เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Cardell brothers: origin storiesVanilla * twilight
Nothing you can say




  •         สติเขาติดตัวอยู่ครึ่งหนึ่งเพราะยังไม่ตื่นจากการหลับ ตอนที่รู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ กดทับบนแผ่นหลัง

     

     

     

            อาจเป็นเพราะนิสัยขี้ระแวงที่ทำให้ตาสว่างได้ในไม่ช้าไม่นาน ไม่กี่วินาทีต่อมา เบนก็รับรู้ว่าน้ำหนักเท่ากองอิฐที่กดจนแทบปวดกระดูกคือแขนของฝาแฝดคนพี่ และนึกย้อนไปได้ว่าที่หมอนั่นมานอนเกะกะระรานแย่งที่เขาได้อยู่นี่ เป็นเพราะพ่อแม่เห็นสมควรว่าพวกเขาคนใดคนหนึ่งควรสละห้องให้ญาติผู้แสนดีที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนได้นอนอย่างสบายเป็นการชั่วคราว

     

     

     

            แน่ล่ะว่าเขาย่อมไม่ใช่คนที่ยอมเสียสละ

     

     

     

            เบนนึกอยากเบะปากแล้วร้องไห้ดังลั่นให้พวกท่านรู้สึกผิดที่ขัดใจเหมือนอย่างตอนอายุไม่กี่ปี แต่เขาไม่ใช่เด็กเล็กงี่เง่า และการทำเช่นนั้นคงน่าเกลียดพิลึกจนทำลายศักดิ์ศรีให้ป่นปี้ จึงต้องยอมอดทนให้พี่ชายมายุ่มย่ามกับพื้นที่ส่วนตัวที่หวงหนักหนา แบ่งที่ให้ซุกหัวนอนตัวติดกันในระยะใกล้ไม่ถึงศอกดี ทั้งที่ปกติอยู่ใกล้กันได้ไม่เกินหนึ่งนาทีก็มีอันต้องทะเลาะให้ตายกันไปข้าง

     

     

     

            ปากเขาขยับแสดงกิริยาอาการไม่ชอบใจแม้เบ็นจะไม่รับรู้ พ่วงด้วยการสบถด่าไปหลายคำ ด้วยหวังว่าจะทะลุเข้าหัวทึบๆ ของไอ้บ้านั่นให้หลอกหลอนในฝัน ก่อนออกแรงยกก้อนกล้ามเนื้อไร้ประโยชน์ให้พ้นจากตัว แล้วภาวนาว่าตนจะได้นอนหลับอย่างสงบเสียที

     

     

     

            โชคไม่ดีที่ตลกร้ายมักมาไวเกินกว่าจะคาดเดา เบนได้ยินเสียงงึมงำบางอย่างที่จับความไม่ได้ แขนที่ทำท่าจะตกลงบนที่นอนแต่โดยดีลากเอาตัวเขาเข้าไปล็อกอยู่แน่นหนา โดยที่เขาไม่ทันขืนตัวยันไว้เพราะไม่ทันระวัง

     

     

     

            “ไอ้เวร!” คราวนี้เสียงที่ออกจากปากฟังชัด เบนไม่ต้องการให้มันเข้าไปเพียงในฝัน แต่ต้องการให้มันตอกโดนสติสตังที่ไม่ค่อยจะมีนั่นเสียบ้าง น่าขนลุกจนแทบจะทนไม่ได้ นี่อย่างกับฝันร้าย เหมือนโดนไอ้บ้านี่กอดอยู่ไม่มีผิด มันกับเขาไม่ใช่พี่น้องที่กลมเกลียวรักใคร่ สัมผัสทางกายตามปกติมีแต่การทำร้ายให้เจ็บแสบ

     

     

     

            เบนพยายามทั้งงัดทั้งดันแต่ไร้ผล ระหว่างนั้นก็บ่นก่นด่าไม่ขาดปากให้กระทบหู ไม่รู้ว่าทำไมแรงของคนหลับถึงมีมากกว่าคนตื่น มิหนำซ้ำยังรัดแน่นเหมือนงูเตรียมเขมือบ ลมหายใจร้อนๆ แตะเรี่ยโดนผิวทำให้นึกอยากหายตัวไปเสียให้สิ้นเรื่อง ไม่รู้ว่าเขาหลอนไปเองหรือเปล่าที่ได้ยินเสียงหัวเราะพ่วงด้วยคำว่าอย่าหนี

     

     

     

            “ตื่นเว้ย!” ลมหายใจถูกสูดเข้าปอด พลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปการออกแรงกับแขนขา เขาได้แต่นึกว่าตัวเองที่แบ่งแรงส่วนหนึ่งไปใช้กับการด่าอย่างไร้ประโยชน์ เบนใช้ลมทั้งหมดเปล่งออกมาเป็นเสียงตะโกน “ถ้าไม่ตื่นฉิบหายแน่ๆ! ฉิบหาย!! ได้ยินไหมไอ้บ้า! ไม่มีสมองแล้วยังไม่มีหูด้วยหรือไงวะ”  

     

     

     

            “…”

     

     

     

            ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากอีกฝ่าย เข้าทำนองไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธแท้ๆ มิหนำซ้ำบางอย่างยังวนเวียนอยู่แถวหน้าผาก เบนมองไม่เห็นแต่ก็ขนลุกเกรียว จึงทำสิ่งเดียวที่สภาพตัวเองในตอนนี้เอื้ออำนวย คือใช้หน้าผากตั้งใจโหม่งให้แตกกันไปข้าง แต่ผลที่ได้กลับน่าสะพรึงเกินกว่าจะนึกถึง (อย่าใช้คำว่าไม่คาดคิดเลยดีกว่า เพราะเขาไม่อยากจะคิดถึงว่าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น) ริมฝีปากของเบ็นแนบชิดติดบนผิว อาจจะแค่สองหรือสามวินาที แต่มันดูนานกว่านั้นในความรู้สึก เบนนึกอยากให้ตัวเองหายตัววับไปได้

     

     

     

            ไม่สิ ให้ไอ้บ้านี่หายไปจากโลกเหมือนไม่มีตัวตนอยู่คงดีกว่า

     

     

     

            จากนั้นเบ็นจึงนิ่งไปเหมือนสิ้นฤทธิ์ เหมือนจะทับถมความพยายามที่เสียเปล่า

     

     

     

            เบนตัวชา เป็นครั้งแรกในชีวิตที่สมองเขานึกหาคำมาก่นด่าหมอนี่ไม่ถูก ทั้งที่ปกติไม่ใช่เรื่องยากขนาดใช้แค่การประมวลผลที่ไขสันหลังก็ทำได้ ริมฝีปากได้แต่ขยับขมุบขมิบอย่างไร้เสียง

     

     

     

            เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไม่ปริปากบอกตัวต้นเหตุ สัญญากับตัวเองว่าจะเก็บเป็นความลับมืดดำ

     

     

     

            แล้วรอเวลาหาทางแก้แค้นให้สาสม…

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in