บันทึกกันลืม : เกิดอะไรในเกาหลี나따몬
แลนดิ้ง
  • หลังประกาศผลทุนรัฐบาลเกาหลี บทสองของความวุ่นวายในชีวิตก็เริ่มต้นขึ้น 

    แคนดิเดตทุนรัฐบาลเกาหลีทุกคน ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายในโรงพยาบาลที่ทางสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทยกำหนดรายชื่อมาให้ พร้อมทั้งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการตระเตรียมเอกสารยืนยันอื่นๆ อาทิเช่น เอกสารยืนยันการจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทย จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน (หน่วยงาน NIIED หรือหน่วยงานที่จัดการเรื่องทุนเป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สุดท้ายการจะขอน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม วันเวลาบิน ฯลฯ ฉันต้องจัดการติดต่อกับสายการบินเอง)

    รวมไปถึงการเตรียมตัวทางด้านจิตใจ จริงอยู่ที่ฉันเคยไปแลกเปลี่ยนอยู่เกาหลีเป็นเวลา 10 เดือน แต่ 10 เดือนมันแสนสั้น เรียน กิน เที่ยวกับเพื่อนได้แป๊บเดียวก็กลับมาบ้านแล้ว ขณะที่รอบนี้ ฉันจะจากบ้าน จากครอบครัว จากเพื่อนไปอยู่เกาหลีเป็นเวลา 3 ปีเต็มๆ หนก่อนที่ไปแลกเปลี่ยน ฉันไม่พกความกังวลอะไรติดตัวไปเลย คงเพราะรู้ว่าการไปกับโครงการแลกเปลี่ยน หมายถึงการมีเพื่อนในโครงการและมีคนดูแลจัดเตรียมมาให้เราเสร็จสรรพ แค่ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขเป็นใช้ได้

    แต่การไปเรียนต่อนั้นแตกต่างออกไป มันมาพร้อมกับความกดดันที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้อยู่ในใจลึกๆ ผสมกับความรู้สึกใจหายเบาๆ ฉันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ฉันควรใช้โอกาสในการไปเรียนต่อในครั้งนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ให้มากขึ้น และจะกลับมาดูแลคนที่ฉันรักให้ได้ดีกว่าเดิม

    ---

    ช่วงเวลาในการเตรียมตัวไปเกาหลี 2 เดือนผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา ฉันพาตัวเองขึ้นเครื่องบินของสายการบินเอเชียน่า พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางน้ำหนักกว่า 40 กิโลกรัม 2 ใบมายืนอยู่ที่สนามบินอินชอนจนได้

    ตัวฉันเองยืนอยู่ข้างกับเพื่อนคนไทยคนอื่นที่ได้ทุนในรุ่นเดียวกัน หันรีหันขวางมองหาคนจากมหาวิทยาลัยที่พวกเราจะต้องไปเรียนภาษาปรับพื้นฐานกันอยู่หน้าเกต

    "มหาวิทยาลัย Pai Chai นี่มีใครในพวกเราต้องไปเรียนภาษารึเปล่า" เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มทักขึ้นมาก่อน ฉันมองตามไปเป็นผู้ชาย 2 คน คนหนึ่งหน้าตาไปทางยุโรป ผิวขาวแต่ตัวเล็กกะทัดรัด ขณะที่อีกคนหนึ่งน่าจะเป็นแอฟริกัน ตัวสูงใหญ่ ยืนถือป้ายมหาวิทยาลัยสีน้ำเงินเข้มอยู่มุมหนึ่งแถวหน้าเกต

    ใช่ ฉันนี่แหละ ที่ถูกส่งไปเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัย Pai Chai เมืองแทจอนก่อน 1 ปี แล้วจึงจะได้ไปเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเลือกไว้ ตอนประกาศผล ฉันควรจะมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเป็นพี่คนไทยอีกคนหนึ่ง แต่ผลสุดท้าย ฉันแอบมารู้ทีหลังว่า พี่คนนั้นสละสิทธิ์ทุนไปแล้ว

    เลยจะมีแค่ฉันคนเดียวที่ไปเป็นนักเรียนไทยที่นั้น

    ฉันสูดลมหายใจหนึ่งเฮือก เพื่อทั้งเรียกกำลังใจและไล่ความงัวเงียจากการหลับๆ ตื่นๆ บนเครื่องบิน โบกมือลาเพื่อนคนไทยคนอื่น แล้วลากกระเป๋าสองใบเดินไปหาคนจากมหาวิทยาลัย Pai Chai

    ฉันไม่ได้คิดไปเองว่า ทั้งสองคนกำลังยิ้มเหมือนจะดีใจมากที่เห็นหน้าฉัน

    "สวัสดีครับ คุณคือ (ชื่อฉัน) ที่มาจากประเทศไทยใช่ไหมครับ" ผู้ชายที่ตัวเล็กกว่าทักฉันเป็นภาษาอังกฤษ

    "ใช่ค่ะ"

    "เรากำลังเครียดว่า เกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือเปล่า เพราะไฟล์ทคุณน่าจะแลนด์ได้ซักพักแล้ว แต่เรายังหาคุณไม่เจอ" ผุู้ชายแอฟริกันพูดสำทับ ฉันเลยถึงบางอ้อ เพราะไฟล์ทบินของฉันดีเลย์กว่าที่กำหนดไว้นิดหน่อย

    ทั้งสองคนกุลีกุจอช่วยฉันลากกระเป๋าไปนั่งรออยู่มุมหนึ่งของสนามบิน พวกเขาแนะนำตัวกับฉันอีกครั้งว่าเป็นนักศึกษาต่างชาติที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย Pai Chai (สารภาพกันตามตรงว่า ตอนนี้ฉันลืมชื่อพวกเขาไปแล้ว) และพวกเขารับงานจากแผนกที่ดูแลนักศึกษาต่างชาติมาเป็นคนดูแลเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีจากสนามบินไปส่งที่มหาวิทยาลัยในเมืองแทจอน

    ฉันเป็นเด็กทุนคนแรกที่เดินทางมาถึงในวันนี้

    "คนสุดท้ายจะมาถึงราวๆ บ่าย 3" ผู้ชายคนที่ตัวเล็กกว่าแจ้งกับฉันล่วงหน้า ฉันเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่อยู่บนหน้าจอทีวีแถวนั้น ขณะนั้นเป็นเวลา 7 โมงเช้า จากสายตาที่เขาส่งมา ฉันเดาเองว่า บรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยคงย้ำกับเขาว่า เด็กทุนทุกคนควรจะอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยทันทีที่แลนดิ้ง และฉันจะต้องนั่งๆ นอนๆ ไปอีกกว่า 8 ชั่วโมงรอนักเรียนทุนคนอื่นจนกว่าจะถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางไปแทจอน

    "ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันนั่งๆ นอนๆ รออยู่แถวนี้แหละ ฉันนอนบนเครื่องไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว"

    ฉันเมสเสจไปบอกคนที่บ้านว่าฉันถึงสนามบินเรียบร้อยปลอดภัย เสร็จเรียบร้อย ฉันก็จัดเตรียมที่หลับที่นอน

    เวลาเดินทางไปไหนแล้วต้องขึ้นเครื่อง ฉันมักจะเห็นคนที่รอเปลี่ยนไฟล์ทมาจับจองม้านั่งยาวในสนามบิน (ทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) เป็นที่พักสายตาบ้าง ที่นอนบ้างเป็นประจำ ตัวฉันที่ส่วนใหญ่เดินทางระยะใกล้และมักเดินทางต่อเดียว เลยไม่มีโอกาสได้นอนในสนามบินแบบคนอื่นเขา

    ครั้งแรกของการนอนบนม้านั่งยาวในสนามบินของฉัน เลยเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติอินชอน 

    และต้องขอบคุณม้านั่งยาวสามที่นั่งที่ช่วยเป็นที่นอนสุดสบายของฉันตลอดเช้าวันแรกของการเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี

    ---

    ทันทีที่นักเรียนทุนคนสุดท้ายของวันมาถึง ฉันก็ลากกระเป๋าตามเพื่อนทุนคนอื่นไปที่รถบัสคันใหญ่ จัดแจงยัดกระเป๋าเดินทางเข้าใต้ท้องรถ แล้วกลับมาจับจองที่นั่ง (เพื่อนอนยาวต่อเป็นก๊อกสอง) และเดินทางไปยังเมืองแทจอน

    ลุงคนขับพาพวกเราวนขึ้นสะพานอินชอนออกจากสนามบิน ผ่านเมืองอินชอนแว่บหนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าขึ้นสู่ไฮเวย์ ฉันหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปตึก G Tower เก็บไว้ด้วยความคิดถึง 

    อย่างที่เคยบอกไป ฉันเคยเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนแล้วมาอยู่เกาหลีได้ประมาณ 10 เดือนตอนเรียนปริญญาตรี หลักๆ คือ ฉันจะต้องไปเข้าคลาสเรียนกับนักศึกษาจากชาติอื่นๆ ในเอเซียน 10 ชาติที่มหาวิทยาลัยแทจอน ในช่วงปิดเทอม พวกเราต้องมาฝึกงาน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะยื่นเรื่องให้ตามความเหมาะสม และความเหมาะสมสำหรับฉันในตอนนั้น คือ การฝึกงานที่องค์กรนานาชาติแห่งหนึ่งในเมืองอินชอน

    การได้เห็นสถานที่ฝึกงานที่คุ้นเคยเลยเป็นเสมือนการต้อนรับกลับสู่เกาหลีอย่างอบอุ่น แม้เพื่อนๆ ที่เคยฝึกงานด้วยกันตอนนั้นจะแยกย้ายกันกลับประเทศไปใช้ชีวิตแบบของตัวเองกันหมดแล้ว แต่พวกเขาก็อดกรี๊ดกร๊าดกันไม่ได้ เมื่อฉันส่งรูปนั้นไปให้พวกเขาดู

    ดูเหมือนว่า บางช่วงเวลาในอดีตของพวกเราจะยังมีความหมายกับเราแต่ละคนทางใดทางหนึ่งเสมอ

    ---

    ฉันหลับๆ ตื่นๆ ในรถ จนเปิดตามาอีกที ฉันก็เห็นป้ายบอกทางเข้าเมืองแทจอน

    แทจอนติดอันดับเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 5 ของประเทศเกาหลี เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำของเกาหลีอย่าง KAIST มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ที่มีคนหลายเอาไปเปรียบเป็น MIT เวอร์ชั่นเกาหลี ด้วยชื่อเสียงด้านนี้ แทจอนเลยเป็นที่ตั้งของงาน Expo วิทยาศาสตร์เมื่อปี 1993

    แต่สำหรับฉันที่เคยใช้ชีวิตอยู่แทจอนมาเกือบปี ฉันมักจะเปรียบแทจอนว่าเป็นเหมือนจังหวัดสระบุรี เป็นเมืองใหญ่ แต่ไม่วุ่นวายเหมือนเมืองอื่น อย่างโซลหรือพูซาน มีตึกรามบ้านช่องอยู่พอสมควร แต่ค่อนข้างเงียบสงบ กำลังดีสำหรับการใช้ชีวิต แต่อาจจะไม่มีอะไรที่ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจซักเท่าไหร่ 

    ความสัมพันธ์ของฉันกับเมืองแทจอน เป็นเหมือนคู่บุญคู่กรรมที่หนีกันไม่เคยพ้น (ฮ่าา) หนก่อนที่ได้มาแลกเปลี่ยน ฉันก็ได้มาแลกเปลี่ยนที่เมืองนี้ และในรอบนี้ที่ฉันต้องถูกสุ่มมาเรียนภาษาเป็นเวลา 1 ปี ฉันก็ยังถูกสุ่มมาลงที่เมืองเดิม 

    ถามกันจริงๆ ฉันอยากลองไปใช้ชีวิตอยู่แถวเมืองติดทะเลอย่างพูซานเสียมากกว่า แว่บแรกที่เห็นว่าตัวเองจะได้มาเรียนภาษาที่แทจอน ฉันเลยแอบห่อเหี่ยวกับตัวเองอยู่นิดหน่อย

    แต่เมื่อรถบัสของเราเลี้ยวเข้าสู่ตัวเมืองแทจอนอีกครั้ง ความรู้สึกอุ่นๆ ในใจก็ตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง

    มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนเวลาได้กลับบ้าน

    ---

     ตอนสองมาแล้วค่ะ

    แอบเห็นคอมเม้นจากตอนแรกนิดนึง ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ :)

    จะค่อยๆ เขียนต่อไป ตามที่เวลาชีวิตจะเอื้ออำนวย

    การได้กลับมาเขียนเรื่องนี้อีกด้านก็เป็นเหมือนการย้อนคิดถึงความทรงจำของเราช่วงก่อนหน้านี้ได้ดีมากเลย 

    ขอให้ทุกคนมีวันอาทิตย์ที่ดีค่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in