Movies Maniapanchess
Snowpiercer รถไฟสายชนชั้น
  • Snowpiercer ยึดด่วนวันสิ้นโลก ภาพยนตร์ไซไฟภาษาต่างประเทศเรื่องแรกของผู้กำกับรางวัลออสการ์ชาวเกาหลีบงจุนโฮ ถูกดัดแปลงจากนิยายกราฟิกโนเวลของฝรั่งเศส Le Transperceneige 

    ว่าด้วยยุคสมัยที่โลกถูกปกคลุมด้วยหิมะ หนาวเย็นจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ มนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายจึงต้องตีตั๋วขึ้นรถไฟ Snowpiercer หัวรถจักรพลังอนันต์ที่พาทุกระบบนิเวศขับเคลื่อนไปรอบโลกอย่างไม่มีวันหยุด 

    ภายในรถไฟของSnowpiercer ถูกแบ่งออกเป็นชนชั้นต่างๆ ตามตั๋วที่คุณได้ซื้อมาทั้งระดับ First class หรือ Economy แต่ก็มีมนุษย์บางกลุ่มที่ลักลอบขึ้นรถไฟมาโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย พวกนี้จึงถูกจัดให้อยู่ในท้ายขบวนโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับความสะดวกสบายอะไรสักอย่าง เคอร์ติส (Chris Evans) ผู้นำกลุ่มท้ายขบวนและพรรคพวก ไม่พอใจกับสภาวะที่ถูกกดขี่ของคนท้ายขบวนที่โดนมานานร่วมสิบแปดปี เลยวางแผนก่อกบฎ เพื่อต้องการให้คนท้ายขบวนได้รับทรัพยากรและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่ากับผู้โดยสารในขบวนอื่นๆบ้าง 
    *เนื้อหาต่อไปนี้มีการพูดถึงส่วนสำคัญของภาพยนตร์

    Snowpiercer เป็นหนังที่น่าสนใจมากในแง่ของพล็อต เพราะเราย่อโลกทั้งใบให้มาอยู่ภายในรถไฟขบวนเดียว พร้อมกับความวายวอดที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือของมนุษย์ต่างชนชั้นตามสไตล์ของผู้กำกับบงจุนโฮ แต่เมื่อได้ดูแล้ว จริงๆรถไฟขบวนนี้มีประเด็นที่น่าสนใจกว่าเรื่องชนชั้น คือ เรื่องความสมดุลของระบบนิเวศ 


    ในขณะที่ประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรมีจำกัด

    เมื่อเราได้เดินทางไปพร้อมกับคณะของเคอร์ติส ผ่านรถไฟขบวนแล้วขบวนเล่า ทุกคนจะรู้ว่าทรัพยากรหลากหลายสายพันธุ์ที่ถูกคัดเลือกให้ขึ้นมาอยู่ในรถไฟขบวนนี้ มีไม่พอเลี้ยงประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้แน่ เพราะขนาดการกินซูชิของกลุ่มคนหัวขบวนยังมีการอนุญาตให้กินได้แค่ปีละสองครั้งเท่านั้น 

    หน้าที่ของวิลฟอร์ดผู้สร้างหัวรถจักรขบวนนี้ นอกจากจะต้องพารถไฟให้ขับเคลื่อนต่อไปไม่มีวันหยุดแล้ว ยังต้องคอยควบคุมระบบนิเวศให้สมดุลอยู่เสมอด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมวิลฟอร์ดถึงไม่กำจัดพวกท้ายขบวนทิ้ง ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าจะก่อกบฎกันอีกแน่ๆ นั่นก็เพราะเขาต้องการให้เกิดการลดจำนวนประชากรกันเองโดยชอบทำอย่างไรล่ะ ฟังแล้วน่ากลัวซะไม่มี เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นทุกๆ สิบปีนี้ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาขึ้นเพื่อต้องการลดประชากรอย่างชอบธรรมด้วยรึเปล่า


    เคอร์ติสเดินทางไปหัวขบวนด้วยความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่แบ่งทรัพยากรและพื้นที่ให้ทุกคนเท่าๆ กันล่ะ และพอเขายิ่งเห็นความฟู่ฟ่าและเนื้อที่ถูกใช้ไปเพื่อความบันเทิงของพวกหัวขบวนแล้วก็ยิ่งเจ็บปวด แต่แล้วความคิดของเคอร์ติสก็ถูกสั่นคลอน เมื่อเขาได้มาพบกับวิลฟอร์ด วิลฟอร์ดเชื่อว่า ทุกคนมีสถานะและหน้าที่ของตัวเองมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คุณขึ้นรถไฟมาฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แล้วคุณจะหวังอะไรอีกล่ะ กับความเท่าเทียมที่มันไม่เคยมีมาตั้งแต่แรก 

    ในตอนท้าย การปฎิวัติที่เคอร์ติสต้องการทำมาตลอดหลายปี กลับเป็นเพียงแผนการที่วิลฟอร์ดกับกิลเลี่ยม ชายแก่ท้ายขบวนที่เคอร์ติสนับถือ วางเกมส์ให้เดินตามเพื่อรักษาสมดุลของประชากรเท่านั้น และวิลฟอร์ดกับกิลเลี่ยมต้องการให้เคอร์ติสรับช่วงดูแลรถจักรนิรันดร์ต่อ ตรงจุดนี้เราสัมผัสได้ว่า เคอร์ติสช็อคมากและอาจจะรับข้อเสนอได้ ถ้าไม่เจอเด็กที่ต้องทำหน้าที่เก็บกากอุตสาหกรรมในเครื่องจักรซะก่อน เพราะมันเป็นส่วนที่จี้จุดการกระทำในวัยเด็กของเขา 


    จุดที่ไม่สมเหตุสมผลของหนัง
    มีอะไรแปลกๆ เยอะมากทีเดียวเหมือนกัน แต่ถ้าเอาความสนุก บางครั้งเราก็ต้องมองข้ามความเป็นจริงไปบ้าง เช่น เราเดินทางรอบโลกผ่านกี่ทวีป อะไรจะรู้ภูมิศาสตร์ได้แม่นยำขนาดนั้น แม่นขนาดที่ว่าต้องร้องเพลงฉลองวันเกิดที่จุดนี้เวลานี้ หรือ ผ่านไปอีกหน่อยจะเข้าอุโมงค์ก่อให้เกิดฉากแอคชั่นเท่ๆในความมืด หรือ ฉันมองเห็นเครื่องบินที่หิมะค่อยๆละลายตรงจุดนั้นทุกปีเลย มันก็เลยเป็นความรู้สึกแปลกๆเวลาดู แต่ถ้าไม่มีก็คงไม่ได้ เพราะหนังคงจะเรียบมาก 


    สรุป Snowpiercer ก็เป็นหนังดิสโทเปียที่สนุกในแง่ของความบันเทิง และแนวคิดที่ไม่ได้ยัดเหยียดให้กับผู้ชมมากเกินไป เพราะถึงจะเล่นประเด็นเครียดแต่ก็ดูสนุกเพราะถูกคั่นด้วยฉากแอคชั่นมันส์ๆ เราชอบความวายวอดของหนัง ให้ความรู้สึกคล้ายๆหนังของ Quentin Tarantino  นอกจากนี้ยังรู้สึกว่า Snowpiercer ก็มีกลิ่นอายของหนังดิสโทเปียวิพากษ์ระบอบเก่าๆหลายๆเรื่อง  อย่างแท่งโปรตีน ที่ไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร ก็พาให้นึกถึงหนังเรื่อง Soylent Green ที่ืทำมาจากเนื้อมนุษย์ การใส่แนวคิดเทิดทูนวิลฟอร์ดและหัวรถจักรให้กับเด็กๆ ว่าระบอบนี้ดีที่สุดก็มาแนวเดียวกับ 1984 และหนังแนวนี้อีกหลายๆเรื่อง
     

    หากจะชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนดูซีรี่ย์ ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสแต่อย่างใด กลับน่าติดตามมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะมีการเปลี่ยนรายละเอียดหลายๆส่วน โดยเฉพาะตัววิลฟอร์ด รวมทั้งมีการเพิ่มสเกลสังคมของแต่ละขบวนที่มีมากถึง 1,001 ขบวนไปด้วย รวมทั้งเล่นประเด็นการเหยียดชนชั้นหนักอยู่เหมือนกัน จริงๆก็อยากจะแนะนำให้ดูหนังก่อนดูซีรี่ย์นะ เพราะเห็นเพื่อนๆหลายคน ดูซีรี่ย์ก่อนแล้วงง แต่ก็แล้วแต่คนค่ะ เอาที่สะดวกจ้า



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in