Janie’s Reviewsjanieishappy
Misc: ขอวีซ่าท่องเที่ยว USA
  • เริ่มต้นด้วยการกรอกใบสมัครในฟอร์ม DS-160 ทางเว็บ >> นี้ << เรากรอกเองไม่ได้ให้ใครกรอก กรอกไปตามความจริงทุกอย่าง เน้นเรื่องหน้าที่การงานเป็นหลักว่าทำงานอะไร ใส่รายละเอียดงานของเราแบบละเอียดนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ยาวจนเกินช่อง ก็แบบย่อๆ สั้นๆ อะนะ กรอกเสร็จ ปริ้นท์ใบคอนเฟิร์มมา และก็ปริ้นท์ DS-160 ที่กรอกแล้วออกมาดูด้วยเผื่อลืมว่าตอบอะไรไปบ้าง เพราะกว่าจะถึงวันนัดสัมภาษณ์นี่บอกตามตรงว่าลืมหมดแล้ว ปล. ในการกรอกฟอร์ม DS-160 นี้จะมีให้อัปโหลดรูปด้วย รูปก็หน้าตรง เปิดหู พื้นหลังขาว 2x2 นิ้ว จะถูกต้องที่สุด เห็นหน้าเต็มๆ ไม่แต่งไม่รีทัช แบบที่รีทัชจนออกมาเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนี่ไม่เอา ไม่ผ่าน ปล ของเราไม่ได้เตรียม ใช้รูปที่มีอยู่ พื้นหลังสีฟ้า ตอนอัปโหลดอ่ะได้ แต่วันสัมภาษณ์ต้องเอารูปพื้นหลังขาว 2x2 นิ้ว ไป 1 รูป

    พอกรอกเสร็จเรียบร้อยก็ไปเว็บ >> นี้ << สร้างบัญชีแล้วก็คลิกไปตรง "การสมัครขอวีซ่าใหม่/นัดสัมภาษณ์วีซ่า" ก็ตอบคำถามนั่นนู่นนี่ไปอีกรอบ แล้วก็ปริ้นรายละเอียดการจ่ายเงินค่าธรรมเนียมมา จ่ายได้ 2 ช่องทางนะ ที่ธนาคารกรุงศรีฯ แล้วก็น่าจะจ่ายผ่านเน็ตได้ เราเลือกจ่ายที่ธนาคารเลยไม่รู้ว่าอีกแบบต้องทำไง

    วิธีการจ่ายที่ธนาคารก็ปริ้นท์ใบรายละเอียดมา มันจะมีวันหมดอายุของใบนั้น ต้องจ่ายก่อนวันที่มันกำหนดไว้ แล้วก็ปริ้นท์สลิปแบบฟอร์มของธนาคารมากรอกแล้วไปจ่ายตังที่ธนาคารกรุงศรีฯ สาขาไหนก็ได้ เราไม่ได้ปริ้นท์อีใบสลิปไปเพราะคิดว่าที่ธนาคารคงมี แล้วก็มีจริงๆ เราโดนค่าธรรมเนียมไปประมาณ 5,280 จ่ายเสร็จก็รอสองวันทำการ ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ นั่งรอเฉยๆ พอครบสองวันก็จะมีอีเมลส่งมาว่าการจ่ายเงินของเราเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปในเว็บอันที่สองใหม่ ล็อคอิน เราจำไม่ได้ว่าคราวนี้เรากด "การสมัครขอวีซ่าใหม่/นัดสัมภาษณ์วีซ่า" ที่แถบซ้ายเหมือนเดิม หรือว่า "การชำระค่าธรรมเนียม" กดๆ มั่วๆ ไปเหอะ พอถึงหน้าเรื่องการจ่ายตัง เลขของเรามันก็จะขึ้นมาให้เองเลย ไม่ต้องกรอกเพิ่ม แล้วก็นัดวันและเวลาไปสัมภาษณ์ตามวันว่างที่เขามีให้เลือก แล้วก็ปริ้นท์ไปนัดสัมภาษณ์ออกมาค่ะ

    ระหว่างรอนัดสัมภาษณ์เราก็ไปทำการขอเอกสารต่างๆ ใบรับรองนั่นนี่มาเตรียมไว้ คุ้นๆ เหมือนกับว่าพวกใบรับรองนี้ต้องไม่เกิน 1 เดือน ด้วยมั้งนะ

    เราเลือกนัดเช้า 7:00 ก็ต้องไปถึงสถานทูต (ตรงถนนวิทยุ) ก่อน 6:45 ไปถึงก็ต่อแถวให้เจ้าหน้าที่เอาสติ๊กเกอร์ที่มีชื่อเรามาแปะบนหนังสือเดินทางของเรา บนนั้นจะมีเลขรหัส EMS ในกรณีที่วีซ่าคุณผ่าน เขาจะเอาหนังสือเดินทางของเราไปทำวีซ่าแล้วส่งมาตามที่อยู่ที่เรากรอกไป ก็จดเลข EMS นั้นมาเพื่อ track 

    ที่สำคัญที่สุด เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเวลาและอารมณ์ สัมภาระต่างๆ ควรเอาไปแต่น้อย พกเอกสารใส่แฟ้มใสไป กระเป๋าเอาเข้าไปได้แต่ต้องไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ในนั้น โทรศัพท์มือถือพกไปได้แต่ต้องฝากกับเจ้าหน้าที่ตรงป้อมด้านหน้า ฝากได้คนละ 1 เครื่อง เพื่อความสะดวก หูฟัง สายชาร์จ พาวเวอร์แบงค์ ไม่ต้องเอาไปค่ะ เอาออกไปให้หมด แล้วอย่าลืมบัตรประชาชน เพราะตอนฝากมือถือเขาจะขอบัตรประชาชนด้วย 

    หากใครมีของใช้จำเป็นที่ต้องเอาเข้าไปด้วย เช่นบางคนขอวีซ่าให้ลูกเล็กด้วย ก็ไม่ต้องเอารถเข็นลูกไปนะคะ เพราะเขาไม่ให้เอาเข้า ขวดนม ของใช้ของเด็กก็ใส่ถุงใสไป เอาเข้าได้ ตอนเราไปมีคนเอารถเข็นเด็กมาด้วย รถก็ไม่ได้เอามา เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เอาไปฝากที่ร้านฝากแถวๆ สถานทูต เขาบอกมีร้านรับฝากของอยู่ ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้ว่าที่ไหน คนที่มีมือถือสองเครื่องก็โดนจ้า พาวเวอร์แบงค์ สายชาร์จ ไรพวกนี้ให้ไปฝากที่ร้านหมด เราจำได้ว่าน่าจะหูฟังนะที่อนุโลมให้เอาฝากไว้กับโทรศัพท์ได้ ปิดเครื่องแล้วก็แนบบัตรประชาชนไป เขาก็จะให้บัตรเล็กๆ เรามา เป็นเบอร์ช่องที่เราฝากมือถือไว้ เอาไว้ตอนออกก็แลกคืน

    ฝากมือถือเสร็จก็ต่อแถวเพื่อผ่านการตรวจต่างๆ เพื่อความปลอดภัย ก็เหมือนเวลาขึ้นเครื่องอะค่ะ ไม่มีไรมาก เข้าไปปุ๊บจะมีเคานเตอร์ด้านนอกอยู่ เขาจะมีเวลาสัมภาษณ์บอกอยู่หน้าเคานเตอร์ ใครที่มาเร็ว ยังไม่ถึงเวลาเข้าก็นั่งรอไปค่ะ ใครที่ถึงเวลาแล้วก็ไปต่อแถว อันนี้ทำไรไม่รู้ ลืมแล้ว ฮ่าๆๆ เสร็จก็เดินเข้าไปด้านในห้องเลย ไม่ต้องรอ เขาจะมีป้ายบอกตลอด ไปตามป้ายเลยค่ะ

    ด้านในจะมีตู้เล็กๆ ถ่ายรูปให้ด้วย 150 บาท เครื่องไม่มีทอนนะคะ ถ้าใส่ 160 หรือ 200 ไป มันไม่ทอนจ้า พกแบงค์ 50 ไปด้วย ถ้าไม่แน่ใจว่ารูปที่ตัวเองมีจะผ่านไหม รูปที่ถ่ายตู้นี้ใช้ได้ค่ะ ใครที่ขี้เกียจเตรียมก็มาถ่ายรูปในตู้นี่ก่อน ได้ปุ๊บก็ไปต่อแถว -- ของเรารูปที่อัปโหลดไปไม่ผ่าน แล้วเราไม่ได้สนใจจะเตรียมไป ก็ต้องออกจากคิวไปถ่ายที่ตู้นั้นแล้วมาต่อคิวใหม่ เมื่อยมากค่ะ บอกตรงๆ ยืนอย่างเดียวเลย เบื่อ พอถึงคิวเราๆ ก็เอารูปที่ถ่ายจากตู้นั้นให้เจ้าหน้าที่ เขาก็สแกนใหม่ เอกสารโอเคแล้วก็ไปช่องต่อไปที่เป็นคุณลุงฝรั่งน่ารักๆ เหมือนจะสแกนบาร์โคดอย่างเดียวแล้วก็เดินไปต่อคิวสัมภาษณ์ ตอนแรกคนสัมภาษณ์มีแค่ 2 ช่อง แต่เนื่องจากเรารูปไม่ผ่านต้องไปต่อคิวใหม่กว่าจะได้สัมภาษณ์ก็สาย ช่องสัมภาษณ์ก็เพิ่มเป็น 3 ช่อง 

    เนื่องจากเรากรอกข้อมูลลง DS-160 ตามความจริงว่าจะไปเที่ยวกับแฟนแล้วก็กรอกบ้านแม่แฟนไปว่านี่คือสถานที่ๆ เราจะไปพักระหว่างที่อยู่ที่นู่น เจ้าหน้าที่ถามว่าเราจะไปทำอะไร (เยี่ยมครอบครัวแฟนและเที่ยวด้วย) ไปกับใคร (แฟนคนอมเริกัน) คือมิสเตอร์ xxx นี้ใช่ไหม (ใช่) คบกันมากี่ปีแล้ว เจอกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ไหน เคยไปอเมริกาไหม (ไม่เคย) ก่อนหน้านี้มีไปที่ไหนมาบ้าง (บาหลี ลาว แล้วก็ญี่ปุ่น) อ่าว หนังสือเดินทางเล่มที่มีญี่ปุ่นล่ะ (ไม่ได้เอามา ไปตอนเรียนมหาลัย) คุณทำงานเป็นทนายเนอะ (ใช่) หน้าที่หลักๆ คุณทำอะไรบ้าง เงินเดือนเท่าไหร่ เรียนจบแล้วทำที่นี่เลยใหม่ (เปล่า) คุณเรียนจบที่ไหนมา (บอกชื่อมหาลัย) แล้วหลังเรียนจบคุณทำอะไร (เรียนต่อ/ขอใบอนุญาตว่าความ พอได้ใบอนุญาตถึงค่อยมาทำงาน) แล้วก็ทำที่นี่มาตลอดเลยจนถึงปัจจุบัน (ใช่) แฟนคุณตอนนี้อยู่ไหน (อยู่กรุงเทพ) ทำอะไรอยู่ (ทำงาน...) เขาอยู่ด้วยวีซ่าอะไร -- ทุกสิ่งที่เราพูดไป นางพิมพ์ใส่คอมหมด แล้วเหมือนนางพิมพ์ไม่ทัน เรายืนเบื่อๆ หน้าเคานเตอร์ นางก็บอก กรุณารอสักครู่นะ ยังไม่เสร็จ เราก็โอเค คือเมื่อยและปวดหลังมาก ยืนรอนานไป หมอออโธต้องกุมขมับ น่าจะ 3 นาที ได้มั้งหรืออาจจะ 5 นาที ในการสัมภาษณ์ เราไม่แน่ใจ พอเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูลที่เราตอบๆ ไปเสร็จ นางก็ยิ้มเจื่อนๆ ให้เราแล้วบอกว่าเราว่า Sorry, you're not qualified for non-immigrant visa. Please read this card for the reason why we rejected you and thank you for you time. นางหยิบกระดาษเล็กๆ ใหญ่กว่าหนังสือเดินทางนิดนึงแนบไว้แล้วก็ส่งหนังสือเดินทางคืนให้เรา เราหยิบหนังสือเดินทางคืนมาพร้อมกับพูดไปว่า That's alright. โดยไม่มองหน้านางแล้วก็เดินเชิดออกมา โกรธมาก บอกตรงๆ

    ตอนนั้นคำถามร้อยแปดในหัวว่าทำไมๆๆๆๆๆๆๆ และอยากด่าด้วยว่า เฮ้ ถ้าจะไม่ให้แค่แรกเพราะแค่เรามีแฟนเป็นคนเมกันก็บอกแต่แรก ไม่ต้องมาให้ลุ้นปะ แล้วอีกอย่างนะ เอกสารเกี่ยวกับการทำงานและอาชีพของเราๆ เตรียมไปหมดแต่นางไม่ขอดูเลยจ้า ในขณะที่ช่องข้างๆ พอถึงคิวปุ๊บก็ขอเอกสารการทำงานทันที คือรู้เลยว่ามีธงอยู่แล้ว ตอนที่เรายืนรอเราก็รู้แล้วแหละว่าไม่ได้ เพราะพี่แกเล่นถามๆๆๆ แบบไม่ขอเอกสารเลย เหมือนถามพอเป็นพิธีแล้วก็บอกว่า ขอโทษนะ คุณไม่ผ่าน บรัยยยย -- คือแบบ กูเมื่อยว้อยยยยย แล้วก็โคตรจะเวลาการทำงาน เสียเวลาการเตรียมเอกสาร เสียดายเงินค่าสมัครและค่าขอใบรับรองการเป็นทนายความ เสียเวลาตื่นเช้า เสียเวลารอ ยืนรอคิวแกมันปวดหลังรู้ไหม อีหอย คือแบบหงุดหงิดสุด

    ออกมาก็บอกแฟนว่าไม่ได้นะ แฟนก็แบบเห้ย ทำไมๆๆๆๆ ตอนแรกนางคิดว่าเราพูดเล่น พอนางรู้ว่าเราพูดจริงนางก็ไปกูเกิลดูว่า ถ้าหญิงไทยมีแฟนเป็นหนุ่มเมกันต้องขอแบบคู่หมั้น หรือถ้าแต่งงานก็ขอแบบคู่สมรส ขอท่องเที่ยวนี่พวกนางจะไม่ให้ผ่าน แฟนก็ขอโทษที่ไม่ดูข้อมูลก่อนทีจะให้เราสมัครวีซ่า เราก็แบบ อะไรวะ จะมาขอโทษทำไม นางก็บอกให้ลองสมัครใหม่ นี่ก็ถามไปว่าสมัครอันไหน ท่องเที่ยวหรอ นางบอกใช่ นี่ก็บอกจะสมัครไมให้เปลืองตัง มันลงข้อมูลไปแล้วปะว่ามีผัวเมกัน อีกอย่างนะ ถ้าได้วีซ่า ตอนเข้าประเทศก็ต้องมีตีกับตม.อีก นี่ไม่อยากสมัครไปอีกรอบแล้วโกหกว่าไปคนเดียวหรือว่าไปกับเพื่อน ในชีวิตการทำงานเราโกหกมามากพอแล้ว เราเบื่อ 

    วดฟ.มากค่ะ

    เมื่อเช้าแม่แฟนก็ส่งข้อความมาถามว่า "นี่เธอใจเย็นลงพอที่จะขอวีซ่าใหม่รึยัง"

    แม่ขา แม่ควรไปคุยกะลูกชายแม่ให้รู้เรื่องนะ เพราะว่าแฟนลูกชายแม่ยังหัวร้อนไม่หาย แล้วก็น่าจะหัวร้อนไปอีกนานด้วยค่ะ 

    สวัสดี
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in