AnimaltopiaMoonRose
อาหาร หรือ สัตว์เลี้ยง
  •                “ช่วยเซ็นรับพัสดุด้วยครับ”

                    พนักงานไปรษณีย์ยื่นกระดานรองเขียนสีน้ำตาลตุ่นออกมาข้างหน้ามันเป็นรายการพัสดุทั้งหมดที่ถูกจัดส่งในวันนี้คาดว่าคงมีพวกเราไม่น้อยที่กำลังรอให้สินค้าถึงมือ

                    “งานหนักไหมครับ”

                    ผมรับมันมาระหว่างเอ่ยปากถามแล้วตวัดปากกาเซ็นลงไปอย่างไม่ได้ประณีตบรรจงนักในปัจจุบันแม้สังคมเราจะพัฒนาจนสามารถสั่งสินค้าเพียงยกโทรศัพท์และได้รับภายในวันเดียวกันแล้วแต่การใช้ลายมือชื่อก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อยืนยันตัวตนอยู่ดีด้วยเหตุผลที่ว่ามันปลอมแปลงยากที่สุด

                    เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าดวงตากลมๆสีเหลืองของเขากำลังจ้องผมอยู่มันให้ความรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก ผมไม่ค่อยชอบมันรองจากตาของพวกกิ้งก่าเลย

                    “ครับ
    ?”

                    “คุณตวัดเส้นสวยดี”ดวงตาคู่นั้นกรอกกลับขึ้นมาด้านบนดูน่าขนลุก“ไม่หนักมากหรอกครับ ส่วนมากก็เป็นอาหารอย่างที่คุณ ๆ สั่งนั่นแหละ”

                    มีบางครั้งที่ผมมักจะโดนพนักงานติติงการตวัดหางตัวอักษรที่ยาวจนเกินจำเป็นนี้บ่อยๆ โชคดีที่พนักงานในวันนี้เหมือนจะเป็นหน้าใหม่ที่ยังเที่ยวบินต่ำ ทำยังไงได้ล่ะหางผมไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คัดตัวบรรจงสักหน่อย

                    “แปลว่าที่เขาบอกว่าพวกวีแกนมีมากขึ้นก็ไม่ได้มากขนาดนั้นสินะครับ”

                    “ขอบคุณครับขอให้ทานอย่างเอร็ดอร่อย” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อผมยื่นใบรับพัสดุคืนให้พร้อมโค้งอย่างสุภาพจนปลายจะงอยปากนั้นแทบจรดพื้นแล้วคุณบุรุษไปรษณีย์นกกระสาก็เดินกลับไปขึ้นรถบรรทุกก่อนจะออกไป

                    ผมมองตามรถคันนั้นแล้วย้อนนึกถึงสมัยก่อนที่พวกคุณนกส่งไปรษณีย์ยังคงส่งจดหมายด้วยจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งปัจจุบันนี้แม้แต่นกที่บินเป็นยังหาได้ยากแล้วนับตั้งแต่เครื่องยนต์รถและพาหนะต่างๆ ถูกผลิตขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้ชีวิตประจำวัน

                    “กลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า...”ให้เสียดายอะไรก็คงจะไม่ทันอีกแล้ว สิ่งมีชีวิตใดที่ไม่ปรับตัวให้ทันยุคสมัยก็คงจะสูญพันธ์เหมือนพวกมนุษย์นั่นแหละถ้ามัวแต่คิดแทนตัวอื่นกระทั่งมนุษย์งูอย่างเขาที่อุตส่าห์วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดจนมีแขนขาก็คงจะไม่รอดแม้จะใช้ได้ไม่ถนัดนักในช่วงแรกและยังคิดถึงการเลื้อยด้วยลำตัวอยู่บ้างแต่เมื่อผ่านไปรุ่นต่อรุ่น  ไม่นานทุกตัวก็ค่อยๆ ลืมวิธีการใช้อวัยวะแบบเดิมไปอย่างช้า ๆ

                    บางทีผมก็นึกอิจฉาพวกแมลงที่สามารถมีชีวิตรอดได้เองโดยไม่ต้องพัฒนาตัวเองแข่งกับโลกแบบนี้

                    คิดแล้วก็ใช้หางพันรถเข็นติดล้อที่วางกล่องพัสดุขนาดใหญ่เกือบมิดประตูเข้ามาในบ้านและปิดประตูด้วยมือข้างที่เหลือมันวืดไปครั้งแรกอย่างน่าหงุดหงิดแต่ก็สำเร็จในครั้งที่สอง

                    เมื่อเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นหูผมก็แว่วได้ยินเสียงผู้สื่อข่าวในโทรทัศน์กำลังกล่าวถึงสมมติฐานเหตุการณ์นิวเคลียร์ล้างโลกที่ทำให้มนุษย์สูญพันธ์เมื่อห้าพันปีก่อนทุกวันนี้มันถูกเล่าคล้ายตำนานหรือนิทานที่ยังหาข้อพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้ถึงสาเหตุที่แท้จริงแต่ใจผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะหากไม่มีสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างอยู่สัตว์อย่างพวกเราคงไม่สามารถข้ามขั้นตอนการวิวัฒนาการได้ขนาดนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมยังได้ยินนักวิชาการสติเฟื่องบางตัวพยายามให้ข้อมูลที่เหมือนการพยากรณ์ว่าหากการวิวัฒนาการทางเทคโนโลยียังไม่สิ้นสุดลงพวกเราก็อาจจะสูญพันธ์ไม่ต่างจากมนุษย์

                    ที่จริงมันก็ออกจะเป็นความคิดที่น่าหวาดหวั่นเมื่อนึกว่าทั้งไดโนเสาและมนุษย์เองก็มีร่างกายและสมองใหญ่โตก่อนจะสูญพันธ์ทั้งนั้นเทคโนโลยีของพวกเราเองก็ค่อยๆพัฒนาจนใกล้เคียงอารยธรรมสมัยก่อนไม่แปลกที่รัฐบาลจะปิดกั้นด้วยการจับกุมนักวิชาการเหล่านั้นป้องกันความแตกตื่น

                    ขลุกขลุก

                    เสียงบางอย่างดังออกมาจากกล่องพัสดุที่ถูกวางลืมผมจึงยอมละออกจากหน้าทีวีเดินไปหยิบกรรไกรและมีดอย่างอดถอนใจไม่ได้...หวังว่ามันคงไม่แกะยากนัก

                    นึกแล้วผมก็กดปลายมีดเข้าไปในรูอากาศที่ถูกเจาะไว้ก่อนแล้วค่อย ๆ เลาะขึ้นไปตามขอบเพื่อตัดเทปกาวทิ้งดีที่เขายังพอเอาใจใส่ผู้บริโภคบ้างในเรื่องนี้สมกับที่เป็นบริษัทเดียวที่ผลิตอาหารสังเคราะห์แล้วได้รับการยอมรับ

                    สำหรับพวกเราบางตัวที่ทานได้ทั้งพืชและสัตว์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษคงจะไม่มีปัญหาเรื่องปากท้องสักเท่าไหร่แต่สำหรับผู้ล่าอย่างผมกฎหมายและโปรตีนจากถั่วสร้างความสงบในสังคมและเพิ่มความเป็นอารยะได้ก็จริงแต่ก็เทียบไม่ได้กับเนื้อสด ๆ จากฟาร์มที่เลี้ยงอย่างดี ในที่สุด เมื่อการทดลองลับๆ ของรัฐบาลที่สามารถเก็บดีเอ็นเอของมนุษย์สำเร็จได้พัฒนาต่อยอดโครงการจนเพาะพันธ์มนุษย์สังเคราะห์ออกมาได้พวกเราจึงมีเนื้อให้เหลือกินเหลือใช้มาตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน            

    ไม่ใช่ว่าไม่มีการต่อต้านการกระทำที่โหดเหี้ยมเหล่านี้หรอกนะมันแค่ค่อย ๆ ซาลงไปเมื่อกราฟอาชญากรรมที่เกิดจากผู้ล่าซึ่งยังไม่อยากทิ้งสัญชาตญาณดิบลดลงอย่างเห็นได้ชัดแม้เหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเรื่องความอร่อยที่โปรตีนเกษตรเทียบไม่ได้ก็เถอะ

                    ในที่สุดผมก็แกะกล่องชั้นสุดท้ายสำเร็จเหนื่อยแทบขาดใจ ผมจึงหวังผลลัพธ์ที่ดีเลิศเบื้องหลังตั้งกระดาษลูกฟูกนั้นและสิ่งที่ปรากฏข้างหน้าก็คือ...ร่างเล็ก ๆ ของมนุษย์เพศเมียที่ดูอายุไม่เกินสิบขวบกว่ามันจ้องมองกลับมาด้วยสายตาไม่ไร้เดียงสาไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนทำให้ผมสะอึกเสียเอง

                    ที่จริงแล้วผมคาดหวังว่ามันจะมีอายุมากกว่านี้อุดมสมบูรณ์ และพร้อมกิน เห็นทีคงจะต้องเลิกสั่งของทางอินเทอร์เน็ตซะแล้วเรา

                    เมื่อผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ระบายความผิดหวังและกดโทรศัพท์หมายว่าจะโทรกลับไปแจ้งเปลี่ยนสินค้าโดยไม่รู้ตัว ‘มันก็ค่อย ๆ เดินมาดึงที่ชายเสื้อของผม ผมยืนแข็งทื่อพยายามจะไม่หันไปมองแววตาวัตถุดิบที่จะทำให้รู้สึกผิดทีหลังแต่ปรากฏว่าเมื่อเรียกความสนใจไม่ได้ มัน’ จึงเริ่มเปลี่ยนมาดึงหางผมแทน

                    “ยัยหนู อย่าซน” สงสัยจริง ๆ ว่าพวกที่เลี้ยงมนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงทนความอยากรู้อยากเห็นของพวกมันได้ยังไง

                    “คุณงู...จะกินหนูเหรอคะ”

                    เสียงหวานใสหยุดทุกการเคลื่อนไหวของผมลงผมไม่เคยได้ยินเสียงมนุษย์มาก่อน หมายถึงเสียงที่ไม่ใช่เสียงร้องไห้หรือกรีดร้องโหยหวนมันใสเหมือนกระดิ่งที่บรรพบุรุษผมเคยมีที่ปลายหาง
                    ชักเข้าใจแล้วว่าทำไมกระแสวีแกนถึงมาแรงนัก...

                    
    [ฮัลโหลสวัสดีครับ บริษัท Human for you ยินดีให้บริการ อยากติดต่อเรื่องอะไรดีครับ”

                    “คุณงูคะ
    ? ”เด็กสาวผิวขาวถามขึ้นมาอีกครั้ง ผมเพิ่งเห็นว่ามันมีตาสีฟ้าด้วยสวยกว่าตาของผมซะอีก เห็นแล้วนึกถึงสาวแมวที่กำลังดังในตอนนี้

                    “...ไม่มีอะไรครับขอโทษที่รบกวน” ผมได้ยินเสียงตัวเองกล่าวกับโทรศัพท์ ก่อนจะกดวางสาย
                    ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะทำแบบนี้หางของผมตวัดไปพันรอบแม่สาวน้อย ก่อนจะอุ้มขึ้นมา ผมสีทองอ่อนยาว ๆ ระไปบนเกล็ดของผมมันให้ความรู้สึกจักจี้แบบแปลกประหลาด

                    “ยัยหนูมีชื่อไหม”

                    มนุษย์ตัวนั้นเอียงคอกับคำถาม...ไม่มีสินะ ที่จริงก็ไม่แปลก เป็นปรกติที่ฟาร์มขนาดใหญ่มักจะใช้โค้ดตัวเลขแทนชื่อ เพราะพวกเขาเพียงทำหน้าที่ผลิต ไม่มีใครจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสินค้า มีแต่จะผูกพันเปล่าๆ

                    “เวลามีใครถามคำถามเธอควรจะตอบนะรู้ไหมและสำหรับคำถามของเธอ ใช่ ฉันจะกินเธอ” ยังพูดไม่ทันจบดวงตากลม ๆ ก็เหมือนจะมีน้ำตาซึมออกมาเฮ้ แบบนี้ไม่ดีแน่

                    “ห้ามโหยหวนฉันยังไม่ได้กินตอนนี้... ตัวแค่นี้ให้เอาไปปรุงอะไรคงไม่อร่อยไม่มีทั้งเนื้อทั้งไขมัน” ดูเหมือนคำอธิบายของผมจะได้ผลมนุษย์หยุดร้องแล้วจ้องตาผมแม้ปากจะยังเบะ

                    “ฉันจะเลี้ยงเธอให้โตซะก่อนจนกว่าจะถึงวัยเจริญพันธ์ เมื่อนั้นฉันจะค่อยเอาเธอไปปรุง—“

                    “คุณงูจะไม่กินหนูใช่ไหมคะ”เสียงใสแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดจบ

                    “ใช่...ฉันไม่—“

                    “ขอบคุณค่ะ!”มันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดังกว่าปรกติก่อนจะโถมน้ำหนักตัวหาจนหางผมรับน้ำหนักไม่ไหวเมื่อเห็นโอกาสมันจึงเอาสองแขนเล็กๆกอดรอบคอผมแน่น ผมยิ่งตัวแข็งทื่อกว่าเดิมเขารับประกันว่าไม่มีโรคใช่ไหมนะ

                    “หยุด พอก่อน ห้ามกอด” เขาดันมันออก เลยได้เห็นตาแป๋ว ๆ ที่ส่งมาแทนคำถามอีกครั้ง...อย่ามองกันแบบนั้นสิ

                    “คะ
    ?”ผมจึงสูดหายใจเข้ารวบรวมสติค่อยๆขยายความให้ฟังอีกรอบก่อนที่มนุษย์โง่จะเข้าใจผิด

                    “ระหว่างนี้ฉันจะเลี้ยงเธอเป็นสัตว์เลี้ยง เธอจะต้องเชื่อฟังฉันและ ไม่! ห้ามพูดแทรกขัดระหว่างฉันพูดอีกเข้าใจไหม? มันเป็นมารยาทที่เธอควรจะต้องเรียนรู้”

                    ผมเห็นมันนิ่งไปสักพักก่อจะพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ไม่มีผ้าห่อ...ดูจากที่ยกมือขึ้นมาถูแขนตัวเองมันก็คงจะหนาวอยู่เหมือนที่เคยอ่านจะบอกว่าตัวอ่อนมนุษย์จะยังไม่สามารถปรับตัวต่ออุณหภูมิได้ดีอย่างพวกเราที่พัฒนาจากสัตว์เลือดเย็นมาเป็นเลือดอุ่นแล้ว

                    สุดท้ายผมเลยต้องใช้หางยกตัวมันเข้าห้อง แล้วเสียสละผ้าห่มทำมือที่แม่ส่งมาให้จากบ้านเกิดให้มันถือโอกาสยกของที่ไม่ใช้ให้พอดี...ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากใช้ของแม่นะแต่สีสันมันแสบตาไปหน่อย

                    “ฉันจะให้เธออยู่ในบ้านสัตว์เลี้ยงดีที่เจ้าของเก่าเขาสร้างไว้ แล้วก็ให้อาหารวันละสองครั้ง...นี่ ฟังอยู่ไหม
    ?

                    ผมทำเสียงดุแล้วขู่ฟ่อไปเบาๆเจ้าตัวเล็กพอเห็นว่าผมขู่อย่างงูแล้วแลบลิ้นสองแฉกออกมาถึงกับสะดุ้งเฮือกเลิกยุ่งกับลายหัวใจสีแดงสดใสบนผ้าห่มแล้วนั่งสั่นหงึกๆ

                    ผมเผลอทำมันกลัวจนได้...คราวหลังคงต้องดุแบบอื่น

                    “ดีมาก...เด็กดีถ้าอย่างนั้น เรามาพูดถึงเรื่องชื่อดีกว่า ชื่ออะไรดีนะ...” พึมพำกับตัวเองไปก็มองหน้าเจ้ามนุษย์ไปมันยังติดจะกลัวอยู่หน่อย ๆ ผมจึงต้องยอมยกมือขึ้นมาลูบหัวมันปลอบเบา ๆ อย่างที่เคยเห็นใครเขาทำกัน

                    “ไม่ต้องกลัว...ถ้าเป็นเด็กดีฉันจะไม่ดุถ้างั้น...ชื่อแอนนี่ ดีไหม?”

                     “แอนนี่...คุณงู” เธอพยายามเลียนเสียงผมให้เรียกคุณงูต่อไปคงไม่ดีแน่มันให้ความรู้สึกเหมือนโดนเรียกว่าสัตว์ตลอดเวลานั่นแหละ

                    “ไวเปอร์...ชื่อของฉันคือไวเปอร์แอนนี่...”

                    “ตั้งแต่นี้ไปเธอเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน”
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in