บันทึกนักอยากเขียนSooth Suwansakornkul
วันไร้กฏ
  • "พ่อครับ ทำไมเราต้องมีกฎคอยห้ามนั่น ห้ามนี่ บังคับให้ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้"
    "เพราะคนเราต้องอยู่ร่วมกันไงลูก กฎทำให้คนเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข"
    "แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะครับ ถ้าคนไม่รักษากฎ"
    "คนๆ นั้น ก็จะถูกลงโทษ หรือขับไล่ออกไป เพราะไม่อาจอยู่ร่วมกับคนอื่นได้"
    "แต่พ่อครับ ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขนะครับ แล้วเจ้ากฎที่ว่านั่นใช้ได้จริงหรือ ผมว่ากฎน่ะมีไว้บังคับใช้กับคนที่เคารพมัน คนที่ไม่เคารพกฎยังไงก็บังคับใช้กับพวกเขาไม่ได้ เหมือนกับว่าการใช้อำนาจลงโทษต่างหากที่จะทำให้สังคมเกิดความสงบสุข"
    "นั่นก็จริงอยู่ แต่รู้ไหมลูก มีกฎอย่างหนึ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะเคารพหรือไม่เคารพมัน"
    "กฎอะไรครับ"
    "กฎแห่งกรรมไงลูก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"
    "พ่อเชื่อหรือว่ากฎแห่งกรรมมีจริง ผมเห็นคนไม่ดีได้ดีมีถมไป ผมว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริงหรอก"
    "กฎแห่งกรรมเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นความจริงแท้"
    "ในความจริงแท้ มีกฎด้วยเหรอครับพ่อ ผมคิดว่ากฎคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ในวันที่มนุษย์ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีกฎ"
    "ถ้าลูกมองในมุมมองของมนุษย์ล่ะก็ ใช่"
    "พ่อหมายความว่ามีพระเจ้า"
    "ไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ต้องมีพระเจ้าก็มีกฎ พระเจ้าเองก็อาจอยู่ภายใต้กฎนี้ พระเจ้าเห็นถึงสิ่งนี้ พระองค์ถึงเป็นพระเจ้า"
    "มีกฎที่ไม่ยกเว้นแม้แต่พระเจ้าด้วย"
    "ใช่"
    "แต่... ไม่ใช่พระเจ้าหรือครับ ที่เป็นคนสร้างกฎ"
    "เมื่อไหร่ที่คนสร้างกฎไม่ทำตามกฎ เมื่อนั้นก็ไม่มีกฎแล้ว จะมีวันที่พระเจ้าของลูกจะไม่ทำตามกฎที่พระองค์สร้างไหมล่ะ"
    "คงไม่มีครับ แล้วคนที่ไม่เชื่อในกฎ ไม่เชื่อในพระเจ้าจะเป็นอย่างไรครับ"
    "แม้พวกเขาไม่เชื่อ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอยู่เหนือกฎ"
    "แล้วผมจะเขียนเรื่องวันไร้กฎได้อย่างไรครับพ่อ"
    "ก็เขียนไปสิ ว่าวันนั้นไม่มีจริง"
    "พ่อครับ แต่ผมมีงานที่จะต้องเขียนส่งนะครับ ถ้าบ้านเมืองเราไร้กฎ เราจะทำอะไร มันเป็นจิตนาการครับพ่อ"
    "เอางั้นหรือ ถ้ามีวันไร้กฎ พ่อก็ทำทุกอย่างอย่างที่ทำทุกวันไง"
    "พ่อนี่ไร้จินตนาการจริงๆ พ่อช่วยคิดมากกว่านี้หน่อยสิ"
    "แล้วมันมีกฎห้ามคนทำทุกอย่างอย่างที่ทำทุกวันในวันไร้กฎด้วยหรือ อ่อ ที่เราคุยกันก็ยาวพอที่ลูกจะเขียนแล้วนะ เขียนไปตามนี้แหละ"
    .....
    เช้าวันหนึ่ง ผมตื่นมาก็พบว่าตัวเองลอยเท้งเต้งอยู่บนฟ้า พอมองไปรอบๆ ผมก็พบคนอีกหลายคนลอยอยู่เหมือนกัน ทั้งหมาทั้งแมว สิ่งของ
    "คุณนี่มันเกิดอะไรขึ้น" หญิงสาวคนหนึ่งที่ลอยอยู่ใกล้ๆ ถามผม ผมจำได้ว่าเธอคือเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านถัดจากผมไปสองหลัง
    "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังลดน้อยลง"
    "คุณแน่ใจหรือ" หญิงสาวถามต่อ
    "ผมก็ยังไม่แน่ใจนัก อาจจะต้องขอเวลาคิดสักหน่อย"
    "ฉันได้ยินว่าคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ คุณไม่รู้หรือ"
    "ผมขอเวลาคิดอีกสักหน่อย" 
    "คุณเคยได้ยินเรื่องวันไร้กฎไหม" ผู้หญิงคนเดิมตะโกนขึ้น
    "ไม่อ่ะ ผมไม่เคยได้ยิน" ผมตอบ
    "มีข่าวลือว่า วันไร้กฎคือวันนี้ กฎต่างๆจะเริ่มหายไปทีละข้อ จนหมด" หญิงคนเดิมกล่าว
    "หรือกฏของแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังหายไป แต่บ้าจริง เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้ยังไง ผมขอเวลาคิดก่อนนะ"
    "ไม่มีเวลาคิดแล้วโยม อาตมาบิณฑบาตอยู่ดีๆ ก็ลอยขึ้นมาเฉยๆ เลย ตอนนี้ผู้คนวุ่นวายไปหมดแล้ว" พระสงฆ์รูปหนึ่งกอดบาตรแล้วม้วนตัวตีลังกาเข้ามาพูดกับผม
    "ตอนนี้กี่โมง" ผมถามเพื่อนบ้านหญิง
    "แปดโมงเช้า" เธอตอบ ขณะที่พวกเรากำลังลอยขึ้นฟ้าไปเรื่อยๆ
    "ต้องรอจนกว่าวันนี้จะผ่านไปสินะ" ผมกล่าว
    "ตอนแรกอาตมาก็คิดอย่างนี้ แต่ดวงอาทิตย์ไม่ขยับไปไหนเลยตั้งนานแล้ว" หลวงพี่ปล่อยบาตรแล้วชี้ให้ผมดูดวงอาทิตย์
    "ดูท่ากฏแห่งกาลเวลาก็จะหายไปด้วย" หลวงพี่สำทับ
    "ถ้างั้นวันนี้ก็ไม่มีทางผ่านไปได้ แล้วพวกเราจะทำยังไงดี" เสียงของผมเริ่มสั่น
    "พวกคุณเชื่อในพระเจ้าไหม วันนี้คงเป็นวันพิพากษาแน่ๆ" เพื่อนบ้านของผมอีกคนหนึ่งที่ลอยตามมาพูดพลางขยับมือทำสำคัญมหากางเขน
    แต่ไม่ทันไร ก็มีตัวอะไรไม่รู้ลอยพุ่งตามขึ้นมาติดๆ
    "ซาตาน!" พวกเราอุทานพร้อมกัน ไม่มีใครไม่รู้จักมัน แม้แต่หลวงพี่ที่ลอยอยู่
    พวกเรารู้สึกอกสั่นขวัญแขวน แต่พอพิจารณาท่าทีของมัน พวกเราก็หายกลัว เพราะมันก็ลอยเท้งเต้งทำอะไรไม่ได้ ไม่ต่างจากพวกเรา
    "พวกนายรู้ไหม ตอนนี้กฏในพระคัมภีร์ไม่มีอีกแล้ว ไม่มีการแบ่งแยกว่าใครเป็นพระเจ้า ปิศาจ และมนุษย์" ซาตานพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
    พอจ้าวปิศาจพูดจบ พวกเราก็หลุดออกมาอยู่ในห้วงอวกาศ
    "แปลกจริง ทำไมพวกเราไม่ตาย ทั้งๆที่ไม่มีอากาศหายใจ" ผมเอ่ยขึ้น
    "กฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดคงไม่มีแล้ว" หลวงพี่ส่งโทรจิตมาหาผม
    "ป่านนี้ กฏแห่งกรรมก็คงไม่เหลือ" ซาตานหัวเราะ มันแอบดักฟังโทรจิตของพวกเรา
    หลวงพี่โกรธมาก ท่านพยายามดีดตัวเข้าไปกระชากเขาของมัน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะในอวกาศไม่มีแรงเสียดทาน
    "ไม่อยากเชื่อว่าเราต้องอยู่อย่างนี้ตลอดไป" เพื่อนบ้านหญิงกล่าวผ่านทางโทรจิตของเธอ
    "ดูโน่น! โลกกำลังหลุดออกจากระบบสุริยะ" ผมตะโกนผ่านโทรจิตของผม
    "โอ้! พระเจ้า!" เพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งร้องขึ้นผ่านโทรจิตเช่นกัน
    "ฉันอยู่ทางนี้! ช่วยด้วย!" พวกเรารู้สึกเหมือนใครคนหนึ่งร้องให้ช่วยผ่านโทรจิตของพวกเราทั้งหมด
    “วันนี้มันไม่มีจริงใช่ไหม"
    .....
    ตอนนี้พวกเรากำลังลอยอยู่ในอวกาศทั้งๆ ที่มีชีวิต
    ผม เพื่อนบ้านอีกสองคน พระสงฆ์ และจ้าวปิศาจ พวกเรากำลังหาทางรับมือกับวันไร้กฏ ที่ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้อย่างไร
    ‘แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีให้กฎกลับมา’ ผมคิด
    “อา ใช่แล้ว! ผมรู้แล้วว่าจะทำให้กฎกลับมาได้อย่างไร” ผมตะโกนลั่นด้วยโทรจิต
    “แล้วพวกเราต้องทำยังไง” พวกคนที่เหลือถาม
    “ถ้าเราเชื่อในกฎ และเคารพกฎ กฎทุกอย่างอาจจะค่อยๆ กลับมาก็ได้” ผมตั้งข้อสังเกต
    “ฉันอยู่ทางนี้! ช่วยด้วย!” เสียงปริศนาเสียงเดิม เดิมร้องซ้ำ
    “ฉันกำลังจะหายไป” ใครบางคนคนที่อยู่ไกลออกไปตะโกนอีก พวกเราเห็นว่าร่างของเขากำลังเลือนรางลง
    และเริ่มรู้สึกว่าร่างของพวกเราก็เริ่มเลือนรางลงเช่นกัน แน่นอน ไม่เว้นแม้แต่งพระ และซาตานด้วย
    “พระองค์จะไม่หายไป ฉันเชื่อในพระองค์” เพื่อนบ้านผู้เปี่ยมศรัทธาเอ่ย แล้ววาดมือเป็นรูปกางเขน เธอเชื่อว่าใครคนนั้นเป็นพระเจ้า
    “เอาล่ะ พวกเธอก็ต้องช่วยกัน เชื่อว่าพระองค์มีอยู่จริง” เธอสำทับ
    เมื่อทุกคนเพ่งมองไปที่ใครคนนั้น ร่างของเขาก็ชัดเจนขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างผมกลับรู้สึกแปลกๆ ผมไม่สามารถมองเห็นเขาได้ชัดถนัดตา และตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่า ในห้วงอวกาศนี้ไม่ได้มีแต่พวกเราที่สื่อสารกันได้ แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ได้รับโทรจิตจากพวกเรา ผมเห็นบางคนขยับมือทำสำคัญมหากางเขน บางคนพนมมือเป็นรูปดอกบัว พวกเขากำลังสวดอธิษฐาน ให้กับความเชื่อของพวกเขาเอง
    “หรือว่านี่จะเป็นความฝัน” ผมรีบหยิกตัวเอง
    “เจ็บ นี่ไม่ใช่ฝันแล้ว” ผมอุทาน
    “แล้วเธอเชื่อในคำของเราบ้างไหม” ใครสักคนเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของผม
    “พระพุทธองค์” ผมและหลวงพี่อุทานขึ้นทันที
    “กำลังศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งเรียกเรา เราจึงมา”
    สำหรับผมแล้ว ภาพของพระพุทธองค์ก็ยังไม่แจ่มชัดเหมือนกัน
    “พระพุทธองค์ สภาวะเช่นนี้คืออะไรหรือครับ” ผมถามขึ้น
    พระพุทธยิ้ม แล้วถามกลับมาว่า “แล้วเธอคิดว่าเป็นอะไร”
    ขณะผมนิ่งคิด ขณะนี้ซาตานนั้นถูกพระเจ้าใช้พลังในพระคัมภีร์ขับไล่ไปอยู่ในภพภูมิของมันเรียบร้อยแล้ว
    และตอนนี้ก็มีใครอีกคนมาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ผม 
    ผมใช้เวลานึกไม่นานก็จำได้ทันทีว่าชายชราผู้นี้คือศาสดาของลัทธิเต๋า
    แล้วคำที่แวบขึ้นมาในหัวผมตอนนั้น ก็คือคำว่า Singularity หรือภาวะเอกฐาน นั่นเอง
    ภาวะที่ทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถึงจุดนี้แล้ว ผมจะไม่เชื่อก็ไม่ได้
    ‘แต่การที่จะทำให้ คนที่เชื่อในพระเจ้าเชื่อในพระพุทธ และคนที่เชื่อพระพุทธเชื่อในพระเจ้าด้วย มันจะเป็นไปได้ยังไง แม้ตอนนี้ผมจะเชื่อ แต่คนอื่นล่ะ’ ผมคิด
    แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าผม ก็ยิ่งทำให้ผมตื่นใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อทวยเทพนานาภูมิภาคปรากฏกายขึ้น แล้วพวกเขาก็ช่วยกันประคองโลกไว้ให้หยุดนิ่ง
    “คุณต้องเชื่อพวกเราด้วย ไม่เช่นนั้นโลกจะไม่มีทางกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก” ผมรู้สึกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งตะโกนเรียก พวกเขาเริ่มมีร่างที่แจ่มชัด ผมจำได้ว่า พวกเขาส่วนใหญ่คือนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ผมรู้จัก และพวกเขาล้วนเสียชีวิตไปแล้ว
    “และสิ่งที่ผมต้องเชื่อในตอนนี้ ก็คือ เชื่อในกฎ ใช่ไหม” ผมพูดขึ้น
    แล้วจู่ๆ ศาสดาของลัทธิเต๋าก็หายไป เขาหายวับไปแบบที่ไม่มีใครรู้ ผมคิดว่าเขาคงหายไปในความว่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้ แล้วเหล่าวิญญาณของนักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มพูดคุยกัน
    ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ หลุมดำหลายขนาดปรากฏขึ้นหลายแห่งในอวกาศ และพลันเกิดแสงสว่างจ้า และหลังจากนั้นไม่นานโลกก็เคลื่อนเข้าสู่วงโคจรเดิม 
    แต่แล้วพวกเหล่าเทพเจ้าก็หายไปทีละองค์
    “ทุกอย่างกำลังกลับสู่สภาวะปกติแล้ว” ผมเอ่ย
    “ปกติคือศีล และการทำดีย่อมได้ดี การทำชั่วย่อมได้ชั่ว” พระพุทธองค์เอ่ยพระวจนะ ผมเชื่อว่าบางคนได้ยิน และบางคนก็ไม่ได้ยิน บางคนฟัง และบางคนก็ไม่ฟัง
    ผมรีบถามท่านว่า “พุทธองค์ ท่านจะไปไหนหรือ”
    พระพุทธตอบว่า “เราไม่ได้ไปไหน เราอยู่ในทุกที่” แล้วท่านก็ลอยหายไปไกลลับตา
    “เอาล่ะ ถึงเวลาที่แต่ละคนต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว” พระผู้เป็นเจ้าตรัส
    “แล้วผมจะได้พบพระองค์อีกไหม” ผมถาม
    “ฉันจะอยู่กับพวกเธอตลอดไป และจะสำแดงตัวเมื่อเราต้องการกันและกัน”
    ผมเชื่อว่า คำตอบนี้บางคนได้ยิน บางคนก็ไม่ได้ยิน บางคนฟัง บางคนก็ไม่ฟัง
    ตอนนี้เหลือเพียงพวกเรา เหล่ามนุษย์กับสรรพสิ่งที่กำลังลอยอยู่ พวกเราค่อยๆ ลอยต่ำลงมายังพื้นผิวโลก
    ผมพยายามจ้องมองนาฬิกาที่ตกอยู่บนพื้น เข็มวินาทีของมันยังไม่กระดิก มันหยุดนิ่ง คงเพราะกระแสเวลาหยุดไหล
    “พวกเราต้องลาแล้ว เราจะคืนเวลาให้กับพวกเธอ” พวกวิญญาณทั้งหลาย รวมถึงพวกนักวิทยาศาสตร์ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยกล่าว และไม่นานนักร่างของพวกเขาก็เลือนหายไป
    ทันทีที่พวกเราลงถึงพื้น เข็มวินาทีก็กระดิกแล้วเดินต่อ 
    “พวกคุณเชื่อเรื่องนี้ไหม” ผมหันมาถามพวกเพื่อนๆ
    “เรื่องนี้มันเหลือจะเชื่อจริงๆ” พวกเราพูดขึ้นพร้อมกัน
    ....
    แล้วกระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงลงมาตรงหน้าผม
    "เรียงความเรื่อง วันไร้กฏ"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in