Old School 2 ความสุขของเด็กเล็กเท่าขนมSALMONBOOKS
02 กะโดด

  • ในห้องน้ำชายชั้นสี่ อาคารเรียนเก้าชั้นของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (ชื่อจะยาวไปถึงไหน) ตอนนี้เวลาสิบโมงกว่าวิชาคณิตศาสตร์หลักเริ่มไปแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง ผมเหงื่อแตกพลั่ก จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกร้อนอบอ้าวขนาดนี้ล่าสุดเมื่อไหร่ ใจเต้นแรง ต่างจากลมหายใจที่เงียบเชียบเพราะกลั้นเอาไว้ เสียงรองเท้าของใครสักคนที่อยู่นอกห้องน้ำเดินผ่านไปมาดังก้องกังวาน หูจับที่เสียงนั้นอย่างตั้งใจ และโล่งสุดใจเมื่อพบว่ามันผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ขาเริ่มเมื่อยล้าเพราะยืนอยู่ในท่าเดิมมาสามสิบนาทีแล้ว หัวเข่าเริ่มเรียกร้องการยืดเส้นยืนสาย แต่พอขยับปุ๊บ

    “ไอ้เหี้ยแบงค์ มึงจะขยับทำเหี้ยอะไร” ไอ้เม่นตะคอกเสียงแหบด้วยระดับความดังเดียวกับยุงบิน

    “ก...ก็กูเมื่อย” ผมบอกตามจริง ตอนนี้เข่าเริ่มสั่น

    “สัส กูก็เมื่อย!” ไอ้เม่นยังดุเป็นหมา

    “เชี่ยเอ๊ยย...ทำไมกูต้องมาทรมานสังขารยังงี้ด้วยวะ” ไอ้ตวงก็คงจะเมื่อยเหมือนกัน

    “แม่ง อยู่มาตั้งนานเพิ่งจะผ่านไปครึ่งชั่วโมง!” ไอ้ป๊อดมาร่วมวง

    “พวกมึงจะเถียงอะไรกันวะ เดี๋ยวครูก็ได้ยิน จับได้ซวยกันหมดนะมึง” ไอ้ต้นสลายม็อบ

    ส่วนไอ้เป้ ไอ้ตั้ม ไอ้โจ้ ยังคงเงียบ อาจเป็นเพราะพวกมันต้องนั่งตักกันอย่างยากลำบากจนไม่มีเรี่ยวแรงจะเอ่ยอะไร

    “ทำไมกะอีแค่การโดดเรียนมันถึงยากขนาดนี้วะ รู้ยังงี้กูไม่น่าลืมทำการบ้านเลยว่ะ” ผมบ่นโอดครวญเป็นคำสุดท้าย

    หลังจากนั้นพวกเราทั้งเก้าคนก็อยู่กันอย่างเงียบเชียบและเซื่องซึมไม่แพ้ส้วมซึมในห้องน้ำขนาดเมตรคูณเมตรนี้...

    นี่คือประสบการณ์การโดดเรียนครั้งแรกของผม

    และผมไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ไม่เคยโดดเรียน

    การโดดเรียนไม่ใช่วิชาพละที่ต้องกระโดดไปเรียนไป อย่ากวนตีน แต่เป็นการขาดเรียนโดยมิชอบธรรม (แต่บางคนชอบทำ) เป็นพฤติกรรมปกติของนักเรียนมาตั้งแต่บรรพกาล อาจกล่าวได้ว่ามันเหมือนโรคอีสุกอีใสที่ทุกคนจะต้องเป็น ต่างกันแค่จะเป็นช้าหรือเร็วเท่านั้น

  • ซึ่งสิ่งที่เร่งเร้าพฤติกรรมการโดดเรียนของมนุษย์นั้นก็มีอยู่แค่สองอย่างครับ แค่

    หนึ่ง—กลัวการเข้าเรียนวิชานั้น

    สอง—มีอะไรที่อยากทำมากกว่า

    ในวันนั้น สิ่งที่ทำให้เด็ก ม.2 อย่างผมเลือกทางที่จะเข้าไปขลุกอยู่กับเพื่อนอีกแปดคนในห้องน้ำคือข้อหนึ่ง ผมกลัวการเข้าเรียนวิชาคณิตศาสตร์วันนั้นอย่างที่สุดเพราะลืมทำการบ้าน ถึงครูที่สอนจะไม่ดุ แต่วันนั้นผมเลือกที่จะหนี เหมือนแมววิ่งเบรกแตกหนีเข้าใต้โต๊ะเพียงเพราะทำกล่องทิชชู่หล่น

    การบ้านไม่เสร็จ เป็นเหตุผลใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้นักเรียนไม่อยากเข้าเรียน การเผชิญหน้าน่ากลัวเสมอ โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้ว่าเป็นฝ่ายผิด (ถึงจะถูกมัดมือชก เพราะไม่เคยสัญญาว่าจะทำการบ้านให้เสร็จ ครูคิดไปเองทั้งนั้นก็เถอะ) จะพูดความจริงสารภาพว่าลืม...ก็น่ากลัว จะโกหกว่าทำแล้วแต่ไม่ได้เอามา ตอนเช้าวิ่งหนีหมาจนหล่นหาย แถกันไปสดๆ...ก็เสี่ยงไปหน่อย เพราะเกิดมาจน ม.2 นี่ยังไม่เคยโกหกใครเลยนะ เอางี้ละกันหนีแม่งเลย!

    ไม่เฉพาะเรื่องความรับผิดชอบ บางครั้งถึงจะมีการบ้านพร้อมส่ง ทำครบถ้วนและมั่นใจว่าถูกต้อง เราก็ยังไม่อยากเข้าเรียนเพราะครูดุเหลือเกิน จะฮาร์ดคอร์ก.ไก่ไปถึงไหน เรียกตอบถี่ซะจนคิดว่าถูกแอบชอบเลยนะเนี่ย ตอบผิดกูก็อายอีกใช่ปะเห็นใจกันหน่อย... ไหนจะการบ้านอีก สั่งอย่างกับไม่อยากให้เด็กนอน เอางี้ละกัน หนีแม่งเลย! (เพราะจะได้อ้างว่า ครูคะ วันนั้นหนูไม่ได้เข้าเรียนก็เลยไม่รู้ว่ามีการบ้านค่ะ ฯลฯ)

    บางทีก็ไม่เกี่ยวกับครูหรือการบ้าน แต่ดันมีรายงาน...และต้องออกไปพรีเซ็นต์หน้าชั้นเรียน...ต่อหน้าเพื่อนหนึ่งฝูง ถึงจะมีบทที่ต้องพูดอยู่แค่ไม่กี่ย่อหน้า แต่คนมันก็อายเป็นนะ... แค่คิดว่าจะต้องไปยืนถือไมโครโฟนหน้าห้อง เสียงของตัวเองลอดลำโพงออกมาดังกว่าปกติสิบเจ็ดเท่าก็รู้สึกอึดอัดแล้ว ไหนจะแพรวรำไพที่เราแอบชอบกำลังจับตามองอยู่ด้วยก็ยิ่งเหวอ มือไม้สั่นเดี๋ยวโดนหัวเราะเยาะอีก โอ๊ย ลำบากใจ เอางี้ละกัน หนีแม่งเลย!

    หรือจะ

    เฮ้ย ลืมเอาปากกามาว่ะ เอางี้ละกัน หนีแม่งเลย!

    ก็มี...

    การโดดเรียนอยู่บนพื้นฐานความกลัว กลัวทั้งการเข้าเรียนและการไม่เข้าเรียน ยิ่งไม่เข้าเรียนทั้งวันก็ยิ่งกลัว ดังนั้นแล้วการโดดเรียนจึงมีทางเลือกใหญ่อยู่สองทางคือไม่ไปโรงเรียนเลยทั้งวัน หรือโดดแค่วิชาที่หวาดหวั่นแค่วิชาเดียว

  • ทางแรกทำง่าย แค่แกล้งป่วยหรือเรียกว่า ป่วยการเมือง (เพราะเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น) ทำเสียงแหบๆ หอบๆ บอกพ่อแม่ว่าไม่สบาย ปวดหัว ตื่นไม่ไหว ท้องเสีย มีประจำเดือน ฯลฯ บีบน้ำตานิดหน่อย แค่นี้ก็ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว (ถ้าบุพการีไม่คิดสงสัยและเข้าตรวจสอบน่ะนะ) แต่จะเป็นวิธีที่คล้ายเป็นนักลงทุนผู้หน้ามืดมากกว่า เพราะจะทำให้ขาดเรียนวิชาอื่นด้วยและจะพานให้ติด มส. หมดสิทธิ์สอบและจะเรียนไม่จบ ซึ่งหลอนกว่าเดิมมากต่างจากทางที่สอง ที่เป็นการลงทุนอย่างมีชั้นเชิงมากกว่า แต่ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในโรงเรียนระหว่างคาบเรียนซึ่งชาวบ้านชาวช่องกำลังเรียนอยู่

    โดยการโดดเรียนในลักษณะนี้ จะมีอยู่หลายเลเวลด้วยกัน

    1. เลเวลโนวิช (หน้าใหม่)

    เป็นการโดดเรียนแบบซ่อนหา ผู้โดดมักจะทำตัวหลบๆ ซ่อนๆดูมีพิรุธอยู่ตลอดเวลา เหงื่อแตกตามซอกตามง่ามร่างกาย วิ่งหาหลืบอาคารเพื่อทำการพรางตัว เช่น ห้องน้ำ หลังโรงเรียน ห้องเก็บอุปกรณ์พละ ห้องอะไรก็ได้ที่ว่างๆ โล่งๆ และเชื่อว่าจะไม่มีครูเข้ามาจับกุม ระหว่างที่ดำเนินการก็จะเกิดวิตกจริตอย่างหนัก มือไม้สั่นไปหมด ไม่เป็นตัวของตัวเอง จินตนาการไปว่าหากถูกจับได้ก็จะถูกแขวนคอ ยิงเป้า หรืออย่างน้อยก็โดนรุมประชาทันฑ์ ฯลฯ

    2. เลเวลนักเลง

    เป็นระดับที่เริ่มชินกับการโดดเรียนหลังจากทำมาแล้วหลายหนมีความช่ำชองในการหลบซ่อน ไม่ต้องพึ่งพาซอกหลืบอีกต่อไป ออกจากมุมมืดมาสู่ที่โล่งแจ้ง บางคนก็เข้าห้องพยาบาล ขอยาแก้ปวด ทำท่าหมดเรี่ยวหมดแรง ออดอ้อนครูพยาบาลเพื่อให้เข้านอนอยู่ในห้องพยาบาลสักคาบ อ้างว่าเรียนไม่ไหว ฯลฯ (แต่พอตกเย็น ครูพยาบาลเห็นมึงเตะบอลกับเพื่อนอย่างหนัก) หรือทำเป็นมีธุระปะปังมากมาย จู่ๆ ก็เดินไปถามรายละเอียดของการบ้านกับครูต่างวิชา เอาเรื่องเกี่ยวกับตัวระเบียบและการสอบไปคุยกับครูคนอื่น เจรจาโน่นนี่ที่ดูแล้วเกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้กินเวลาวิชาที่กำลังโดดอยู่ไปอย่างช้าๆ จนหมดคาบจะเก๋ามากหากโดดเรียนด้วยการเข้าไปนั่งเรียนกับเพื่อนต่างห้องได้หน้าตาเฉย พรางตัวเป็นเด็กสายวิทย์ทั้งที่เป็นสายศิลป์ หลบหลีกสายตาและความจำของครูผู้สอนในห้องนั้นได้อย่างแนบเนียน

    3. เลเวลยอดนักเลง

    ถ้าเป็นกีฬา เลเวลนี้คือระดับเยาวชนทีมชาติ เริ่มมีชั้นเชิงและวางกลยุทธ์ของตัวเอง ถือคติว่า ‘ที่ที่อันตรายที่สุด ก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด’ พร้อมกับครองตนด้วยหลักอหิงสา หลีกเลี่ยงความรุนแรง โดยนั่งแม่งอยู่ในห้องนี่แหละ แต่เวลาครูเช็กชื่อก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่หือ ไม่อือ นั่งอยู่กับพื้นห้อง หมอบต่ำอยู่ใต้โต๊ะเพราะกฎของโรงเรียนไม่ได้บอกนี่หว่าว่ากูจะต้องนั่งเก้าอี้เสมอเพื่อนข้างๆ เห็นแล้วก็ปลง นี่บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปกันแล้วสินะและบางคนจะเก่งมากหากชิงไหวชิงพริบจนสามารถเช็กชื่อเข้าเรียนได้ด้วย! แต่บางคนจะเก่งกว่าถ้าถึงขั้นลงไปนอนหลับอย่างสบายใจตรงพื้นห้องได้ (เพื่อนผมหลายคนกระโดดไปนั่งอยู่ตรงระเบียงนอกห้องอย่างสบายอกสบายใจ ชมวิวสวยงามซึ่งผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมการเรียนจะต้องเสี่ยงตายขนาดนั้น)

  • 4. เลเวลมาเฟีย

    คล้ายๆ กับนักลงทุนหน้ามืดที่หยุดเรียนไปเลยทั้งวัน แต่มาเฟียจะต่างออกไปตรงที่ทำตัวเหมือนจะมาเรียนเป็นปกติ แต่ที่จริงโดด ไม่เข้าโรงเรียน จิตใจเหี้ยมหาญ ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด (คือถ้าโดนจับได้ค่อยว่ากัน) ส่วนใหญ่สถานที่ที่มาเฟียจะไปรวมตัวกันก็คือร้านเกม (เมื่อก่อนก็ไปเล่น แร็กนาร็อกออนไลน์หรือไม่ก็ เคาน์เตอร์สไตรค์) บางคนไปเดินเตร็ดเตร่ตามที่ต่างๆ เด็กชายอาจไปนั่งตามห้างฯ ส่วนผู้หญิงอาจนั่งอยู่ตามร้านขนมปังปิ้ง (...จิตใจพวกหล่อนทำด้วยอะไร) หรือไม่ก็พากันไปรวมตัวบ้านเพื่อนที่พ่อแม่ไม่อยู่บ้านเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเสี่ยงจะเจอ ‘สารวัตรนักเรียน’ ซึ่งเป็นตำรวจที่ทำงานด้านเยาวชนโดยตรง เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่คอยตรวจตรานักเรียนที่โดดเรียน จึงต้องมีเทคนิคในการป้องกันตัวเองหน่อย ส่วนใหญ่จะเอาเสื้อมาเปลี่ยนตั้งแต่เช้าเพื่อพรางตัว (แต่กางเกงก็ยังเป็นกางเกงนักเรียนอยู่ พรางเนียนมากเลยแก) อ๋อ ปัญหาเด็กโดดเรียนยังก่อปัญหาให้กับร้านเกมด้วยนะครับ เพราะจะโดนรังควานจากครู เผลอๆ อาจถูกต่อต้านและสั่งปิดร้านไปเลย ทำให้บางร้านที่อยู่แถวๆ โรงเรียนออกกฎไม่รับลูกค้านักเรียนที่อยู่ในเครื่องแบบ รบกวนเปลี่ยนเสื้อก่อนใช้บริการด้วย ไม่งั้นน้องก็รอจนถึงบ่ายสองโน่น โรงเรียนเลิกแล้วค่อยมาเล่น (สรุปเด็กมารอตั้งแต่สิบโมงเช้า เจริญ)

    5. เลเวลอัครมาเฟีย

    อยู่เหนือกฎหมายโดยถาวร เพราะเป็นระดับที่คิดจะเข้าโรงเรียนเมื่อไหร่ก็เข้าได้ จะออกไปเมื่อไหร่ก็ทำได้ จะนั่งดูถ่ายทอดสดบาสเกตบอลเอ็นบีเออยู่บ้านจนสิบโมงเช้าแล้วค่อยไปโรงเรียนก็ได้ หรือจะออกมาตั้งแต่เที่ยงก็ยังโอเค คนที่อยู่ในเลเวลนี้จะมีสกิลในการหาข้ออ้าง ชักแม่น้ำอธิบายถึงสาเหตุที่ตัวเองมาโรงเรียนสายได้อย่างแนบเนียนและน่าเชื่อ (พูดง่ายๆ คือโกหกเก่ง) เวลาจะออกก็รู้เส้นทางลับที่สามารถปีนป่ายออกไปโดยง่ายดาย อย่างเพื่อนผมที่เก่งมาก มันหาตำแหน่งการโดดเรียนด้วยการปีนออกมาจากกำแพงสูงลงมาที่กองขยะนุ่มๆ เหมือนนักกีฬาค้ำถ่อ อืม เท่มากๆ... 

    บางคนมีอาคมแก่กล้า สนิทสนมกับยามสามารถบอกให้ปลดล็อกกุญแจและออกไปได้ราวมีเวทมนตร์ 

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่โดนจับได้ว่าโดดเรียน เลเวลของการลงโทษก็จะหนักตามระดับของความช่ำชองตามปรัชญายักษ์ล้ม!

    กลับมาที่จุดเริ่มต้น สาเหตุที่ทำให้เราอยากโดดเรียน นอกจากความกลัวที่เล่าไปแล้วยังมีอีกสาเหตุคือเพราะมีสิ่งที่อยากทำมากกว่า

    แม้คาบเรียนนั้นจะไม่ใช่วิชาที่น่ากลัว การบ้านก็ทำครบไม่ขาด ต่อให้มีสอบวัดระดับก็ยังไม่หวั่น แต่เราก็ตัดสินใจโดดเพราะมีแรงจูงใจอื่น ซึ่งบางอย่างก็ดูเข้าท่า เป็นเรื่องจำเป็น แต่บางอย่างก็ไม่เข้าใจ...ว่ามึงจะทำกันเพื่อ?

    เริ่มจากที่มีสาระก่อน

    บางทีเราก็มีบางอย่างที่ยังกวนใจอยู่ เช่น ต้องรีบทำการบ้านของวิชาถัดไป (ที่จริงไปนั่งลอก) หรือรายงานวิชาประวัติศาสตร์มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หน้าที่หนึ่งร้อยห้าสิบแปดยังไม่ตรวจพิสูจน์อักษร และบางภาพกาวยังไม่แห้ง จะต้องเริ่มแปะใหม่ทั้งหมด ทำยังไงดี มันจะไม่ทันแล้ว โดดเรียนวิชาก่อนหน้าแม่งเลยก็แล้วกัน...อืม รู้จักวิเคราะห์น้ำหนักของแต่ละวิชา พิจารณาจุดอ่อนจุดแข็ง แต่สรุปว่าโดดเรียน อืม มีสาระมาก

  • หรือบางอย่างที่เหมือนจะมีสาระ เช่น โดดเรียนไปจัดพานวันไหว้ครู ที่ส่วนใหญ่เด็กหญิงหน้าห้องจะแห่โดดกันไปยกคลาสหรือจัดบอร์ดเกี่ยวกับการศึกษา วันสุนทรภู่ โลกร้อน สุขอนามัยฯลฯ ไม่รู้ว่ามันสนุกตรงไหน แต่ผมจำได้ว่าในห้องมีเพื่อนที่โดดเรียนไปทำอะไรพวกนี้เยอะมาก พวกเด็กเรียนจะงานชุกมากๆ บางคนถึงขั้นได้เป็นตัวแทนจัดบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียนด้วยจริงจังมาก

    แต่ถึงจะไม่ใช่เด็กเรียนก็ยังมีภารกิจประมาณนั้นอยู่เหมือนกันนะครับ เช่น โดดเรียนไปเตรียมงานกิจกรรมนันทนาการ จัดบูธสอยดาว เตรียมความพร้อมงานกีฬาสี หรือผู้ชายบางคนเล่นดนตรีก็ต้องไปเตรียมงาน ไปซาวด์เช็ก ไปรันทรู (นี่มึงเป็นวงเมทัลลิก้าหรือไง ทำไมต้องรันทรู...)

    หรือบางอย่างที่หาสาระไม่เจอเลย แต่ก็ตัดสินใจโดดเรียนไปทำ อย่างเช่น โดดไปกินแซนด์วิชกับเพื่อน ไปกินที่ไหน ไปกินในห้องน้ำ (อีห่า) บางคนก็โดดเรียนไปนั่งเฝ้าแฟนเรียนวิชาเลข กลัวเธอจะไม่มีกำลังใจตั้งหาร หรือไม่ก็ไปเตะฟุตบอลกับรุ่นพี่ เพราะเวลาพักมันคนละเวลา พอเตะเสร็จเหนื่อยๆ ก็โดดไปกินข้าวอีกต่อนึง (...) และที่บ่อยที่สุดคือ เพื่อนจะต่อยกัน ต้องโดดไปห้ามเพื่อน (ที่จริงไปเชียร์)

    ไม่ใช่แค่ช่วงมัธยม แต่การโดดเรียนยังลามมาถึงชีวิตช่วงต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยที่พออิสระมากขึ้น มีกรอบลดลงก็ยิ่งลิงโลดกันยกใหญ่ บางคนโลดจนเกินพอดีทำให้ต้องล้มหายตายจากไปจากระบบการศึกษา (ผมต้องดรอปเรียนหนึ่งปีเพราะโดดเรียนไปเล่นเกม—ผู้ปกครองควรพิจารณา) จนถึงชีวิตช่วงวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ต้องอยู่กับมันยาวนานที่สุด ผม (และเรา) ก็ยังโดดงานกันบ้างเมื่อได้โอกาส

    ตอนนี้ ผมพยายามคิดว่าเหตุผลของการโดดของเรายังมีน้ำหนักเท่ากันหรือเปล่า?

    จากที่เคยโดดเพราะหวาดกลัวผลแห่งความขี้เกียจทำการบ้าน จากที่โดดเพราะให้ความสำคัญกับคนรัก (ในตอนนั้น)

    หรือถัดจากการฉลองให้กับความอิสระที่เป็นของเล่นใหม่ในช่วงมหาวิทยาลัย

    ไม่ว่าจะเพราะอะไร ส่วนใหญ่เราโดดเรียนด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือความรู้สึกปลอดภัย โดยที่ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยจริงไหมจะปลอดภัยนานแค่ไหน บางคนบอกว่าไม่เห็นจะปลอดภัย เพราะถ้าถูกจับได้ก็โดนหวดขาลาย แต่ผมได้คำตอบว่า เราจะรู้สึกปลอดภัยขนาดไหนล้วนขึ้นอยู่กับการให้ค่าความอันตรายกับมันขนาดไหน? กับครูวิชาคณิต? กับความกลัวถูกบอกเลิกเพราะว่าไม่ใส่ใจ? กับเพื่อนที่อาจตราหน้าว่าใช้ชีวิตไม่เป็นหรือความกลัวจะใช้ชีวิตไม่คุ้มค่าและกลัวที่จะตายอยู่บนโต๊ะทำงาน?

    ตลกอีกตรงที่ว่า ทุกความกลัวที่เราเคยพบผ่าน เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันคือของจริง เราเคยหวาดผวากับมันขึ้นสมอง แต่เวลาบ่มเพาะให้มันเติบโตเป็นเรื่องตลกที่ฮายิ่งกว่าชิงร้อยฯ พอนึกได้ว่าครั้งนึงเราเคยถึงขั้นลงทุนโดดเรียนไปอัดอยู่ในห้องน้ำกับเพื่อนอีกแปดคนเพียงเพราะลืมทำการบ้านวิชาเลข เคยลงทุนขาดเรียนวิชาภาษาไทยเพราะไปนั่งเฝ้าแฟนและเคยโดดวิชาสำคัญไปกินเหล้ากับเพื่อนเพื่อพิสูจน์มิตรภาพ

    และตลกจริงๆ ที่โตป่านนี้แล้วเรายังอยากกลับไปมีความรู้สึกอย่างนั้น อีกสักครั้งก็ยังดี




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in