Then it will end one daykizu_amakusa
ฉากที่๒
  • ตะวันคล้อยต่ำ ความมืดเริ่มมาเยือนอย่างสงบ ยักษาตัวน้อยนอนหลับในอ้อมแขนของผู้เป็นพี่อย่างสบายใจ ทารคามองเส้นผมสีปุยเมฆของน้องชายแล้วเขี่ยมันเล่น


    ..โดยปกติ..ถึงแม้ข้าจะหลับตาลงเพื่อพักเอาแรงในยามค่ำ

    แต่หากมีสิ่งมีชีวิตใดเข้ามาใกล้ ข้าจักรู้ได้ในทันที...

    แล้วใคร..หรือตัวอะไรกัน ที่สามารถเอาปลามากมายมากองไว้ด้านหลังข้าได้…





    ความมืดในป่านั้นหากไร้แสงจันทร์และดวงดาว...

    มันก็คือความมืดที่เป็นนิรันดร์เท่านั้นเอง..

    ฝ่าเท้าเรียวยาวที่มีกรงเล็บค่อยๆเยื้องย่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ สองยักษาพี่น้องไม่ได้รู้สึกตัวของการมาเยือนนี้แต่อย่างใด

    ไม่ใช่ว่าทารคาบาดเจ็บแล้วสัญชาตญาณการป้องกันตัวของเขาจะอ่อนลงจนไม่อาจรู้สึกตัว แต่การลอบเข้ามาใกล้ของมันนั้นไร้เสียง..ไร้ร่องรอย..มากกว่าสิ่งมีชีวิตใดๆ


    ทารคาหายใจยาวๆออกมาและเริ่มหายใจติดขัดในไม่ช้า เขารู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรบางอย่างทับบนหน้าอก ทันใดยักษ์สีมรกตก็ลืมตาโพลงขึ้นมาในความมืด แลเห็นเงาดำของสัตว์บางอย่างอยู่ตรงหน้า มันนั่งทับตัวเขาอยู่  ในมือเหมือนถืออะไรบางอย่าง

    เขาพยายามลุกขึ้นอย่างเร็วเพิ่งหวังสลัดมันออก แต่มือยาวของมันสวนมาอย่างเร็วแล้วกดหัวเขากระแทกลงกับพื้นดิน


    "นอนลง.."   เงาดำนั้นพูดเสียงเยียบกับเขา


    มันใช้เท้าเหยียบต้นแขนที่บัดนี้เหลือความยาวแค่ไม่ถึงศอกของโอรสยักษ์และจับยัดบางอย่างลงไปในปากแผลอย่างแรง


    "ฮะ—อ๊ากกกกกกกกก!!"


    ทารคาร้องขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด เขาเหวี่ยงไฟสีฟ้าด้วยแขนอีกข้างใส่เจ้าสิ่งนั้นเพื่อหนีรอดออกมา เงาดำโดดหลบไปในทิศตรงข้าม ที่แสงจันทร์เพิ่งพ้นตัวออกจากเงาเมฆ เผยให้เห็นดวงตาพื้นดำสนิทตัดกับสีเหลืองทอง ผิวสีม่วงครามและลวดลายบนตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าทมิฬ

    ทารคาหอบหายใจจากความเจ็บปวดของแผลที่แขน พลางมองเด็กเผ่าทมิฬตัวผอมสูงที่ดูแล้ววัยไม่น่าต่างจากเขามากนัก มันจ้องเขาเขม็ง แม้ภายใต้เงาจันทร์ก็ยังสังเกตุเห็นสายตาของมันได้


    ทันใดมันก็ออกวิ่งหนีไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว ยักษ์เขียวถึงกับมองตามการเคลื่อนไหวนี้แทบไม่ทัน แต่เขาก็จับทางได้จากเศษใบไม้ที่ปลิวขึ้นมาจากพื้นตามทางที่ทมิฬวิ่งไป

    แม้จะบาดเจ็บหนัก แต่การที่มีใครรู้ว่าสภาพของเขาเป็นอย่างไรและอยู่ที่ไหน ย่อมไม่เป็นผลดีกับการที่เขาถูกตามล่าอยู่อย่างแน่นอน


    ...แม้ความเร็วข้าอาจจะตกเป็นรองแต่ข้ามั่นใจว่าข้าจะฉีกสังขารมันได้แน่!

    ยักษ์มรกตพุ่งตัวตามเป้าหมายไป จนเห็นผมสีเปลวเพลิงไหวเหมือนลมพัดผ่าน


    ...กองผ้าสีขาวปลิวขยับเล็กน้อยตามแรงไหวของลม 

    ยักษาสีชาดตัวน้อยยังนอนดูดนิ้วอยู่นิ่งๆโดยมีความมืดสวมกอดไว้......




  • เสียงหอบหายใจดังปะปนกับเสียงกิ่งไม้เล็กที่ฟาดผ่านร่างกายที่เคลื่อนไหว พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ไหลจากแผลเก่าของแขนที่ขาด พงหญ้าและกิ่งไม้โดนผลักแหวกเป็นทางยาวตามทางที่อมนุษย์สองตนนี้วิ่งผ่านไป

    ดวงตาสีอำพันพยายามจับจ้องภาพเบื้องหน้า


    ความเคลื่อนไหวในเงามืดนั่น..

        เสียงฝีเท้าที่แทบจะไม่ได้ยินนั่น..


    เทหะยักษารู้สึกเหมือนกำลังวิ่งไล่ป่าในผืนป่า มากกว่าไล่ล่าสิ่งมีชีวิตซะอีก ลายสีขาวที่ตัดกับพื้นสีม่วงเทาที่อยู่กลางหลังของเผ่าทมิฬข้างหน้านี้ เขาจะต้องคว้ามันมาให้ได้


    ยักษ์เขียวกระโดดเข้าหวังคว้าคอทมิฬแล้วกัดทึ้งหลอดลมมันทิ้งเสีย เพื่อให้มันเสียหลัก

    ทมิฬหันมาคว้าผมสีแดงเพลิงก่อนที่มืออันใหญ่โตของยักษ์จะคว้าถึงตัวเขา แล้วกระชากเหวี่ยงด้วยแรงทั้งหมดจนโอรสแห่งคีรีกัณฑ์เสียหลักล้มไถลครูดไปกับผืนดินยาวเป็นทาง


    ทารคาวิ่งเข้าไปหมายใช้กำลังที่เหนือกว่าปลิดชีพมัน ทว่าผืนดินด้านล่างทรุดยวบไปตามน้ำหนักและแรงถีบปะทะของยักษ์



    กับดักของพวกมนุษย์!!



    ทมิฬดีดตัวขึ้นไปเกาะบนกิ่งไม้ใหญ่ด้านบนที่ยื่นออกมาได้พอดิบพอดี ส่วนทารคาตกอยู่ในวงล้อมของธรณีสูบ เขากำลังจะร่วงลงไปเจอกับไม้แหลมคมด้านล่าง มือข้างเดียวที่เหลืออยู่ชูแหวกว่ายไขว่คว้าในอากาศเพื่อหาสิ่งยึด แต่ก็มีเพียงฝุ่นละอองเท่านั้นที่อยู่ข้างตัวเขา


    มือผอมเกร็งพุ่งเข้ามาคว้าดึงทั้งแขนทั้งผมของเขาไว้ไม่ให้ตกลงไปโดนเสียบด้วยหอกด้านล่างได้ทันพอดี มีแค่เศษกรวดหินดินทรายเท่านั้นที่หล่นไปทับถมกัน

    ร่างผอมที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเผ่าทมิฬพยายามดึงยักษาที่ตัวหนากว่าขึ้นมา


    ผิวสีเขียวเข้มของยักษาตัดกันกับผิวสีม่วงของเขาอย่างเห็นได้ชัด มือสีมรกตจับมือของเขาแน่นและพยายามสุดตัวที่จะรอดชีวิต ยื้อยุดกันพักหนึ่งทารคาก็ปีนขึ้นมานอนหอบบนตัวทมิฬได้สำเร็จ

    เสียงหัวใจของเขาเต้นรัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงหัวใจของทมิฬที่เขาได้ยินจากการที่นอนหูแนบอกอยู่นี้ ก็เต้นเร็วเช่นกัน

    ทั้งคู่นอนหายใจหอบ จนเสียงแทบจะผสานเป็นจังหวะเดียวกับเสียงของป่า



    "จ..เจ้า...คือคนที่..สะกดรอยตามข้ามาหลายวันแล้วใช่มั้ย"

    ทารคาชิงถามอีกฝ่ายตัดความเงียบทั้งๆที่ยังนอนหอบอยู่


    "......."  

    ทมิฬนอนหายใจถี่และปล่อยให้คำถามของคนที่นอนทับตนอยู่ลอยหายไป

    อสูรผิวม่วงผงกหัวขึ้นมา เอื้อมมือไปจับตรงปากแผลที่แขนด้านขวาของยักษา

    ทารคานิ่วหน้าด้วยความเจ็บแสบ แต่ก็ไม่มีแรงพอจะสะบัดให้หลุดจากมือทมิฬ


    มันดูชุ่มเลือดและยังสด ไม่มีเนื้อตายเกาะอยู่เลยซักนิดราวกับทุกอณูในร่างกายกำลังพยายามดิ้นรน


    "..เจ้า..ควรรีบทำให้แขนข้างถนัดงอกกลับมาดังเดิม"

    เทหะยักษาไม่โต้ตอบอะไร เพราะยังไม่รู้ว่าเผ่าทมิฬตรงหน้าเขานี้จะเข้ามาช่วยเขาเพิ่งหวังสิ่งใด….






    #@&*%[email protected]%&!!!!!!”






    เสียงร้องฟังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นจากระยะไกล แต่มันคือทางเดียวกับที่พวกเขาวิ่งจากมา ทั้งสองตนเงยหน้าขึ้นไปทางต้นเสียงแล้วพยายามฟังเสียงร้องในป่ายามวิกาลที่ไม่น่ามีคนเช่นนี้


    “มารตา!”

    เทหะยักษารีบเงยหน้าและลุกขึ้นโดยเหยียบตัวทมิฬขึ้นไปอย่างไม่สนใจ  ทมิฬสำลักอากาศและเอามือกุมที่หน้าอกเพราะความจุก แน่ล่ะเรี่ยวแรงของยักษ์นั้นไม่ใช่น้อยๆ เขากุมอกและไอออกมานิดหน่อยก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตามไปในทิศทางเดียวกัน


    ----------------------------------------



    เม็ดเหงื่อไหลลงมาจากแขนมรกต หยดลงโดนผ้าขาวที่ตกอยู่บนพื้นดิน

    เทหะยักษาหายใจหอบก้มตัวลงหยิบผ้าของมารตาขึ้นมาจากพื้น เขากำมันไว้แน่นจนเพลิงสีนิลกาฬลุกไหม้ผ้าจนกลายเป็นเถ้าสีเทาลอยไปในอากาศ


    นัยน์ตาสีทองพื้นดำมองไปตามเถ้าที่ปลิว พลางเหลือบมองยักษ์ตรงหน้าที่ดูเหมือนแทบจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่


    “ข้ายังได้ยินเสียงและได้กลิ่นพวกมันชัดเจน...

    ..หากเจ้าต้องการไปรับตัวอสุราตัวน้อยนั่นคืน”



    ทารคาคลายขี้เถ้าในมือออก ปล่อยให้มันปลิวไปตามลม


    ดวงตาสีแดงฉานของเทหะยักษาหันมาจ้องมองทมิฬและบอกด้วยเสียงอันทรงอำนาจ


    “ดี! เจ้าจงนำทางข้าไป!”





    To be continued...


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in