NEW YORK 1ST TIME นิวยอร์กตอนแรกๆ...SALMONBOOKS
LOST IN TRANSPORTATION แรกบิน
  • ท้องฟ้าข้างนอกดูมืดครึ้มเมื่อผมมองผ่านกระจกกรองแสงในสนามบินสุวรรณภูมิ เมฆสีเทาคล้ำเริ่มรวมตัวเป็นผืนเดียวและตั้งเค้าจะโปรยฝน

    นี่อาจเป็นการเห็นฝนในบ้านเกิดครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะจากมันไปหลายปี

    สนามบินตอนบ่ายค่อนข้างโล่งไร้ผู้คน ผมยืนต่อแถวรอส่งกระเป๋าเดินทางสู่ใต้ท้องเครื่องรวมกับผู้โดยสารคนอื่น หยิบเอกสารต่างๆ ขึ้นมาเช็กอีกครั้ง แม่เดินเอาปากกาด้ามเล็กมาให้ผมพกติดตัวไว้เผื่อใช้ นี่เป็นสิ่งที่แม่หยิบยื่นให้ผมทุกครั้งก่อนที่เราจะจากกัน แม่ทำอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลแล้ว (ตอนนั้นเป็นดินสอเปลี่ยนไส้) ผมรับปากกาของแม่มาสอดเข้ากระเป๋าเสื้อ และหลังจากกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ถูกส่งเข้าสายพาน เจ้าหน้าที่ของสายการบินก็บอกให้ผมเข้าไปเตรียมตัวที่เกตได้แล้ว

    ผมยืนอยู่ที่หน้าด่านผู้โดยสารขาออก หลังฉากกั้นเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับนักเดินทาง สมาชิกทุกคนในครอบครัวยืนอยู่พร้อมหน้าพ่อ แม่ พี่ชาย ป้า และอา ยืนยิ้มให้ผมโดยไร้คำพูดจา ช่วงเวลาที่ควรจะกล่าวอะไรสักอย่าง มักจะเป็นช่วงเวลาที่เงียบงันเสมอ พ่อทำทีเป็นถามไถ่เรื่องตั๋วเครื่องบินและเอกสารเข้าเมืองเพื่อเช็กความเรียบร้อย แต่ผมรู้ว่าในใจพ่ออยากบอกอะไรมากกว่านั้น ผมไม่เคยเห็นสีหน้าพ่อเศร้าขนาดนี้มาก่อน ตัวผมก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกให้ท่านขับรถกลับบ้านดีๆ ส่วนแม่ก็เข้าสวมกอด เป็นอ้อมกอดที่แน่นที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมา และแม่ก็กระซิบข้างหูผมว่า

    “อีสัส เปิดมาบทแรก มึงจะดราม่าทำไมคะลูก”

    โอเค ไม่ปรุงแต่งก็ได้

    ก็เห็นในหนังหรือโฆษณา เวลามีฉากตัวละครบอกลาไปเรียนต่อมักนำเสนอแต่แนวนี้ พอถึงคราวตัวเองก็อยากมีเหตุการณ์สวยๆ แบบเขาบ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรเหมือนข้างบนหรอกครับ ท้องฟ้าข้างนอกแดดเปรี้ยงร้อนระอุ สนามบินสุวรรณภูมิตอนนั้นเป็นช่วงพีค คนเยอะสัสๆ ข้างผมมีแม่ลูกชาวไต้หวันยืนเถียงกันเรื่องเกตที่ต้องไปขึ้น ม้านั่งแถวนั้นมีลุงชาวตะวันออกกลางนอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้ ส่วนบ้านผมก็บอกลากันพอเป็นพิธี ไม่ได้ยืดเยื้อพิรี้พิไร แถมแม่ก็จะรีบกลับบ้าน เพราะเดี๋ยวห้าโมงเย็นแถวอโศกรถมันติด แกไม่อยากขับรถขึ้นทางด่วนดาวคะนอง พ่อก็บอกให้รีบไปรอที่เกตได้แล้วมัวแต่เอ้อระเหยอยู่นั่น
     
    มึงแค่ไปเรียนต่อปริญญาโทไม่ได้ไปรบที่ทะเลทรายซูดาน

  • เริ่มต้น

    ตามแผนการเดินทาง ผมต้องเปลี่ยนเครื่องทั้งหมดสองครั้ง คือที่ไทเปและซานฟรานซิสโก 

    ช่วงบินจากกรุงเทพฯ ไปไทเปนั้นสบายมาก ไม่มีเหตุการณ์ชวนชีวิตยุ่งเหยิง ลุงคนจีนที่นั่งเบาะติดกันหลับคอพับไปตั้งแต่เครื่องยังไม่ขึ้น ห้องโดยสารปลอดเด็กน้อยไร้เสียงร้องไห้ชวนแสบแก้วหู ผมหยิบหนังสือที่เสียบอยู่หลังเบาะหน้ามาพลิกอ่าน เล่มนึงเป็นแคตตาล็อกสินค้าของสายการบิน อีกเล่มเป็นคู่มือเครื่องบินตก ผมเปิดดูไม่นานก็หลับตามลุงไป ในใจแอบภาวนาว่า ช่วงบินข้ามแปซิฟิกสิบสองชั่วโมง ขอให้มันราบรื่นแบบนี้เถิด

    แน่นอนว่าเราภาวนาอะไรไว้ มันจะไม่ค่อยเป็นเช่นนั้น...

    “You sit here?”

    สาวเวียดนามที่นั่งอยู่เบาะหลังบนเครื่องไฟลต์ไทเป-ซานฟรานฯลุกขึ้นถามผมที่กำลังจะหย่อนตูดลงนั่ง เธอบอกว่าแลกที่กับเธอได้มั้ยเธออยากนั่งติดกับน้องสาวที่เดินทางด้วยกัน พอดีตอนจองตั๋วหาที่นั่งคู่ไม่ได้เลย ใจจริงผมอยากตอบว่าไม่แลกครับเพราะเห็นว่าน้องสาวเธอหมวยดี... แต่ก็ดูเหี้_ไปหน่อย จึงตอบ “OK, That’s fine.” สรุปเราแลกที่นั่งกัน 

    คนที่นั่งข้างผมเป็นแม่ลูกชาวจีน คุณแม่นั่งเบาะกลาง คุณลูกที่ดูจากโหงวเฮ้งแล้วน่าจะเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณอนุบาลสามนั่งติดหน้าต่าง ส่วนผมนั่งติดทางเดิน

    เที่ยวบินนี้ผมใช้บริการไชน่าแอร์ไลน์ โดยส่วนตัวผมค่อนข้างถูกชะตากับสายการบินนี้ เพราะนอกจากตั๋วจะถูกแล้ว อาหารของเขายังถูกปากชนชาติเอเชียอย่างผม เพราะมันมีทั้งข้าว มีทั้งบะหมี่ ขณะที่สายการบินฝรั่งมักจะเป็นพวกขนมปัง ออมเล็ต หรือของนมเนยที่พอเอามากินบนอัลติจูดสูงๆ แล้วชวนเลี่ยนเป็นบ้า

    หลังจัดการบะหมี่ไก่เรียบร้อย ผมก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ แถมยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบกว่าชั่วโมงจะถึงที่หมาย ผมเลยแกะห่อผ้าห่มออกมาเตรียมนอนยาว กะว่านอนพักให้ร่างกายหายล้า พอถึงนิวยอร์กจะได้กระปรี้กระเปร่า
    แต่ยังไม่ทันได้หลับตา...ความปวดกบาลก็เริ่มขึ้น

    น้องคนจีนที่ตอนแรกดูเหมือนไม่มีพิษสงอะไร เริ่มออกอาการไฮเปอร์ เดินเข้าเดินออกตลอดเวลา ผมก็ต้องคอยตื่น เขยิบขา เขยิบตัวเปิดทางให้ พอน้องกลับมานั่งที่ ก็เล่นเคาะนู่นเคาะนี่ เปิดหน้าต่าง ขย่มเบาะ ตัวแม่พอเห็นลูกทำตัวเวรก็เริ่มดุด่า มือไม้หวดเข้าที่น่อง ป้าบๆๆ...แต่น้องเฉยมากกกกก ฟาดได้ฟาดไป กูยังซนเหมือนเดิม (คงโดนมาจนชินแล้วมั้ง)

    วงจรลูกแย่แม่ฟาดเกิดขึ้นตลอดเวลาเลยครับ แล้วคนที่ซวยก็คือผม เพราะอีเด็กไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับการโดนตี ขณะที่แม่พอเห็นลูกยังไม่หยุดวุ่นวายก็ฟาดต่อ ซึ่งผมจะไม่เดือดร้อนอะไรเลยครับถ้าแรงฟาดนั้นมันไม่สะเทือนมาถึงเบาะผม เบาะกูสั่นตลอดไฟลต์ นอนไม่หลับไปเลยสิบสองชั่วโมงเต็ม

    แล้วพอนอนไม่หลับ ก็ไม่มีอะไรให้ทำ เครื่องบินลำนี้ก็ดันไม่มีทีวีที่เบาะหลังให้ดูอีก ผมเลยได้แต่หยิบคู่มือเครื่องบินตกมาอ่าน อ่านอยู่หลายรอบ อ่านวนไล่ครบทุกตัวอักษร อ่านจนความรู้แน่นปึ้ก สวมหน้ากากออกซิเจนยังไง ผังทางออกฉุกเฉินอยู่ตรงไหน สไลด์ลงเรือยางฉุกเฉินต้องทำท่ายังไง ฯลฯ ถ้าเครื่องแม่งตกจริง ผมคงสามารถเอาตัวรอดได้สบาย

    ผมถึงซานฟรานฯ ประมาณห้าทุ่มตามเวลาท้องถิ่น สภาพตอนนั้นโทรมเป็นผีดิบและหิวนอนสุดๆ 

    ผมเดินตามผู้โดยสารคนอื่นเข้าสู่พิธีกรรมตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) คิดในใจว่าเดี๋ยวต้องเจอฝรั่งหัวทองยืนหน้าเข้มคอยอยู่ตามป้อมตม. แน่ๆ แต่พอมาเห็นบรรยากาศที่ด่านจริงๆ ถึงกับช็อค นี่กูบินมาผิดประเทศหรือเปล่า ทำไมตรงด่านถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นอาแปะอาอึ้มเกือบหมดเลยวะ!

    แต่พอได้ยินพี่ท่านสปีคเท่านั้นแหละ ผมอุ่นใจทันทีเลยว่ามาถูกที่แล้ว 

    อาอึ้มอาแปะลุคเยาวราชคลาสสิกสปีคไฟแลบด้วยสำเนียงอเมริกันแจ่มจ๋า ถ้าไม่เห็นหน้าต้องคิดว่าเป็นฝรั่งพูดแน่นอน ชาวอเมริกันจะเรียกชาวเอเชียกลุ่มนี้ว่า Banana คือแม้ภายนอกจะเป็นคนผิวเหลือง แต่ความที่เกิดและโตในอเมริกา ทำให้ซึมซับวัฒนธรรมและการเป็นอยู่ของฝรั่งมาเต็มที่ จนถือว่าข้างในของพวกเขาก็เป็นพวกผิวขาวอีกคนหนึ่ง

    ผมเลือกต่อแถวที่ดูจะถูกซักไซ้น้อยที่สุด อาแปะในป้อมหน้าตายิ้มแย้ม พูดไม่กี่คำก็ให้คนเข้าประเทศ ขณะที่แถวข้างๆ เป็นพี่เม็กซิกันหน้าโฉดกำลังประเคนคำถามใส่สาวญี่ปุ่นอย่างกับออกรายการ ตีสิบ จนเธอดูลนลานและล่กมาก 

    แต่ขณะที่แถวหดลงจนเหลือคนข้างหน้าผมแค่สามคน อาตี๋เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เดินมาพูดอะไรสักอย่างกับอาแปะในป้อม ผมเดาว่าคงหมดกะหรือถูกเรียกให้ไปประจำที่อื่น เพราะอาแปะแกพยักหน้าหงึกๆ แล้วปิดช่องของตัวเอง ก่อนจะเดินออกไปเสียดื้อๆ ปล่อยให้ทัวริสต์ในแถวนั้นเหวอไปหมด ...แปะ กลับมาก่อนนนนนนน

    เจ้าหน้าที่อีกคนคงเห็นว่าอีพวกนี้ยืนนิ่งกันนานไปแล้ว จึงเดินมาแบ่งแถวให้พวกเราแต่ละคนกระจายไปเข้าคิวแถวอื่น ซึ่งผมก็ดันโชคดีเหลือเกิน ได้เข้าไปต่อแถวของพี่เม็กซิกัน ตีสิบ ผู้นี้นี่เองงง...

    พี่เขาชื่อ จามิเนซ (ภาษาสเปนออกเสียงอย่างงี้หรือเปล่าครับ?เห็นป้ายชื่อแกเขียน Jaminez) 

    มาถึงพี่แกก็เริ่มยิงคำถามทั่วไปก่อน มาทำอะไรที่ประเทศนี้มาเรียนอะไร โรงเรียนอยู่ย่านไหน พักอยู่กับใคร จะอยู่นานแค่ไหน โชคดีของผมที่โรงเรียนให้เอกสารมาค่อนข้างชัดเจน ทุกอย่างจึงดูราบรื่น จนกระทั่งผมตอบคำถามเรื่องเงินที่ขนมา พี่แกก็ชะงักเล็กน้อย

    ปกติแล้ว นักเรียนไทยที่มาเรียนอเมริกามักขนเงินสดเข้ามาเต็มโควต้าหนึ่งหมื่นดอลลาร์ เพราะไม่อยากเสียค่าธรรมเนียมในการโอนระหว่างประเทศ เอามาก้อนเดียวกินอยู่ได้หลายเดือน แต่พี่จามิเนซดันสงสัยว่าทำไมพกเงินสดติดตัวมาเยอะจัง ผมอธิบายแบบบรรทัดข้างบนไป แกพยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ให้ผมสแกนนิ้วมือทั้งสิบ ถือเป็นอันเสร็จสรรพ สิ้นสุดภารกิจด่านตม. (อ้าว ทำไมง่ายจังวะ)

    “Welcome to The United States of America” พี่แกพูดพร้อมให้แบบฟอร์มอะไรสักอย่างมา แกทิ้งท้ายไว้ว่ายื่นให้เจ้าหน้าที่หลังจากยูรับกระเป๋านะ

    ผมกล่าวขอบคุณ

    โดยหารู้ไม่ว่าแกแอบวางยาไว้เรียบร้อย

    สัมภาระที่โหลดมากับเครื่องเริ่มทยอยไหลออกมาเรื่อยๆ ผมหยิบกระเป๋าเดินทางสองใบโต หนักใบละ 25 กิโลกรัม (ถือเป็นน้ำหนักสูงสุดที่สายการบินอนุญาต) ออกจากสายพาน ใบหนึ่งของผมคือเสื้อผ้าและหนังสือ ส่วนอีกใบนั้นเต็มเอี้ยดไปด้วยทาโร่ ปลาหมึกเบนโตะ คูก้ารสนม และขนมไทยอื่นๆ

    การจัดกระเป๋าสำหรับการเรียนต่อถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะครับ มันคือการวาดภาพว่าอีกสองปีข้างหน้า เราต้องการอะไรจากดินแดนบ้านเกิดบ้าง อะไรที่บ้านเรามีและบ้านเขาไม่มี (หรือมีแต่อาจดีไม่เท่า) ตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เกิดมายังไม่เคยจากบ้านไปไหนเป็นปี สุดท้ายก็เลยยัดขนมมาเต็มกระเป๋า ยามอดอยากจะได้มีกิน

    ผมแบกกระเป๋าขนาดเท่าลูกควายสองใบขึ้นรถเข็น เสร็จแล้วก็รีบจ้ำเพื่อจะไปต่อเครื่องอีกไฟลต์ แต่ก่อนจะออกจากเขตรับกระเป๋าได้ ต้องผ่านด่านตรวจสิ่งของเข้าเมืองเป็นด่านสุดท้ายก่อน

    ผมยื่นใบที่พี่จามิเนซเขียนมา ส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ประจำเขตแดนแกบอกผมว่ายูกรุณาไปที่ช่องนัมเบอร์ทู จังหวะนั้นใจคอเริ่มไม่ดีเพราะเห็นผู้โดยสารคนอื่นเขาไปช่องนัมเบอร์วันกันหมด...

    เจ้าหน้าที่ประจำป้อมนัมเบอร์ทูชื่อ เฮียหวัง (Wang) เฮียถามผมว่า ยูรู้มั้ยทำไมต้องมาเข้าช่องนี้ ผมส่ายหัว เขาบอกว่า ผมนำเงินสดเข้ามาเกินหนึ่งหมื่นดอลลาร์ เฮ้ย! เกินที่ไหน ไอเอามาพอดีหนึ่งหมื่นถ้วน แกตอบกลับว่า รวมเศษเหรียญในกระเป๋าแล้วหรือยัง ผมเหวอเออ... ลืมคิด มันต้องนับด้วยเหรอวะ และเหวออีกเรื่องคือ เฮียรู้ได้ไงเนี่ย... 

    เศษเหรียญพวกนี้ผมเตรียมมาเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเดินทางจะได้ใช้หยอดตู้โทร.หาญาติที่นี่ได้ ไม่นึกเลยว่าไอ้เศษเหรียญฉุกเฉินจะทำให้ชีวิตกูเกิดเหตุฉุกเฉินเสียเอง สรุปผมขนเงินสดเข้าสหรัฐอเมริกาเกินมาหนึ่งดอลลาร์ห้าสิบเซนต์... ต้องเขียนเอกสารประกาศสินทรัพย์ติดตัวให้กับรัฐบาลยูเอสเก็บไว้เป็นหลักฐาน

    นาทีนั้นผมรีบกรอกเอกสารให้เฮียหวังแกไป เพราะเริ่มพะวงกับเวลาเที่ยวบินที่ใกล้เข้ามา ตอนนั้นเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง คนอื่นเขาคงไปรอที่หน้าเกตกันหมดแล้ว มีแต่กูนี่แหละที่ยังนั่งขีดๆ เขียนๆอยู่เลย แล้วอีแบบฟอร์มนี่แม่งก็ยาวเฟื้อย ต้องมานั่งเขียนตัวบรรจงทีละช่องๆ ที่พักอยู่ที่ไหน วีซ่าเป็นประเภทใด โรงเรียนชื่อว่าอะไร อยู่เมืองไหนในประเทศไทย กรุ๊ปเลือดอะไร ชอบไส้กรอกเซเว่นฯ รสไหน ฯลฯ โอ๊ย จะอยากรู้ประวัติกูอะไรขนาดนี้! 

    กรอกเสร็จหันไปมองนาฬิกา

    ฉิบหายแล้วครับ อีก 15 นาทีเครื่องออก!

    ผมรีบเข็นลูกควายสองตัวไปโหลดขึ้นเครื่องสู่นิวยอร์ก

    หยุดงมดูแผนผังของสนามบินซานฟรานซิสโกและพยายามหาว่าเครื่องของฉันมันอยู่เทอร์มินอลใด พอรู้พิกัดถึงกับเหวอ เพราะมันอยู่คนละอาคาร! ต้องนั่งรถไฟฟ้าไปอีกสามป้าย แล้วจะทันมั้ยวะเนี่ย!! อีก 10 นาทีเครื่องออกแล้วนะเว้ย!!

    นอกจากงานประกาศรางวัลแล้ว การได้ยินชื่อเราถูกประกาศออกเสียงตามสายนั้นมักเป็นเรื่องไม่ค่อยดี

    “มิสเตอร์สิริปัตตราาาชายยย ดิสอิสยัวร์ลาสต์คอลล์!” 

    เข้าประตูเทอร์มินอลมาก็ได้ยินเสียงประกาศชื่อตัวเองเลย อะไรกูจะวีไอพีขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้น ผมกับลูกควายสองตัวก็มาถึงบูธเดลต้าแอร์ไลน์ในสภาพเหงื่อแตกทั่วร่าง ผมยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่ เธอรับไปดู

    “เจเอฟเค!!” เสียงเธอดังลั่น

    ไม่ต้องมาตกใจเลย ก็กูมัวแต่กรอกแบบฟอร์มให้ประเทศมึงนี่แหละ!

     เจ้าหน้าที่บอกว่ายูไปอยู่ที่ไหนมา คนที่จะบินไปนิวยอร์กเขาขึ้นเครื่องไปหมดแล้วโว้ย ผมได้แต่บอกซอร์รี่ ไอผิดเอง กระเป๋าสองใบถูกโหลดขึ้นเครื่องเรียบร้อย เจ้าหน้าที่สาวคนดำเช็กชื่อของผมอีกครั้ง และยื่นตั๋วกลับคืนมาให้ เธอบอกผมสั้นๆ ว่า “Run”

    ผมวิ่งแบบไม่คิดอะไรทั้งสิ้น นาทีนั้นลืมไปเลยว่าไม่ได้นอนมาหนึ่งวันเต็ม อยู่ดีๆ เรี่ยวแรงมันก็สูบฉีดมาจากไหนไม่รู้ อะดรีนาลีนหลั่งพลุ่งพล่านไปทั่วตัว แต่ไอ้สนามบินนี่แม่งกว้างจังวะ และอีเสียงตามสายแม่งก็ประกาศชื่อกูอีกแล้ว 

    “มิสเตอร์สิริปัตตราาาชายยย ดิสอิสยัวร์ลาสต์คอลล์!”

    “มิสเตอร์สิริปัตตราาาชายยย ดิสอิสยัวร์ลาสต์คอลล์!”

    กูรู้แล้ววววว มิสเตอร์สิริปัตตราาาชายยยกำลังควบสุดชีวิตอยู่นี่แหละ! 

    ถ้ายูเซน โบลต์มาเห็นฟอร์มผมตอนนี้ รับรองเชิญเข้าร่วมทีมวิ่งจาไมก้าแน่นอน

    ตกเครื่องครั้งแรกในชีวิต

    เจ้าหน้าที่บอกว่าเครื่องบินลำของผมมันออกจากรันเวย์ไปแล้ว ยูเซน เบ๊นแทบจะเข่าทรุดลงกับพื้น อยากเอามือกุมหัว กู่ร้องว่าโอ้ กู-ตก-เครื่อง

    นาทีนั้นมันมืดแปดด้าน ผมไม่รู้จริงๆ ว่าตกเครื่องแล้วต้องทำยังไงต่อ ต้องไปที่ไหน ต้องติดต่อกับใคร แล้วภาษาอังกฤษก็ง่อนๆ แง่นๆ ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่ากูคงติดค้างอยู่ในนี้แบบทอม แฮงค์สในหนังเรื่อง The Terminal แน่ๆ

    เจ้าหน้าที่คงเห็นท่าทีเหวอแดกของผมเลยบอกให้รออยู่นี่ก่อนแล้วเธอจะหาหนทางให้ เธอก้มลงเช็กคอมพิวเตอร์สักพัก แล้วเงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “ยูมีสองทางเลือก คือรอไฟลต์พรุ่งนี้เลย หรือนั่งเครื่องไปลงเมืองซินซินเนติก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องไฟลต์เช้าไปยังนิวยอร์ก”

    ผมถามเธอกลับว่าถ้าจะบินไปซินซินเนติ ไอต้องจ่ายค่าตั๋วเพิ่มหรือเปล่า เธอส่ายหน้า ผมคิด อันตัวเรานั้นไม่ใช่ทอม แฮงค์สและตอนนี้อยากถึงบ้านให้เร็วที่สุด อยากอาบน้ำ อยากนอน อยากพักผ่อน

    ผมจึงบอกเธอว่า “โอเค ไอจะไปซินซินเนติ”

    เครื่องบินระหว่างรัฐในอเมริกาโดยมากมักจะเป็นลำเล็ก เครื่องที่ผมขึ้นมีที่นั่งทั้งหมดแค่สี่แถว ความยาวน่าจะประมาณสองรถทัวร์ต่อกัน ที่นั่งของผมอยู่ด้านหลังสุดของเครื่อง เก้าอี้อื่นๆ ในแถวว่างเปล่า นี่คงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋วเพิ่ม สายการบินอาจมีนโยบายประมาณว่า ถ้ามีที่เหลือ ก็จับผู้โดยสารกรณีฉุกเฉินแบบนี้ใส่เข้าไปละกัน

    เครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าตอนตีสองกว่า ผมมุ่งหน้าสู่เป้าหมายใหม่พลางมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วคิด...

    เออ แล้วซินซินเนติมันอยู่ส่วนไหนของโลกวะเนี่ย???

    หลังจากเครื่องขึ้นได้ไม่นาน ผมชะเง้อมองไปข้างหน้า เห็นผู้โดยสารส่วนใหญ่หลับกันหมด ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นเที่ยวบินรอบดึก และที่จริงผมก็ควรจะหลับตามเขาไป เพราะสภาพตอนนี้ทั้งโทรมทั้งเพลีย ข้างนอกก็เหนื่อยข้างในก็เหนื่อย แต่ให้ตายเถอะ ผมหลับไม่ลง ตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจในชีวิต ไม่รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน จะถึงที่หมายหรือเปล่า แล้วต่อไปจะต้องเจออะไรอีก

    นาทีนั้น ผมอ่อนแอฉิบหาย มองออกไปข้างนอกเจอฟ้าแลบน่ากลัว กัปตันประกาศให้ทุกคนรัดเข็มขัด เครื่องบินพุ่งเข้ากลุ่มเมฆสีเทา เครื่องสั่นสลับกับตกหลุมอากาศ ผมเพิ่งรู้ว่าเวลาเครื่องบินเล็กโคลงเคลงนั้นน่ากลัวมาก ผมนั่งใจเสียอยู่คนเดียวมืดๆ ในแถวหลังสุดของเครื่อง หันไปมองหน้าตัวเองในหน้าต่างแล้วพบว่ามันมีความรู้สึกที่ตีกันอยู่เต็มไปหมด ทั้งความกังวล ความเหนื่อยล้า ความกลัว ความสับสน ความสิ้นหวัง ยิ่งสบตาตัวเองในกระจกนานเข้า น้ำตามันก็จะไหล  

    แม่งเอ๊ย สุดท้ายเปิดมาบทแรกกูก็ดราม่าจนได้

    ราวเจ็ดโมงเช้า ผมก็อยู่ในเมืองที่ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของโลกสนามบินช่วงเช้าตรู่แทบจะว่างเปล่า เหลือแต่พนักงานดูดฝุ่นกับตัวผมผู้โดยสารคนอื่นกลับบ้านกลับช่องไปหมดแล้ว พวกที่จะขึ้นเครื่องไปนิวยอร์กก็ยังมาไม่ถึง เพราะกว่าเครื่องจะออกก็อีกตั้งสี่ชั่วโมง 

    ตอนนั้นผมโคตรอยากนอนเหยียดยาวบนม้านั่ง แต่ว่าไม่กล้าไม่ใช่เพราะกลัวพนักงานจะด่านะครับ แต่เพราะถ้านอนตอนนี้มันต้องหลับยาวลืมโลกแน่ๆ แถมถ้าพลาดไฟลต์นี้อีกก็ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตแล้ว สุดท้ายเลยได้แต่นั่งเหม่อๆ เหงาๆ รอเครื่องอยู่คนเดียวไม่มีแสงไฟสวยๆ หรือควันบุหรี่ล่องลอยแบบหนังหว่องกาไว มีแต่เสียงเครื่องดูดฝุ่นเป็นดนตรีประกอบฉาก แม่งไม่เห็นจะเท่เลย

    ผมทบทวนเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาแล้วก็ทั้งขำทั้งขื่น นี่แค่วันแรก แถมยังไม่ทันถึงนิวยอร์กดียังเจอซะขนาดนี้ ถ้าเปรียบชีวิตต่างแดนของผมคือการวิ่งร้อยเมตร พอกรรมการยิงปืนขึ้นฟ้า ผมคงสะดุดล้มหัวทิ่มตั้งแต่ก้าวแรก

    ดูเริ่มต้นได้ไม่สวยงาม แต่ต่อมาผมกลับรู้สึกว่าตัวเองโชคดี

    โชคดีที่มีโอกาสได้เตรียมพร้อม

    เพราะสามปีถัดจากวันนั้น หัวผมยังต้องทิ่มอีกเยอะ




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in