DEAR PORTLANDSALMONBOOKS
DEAR PORTLAND
  • PROLOGUE

    ท้องฟ้านอกหน้าต่างดำมืด เมฆหนาแน่นบดบังแสงไฟด้านล่างจนมองไม่เห็นแม้แต่ดวงเดียว ผมปิดม่านบังแสง ขยับข้อมือเช็กเวลาขณะนี้เที่ยงคืนสิบนาที กวาดตามองไปรอบๆ พบว่า ผู้โดยสารเกือบทั้งลำหลับคอพับกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ผมที่ยังขยับตัวไปมาหามุมเหมาะๆ เป็นรอบที่สี่สิบแปด

    ความสามารถในการหลับบนเครื่องบินของผมนั้นย่ำแย่มาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งพอลองมาคิดๆ ดูแล้วช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เพราะกับยานพาหนะอื่นๆ ที่แลดูจะสบายน้อยกว่า (เช่น รถเมล์ร้อนสาย 8 หรือเรือด่วนคลองแสนแสบ) ผมยังหลับใส่มาแล้วทั้งนั้น แต่พอขึ้นมาอยู่เหนือพื้นโลก ทำไมมันต้องตาค้างด้วยวะ เสียดาย แอร์ฯ เย็นๆ เบาะนุ่มๆ จริงๆ ซึ่งถ้ามันไม่นานมาก ก็คงไม่เป็นอะไรหรอก แต่นี่ถ้านอนไม่หลับก็ต้องนั่งตาแข็งไปยาวๆ เพราะระยะเวลาบินจากนิวยอร์กไปพอร์ตแลนด์นานพอๆ กับบินจากบ้านเราไปญี่ปุ่น อืม อีกห้าชั่วโมงกว่าๆ จะทำอะไรดีเนี่ย

    แน่นอนว่ากิจกรรมลำดับแรกของคนนอนไม่หลับคือ การคิดย้อนไปมาว่าทำไมกูถึงนอนไม่หลับ

    สำหรับผม พอลองมาไตร่ตรองดูแล้วพบว่าอาจเป็นเพราะมีอารมณ์หวั่นวิตกอยู่ภายใน เวลาโดยสารเครื่องบินทีไรผมมักประสาทกินแบบนี้เสมอ

    ก่อนจะก้าวขึ้นเครื่อง คนอื่นอาจจะคิด “เอ๊ะ แอร์โฮสเตสจะสวยมั้ยนะ” “ที่นั่งจะสบายมั้ยนะ” “จะได้นั่งติดกับใครกัน” หรือ “ที่เก็บของเหนือที่นั่งของฉันมันจะเต็มหรือยังหนอ”

    ส่วนของผมคือ “เครื่องแม่งจะตกมั้ยวะเนี่ย...”

    เปล่าครับ ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าคิดดักไว้ก่อนดีกว่า ถ้ามันตกขึ้นมา จะได้บอกกับตัวเองว่า “นั่นไง กูว่าแล้วววว!” (ซึ่งก็ไม่เห็นจะเข้าใจว่าคิดแบบนี้มันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นยังไง)
  • นอกเหนือจากความคิดเวรๆ ที่ล้นหลาม ในหัวของธนชาติยังมีความเนิร์ดส่วนตัวบรรจุอยู่ด้วย ตอนนี้ข้อมูลทางอากาศยานในหัวของผมรีเพลย์วนลูปไปมาตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่อง เช่น หากหน้ากากออกซิเจนถูกปล่อยลงมา เรามีเวลาเพียง 15 วินาทีในการคว้ามาสวมก่อนจะหมดสติ (เพราะความดันอากาศข้างบนนั้นออกซิเจนเบาบางมาก) การคาดเข็มขัด

    ต้องลดระดับลงมาให้ใกล้กระดูกเชิงกรานมากที่สุด เพราะเป็นส่วนที่แข็งแรงแก่การรับแรงกระแทก หรือหากมีไฟไหม้ ต้องรีบกลั้นหายใจ ห้ามสูดควัน เพราะน้ำมันเครื่องบินมีสารพิษมหาศาลจะทำให้สลบในเวลาไม่กี่วินาที เป็นต้น

    แล้วเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

    เออ เริ่มเข้าใจตัวเองแล้วว่าทำไมนอนไม่หลับ...

    ช่างเหอะ ไม่งีบก็ได้ สะสมความง่วงไว้ไปนอนยาวๆ ตอนถึงพอร์ตแลนด์เลยแล้วกัน

    ผมขยับตัวกะจะหยิบหนังสือที่พกมาอ่านฆ่าเวลา แต่ยังไม่ทันที่จะรูดซิปเปิดกระเป๋าก็พลันสำนึกได้ว่า ถ้าจะอ่านหนังสือก็ต้องเปิดไฟข้างบนสินะ ซึ่งจะทำให้บริเวณโดยรอบสว่างไปทั่วและคงโดนคนแถวนั้นด่าแม่ในใจแน่นอน

    ผมยกเลิกแผนการใฝ่ความรู้และหยิบมือถือขึ้นมาหาเพลงฟังแทน ระหว่างที่กำลังเลือกบีตเหมาะๆ อยู่นั้น ผมเหลือบไปเห็นแผ่นพับที่หลังเบาะ มันเขียนว่า Free Wi-Fi On Board เฮ้ย จริงเหรอ ใจดีจัง พอลองคอนเนกต์ดูก็ได้จริงๆ ด้วย ขอบคุณนายมาก JetBlue! (โฆษณาสายการบินให้ฟรีเสียเลย) สบายแล้วธนชาติ พุ่งเข้าเฟซบุ๊คทันที จะมีอะไรเหมาะกับการฆ่าเวลาเท่ากับการประกอบกิจกรรมที่ผลาญเวลาได้ล่ะ!

    เลื่อนฟีดไปสักพัก ผมก็ตระหนักว่า นี่เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต (ไม่เคยขึ้นบิสซิเนสคลาส หรือเสียเงินซื้อไวไฟบนเครื่องบินมาก่อน) ซึ่งความรู้สึกที่ได้นี่แปลกประหลาดดี คือปกติเวลาขึ้นเครื่องบินจะรู้สึกเหมือนเข้าวัดมาก เหมือนกับว่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่ สังคมมนุษย์พัฒนาไปถึงไหนแล้ว โลกทั้งใบถูกย่อให้เหลือแค่วัตถุทรงกระบอกบรรจุคนสองร้อยกว่าคนที่นั่งหันหน้าไปทางเดียวกันเท่านั้น แต่พอมีอินเทอร์เน็ตปุ๊บ ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที การได้รู้ว่าขณะที่เรากำลังบินอยู่เหนือมินเนโซต้า อีแจนกำลังกินยำแซ่บอยู่แถวบางกะปิ ไมเคิลกำลังปั่นจักรยานอยู่ในบรูกลิน นิดนกกำลังนั่งประกอบเฟอร์นิเจอร์อิเกียอยู่กับผัวที่บ้านเป็นความรู้สึกที่พิลึกชะมัด มนตร์ขลังแห่งความโดดเดี่ยวของโลกใบเล็กพังทลายลงทันที คิดๆ ดูแล้วคราวหน้า ไม่เปิดเน็ตเล่นดีกว่า เสียฟีล (นอกเสียจากจะกูเกิล ‘how to survive plane crash’ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน)
  • “You’re gonna be here around 3AM right?”

    ป้าแคเรนเท็กซ์มาถามผมขณะกำลังนั่งกวาดตาเหม่อๆ อยู่ในโลกออนไลน์ เธอถามเวลาที่เครื่องลง ผมจิ้มโทรศัพท์ตอบเธอไป

    ป้าแคเรนเป็นเจ้าของบ้านที่ผมเคยไปพักด้วยตอนบินไปทำธุระในเทศกาลหนังของพอร์ตแลนด์เมื่อสามปีก่อน เราสองคนคุยกันถูกคอพอสมควร จึงติดต่อส่งข่าวคราวและถามไถ่กันเป็นระยะ พอเธอมาเมืองไทยเมื่อปีที่แล้ว (2014) ผมก็พาป้าเดินเที่ยวเล่นในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่อยู่พักใหญ่ (พร้อมกับทำแคเรนขี้แตกไปหนึ่งรอบ จากการยุยงให้เธอลองกุ้งแช่น้ำปลา) พอผมคิดจะกลับไปพอร์ตแลนด์ เธอจึงชวนให้พักกับเธออีกหน แถมยังใจดีอาสามารับถึงสนามบินอีก

    ก่อนจะบินมารอบนี้ แคเรนถามผมว่า “ติดใจอะไรพอร์ตแลนด์ ถึงได้กลับมาที่นี่อีก”ตอนนั้นผมกล่าวติดตลกว่า “จะกลับไปกินเบียร์” (พอร์ตแลนด์เป็นเมืองที่มีโรงเบียร์เยอะเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ) เพราะถ้าให้ตอบจริงๆ คงยาวมาก

    แม้ตอนนั้นจะมีโอกาสได้สัมผัสเมืองในระยะเวลาสั้นๆ แค่ห้าวัน แต่พอร์ตแลนด์ก็มีอะไรหลายอย่างที่ผมหลงรัก นอกจากภาพจำ ที่คนทั่วไปมักคิดถึงอย่างเมืองจักรยาน เมืองฮิปสเตอร์ หรือเมืองคินโฟล์ก ผมพบว่าพอร์ต-แลนด์น่ารักตรงความเขียวชอุ่ม ต้นไม้เยอะ โครงสร้างเมืองที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ความเป็นมิตรของประชากรท้องถิ่น หรือจังหวะชีวิตของคนในชุมชนที่ผ่อนช้าลงกว่าที่อื่น สิ่งเหล่านี้ดูสวนทางกับเมืองใหญ่อื่นๆ ของสหรัฐฯ อย่างนิวยอร์ก แอลเอ ชิคาโก หรือไมอามี จึงไม่น่าแปลกที่พอร์ตแลนด์จะกลายเป็นเมืองเดียวของสหรัฐฯ ที่ติดหนึ่งใน 25 เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2015 จากการจัดอันดับของ Monocle นิตยสารชื่อดังของอังกฤษ (ที่ร้านกาแฟบ้านเราชอบเอามาวางให้ดูชิคๆ)

    จากลิสต์ข้างบน คาดเดาว่าถ้าคนไทยได้ไปอยู่พอร์ตแลนด์สักคนมีหวังได้โพสต์ภาพลงอินสตาแกรม พร้อมติดแฮชแท็ก #ชีวิตดี หรือ #slowlife ทุกวันแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้น จะดีงามอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ คงต้องขอไปพิสูจน์อีกที ไปรอบนี้ผมกะจะอยู่ยาวๆ ให้รู้ซึ้งถึงความเป็นพอร์ตแลนด์ไปเลย

    และหวังลึกๆ ว่า การมาพำนักอาศัยครั้งนี้ ผมจะได้ซึมซับบรรยากาศดีๆ รื่นรมย์กับชีวิตมากขึ้น ขี้นอยด์น้อยขึ้น และสามารถหลับปุ๋ยบนเครื่องขากลับไปนิวยอร์กได้บ้าง
  • ล้อเครื่องบินแตะที่สนามบินนานาชาติพอร์ตแลนด์ ประมาณตีสามกว่าๆ หลังจากรับกระเป๋าจากสายพาน ผมก็ได้เท็กซ์จากแคเรนว่า “ไอถึงแล้วนะ ยูอยู่ไหน” ผมกวาดตามองไปรอบๆ แล้วก็เห็นแคเรน คุณป้าฝรั่งร่างท้วม ผมสั้นสีทองกำลังยืนก้มหน้ากดมือถือข้างเสาต้นหนึ่งอยู่ ผมว่าจะแกล้งเธอเสียหน่อย คุกคิก เรื่องอำคนนี่เราถนัดนัก ว่าแล้วผมเลยเดินย่องๆ ไปข้างหลัง พอถึงระยะประชิดก็โพล่งใส่หลังเธอว่า

    “Do you like raw shrimps with the fish sauce, Madam!?”

    แคเรนสะดุ้งโหยงและหันมาด้วยใบหน้าเหวอแดก

    ซึ่งปรากฏว่าไม่ใช่แคเรน...

    สัส ฉิบหายแล้วไง...

    คุณป้าฝรั่งผู้มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึง ยืนขมวดคิ้วจ้องหน้าผมแบบงงตึ้บ ก็แน่สิ อยู่ดีๆ เจอคนแปลกหน้าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตะโกนถามว่า “ชอบกุ้งแช่น้ำปลามั้ยจ๊ะ?” เป็นใครก็คงไปไม่ถูก

    ผมรีบขอโทษขอโพยเธอ แก้ตัวใหญ่ว่าไอจำคนผิดน่ะยูนู่นนั่นนี่ จังหวะนั้นอายมาก ตัวนี่ร้อนเลย โชคดีที่แคเรนส่งเท็กซ์เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงเดินเฟดตัวจากแคเรนตัวปลอม เพื่อมาเท็กซ์หาแคเรนตัวจริง เธอบอกว่า จอดรถรออยู่ที่หน้าทางออก ให้ผมเดินลากกระเป๋ามาได้เลย ผมเดินออกไปเห็นรถกระบะสีเหลืองอ๋อยจอดเทียบอยู่ แต่คราวนี้ขอเพ่งมองที่เบาะคนขับหน่อยว่าใช่แคเรนจริงๆ (ระแวงเล็กน้อยเพราะกลัวจำผิดไปขึ้นรถชาวบ้านชาวช่องเขาอีก) เมื่อแคเรนเห็นผม เธอก็ยิ้มกว้างลงมากอดทักทายและช่วยขนกระเป๋าขึ้นรถ 

    “Welcome to the loveliest place in the United States.” แคเรนกล่าวก่อนจะเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองพอร์ตแลนด์ ส่วนผมยิ้มรับก่อนจะหลับคอพับบนยานพาหนะสีเหลืองของเธอ
  • • ผมชอบบ้านแถบตะวันออกของพอร์ตแลนด์ มันดูอบอุ่นดี ขนาดกะทัดรัด ตกแต่งเรียบง่าย มีระเบียงนิด สวนหย่อมหน่อย ไม่ต้องมีเหล็กดัด ไม่ต้องมีรั้ว หรือถ้ามีก็ทำเป็นรั้วไม้ขาวๆ เล็กๆ เวลาเดินดูบ้านเรือนนี่เพลินมากๆ บางวันตื่นมาไม่ต้องคิดโปรแกรมอะไรเลย เดินดูบ้านคนก็หมดวันแล้ว

    • พอเห็นหลายวันเข้า ก็เริ่มคิดว่าอยากจะสร้างบ้านที่ไทยให้เป็นแบบชาวพอร์ตแลนด์เขาบ้าง

    • แต่คิดอีกที ถ้าไปสร้างบ้านแนวชิคๆ แบบนี้ในย่านบางแค (ถิ่นเกิดเมืองนอน) รับรองว่าโดนงัดตั้งแต่วันที่สอง (วันแรกพวกแกคงวนมอเตอร์ไซค์ดูเชิงก่อน) ความปลอดภัยยังไม่มี อย่าเพิ่งสร้างบ้านคูลๆ เลย
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in