Run Me to the MoonTomorn
02: มัดเซอร์หอยและความด๋อยในการวิ่ง
  • สมัยยังเด็ก ผมเกลียดการวิ่งเป็นที่สุด

    อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ว่าแค่วิ่งวอร์มอัพรอบสนามฟุตบอลจนพุงกระเพื่อมนมกระฉอก ผมก็จะอ้วกแตกแล้ว ภาษาเหนือเขาเรียกว่า ‘อิด’ คือไม่ได้มีใครเอาก้อนอิฐมาทุ่มใส่ท้องหรืออะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ แต่มันหมายถึงอาการ ‘จุก’ นั่นเอง

    ทีนี้ถ้าแค่วิ่งแล้วจุก มันก็ยังพอทำเนาใช่ไหมครับ ก็แหม! จุกเมื่อไหร่เราก็หยุดวิ่งก็ได้นี่นา 

    ทว่าการณ์กลับไม่เป็นดังนั้น เด็กอ้วนอย่างผมน่ะ...มันดันตกเป็นเหยื่อ!

    อ๊ะ! ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ เป็นเหยื่อจริงๆ แล้วไม่ใช่เหยื่อธรรมดาด้วย แต่คือเหยื่ออันโอชะ

    คำถามก็คือ แล้วใครเป็น ‘ผู้ล่า’ ล่ะ 

    คำตอบที่จะไขแถลงแสดงแจ้งให้กระจ่างเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้เพื่อเป็นที่ประจักษ์ถึงความโหดร้ายทมิฬหินชาติก็คือ...ผู้เป็นพ่อพิมพ์ของชาติ!

    อะฮ้า...ใช่แล้วครับ ผู้ล่าที่ว่านั้น ได้แก่บุคลากรอันทรงคุณค่าผู้มีนามว่า...ครูพละนั่นเอง
  • แต่ที่ผมว่าน่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ครูผู้ชาย (ย้ำนะครับว่าต้องเป็นครูผู้ชาย) ที่โรงเรียนผมจะเรียกกันว่า ‘มัดเซอร์’ (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่เรียกให้เต็มปากเต็มคำเต็มอ้ำว่า ‘มาสเตอร์’ คือแค่กระดกปลายลิ้นเหมือนจะเลียแต่แค่แตะเพดานนิดหนึ่งแล้วพ่นลมเบาๆ เป่าออกมาเป็นตัว s เพียงเท่านั้นก็จะได้ความหมายครบถ้วน) ส่วนครูผู้หญิงนั้น แทนที่จะเรียกว่า ‘มิสเทรส’ (ซึ่งฟังดูสยิวกิ้วนิดหน่อย) ก็ดันให้เรียกว่า ‘ครู’ เสียเฉยๆ (ฟังดูทึมทื่อไร้สิ้นซึ่งสุนทรียะอย่างสิ้นเชิง!) 

    ทีนี้พอครูเป็น ‘มัดเซอร์’ อันมาจากคำว่า master ผมก็เลยเข้าใจ (ไปเอง) ว่า เมื่อมี master หรือเจ้านาย ก็แปลว่าต้องมี slave หรือพวกทาสให้สมกับเป็น master and slave ด้วยสิครับ

    แล้วใครมันจะมาเป็นทาสล่ะพี่?

    ก็พวกผมนี่ไงคุณ!
  • จะบอกให้นะครับว่านักเรียนสมัยก่อน เขากลัวครูกันตัวงอเป็นกุ้งเลย คือกลัวกันจนขี้ขึ้นไปอยู่บนขมอง ครูแทบจะเป็นพระเจ้า ยิ่งครูที่เป็นมัดเซอร์พละด้วยแล้วยิ่งน่าขามเกรง โดยเฉพาะกับเด็กอ้วนทั้งหลาย 

    เพราะมัดเซอร์พละมักจะสำแดงความเป็น ‘มาสเตอร์’ ในแบบที่กดขี่ข่มเหงพวกเด็กๆ ให้กลายเป็นเสมือนทาสกันตั้งแต่วินาทีแรกที่เสียงกริ่งประกาศก้องว่าเข้าสู่ชั่วโมงพละดังขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในโรงเรียนผู้ชายล้วนอย่างนี้ด้วยแล้ว อาการตะคอกตะคั้นขู่เข็ญราวกับอีเด็กพวกนี้เป็นวัวควายที่ต้องลงปฏักก็จะยิ่งเป็นที่สนุกสนานน่าเวทนาสาหัสเป็นอย่างยิ่ง

    “เอ้า! เปล่ี่ยนเสื้อสิวะ ยืนบื้ออยู่ได้” (จริงๆ ก็ไม่แน่ใจหรอกว่าคำว่า ‘บื้อ’ สมัยนั้นมีใช้กันหรือยัง บางทีอาจจะเป็น ‘ยืนทื่อ’ ก็ได้นะครับ แต่ขอใส่สีตีไข่ลงไปหน่อยเพื่อวาดภาพครูให้เป็นตัวร้ายไว้ก่อนตามประสาเด็กดีที่ดื้อเงียบ ฮ่าฮ่า) 

    แล้วเด็กอ้วนนมโต (ที่ในห้องน่าจะมีอยู่สักสามสี่คน) ก็จะต้องถอดเสื้อ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อมือของอีพวกเด็กแมนๆ บ้ากามมีกล้ามนมทั้งหลาย พวกมันจะเอื้อมมือไปบีบนมไขมันของเพื่อนเล่นพอกระสันเสียวเป็นกระสายให้ต้องไล่เตะกันเป็นพัลวัน แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ผมใช้กลยุทธ์รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเร็วทำให้ไม่ค่อยโดน harass มากนัก ประกอบกับเป็นเด็กดี เด็กเรียนเก่ง เด็กรักของครูคณิตอังกฤษไทยสังคมสุขศึกษาพุทธศาสนาเกษตร (พูดง่ายๆ ก็คือทุกวิชาแหละ ยกเว้นอีวิชาพละนี้เท่านั้น!) ก็เลยไม่ค่อยมีใครกล้ามาวอแวสักเท่าไหร่ ไม่งั้นละก็...ฮึ่ม!

    แต่ไอ้ที่จะวอแวกับผมมากที่สุดนั้นไซร้ ก็คือมัดเซอร์พละนี่แหละ
  • “เอ้า! ยังไม่รีบเปลี่ยนเสื้ออีกเว้ย พวกมึงนี่” 

    ไม่สาบานนะครับว่าครูพูดด้วยคำแบบนี้ แต่สาบานครับว่าน้ำเสียงของครูให้อารมณ์ความรู้สึกประมาณนี้แหละ 

    มัดเซอร์คนที่ว่า มีชื่อแสนเสนาะไพเราะหูว่า...มัดเซอร์หอย

    อ้าว! ชื่อหอยจริงๆ นะครับ ไม่ได้ล้อเล่น!

    ผมไม่รู้หรอกว่าเป็นชื่อเล่นจริงๆ หรือเปล่า แต่คนทั้งโรงเรียนเรียกเขาว่ามัดเซอร์หอย แล้วตามัดเซอร์หอยนี่แหละ ตัวร้ายกาจที่สุดจริงเชียว 

    มัดเซอร์หอยเป็นมัดเซอร์พละบ้าพลังอย่างกับนึกว่าตัวเองเป็นโงกุน แล้วก็อยากให้นักเรียนบ้าพลังเป็นอาราเล่ไปกับตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นถ้าครูพละคนอื่นให้วิ่งรอบสนามฟุตบอลหนึ่งรอบ พ่อนี่ก็จะต้องให้วิ่งสองรอบ แล้วถ้าใครวิ่งช้า บางทีก็จะโดนสั่งให้วิดพื้นหรือไม่ก็ให้วิ่งเพิ่มเป็นสามรอบ ส่วนใครที่วิ่งช้าที่สุดก็จะต้องโดนเล่นงานอย่างโหดหินกระทิงแดงลวกเอามากๆ

    ผมจึงต้องรีบวิ่ง วิ่ง วิ่ง และวิ่ง วิ่งจนอิดจนจุกจนอยากอ้วกออกมาเป็นหอยหลอดกันเลยทีเดียว!
  • ดังนั้น ผมกับเพื่อนประเภทเรียนดีเรียนเก่งเป็นเทวดา (อ้วนๆ) ของโรงเรียนเลยรวมกลุ่มกันจะไปเอาเรื่องกับมัดเซอร์หอย โทษฐานที่ชอบทำให้พวกเรานักเรียนเรียนดีเสื้อขาวจั๊วะ (เอ่อ...จั๊วะนี่ชื่อพ่อของเพื่อนคนนึงที่ไปเอาเรื่องด้วยกัน แต่นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันหรอกนะครับ ไม่รู้จะเล่าทำไม!) ต้องเหนื่อยหนัก!

    วันนั้นเราทำท่าขึงขังมาก โอ๊ย! ไม่ไหวแล้วโว้ย จะมากดขี่กันทำซากอะไร พูดจากันดีๆ ก็ได้ พวกเราเป็นเด็กอ้วนเรียนดีเป็นโคนันทวิศาลนะโว้ย ทำชื่อเสียงให้โรงเรียนสารพัด ทำไมจะต้องมาว่งมาวิ่งให้เหงื่อแตกซ่กแบบนี้ด้วย

    กูไม่ย้อม...กูไม่ยอม!

    ว่าแล้วก็เดินแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งเข้าไปหามัดเซอร์หอย ทำหน้าเคร่งเครียด เสร็จแล้วไอ้หัวหน้ากลุ่มตัวโจกที่ปลุกระดมพวกเรามา (คนที่พ่อชื่อจั๊วะนั่นแหละ) ก็ยกมือกระพุ่มไหว้มัดเซอร์หอยเบาๆ (ถ้าตาไม่ฝาด ผมว่ามันไหว้อย่างกระชดกระช้อยด้วยซ้ำไป...ไอ้เวร!) จากนั้นก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันยำเยงนบน้อมประดุจจะถวายบัวให้เทพเจ้าว่า

    “มัดเซอร์ครับ พวกเรามีเรื่องมาขอปรึกษาครับ"

    ป้าดดดดด...

    แล้วจากนั้น แค่มัดเซอร์ตวัดสายตาขึ้นมามองหน้าพวกเรา พวกเราก็แทบจะวิ่งจู๊ดหนีหายออกไปจากโรงยิมกันหมดแล้ว มีหรือจะไปเจรจาต้าอ่วยเอาเรื่องอะไรกับมัดเซอร์หอยได้

    ล้มเหลวสิครับล้มเหลว!
  • ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ ผมเลยชิงชังการวิ่งอย่างยิ่ง นอกจากจะเหนื่อยเหน็ดแล้ว มันยังเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของเหล่า slave (เอ่อ...ต้องเติม s เป็น slaves ด้วยนะครับ ก็พวกเราเก่งอังกิดน่ะ) ที่มีต่อ master (หรือมัดเซอร์) ที่ชื่อหอย พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นอีมัดเซอร์หอยนี่แหละที่สร้างความด๋อยในการวิ่งให้เกิดกับพวกเราชาวเด็กอ้วน (แต่แอบๆ เรียนดี!)

    สรุปก็คือ ผมบอกตัวเองว่า ไม่วิ่งแล้วโว้ยไม่วิ่ง หันไปเดินดีกว่า

    เฮนรี่ เดวิด ธอโร และปราชญ์เมธีทั้งหลายในสากลโลกตั้งแต่เกอเธยันบีโธเฟนน่ะ เขาเดินกันทั้งนั้นนะเฟ้ย เดินแล้วพวกเขาก็ครุ่นคิดครุ่นคิดครุ่นคิดไปด้วย คิดไปคิดมาเลยได้หลักปรัชญาผีเสื้อกระพือ บทเพลงแสนอลังฯ และความเรียงแสนหวาน ไอ้วิ่งน่ะ ไม่เห็นจะได้อะไรเลย นอกจากจุก อิด แล้วก็จะอ้วก

    ดังนั้น ยามเที่ยงหรือยามอื่นใด (ที่ไม่ใช่วิชาพละ) ผมจึงมักจะเดินเล่นไปๆ มาๆ เสมอ เช่น เดินอยู่ในสนามฟุตบอลที่เด็กอื่นพากันออกไปวิ่งไล่เตะลูกกลมๆ พวกนั้นกันอย่างสนุกสนาน (วิ่งไปทำไมฟะ เหนื่อยจะตาย) แล้วก็ไปเกะกะกีดขวางนักฟุตบอลสมัครเล่นที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นเปเล่ (ยุคนั้นเบ็คแคมหรือมาราโดนายังไม่เกิดนี่ฮับ) ทำให้ไอ้พวกเพื่อนเหล่านี้ (ที่เราคิดอย่างมีอคติว่า) ยอมสยบเป็นทาสแห่งวิชาพละของมัดเซอร์หอยต้องวิ่งหลบไอ้บ้าที่มาทำเท่เดินก้าวขาสั้นๆ ป้อมๆ ใส่รองเท้าหนังเป็นมันวับ เสื้อขาวจั๊วะใส่ในกางเกงเรียบร้อย ทำทีเหมือนเป็นนักปรัชญาเมธีกีดขวางสนามฟุตบอลไปมาให้เป็นที่น่าหมั่นไส้อย่างยิ่งยวด

    เดินเท่ากับครุ่นคิด (โว้ย) ส่วนไอ้พวกที่วิ่งไปวิ่งมาเป็นไส้เดือนแถกตัวอยู่ในทุ่งน่ะ มันพวกไร้ความคิด!
  • แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งมีนามกรว่า ‘สราวุธ’ (เฮ้ย! ทำไมจำได้!) หมอนี่เป็นคนนิสัยดีมากๆ เรียบร้อย ชอบทำอะไรคนเดียว ไม่กระโชกโฮกฮาก พูดเสียงเบา จริงใจ ใจดี เกรงอกเกรงใจกับทุกคน แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้ลึกซึ้งว่าตัวเองต้องการอะไร

    สราวุธ (ที่ไม่ได้นามสกุลเฮ้งสวัสดิ์) อยากเป็นนักวิ่งมาราธอนครับ!

    ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้วิ่งแค่รอบสนามฟุตบอล ไม่ได้วิ่งแค่ในชั่วโมงพละ แต่ออกไปวิ่งบนถนนในเมือง และวิ่งทุกวี่ทุกวัน เพื่อฝึกฝนเคี่ยวเข็ญให้ตัวเองวิ่งมาราธอนให้ได้ในสักวันหนึ่ง

    บางทีเวลานั่งรถไปในเมืองแล้วผมเห็นสราวุธใส่เสื้อกล้ามตัวเดียว (เอ่อ มีกางเกงขาสั้นด้วยน่ะนะครับ) วิ่งเหย่าๆ เหยาะอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง ยังเคยโบกมือทักทายส่งเสียงเชียร์เพื่อนเลยครับ

    แต่ถึงจะเชียร์ขนาดไหน ผมก็ไม่เคยเข้าใจสราวุธเลยว่าจะวิ่งไปทำเบื๊อกอะไร

    มัดเซอร์หอยคงจะส่งกุมารทองหอยๆ มาขี่คอคอยกดข่มผมอยู่ ทำให้สมองของผมเอาแต่คิดว่า เพื่อนเอ๋ย...นี่มึงไม่เหนื่อย ไม่อิด ไม่จุก ไม่อยากอ้วก ไม่นึกว่าตัวเองถูกกดขี่หรือกำลังกดขี่ตัวเองอยู่หรอกหรือนี่—วิ่งอยู่ได้!

    จนกระทั่งในอีกหลายสิบปีให้หลัง

    เมื่อผมเริ่มออกวิ่งเองบ้าง!
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in