต่ก้นแดงๆ ต้องรอสักพักให้มันหายตื่นตระหนกก่อน มันจึงจะยอมเอียงหน้ามาหาเรา

    “อย่าไปเข้าใกล้รั้วนั่นมากนะ” พัดเตือน เธอหมายถึงรั้วที่ทำจากลวดกั้นอาณาเขตฟาร์ม

    “มันมีกระแสไฟวิ่งอยู่ ป้องกันแกะไม่ให้หนีออกมา และป้องกันโจรไม่ให้เข้าไป” เธอพูดต่อ

    “ดีนะที่เตือนก่อน ฉันเกือบจะเอามือไปจับแล้ว” ปูเป่าปากฟู่ โล่งใจที่ตัวเองไม่ถูกไฟดูด

    เรายืนด้อมๆ มองๆ อยู่สักพัก ถ่ายรูปจนพอใจ จึงเดินทางกันต่อ

    ภาพทิวทัศน์ต่างๆ รอบตัวเริ่มคุ้นตามากขึ้น ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า แล้วก็แกะ เห็นบ่อยจนเลิกคิดที่จะหยุดพักถ่ายรูปไปเลย ยกเว้นว่าฉากหลังเป็นวิวสวยจัด หรือแกะหน้าตาน่ารักจริงจังเราก็จะหยุดรถเพื่อกดชัตเตอร์เก็บภาพไว้เป็นที่ระทึก

    สิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังเวลาการขับขี่บนท้องถนนในเขตชนบท คือการเจอสัตว์ที่หลุดออกจากฟาร์มมาเดินเพ่นพ่านอยู่บนท้องถนน ถ้าพบเห็นให้ชะลอความเร็วรถและห้ามกดแตรไล่เด็ดขาด เพราะจะทำให้สัตว์ตกใจ ทางที่ดีคือหยุดรถและมองดูเจ้าพวกนี้เดินข้ามถนนไปอย่างใจเย็น หรือไม่ก็ขับตามหลังไปอย่างช้าๆ จะเป็นอันปลอดภัยด้วยกันทั้งสองฝ่าย

  • เราพยายามรักษาความเร็วให้ได้ระดับที่เหมาะสม แต่บางครั้งรถที่ตามหลังมาก็จี้เหลือเกิน จนเราลำบากใจ ครั้งหนึ่งเราขับอยู่บนเส้นทางที่มีโค้งค่อนข้างเยอะ มีรถคันหนึ่งขับเร่งตามหลังเรามา หลายครั้งที่เขาพยายามจะแซงแต่ทำไม่ได้เพราะติดเรื่องทางโค้งทางแคบ เราก็อึดอัด เพราะเขาบี้มาหนักมาก พอเข้ามาอยู่ในช่วงทางตรง เราก็พยายามเบี่ยงรถเปิดทางให้เขาเหยียบคันเร่งอัดรถแซงหน้าเราไป แล้วก็ชะลอ คนขับเปิดกระจกข้างลง เห็นชัดว่าเป็นวัยรุ่นชายวัยคะนอง เขาค่อยๆ ยื่นมือขวาออกมาพร้อมชูนิ้วกลางอันเรียวงาม ‘ปลั๊กยู’ ให้รถของเรา เหมือนกรรมการชูใบแดงให้กับนักกีฬา จากนั้นก็โผล่หัวออกมาแลบลิ้น แล้วก็เหยียบคันเร่ง พารถวิ่งลับหายไปในทางโค้งข้างหน้า เฮ้ย! มันอะไรกัน
    นักหนา ไอ้เราก็พยายามทำตามกฎหมาย แต่ดันไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม

    แต่นั่นก็เป็นครั้งเดียวที่ผมโดนบอกรักกลางถนน ต้องบอกว่าผู้คนที่นี่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ใจเย็น ขับรถเรียบร้อยตามระเบียบ ไม่จี้ ไม่อัด ไม่แจกนิ้วกลาง พฤติกรรมหลายอย่างที่พบเห็นในเมืองไทย เช่น การจอดรถริมถนนแบบกินไหล่ทางขวางการจราจร การจอดรถในที่ห้ามจอด การกลับรถบนถนนทันที โดยไม่เลี้ยวที่จุดกลับรถ การเบียด ปาด แซงตัดหน้ารถคันอื่น พฤติกรรมหยาบๆ แบบนี้ไม่มีให้เห็นที่นี่เลย แม้แต่ครั้งเดียว

    การขับขี่ยานพาหนะที่นี่ง่ายมาก อย่าได้กลัวหรือเป็นกังวลไป ขอเพียงคุณเคารพในกฎกติกาและมีมารยาท เกรงอกเกรงใจเพื่อนร่วมถนนสายเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องรางคุ้มครองให้เรารอดพ้นจากอุบัติเหตุในการขับขี่ และแคล้วคลาดจากค่าปรับมหาโหดของคุณโปลิศแน่นอน

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in