etienne de silhouette180.626.099
Flatland, A Romance Of Many Dimensions โลกแบน เรื่องรักหลากมิติ กับการเสียดสีสังคมวิคตอเรียน
  • ➼ มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในหนังสือ

               ผลงานนวนิยายคณิตศาสตร์ Flatland, A Romance Of Many Dimensions หรือ โลกแบน เรื่องรักหลากมิติ ได้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1884 โดย เอ็ดวิน แอ็บบอตต์ ผู้เขียนที่ใช้นามปากกาในตอนนั้นด้วยชื่อ A Square หรือรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ในการนำเสนอเรื่องราวเพื่อเปิดเปลือยและสะท้อนปัญหาสังคม รวมถึงมุ่งวิพากษ์วิจารณ์ขนบและค่านิยมแบบวิคตอเรียน ด้วยการอำพรางประเด็นเหล่านี้ไว้ภายใต้ขนบของการเสียดสีผ่านบทบาทและกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ในโลกสมมติ 

               ด้วยการนำเสนอปัญหาชนชั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และระบอบอำนาจนิยมที่สื่ออย่างตรงไปตรงมาผ่านทางการดำเนินเรื่อง และปัญหาที่ตัวละครหลัก — สี่เหลี่ยมจัตุรัส ต้องพบเจอ ทำให้งานเขียนของแอ็บบอตต์ชิ้นนี้ จัดว่าเป็นวรรณกรรมที่ค่อนข้างย่อยง่ายในประเด็นเรื่องของระบอบขุนนาง รวมถึงปัญหาชนชั้น แต่ในแง่มุมของเฟมินิสต์กลับไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ความคลุมเครือที่ปิดทับความตั้งใจที่แท้จริงของเขา เกิดจากการเขียนบรรยายถึงผู้หญิง และการปฏิบัติต่อพวกหล่อนอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อใช้งานเขียนของเขาในการเสียดสีสังคมในยุควิคตอเรียน ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในประการที่ว่าผู้ผลิตผลงานนี้นั้นเป็นผู้มีความเกลียดชังต่อผู้หญิง

               และด้วยทางผู้เขียนบทความนี้นั้น เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่มีความประทับใจต่อบทบาทและกฎเกณฑ์ที่ถูกขีดไว้เพื่อสะท้อนสังคมในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษบนโลกสองมิติ จึงต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาประเด็นเฟมินิสต์ในถ้อยคำเสียดสีสังคมวิคตอเรียนที่เก็บเกี่ยวเพิ่มเติมได้ จากการวิเคราะห์และเชื่อมโยงตัวแปรในรูปแบบของลักษณะโครงสร้างทางสังคมที่โลกสมมติได้กำหนดไว้ และจากเนื้อหาอันมีจุดมุ่งหมายเพื่อจิกกัดแนวคิดสังคมวิคตอเรียน เพื่อให้แนวคิดในแง่มุมต่าง ๆ ของแอ็บบอตต์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

    • ผู้หญิงสองมิติ, เส้นตรงบนดินแดนโลกแบน 

               ผู้หญิงของพวกเราเป็นเส้นตรง
     
               ทหารและคนงานชั้นต่ำที่สุดคือรูปสามเหลี่ยมที่มีสองด้านยาวเท่ากัน โดยแต่ละด้านยาวประมาณสิบเอ็ดนิ้ว และมีฐานหรือด้านที่สามที่สั้นมาก (มักไม่เกินครึ่งนิ้ว) พวกเขาสร้างมุมที่จุดยอดได้แหลมคมน่าครั่นคร้ามอย่างยิ่ง หากฐานของใครเป็นชนิดต่ำทรามที่สุดเข้าจริง ๆ แล้ว (มีขนาดไม่เกินเศษหนึ่งส่วนแปดนิ้ว) พวกเขาก็จะแทบแยกไม่ออกจากเส้นตรงหรือผู้หญิง

               คนชั้นกลางของเราประกอบด้วยรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า หรือรูปสามเหลี่ยมที่มีทุกด้านยาวเท่ากัน

               ผู้เชี่ยวชาญและสุภาพบุรุษของเราคือรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และรูปห้าด้านหรือรูปห้าเหลี่ยม

               สูงจากนี้ไปคือชนชั้นขุนนางซึ่งมีด้วยกันหลายลำดับ เริ่มตั้งแต่รูปหกด้าน หรือหกเหลี่ยม จากนั้นก็เพิ่มจำนวนด้านขึ้นไปจนกระทั่งได้รับยศอันทรงเกียรติเป็นรูปหลายเหลี่ยม หรือรูปที่มีหลายด้าน 

               สุดท้ายเมื่อมีจำนวนด้านมากมายมหาศาล โดยแต่ละด้านมีขนาดเล็กมากจนไม่อาจแยกแยะรูปร่างออกจากวงกลม ก็จะได้เข้าร่วมลำดับชั้นวงกลมหรือลำดับของนักบวช ซึ่งจัดเป็นชนชั้นสูงสุด

               หากพิจารณาจากคำอธิบายถึงลักษณะทางกายภาพของประชากรดินแดนโลกสองมิติในข้างต้นแล้ว ลำดับชั้นและเกียรติยศที่นับดูจากจำนวนด้านประกอบมุมต่าง ๆ แล้ว ในโลกแบนก็เห็นจะมีแต่ความรุ่งโรจน์อันรุ่งเรืองยิ่งขึ้นเมื่อมีลำดับด้านที่มากขึ้นของมนุษย์เพศชายเสียทั้งนั้น มนุษย์ในโลกแบนที่มีเพียงความกว้างและความยาวนั้นถูกประกอบขึ้นโดยมีความกว้างที่วางตัวตามแนวแกนเอ็กซ์ (X) และความยาวตามแนวแกนวาย (Y) เมื่อดูสารัตถะของคำนิยามโลกสองมิติิแล้ว จึงจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เพศหญิงนั้นเป็นเพียงเส้นตรงที่ไม่มีพื้นที่ภายใน

               ดังในคำอธิบายเกี่ยวกับผู้หญิงในบทที่ 1.4 กล่าวไว้ว่ามนุษย์เพศหญิงอันน่าครั่นคร้ามนั้นประกอบด้วยจุดมุมยอดสองจุด ซึ่งคือปากหรือดวงตา ลำตัวมีลักษณะคล้ายกับรูปทรงของเข็ม จากคำบรรยายนี้จึงตีความหมายได้ว่าสุภาพสตรีในโลกแบนนั้นมิได้เป็นเส้นตรง อันไร้ซึ่งความสมเหตุสมผล ตามที่ผู้มีความรู้คนใดได้กล่าวเล่าถึงเอาไว้ก่อนหน้านี้ เส้นตรงนั้นปรากฏขึ้นได้แต่เพียงในโลกหนึ่งมิติ หากแต่การเรียกผู้หญิงว่าเป็นเส้นตรงของชนชั้นนำในโลกแบนนั้นมิได้เกิดจากความเขลาแต่อย่างใด ซ้ำยังเกิดขึ้นด้วยความจงใจขีดเส้นและเหยียบกดเหล่ามนุษย์เพศหญิงให้ตระหนักถึงความเบาปัญญาและชนชั้นอันแสนต่ำต้อยที่ตนเองสังกัดอยู่

               จากความฝันประหลาดของสี่เหลี่ยมจัตุรัส ครั้นได้ก้าวเข้าเหยียบสู่ดินแดนหนึ่งมิติ เขาได้กล่าวให้ความรู้แก่พระราชาเกี่ยวกับดินแดนโลกแบนด้วยอารมณ์ของผู้ทรงความรู้ประทานปัญญาให้แก่เหล่าคนเขลา อาณาจักรหนึ่งมิติอันมีประชากรผู้พำนักอาศัยเป็นเส้นตรง สถานที่ที่ซึ่งแม้แต่องค์ราชันหรือแม้กระทั่งผู้ทรงปัญญาก็ยังมิอาจเข้าใจตรรกะของโลกแบนได้ มนุษย์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุดของอาณาจักรหนึ่งมิติิจึงเป็นได้เพียงสิ่งมีชีวิตที่โง่ที่สุดเมื่อเทียบกับมนุษย์ระดับชนชั้นแรงงานในดินแดนโลกแบน การเรียกผู้หญิงในโลกสองมิติว่าเป็นเพียงเส้นตรง จึงถือเป็นการดูถูกระดับสติปัญญาของมนุษย์เพศหญิง ว่ามิอาจนับเป็นประชากรอย่างสมบูรณ์บนโลกแบนได้อย่างถึงที่สุด

               หากว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ของผู้หญิงในโลกแบนแล้ว แม้จะไม่ได้ปราดเปรื่องเทียบเท่ากับมนุษย์เพศชายก็จริง แต่ต้นเหตุของการลดลงของอำนาจทางปัญญานั้นมีสาเหตุหลักมาจากรัฐธรรมนูญกฤษฎีกาที่ออกโดยประมุขวงกลม เนื่องด้วยความใจแคบของมนุษย์เพศชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีวิวัฒนาการสูง พวกเขาตัดสินว่ามนุษย์เพศหญิงนั้นขาดเหตุผลแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์ จึงไม่จำเป็นต้องเล่าเรียนหนังสือ ซึ่งเป็นนโยบายอันดำเนินด้วยความปรารถนาดีที่เหยียบกดเสรีภาพในการเรียนรู้ของผู้หญิงไว้ภายใต้คำจำกัดความสวยหรูอย่างปรัชญาความสงบนิ่งทางปัญญา ศาสตร์เทววิทยาและกฎหมายที่ซึ่งห้ามมิได้มนุษย์เพศหญิงคนใดมีความรู้ ความคิด ความอ่าน เพื่อรักษาไว้ซึ่งสติปัญญาแสนสูงส่งของมนุษย์เพศชาย ล้วนแล้วแต่เป็นการจำกัดตัวแปรในการแย่งชิงอำนาจให้อยู่แต่เพียงในหมู่ขุนนางชนชั้นสูงเพศชายเท่านั้น เพราะประมุขวงกลมผู้ครอบครองอำนาจนั้นรู้อยู่แก่ใจดีกว่าหากให้ความรู้กับมนุษย์เพศหญิงแล้ว อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเกิดการปฏิวัติช่วงชิงอำนาจจากเหล่าบรรดาสตรีก็เป็นได้ ยิ่งด้วยเมื่อมนุษย์เพศหญิงในโลกแบนมีอาวุธและความได้เปรียบทางกายภาพบางอย่างอยู่ในมือ จึงสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนยิ่งยวดเลยว่าความเมตตาในการไม่มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้หญิง มีจุดประสงค์หลักไว้เพื่อปกป้องอำนาจของเหล่าบรรดาผู้ชายเองจากการใช้ความรู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันพึงมีของฝ่ายสุภาพสตรีในดินแดนโลกแบน

               นักปฏิรูปผู้แข็งขันต่อการปรับปรุงการศึกษาของเพศหญิงบนเกาะอังกฤษอย่างแอ็บบอตต์เองคงตั้งใจจะสื่อถึงความย้อนแย้งของบทบาทในโลกสมมติที่ตนเองเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้น มนุษย์เพศชายสี่เหลี่ยมจัตุรัสผู้ทรงสิทธิกล่าวเรียกเพศหญิงว่าเส้นตรงอันเปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาต่ำ ทั้งที่ชนชั้นของพวกเขาเองเป็นผู้ตัดโอกาสทางการศึกษาของมนุษย์เพศหญิงด้วยน้ำมือของพวกเขาเสียเองด้วยซ้ำ ความหวาดกลัวต่อการอ่อนด้อยทางปัญญาของมนุษย์เพศชายนั้นเปราะบางเสียจนพวกเขาต้องสรรหาคำพูดมาเพื่อใช้เรียกกดความไม่รู้ของผู้หญิง ไม่เพียงแต่ต้องไม่รู้ แต่จำเป็นจะต้องรู้ว่าตนเองนั้นไม่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับความรู้ รวมถึงเชื่อฟังเหล่าบรรดาผู้ชายผู้มีความรู้อีกด้วย ดังที่มนุษย์เพศหญิงในดินแดนโลกแบนถูกบังคับให้แสดงออกมาตลอด เจียมตัวว่าเป็นคนโง่ผู้ไม่สมควรได้มีสิทธิมีเสียง เป็นเพียงเส้นตรงที่ไร้ตัวตนในดินแดนแห่งโลกสองมิติ

    • การสืบทอดความเสื่อมทรามจากแม่ สู่ลูกสาว

               ตามกฎธรรมชาติของโลกสองมิติ เป็นธรรมดาที่บุตรชายจะมีจำนวนด้านมากกว่าบิดาหนึ่งด้าน เพื่อให้คนแต่ละรุ่นได้เลื่อนตำแหน่งหนึ่งขั้นตามกฎและมาตราส่วนการพัฒนาการศักดิ์ขุนนาง ดังนั้นบุตรชายของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจึงเป็นรูปห้าเหลี่ยม และบุตรชายของรูปห้าเหลี่ยมจึงเป็นรูปหกเหลี่ยม เป็นอย่างนี้เรื่อยไป

               แต่กฎนี้ใช้ไม่ได้เสมอไปกับบรรดาพ่อค้า และยิ่งแล้วกันไปใหญ่กับทหาร อีกทั้งใช้ไม่ได้เลยกับคนงาน ซึ่งในโลกแบนนั้นแทบจะไม่ได้มองชนชั้นแรงงานเป็นมนุษย์เสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นกฎธรรมชาติจึงใช้ไม่ได้กับพวกเขา บุตรของสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ก็ยังคงจะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วต่อไป แต่ก็ยังมีในบางกรณีที่ได้รับการยกเว้น หนึ่งคือเมื่อชนชั้นแรงงานประสบความสำเร็จด้านการทหาร ผ่านการใช้แรงงานอย่างขยันขันแข็งและต่อเนื่อง รวมถึงเมื่อแรงงานช่างศิลป์ฉายแววความฉลาดที่มากกว่าคนทั่วไปในชนชั้นนั้น ๆ และในกรณีข้อยกเว้นที่สอง เมื่อมีการแต่งงานภายในชนชั้นโดยสืบเนื่อง ด้วยการเตรียมการจากนักบวชผู้ทรงสิทธิของลูกชายลูกสาวผู้ทรงปัญญาในหมู่สมาชิกชนชั้นล่างอย่างรอบคอบ ประกอบกับการปฏิบัติตนด้วยความมัธยัสถ์และควบคุมตนเองอย่างยาวนาน อีกทั้งการพัฒนาอย่างอดทนต่อเนื่องอย่างเป็นระบบของปัญญาชนรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วหลายชั่วอายุคน จึงจะให้กำเนิดสามเหลี่ยมด้านเท่าจากบิดามารดาผู้มีชาติกำเนิดพื้นเพเป็นชนชั้นล่าง เรียกได้ว่าเป็นการก้าวพ้นจากสภาพต่ำทราม

               หากแต่กฎแห่งกระบวนการก้าวพ้นจากสภาพต่ำทรามนั้นใช้ได้ผลเฉพาะเมื่อผู้สืบทอดมีศักดิ์เป็นมนุษย์เพศชายเท่านั้น เมื่อสามเหลี่ยมหน้าจั่วกระทำการแต่งงานภายในวงศ์ตระกูลกับเส้นตรงเพศหญิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้ามชั่วรุ่น บุตรชายที่เป็นผลลัพธ์จากการร่วมรักก็จะยิ่งมีโอกาสก้าวข้ามพ้นสภาพแห่งความเสื่อมทรามมากยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเป็นบุตรสาวที่ถูกให้กำเนิดแล้ว ก็จะยังติดอยู่ในวังวนแห่งความต่ำทรามของเพศหญิงด้วยการมีลักษณะทางกายภาพเป็นเส้นตรงอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป กฎธรรมชาติอันแสนไม่เป็นธรรมนี้มิได้จำกัดความวัฏจักรแหงความเลวทรามไว้กับแค่ผู้คนในชนชั้นล่างแต่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังรวมถึงทั้งกระบวนการสืบทอดวงศ์ตระกูลโดยทั่วไปของชนชั้นขุนนางอีกด้วย บุตรชายของสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะได้รับการอวยยศเป็นรูปร่างห้าเหลี่ยม ส่วนบุตรชายของห้าเหลี่ยมก็จะเป็นรูปหกเหลี่ยมเรื่อยไป แล้วในกรณีที่เป็นบุตรสาวเล่า? แน่นอนว่าก็จะยังคงไม่หลุดพ้นจากวังวนของการเป็นเส้นตรงดังเช่นมารดาอย่างนั้นหรือ

               บุตรสาวจากชนชั้นขุนนางนั้นเป็นเส้นตรง บุตรสาวของพ่อค้าเองก็เป็นเส้นตรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุตรสาวจากเหล่าผู้ใช้แรงงานเลย พวกเขาเหล่านั้นเป็นยิ่งกว่าเส้นตรงของเส้นตรงเสียอีก เพราะเหตุใดบุตรชายจึงได้รับโอกาสในการสืบทอดความรุ่งโรจน์จากบิดา ในขณะที่ลูกสาวนั้นเมื่อได้กำเนิดมาก็ถูกลดทอนคุณค่าและช่วงชิงสิทธิในการเข้าถึงอารยะ แม้จะเป็นบุตรชายจากตระกูลที่ต่ำต้อยที่สุดในดินแดนโลกแบนก็ยังได้รับโอกาสในการวิวัฒนาการเลื่อนลำดับชนชั้นเพื่อหลุดพ้นจากวรรณะต่ำทรามทั้งหมดของตน แต่หากเป็นบุตรสาว แม้จะมาจากตระกูลของประมุขสูงสุดของโลกสองมิติก็มิอาจก้าวข้ามพ้นสภาพเสื่อมทรามและโทษทัณฑ์ตราบาปของการเป็นผู้หญิงได้เรื่อยไป

    • การสมสู่ในสายเลือดของเหล่าบรรดาขุนนางผู้ทรงศักดิ์

               เมื่อพิจารณามาถึงโครงสร้างและกฎธรรมชาติของดินแดนโลกแบนนั้นนับว่ามีความคล้ายคลึงกับสังคมในช่วงยุควิคตอเรียน (ค.ศ. 1837-1901) ที่ซึ่งเป็นยุคที่จักรวรรดิอังกฤษมีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดอย่างยิ่งยวด และถึงแม้ว่าจะมีการท้าทายอำนาจอิทธิพลของศาสนาด้วยการนำเสนอแนวคิดเรื่องกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์ โดยชาร์ล ดาร์วิน อันเป็นการปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าด้วยวิทยาศาสตร์และเหตุผลทางธรรมชาติ แต่สังคมวิคตอเรียนนั้นกลับเป็นสังคมที่คลั่งไคล้ศีลธรรมจัด

               โดยที่ผู้คนในยุควิคตอเรียนถูกสังคมคาดหวังให้ปฏิบัติตามเกณฑ์ทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องเพศและศีลธรรมทางเพศ ซึ่งแง่มุมทางจริยธรรมที่สังคมในยุคนั้นกดทับและจับตามองมากกว่ากรณีอื่นใดคือในเรื่องความต้องการทางเพศของผู้หญิง ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดบาป ในขณะที่มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะมีอารมณ์ทางเพศ และผู้หญิงที่ไม่สามารถปกปิดความต้องการทางเพศของตนเองเอาไว้ได้นั้นจะถูกนับว่าเป็นอาการทางจิต ควรได้รับการบำบัดด้วยการขลิบคลิตอริสออกเพื่อควบคุมความกำหนัดเอาไว้ แต่ในทางกลับกัน สังคมศีลธรรมจัดอย่างวิคตอเรียนกลับเต็มไปด้วยปัญหาที่เปิดเผยความเป็นจริงของสภาพทางสังคมอันแสนย้อนแย้ง ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับเกียรติยศของการแต่งงานในแวดวงสังคมชนชั้นสูง แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีข่าวคราวเรื่องชู้สาวอื้อฉาวและการลักลอบสมสู่ในรถม้าเป็นกิจวัตร รวมถึงความนิยมกันในการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก และคนในครอบครัวเดียวกันอย่างแพร่หลาย

               ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพทางสังคมโดยทั่วไปของดินแดนโลกแบนแล้ว การมีความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเดียวกันนั้นเกิดขึ้นโดยทั่วไปกับแวดวงสังคมของทุกชนชั้น อย่างในกรณีการสมสู่ภายในสายเลือดของชนชั้นรากหญ้าเกิดขึ้นเพื่อยกระดับชนชั้นวรรณะของบุตรชายที่เกิดขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับในกรณีที่เกิดขึ้นกับชนชั้นสูง ที่มีขึ้นเพื่อพัฒนาตามมาตราส่วนการพัฒนาการศักดิ์ของเหล่าบรรดาขุนนาง แน่นอนว่าการให้กำเนิดบุตรจากบิดามารดาที่มีสายเลือดใกล้ชิดกันย่อมไม่เกิดผลดี ดังที่มนุษย์แห่งดินแดนโลกแบนในระดับชั้นวงกลมหรือระดับชั้นของนักบวช ซึ่งจัดว่าเป็นระดับชนชั้นสูงสุดมักจะขาดการเจริญพันธุ์และเป็นหมัน โดยใช้เหตุผลบังหน้าว่าเป็นกฎการพัฒนาของชนชั้นที่เหนือกว่า และโทษว่าเป็นความผิดปรกติที่ถูกส่งทอดมาผ่านพันธุกรรมจากทางฝ่ายมารดา

    • มดลูก ทุนนิยม และสังคมชายเป็นใหญ่

               ความปากอย่างใจอย่างของสังคมวิคตอเรียนนั้นสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านทางการกดขี่ผู้หญิงให้สงวนท่าที ในขณะที่เกียรติยศของผู้ชายถูกยกย่องเชิดชูอย่างล้นเหลือ ผู้หญิงนั้นกลับถูกตีกรอบด้วยเส้นที่ขีดไว้ด้วยค่านิยมที่ว่าหน้าที่ที่พึงมีได้เพียงอย่างเดียวของผู้หญิงคือการอุทิศตัวเป็นภรรยาที่ดีของสามี และการเป็นแม่ที่ดีของลูก ความเป็นแม่ได้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผู้หญิงในยุควิคตอเรียนถูกสอนและกล่อมเกลาว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ต้องมีสัญชาตญาณความเป็นแม่เพื่อให้ตนเองตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่ใช่มีเพศสัมพันธ์เพื่อความสนุกสนานสำราญใจ ซึ่งการเสียดสีความย้อนแย้งของค่านิยมอันแปลกประหลาดในสังคมวิคตอเรียนได้ถูกสื่อออกมาผ่านเลนส์การมองมนุษย์เพศหญิงในโลกสองมิติของแอ็บบอตต์ ว่าเป็นได้เพียงเครื่องมือในการผลิตลูกเพื่อยกระดับวิวัฒนาการของมนุษย์เพศชายให้เอื้อมไปสู่ขั้นความสมบูรณ์แบบทางวิวัฒนาการ ถึงขั้นที่รัฐต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาและควบคุมในการเก็บประวัติวงศ์ตระกูลโดยละเอียด เพื่อลดศักยภาพของความผิดปรกติที่อาจเกิดขึ้นกับบุตรชาย โดยผู้หญิงที่ไม่มีใบรับรองประวัติวงศ์ตระกูลอย่างเป็นทางการจะไม่ได้รับอนุญาต หรืออาจเรียกได้ว่าไม่ถูกรับเลือกจากผู้ชายเพื่อทำการแต่งงาน

               ด้วยการหาผลประโยชน์จากมดลูกของผู้หญิงที่ปรากฏในดินแดนโลกแบน รวมถึงในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นค่านิยมที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อันเป็นการเรืองอำนาจทางเศรษฐกิจและอารยธรรมทุนนิยมสูงสุดในสังคมวิคตอเรียน โดยในแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์และเองเกลส์ เนื่องด้วยแนวคิดประวัติศาสตร์ของสังคมที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น อย่างที่เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นผู้กดขี่ และชนชั้นผู้ถูกกดขี่ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยได้ทำการวิพากษ์ครอบครัวของชนชั้นกระฎุมพีโดยการนำไปเชื่อมโยงกับการกดขี่มนุษย์เพศหญิง อันมีแนวคิดที่ว่าครอบครัวเดี่ยวแบบกระฎุมพีที่มีพ่อ แม่ ลูกนั้นคือรูปแบบสถาบันทางสังคมที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยในโลกทุนนิยมนั้น สตรีในฐานะภรรยาเป็นได้แค่เพียงเครื่องมือในการผลิต กล่าวคือมดลูกของผู้หญิงนับว่าเป็นปัจจัยการผลิตเท่านั้น

               สมทบกับแนวคิดในงานเขียน The Origin of Family, Private Property and the State (1884) ของฟรีดริช เองเกลส์ได้อธิบายไว้ว่าจุดเริ่มต้นของรูปแบบครอบครัวผัวเดียวเมียเดียวที่คุ้นเคยกันถือกำเนิดพร้อม ๆ กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในขณะที่ผู้ชายต้องออกไปขายแรงงานและเผชิญกับการกดขี่ขูดรีดจากข้างนอกบ้าน รูปแบบครอบครัวสมัยใหม่ก็ได้ทำการจำกัดให้ผู้หญิงเป็นแรงงานทำงานในบ้าน เลี้ยงดูลูกภายในครัวเรือน อันเป็นระบบอันเสื่อมทรามที่ได้ซ่อนความเป็นทาสของเพศหญิงเอาไว้ในชื่อของ ภรรยา แม่บ้าน และคนใช้ โดยงานในครัวเรือนมักถูกมองว่าไม่มีมูลค่าทางการผลิต จึงไม่ได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน และถูกผูกเอาไว้กับค่านิยมที่เป็นข้ออ้างอันแสนเห็นแก่ตัวว่าเป็นหน้าที่ของภรรยา แม่ และลูกสาวที่ดี กล่าวคือการขูดรีดในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ในด้านหนึ่งผู้ถูกกดขี่คือแรงงานกรรมาชีพที่ต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนอันแสนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีกลุ่มแรงงานกรรมาชีพในครัวเรือนที่ทำงานโดยไม่ได้รับแม้แต่ค่าจ้าง ทั้งทีี่คนงานส่วนใหญ่ไม่สามารถออกไปทำงานหาเงินได้หากไร้ซึ่งข้าวปลาที่ผู้เป็นภรรยาหุงหาอาหารมาให้ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ได้รับการซักรีด และที่พักอาศัยในสภาพสะอาดสะอ้านเรียบร้อย จึงจัดได้ว่าผู้หญิงนั้นเป็นกำลังแรงงานสำคัญส่วนใหญ่ในโลกทุนนิยม ที่ทั้งในเกาะอังกฤษและดินแดนโลกแบนไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร

    • Girls Will Be Girls

               เกิดหญิงก็ต้องเป็นหญิงอยู่วันยังค่ำ 

               เป็นคำอธิบายที่ครอบคลุมที่สุดในการนิยามกฎเกณฑ์ของโลกสองมิติที่ได้เคยกล่าวถึงและอธิบายไปแล้วในหัวข้อการสืบทอดความเสื่อมทรามของแม่และลูกสาว แต่มิติความดูแคลนสติปัญญาที่มีต่อมนุษย์เพศหญิงกลับมิได้ปรากฏแค่เพียงในดินแดนโลกแบนแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังถูกกล่าวถึงเพื่อใช้เป็นข้อสนับสนุนในการท้าทายอำนาจพระเจ้าในสังคมอังกฤษยุควิคตอเรียนอีกด้วย โดยนักคิดในยุคนั้นใช้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาเสริมเป็นเหตุผลในการกดขี่ผู้หญิง และยกย่องความประเสริฐของความเป็นเพศชายไปในคราวเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดวิวัฒนาการทางธรรมชาติของมนุษย์อันแสนโด่งดังของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ชาร์ล ดาร์วิน

               โดยที่เจ้าของแนวคิดอันแพร่หลายนี้ได้ลงมือเขียนใน The Descent of Man (1871) ว่าเพศชายได้เปรียบหญิงผ่านการวิวัฒนาการหลายพันปี ความแตกต่างหลักของพลังปัญญาในสองเพศนี้ เห็นได้จากผู้ชายบรรลุความโดดเด่นสูงกว่าที่ผู้หญิงจะบรรลุได้ในทุกสิ่งที่ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอาศัยความคิดลึกซึ้ง เหตุผล หรือจินตนาการ หรือเพียงการใช้ประสาทรับรู้และมือ กับผู้หญิงแล้วอำนาจแห่งสัญชาตญาณ การรับรู้ที่รวดเร็ว และอาจจะการเลียนแบบ ที่มีความโดดเด่นกว่าเพศชายอย่างแข็งขัน แต่อย่างน้อย ความสามารถบางประการเหล่านี้คือลักษณะประการเฉพาะของเชื้อชาติที่ต่ำกว่า ดังนั้นความสามารถเฉพาะตัวที่ผู้หญิงมีจึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงสถานะอารยธรรมที่ต่ำกว่าเพศชายในอดีต

               ดาร์วินได้ตั้งข้อสรุปเอาไว้ว่าผู้ชายจะสูงส่งกว่าผู้หญิงในที่สุด และหากผู้หญิงจะพัฒนาคุณสมบัติพิเศษบางอย่างได้เหมือนผู้ชาย ก็อาจเป็นเพราะได้รับการถ่ายทอดลักษณะเหล่านั้นมาจากผู้เป็นพ่อ และยังกล่าวเอาไว้อีกด้วยว่า เป็นโชคดีแท้ ๆ ที่กฎการส่งผ่านลักษณะที่เท่าเทียมกันสู่ทั้งสองเพศยังมีชัยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มิเช่นนั้นอาจเป็นไปได้ว่าผู้ชายจะสูงส่งกว่าผู้หญิงในการส่งมอบความคิดในจิตใจ เหมือนที่นกยูงตัวผู้มีขนประดับร่างกายเหนือกว่านกยูงตัวเมีย ซึ่งแนวคิดดังกล่าว สามารถนำมาตั้งข้อสังเกตในมิติงานเขียนของแอ็บบอตต์ได้ว่า ตัวแอ็บบอตต์เองนั้นมีความตั้งใจที่จะเขียนเพื่อเสียดสีแนวคิดยกย่องเพศชายของดาร์วิน ด้วยการกำหนดให้ดินแดนโลกแบนมีความเชื่อว่าการเลื่อนยศอวยศักดินาของบุตรชายเกิดขึ้นได้เพราะบิดาผู้มีความแข็งขัน และชาติกำเนิดชั้นสูง ในขณะที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้มีความสำคัญใดในวิวัฒนาการอันสูงส่งของบุตรชายที่เกิดมา นอกจากเป็นเพียงแค่ผู้อุ้มท้องและเลี้ยงดูเท่านั้น

               อีกหนึ่งนักปรัชญาและนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษผู้สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ ได้ทำการสรุปใน The Study of Sociology (1873) อันมีใจความว่าผู้หญิงจะหยุดพัฒนาเร็วกว่าผู้ชาย เพราะต้องเก็บพลังงานในการพัฒนาปัญญาไว้สำหรับการสืบต่อเผ่าพันธุ์ และในงานเขียน The Principles of Biology Vol. II (1880) ว่าผู้หญิงแต่ละรุ่นต้องอุทิศตัวเพื่อการสืบต่อเผ่าพันธุ์มากกว่าเพศชาย เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์จึงหยุดพัฒนาการทางปัญญา และไม่อาจบรรลุความสามารถทางร่างกาย รวมถึงสติปัญญาได้มากเท่าผู้ชาย และยังมีบทความของจอร์จ จอห์น โรมาเนส นักชีววิทยาวิวัฒนาการชาวแคนาดา Popular Science Monthly (1887) ที่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกันว่าความปรารถนาที่หยั่งรากลึกยังตัวของผู้หญิงมีไว้เพื่อให้เพศตรงข้ามพึงพอใจ เริ่มต้นด้วยความอ่อนแอของทาส จบท้ายด้วยการอุทิศตัวของภรรยา

               การใช้วิทยาศาสตร์เพื่อกล่าวหาว่าผู้หญิงนั้นโง่เขลาเบาปัญญา จากสาเหตุทางธรรมชาติที่ต้องหยุดพัฒนาการทางปัญญาเพื่ออุทิศตัวกับการสืบพันธุ์ เทียบได้กับการเปรียบเทียบผู้ชายทรามผู้ขลาดเขลากับผู้หญิงในโลกแบน ดังที่ได้กล่าวอธิบายในมุมมองการเมืองเรื่องภาษาเอาไว้แล้วในหัวข้อ "ผู้หญิงสองมิติ, เส้นตรงบนดินแดนโลกแบน" และยังสามารถใช้พื้นฐานความคิดเดียวกันนี้กับวิวัฒนาการที่เป็นไปในโลกแบนได้เช่นเดียวกัน ดังที่เคยกล่าวถึงไปในหัวข้อ "การสืบทอดความเสื่อมทรามจากแม่ สู่ลูกสาว" ที่มีเนื้อหาโดยสังเขปว่า ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ผู้หญิงก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากวังวนแห่งความอัปยศแห่งความเป็นผู้หญิงได้ ยายผู้เป็นเส้นตรงก็จะให้กำเนิดแม่ผู้เป็นเส้นตรง แม่ผู้เป็นเส้นตรงก็คงไม่พ้นที่จะให้กำเนิดลูกสาวผู้เป็นเส้นตรง และลูกสาวผู้เป็นเส้นตรงมีหรือที่จะไม่ให้กำเนิดหลานสาวที่เป็นเส้นตรง นี่เป็นความจริงอันไม่มีวันเป็นอื่น และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

    • มิติที่สี่ในโลกปริภูมิ

               จากคำนำการตีพิมพ์ครั้งที่ 2

               เป็นเรื่องธรรมชาติที่ชาวโลกแบนเราจะกักขังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสผู้เทศนาเรื่องมิติที่สาม เช่นเดียวกับที่ชาวปริภูมิอย่างท่านจะกักขังลูกบาศก์ผู้เทศนาเรื่องมิติที่สี่ นิจจา ความคล้ายคลึงกันในครอบครัวส่งผ่านสู่มนุษยชาติอย่างบีฑาและมืดบอดในทุกมิติ จุด เส้น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ลูกบาศก์ ลูกบาศก์พิเศษ เราทั้งหมดมักทำผิดพลาดเหมือนกัน ล้วนเป็นทาสแห่งอคติทางมิติเหมือนกัน ดังที่กวีโลกปริภูมิผู้หนึ่งกล่าวไว้ — สัมผัสธรรมชาติหนึ่งเดียว ทำให้โลกทุกโลกเหมือนกัน

               กล่าวกันว่าในสมัยของวิคตอเรียน อังกฤษได้อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองคณาธิไตยภายใต้การใช้ชื่อระบบรัฐสภาเป็นหน้ากากบังหน้า การเลือกตั้งหานักการเมืองเข้าสภาเป็นผู้แทนราษฎรนั้นไร้ซึ่งความยุติธรรม และมีการคอรัปชั่นอย่างไร้ยางอาย โดยระบบการเลือกผู้แทนก่อนปี ค.ศ. 1832 เรียกว่า Rotten Borough System ซึ่งส่งผลให้สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เป็นคนของพวกขุนนาง ชนชั้นสูง และคนร่ำรวย และต่อมาก็ได้กลายเป็นตำแหน่งที่ทำการซื้อขายต่อกันได้ในหมู่คนรวยที่ต้องการยกระดับฐานะทางสังคมของตน การออกสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเองก็เป็นสิทธิพิเศษที่ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินที่ดินในครอบครอง การจ่ายภาษี และชาติกำเนิดของแต่ละบุคคล เรียกได้ว่าเป็นระบบการเมืองแบบรัฐบาลของประชาชน โดยขุนนางและเพื่อขุนนาง

               หลังจากเกิดการปฏิรูป ชนชั้นกลางก็ได้ขึ้นมาควบคุมการปกครองของประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเหล่าบรรดาชนชั้นกลางที่เคยร่วมมือกับกรรมกรต่อสู้กับขุนนางและชนชั้นสูง เมื่อได้อำนาจก็ทำการฉวยโอกาสกดขี่ชนกรรมาชีพและกรรมกรเช่นเดียวกับที่พวกชนชั้นสูงเคยทำกับตนในอดีต กลุ่มชนชั้นแรงงานจึงได้มาทำการพบปะกันและรวมกลุ่มเพื่อร่างกฎบัตรข้อเรียกร้องขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการปฏิรูปทั้งโครงสร้างทางสังคมและการเมือง ซึ่งเปรียบได้กับประวัติศาสตร์การสลายการปลุกปั่นเรื่องร่างกฎหมายสีสากลในดินแดนโลกแบน โดยที่กองทัพรูปหลายเหลี่ยม อันถูกนับว่าเป็นชนชั้นสูง ออกมาต่อสู้ในฐานะทหารอิสระ ถูกต่อต้านโดยสามเหลี่ยมหน้าจั่วซึ่งเป็นชนชั้นแรงงาน ส่วนพวกรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและรูปห้าเหลี่ยมที่เปรียบได้กับชนชั้นกลาง (ค่อนไปทางสูง) นั้นไม่วางตัวฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะถึงแม้ว่าฝ่ายใดจะชนะ ตนเองก็ไม่เดือดร้อน

               การรับรู้และเข้าใจถึงสิทธิที่ตนเองพึงมี และเรียกร้องต่อความอยุติธรรมอันแสนเอารัดเอาเปรียบนั้นเทียบได้กับสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือตัวละครของเรื่อง ที่เข้าใจถึงโลกในมิติที่สามหรือดินแดนปริภูมิในแง่ของความเชื่อที่ว่าดินแดนอันทรงสิทธิเหล่านี้มีอยู่จริงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นหรือสัมผัส ดังที่ชนชั้นแรงงานในอังกฤษยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมีความเชื่อในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง แม้จะไม่เคยสัมผัสกับสังคมที่ชนกรรมาชีพมีสิทธิมีเสียงมาก่อน 

               แต่เมื่อความมีใจที่เปิดกว้างต่อโลกมิติที่สามของสี่เหลี่ยมจัตุรัสได้เอ่ยถามต่อทรงกลมถึงการมีอยู่ของโลกมิติที่สี่ หรือดินแดนแห่งลูกบาศก์พิเศษ ทรงกลมนั้นกลับปฏิเสธการมีอยู่ของมิติที่เขาไม่เคยได้สัมผัส แม้ว่าเมื่อครู่ก่อนหน้าเขาได้รับสิทธิอันทรงเกียรติในการมอบปัญญาให้กับสิ่งมีชีวิตในมิติที่ต่ำกว่าอย่างโลกแบน ที่ซึ่งไม่เชื่อในมิติที่สามและมองว่าเป็นความเชื่อนอกรีตเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากเปรียบมิติที่สามเป็นการมีอยู่ของประชาธิปไตยและการล่มสลายของการปกครองระบอบคณาธิไตย ก็ไม่แปลกที่ประมุขวงกลมผู้เป็นชนชั้นสูงจะปกปิดข้อเท็จจริงข้อนี้เอาไว้ รวมถึงใช้อำนาจทางกฎหมายสั่งขังและประหารผู้ที่รับรู้ถึงมิติที่สาม เพื่อรักษาอำนาจของตนเองเอาไว้

               และหากมิติที่สามนั้นเปรียบได้กับการนำพาประชาธิปไตยมาสู่ชนชั้นรากหญ้าตามที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อครู่แล้ว มิติที่สี่ในโลกปริภูมิที่ทรงกลมไม่ยอมรับอาจเปรียบได้กับการหยิบยื่นมอบคืนอำนาจกลับสู่มือของผู้หญิงหลังจากที่ริดรอนสิทธิของพวกหล่อนมาเป็นเวลายาวนาน เหล่าบรรดาชนกรรมาชีพผู้เชื่อมั่นในสิทธิที่ตนพึงมีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กลับไม่ใส่ใจที่จะมอบอำนาจอันที่ตนพึงปรารถนาเดียวกันนี้คืนแก่ผู้หญิง ก็เปรียบดังเช่นทรงกลมผู้เป็นทาสแห่งอคติทางมิติ และเหล่าบรรดารูปหลายเหลี่ยมที่ไม่เชื่อว่าดินแดนแห่งโลกปริภูมิมีอยู่จริง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in