ฟึ่บ ๆ ครืด ๆ
พอได้สติลืมตาขึ้นมา เครื่องบินก็ยังคงจอดนิ่งสนิทอยู่ที่เดิม แม้ว่าจะหลับไปราว ๆ หนึ่งชั่วโมงได้แล้วมั้ง จากประกาศของกัปตันก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ระบบของสนามบินล่ม ทำให้ต้องรันคิวเอง แล้วไฟลต์เราเป็นลำดับที่ 5 เอาล่ะในที่สุดก็จะ take off ละ เพราะเครื่องบินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ว่าก็ชะลอและเบรกกะทันหันจนเครื่องส่ายไปหมด ที่รับรู้ความรู้สึกส่ายนี้อาจเพราะอยู่ท้ายลำก็เป็นได้ ทำเอาเผลอสวดมนต์ในใจ เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปก็คือผิดคิว ไปวนอีกรอบก็ได้บินละ
โอเคหลับต่อได้ ด้วยความง่วงเพราะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสนามบินก็ผล็อยหลับคอพับทันทีที่ทั้งลำปิดหน้าต่างมืดสนิท
ฟึ่บ ๆ ครืด ๆ (เสียงนี้อีกแล้วสินะ)
ลืมตาตื่นอีกที หันไปมองข้างตัวที่นั่งติดกันเป็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังตวัดปากกาสีดำลงบนกระดาษ มีไฟอ่านหนังสือส่องลงมาที่เขาเพียงคนเดียว นี่มันฉากเปิดของการ์ตูนโชเน็นปะวะ ทำได้แค่เหลือบ ๆ ตาดูว่าเขาวาดอะไรแต่ก็เห็นไม่ถนัดนัก โอเคความง่วงเข้าตาก็เลยหลับต่อ เปลี่ยนท่าเอาหัวยันเบาะเก้าอี้ข้างหน้า ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่พอรู้สึกตัวว่ามีคนสะกิด คนข้าง ๆ นี่เองก็ลุกให้เขาออกไปห้องน้ำ พอเขากลับมาก็เดินเลยที่นั่งไปคิดว่าหาไม่เจอ หรือจะไปหาใครที่โซนหน้ารึปล่า ก็มองจนสุดสายตา น่าจะแค่เดินยืดเส้นแล้วกลับมา..วาดต่อ คราวนี้ไม่สนสี่สนแปดขอมองแบบเต็ม ๆ ตาหน่อยเหอะ โห วาดสวยมาก เป็นภาพสถานที่ Landscape กว้าง ๆ มีรูปคนที่พอมองออกว่าเป็นคนแต่ไม่ลงรายละเอียด มีวันที่และชื่อสถานที่ท้ายภาพ เช่น Kushida Shrine และมีตัวอักษรภาษาจีน หรืออาจจะเป็นตัวคันจิ เขาพลิกหน้าเติมรายละเอียดของภาพอื่นเรื่อย ๆ มีทั้งร้าน Mentaiko Buffet ศาลเจ้า ร้านอะไรอีกไม่รู้
สี่ซะห้าวันที่ฟุกุโอกะและที่อื่น ๆ ในภูมิภาคคิวชูผ่านไปไวซะยิ่งกว่าไว อากาศก็มีครบทุกฤดูร้อน ฝน หนาว วันที่ 1 เราช็อปๆๆๆ กันลูกเดียว อีกวันเราเช่ารถออกไปนอกเมืองเพื่อจะไป Yufuin Floral Village เป็นสาว ๆ ทั้งคันที่ไปเช่ารถ แต่งตัวก็แรง ก็เลยจะโดนมอง เติมน้ำมันไม่เป็นถ้าไม่ได้ ChatGPT ก็คงไม่ได้ออกจากปั๊ม เย็นนั้นเราไปเจองานอะไรไม่รู้เหมือนตลาดนัดกลางเมือง ระหว่างทางที่จะไปกิน Yatai โชคดีชะมัด มีเบียร์คราฟต์จากเมืองต่าง ๆ ทีนี้ก็ซื้อของกินและเบียร์ ทั้งเนื้อที่หอมนุ่มละมุนลิ้น และแกงกะหรี่เนื้อที่อร่อยเกินบรรยาย โว้ยอยากกินอีก ยากิโซบะที่เค็มเจ็บไตขอผ่าน และพวกเราเลือกเบียร์จากนางาซากิ คนอื่นกินยูซุ alc 3% เรากินเบียร์น้อยหน่า alc 6% กลิ่นดียูนีคมากกก จนมีคนไปบอกคนทั่วออฟฟิศว่านี่ชวนกินเบียร์ทุกวัน จะบ้า แต่เรื่องจริง 55555 ส่วนสาเหตุที่คอ(ค่อนข้าง)แข็งน่ะ ก็ตอบไปสั้น ๆ ว่า "มันอยู่ในสายเลือด" เหมือนกับแฮร์รี่ที่เป็นซีกเกอร์ที่เก่งเพราะพ่อก็เป็นซีกเกอร์นั่นแหละ พ่อเราน่ะขี้เมา แถมยังได้ยินว่าปู่ก็เหมือนกัน
แล้วก็วันที่ 3 เราซื้อทัวร์ไป ASO Mt. ซึ่งเริ่มวันก็ฝนตกแล้ว เมารถบัส ฝนตก ไม่เห็นอะไร แต่ได้ไปศาลเจ้ากับ Takachiho Gorge ก็น่าพอใจละ มื้อเย็นวันนี้เราไปกินเมนไทโกะกัน อร่อยสุดยอดแต่ก็เค็มนัวสุดชีวิต หน้าบวมตัวบวมไปหมด ต้องกินน้ำลดบวมกับชาทะลวงไขมันทุกวัน จะบ้า
วันต่อไป เราไป Dazaifu กัน แพลนของวันนี้คือไปร้านกิโมโนที่จองไว้ ถ้ามาเองคงไม่ทำอะไรแบบนี้แน่ ๆ แต่ก็สนุกดี เราใส่ 5 คน 5 สี คุณป้าญี่ปุ่นที่เดินผ่านพูดว่า คาวาอี้ ในร้านกิโมโนมีชายฉกรรจ์ออกมาต้อนรับ คืออึ้งไปแป๊บแล้วก็คิดได้ ช่างผมญี่ปุ่นน่ะส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่ก็จะมีผู้หญิงใส่ชุดให้ แล้วตกเย็นก็ซื้อของฝากๆๆ ตั้งใจซื้อของฝากเยอะๆ จะได้ให้ทั่วๆ เท่าที่จะทำได้ เพราะรู้สึกว่าได้ตั๋วเครื่องบินฟรีมาจากภาษีประชาชน ใครจะไปคิดว่าจะได้เป็นผู้โชคดีในรอบแก้ตัว ทั้งกรี๊ดทั้งกระโดดแทบบ้า ลุ้นเลขท้ายกัน 3 คน เราได้เฉย เหมือนฝัน เกิดมาไม่เคยถูกรางวัลอะไรเลยดวงจู๋มาก ๆ นึกขอบคุณอะไรก็ตาม
เอาล่ะ ได้เวลานอนปาเข้าไปตีหนึ่งละ เราต้องไปถึงสนามบิน รอเช็กอิน 6 โมง หลับตาวื้บเดียวรถที่เรียกไว้มารอหน้าบ้านละ (เราเช่า Airbnb) ได้เวลากลับแล้ว พอถึงสนามบิน เดินไปที่ประตูเห็นข้างในมีคนทำความสะอาดอยู่ 2 คน ประตูไม่เปิด เดินอ้อมกันไปอีกประตูก็ไม่เปิด ท่าไม่ดีละ ขอให้สิ่งที่คิดผิดทีเถอะ จนได้สติแล้วถามแชท สนามบินฟุกุโอกะเปิดกี่โมง แชทบอกตี 5 น้ำตาแทบไหล นึกว่าสนามบินทุกที่จะเปิด 24 ชั่วโมงซะอีก มันจะไม่เป็นไรเลยถ้าตอนนั้นอากาศไม่ได้อยู่ที่ 10 ต้นๆ กับเสื้อผ้าที่หนาไม่พอ ทำยังไงได้นอกจากนั่งรอหนาว ๆ ลมก็พัดแรงจนต้องตั้งกำแพงกระเป๋าไม่ให้ลมพัดเข้ามา รอเวลาเปิด จนตี 4.50 ลุงยามก็เดินมาหาแล้วพูดประมาณว่า โอเพิ่นๆ คงจะสงสารเด็กพวกนี้ที่ใกล้จะแข็งตาย 555555
ระหว่างรอเกตเปิดเราก็เม้ามอยกันว่าชอบเมนูไหนหรือสถานที่ไหนมากที่สุด สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นคู่สามีภรรยาคู่นึงอายุน่าจะประมาณพ่อกับแม่ เดินไปต่อแถวเช็กอิน แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตานั่นเพราะคุณลุงเหมือนกำลังถืออะไรบางอย่างในมือ และมองไปที่ด้า่นบนเพดานสนามบิน ฉันรู้ว่าเขากำลังทำอะไร ก็ยิ้มออกมาเลย พวกเรานั่งแยกกันบนเครื่องบิน ฉันอยู่ริมทางเดินข้างหลังสุดเลย พอฉันได้เห็นผู้ร่วมแถวอีก 2 คนก็ดีใจมาก คุณลุงคุณป้าที่เจอก่อนหน้านี้ คุณลุงนั่งข้างฉัน เขาถือสมุดไม่ห่าง หยิบมันขึ้นมาพลิก ๆ วาด ๆ ตลอดเวลา ฉันไม่กล้ามองมากนัก แต่รู้สึกได้ถึงแพสชั่น เห็นพอดีว่าหน้าสุดท้ายของคุณลุงคือที่สนามบิน ฟินโว้ย คิดในใจว่าถ้าเขาไม่ใช่นักวาดมืออาชีพก็คงจะเป็นสถาปนิกแน่ ๆ เพราะวาด Landscape ได้สวยมาก
กลับมาจากทริปทีไรน่ะ ฉันชอบมาเล่าเรื่องราวผจญภัยสนุก ๆ ให้พ่อกับแม่ฟัง บอกว่าเห็นคุณลุงแล้วนึกถึงพ่อ บวกกับเราซื้อลูกปัดจากร้านคุณป้าที่ Yufuin ให้พ่อ ร้านนี้น่ะขายทั้งลูกปัดแยกและทำสร้อยให้ด้วย โคตรจะคราฟต์ แกแถมรูปให้ด้วย ชีวิตวัยเกษียณของพ่อว่างเกินไปจนต้องไปเปิดร้านเวิร์กชอปทำสร้อยข้อมือ ทำสมุด Journal และตราปั๊มที่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ด้วยคำแนะนำของฉันเอง พ่อก็เลยวาดรูปสถานที่นั้นในสมุดตัวอย่างเพรา่ะได้แรงบันดาลใจจากคุณลุงในเรื่องเล่าของฉัน และลูกค้าพ่อก็ชอบลูกปัดจากญี่ปุ่นมาก ๆ ถ้าหมดแล้วจะหาซื้ออีกก็คงไม่ได้
เป็นทริปที่เราได้เติมไฟ เสพศิลปะ วัฒนธรรม และอาหารมาพอสมควร เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานมากจริง ๆ ได้รู้จักคนใหม่ ๆ (เพราะทริปนี้ก็ไปแปะเค้าอีกแล้ว) สถานที่ใหม่ ๆ และได้เห็นทิวทัศน์ที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นสน แบบแหลม ๆ เป็นอย่างนั้นตลอดทางที่เราไปยูฟูอิน กับการเปิดเพลงญี่ปุ่นคลอไปตลอดทาง ฝนพรำ ๆ บรรยากาศดีมาก และเพลงประกอบทริปนี้ขอยกให้ ルージュの伝言 (Rouge no Dengon) - Yumi Arai ที่เราได้ฟังด้วยกันในบ้านของแม่มดน้อยกิกิและระหว่างทางกลับจากยูฟูอิน
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in