Movie&Me 2019Yarimmie
'Moonlight' เมื่อการกีดกันทางพื้นที่คือการกีดกันทางโอกาส
  • XSPOILER ALERTX

               หากพูดถึงหนังเรื่อง Moonlight เชื่อว่าคอหนังรางวัลออสการ์คงคุ้นเคยชื่อนี้กันเป็นอย่างดี เพราะนับเป็นหนังต้นทุนน้อยที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ระดับโลกมาได้เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เราเองก็ได้มีโอกาสเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เข้าฉายช่วงแรก ๆ  และแน่นอนว่าหนังที่ได้รับประกันคุณภาพมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มฉายย่อมมีเนื้อหาที่สอดแทรกประเด็นน่าคิดไว้หลายประเด็นให้ได้ขบคิด รวมไปถึงเรื่องเมืองและชีวิตในเมืองของคนผิวสีในอเมริกาด้วย

    Amazon.co.uk

             แค่เห็นภาพโปสเตอร์ก็รู้ได้ว่าหนังนำเสนอเรื่องราวของคนผิวสีหรือคนผิวดำ (Black Americans) โดยบทของหนังถูกแปลงบทมาจากละครเวทีเรื่อง ‘In Moonlight Black Boys Look Blue’ ของ ทาเรลล์ อัลวิน แม็คเครนี่ย์ ซึ่งเขาเองก็คือคนที่ดัดแปลงงานเขียนตัวเองมาเป็นบทภาพยนตร์เองเลย เขาและแบร์รี่ เจนกินส์ได้ร่วมกันสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวแนวชีวิตของคนผิวสีในไมอามีผ่านตัวละครอย่างไชรอน (Chiron) ตั้งแต่ยังเด็กจนถึงโต แบ่งออกเป็น 3 ช่วงชีวิต คือ ช่วงที่ยังเป็นเด็ก หรือช่วง 'Little' ช่วงที่เป็นวัยรุ่นหรือช่วงที่เรียกว่า 'Chiron' และช่วงที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หรือช่วง 'Black' (ซึ่งเราก็เดาว่า 3 เฉดสีบนใบหน้าของไชรอนในโปสเตอร์คงเกี่ยวข้องกับ 3 ช่วงชีวิตของเขาในหนังสินะ)

    lavangardia.com

                หนังเรื่องนี้มีสถานที่หลักคือเมือง Liberty ซึ่งเป็นเขตชุมชนคนผิวดำในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา การที่หนังพูดถึงชีวิตอันยากลำบากของคนผิวสีในอเมริกาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังฟอร์มเล็กเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะกระแสหนังเรื่องการแบ่งแยกสีผิวและการเหยียดเชื้อชาติกำลังมาแรงในช่วงปีนั้นเช่น Hidden Figures หรือก่อนนั้นก็มี 12 Years A Slave ที่ได้รางวัลใหญ่ไปเช่นกัน 

            แต่ถึงอย่างนั้น หนังไม่ได้มุ่งนำเสนอประเด็นปัญหาสังคมของคนผิวสีในอเมริกาที่เหมือนกับหนังเรื่องอื่น ไม่ได้เน้นไปที่การถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในชุมชนของคนผิวดำที่ถูกแยกออกจากชุมชนของคนผิวขาวอีกที ตลอดทั้งเรื่องจะได้เห็นภาพชีวิตของคนผิวดำที่ต้องเผชิญกับปัญหาภายในกลุ่มของตนเองซึ่งไม่ต่างจากคนทั่วไปและอาจจะเรียกได้ว่าหดหู่ยิ่งกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีทั้งประเด็นเรื่องความเสื่อมโทรมของพื้นที่ ความยากจน ปัญหายาเสพติดการถูกกลั่นแกล้งในวัยเด็ก และหนังยังเลือกที่จะพูดถึงเรื่องความรักและอัตลักษณ์ทางเพศของไชรอนอีกด้วย

    variety.com

                การที่หนังดำเนินเรื่องด้วยชีวิตในแต่ละช่วงวัยของไชรอนทำให้เห็นว่าชีวิตของเด็กผิวสีคนหนึ่งในอเมริกา นอกจากจะเจอกับปัญหาการถูกแบ่งแยกเชื้อชาติและผิวสีแล้วยังต้องเจอกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่และแบ่งแยกเขาออกจากชุมชนที่อยู่อีกที ในช่วงวัยเด็กของไชรอนนั้นเขาถูกเพื่อนซึ่งเป็นเด็กผิวสีด้วยกันกลั่นแกล้งเพราะเขาตัวเล็กกว่าคนอื่นและยังมีลักษณะท่าทางที่ไม่เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วไป ซ้ำทั้งการเลี้ยงดูจากแม่ของเขาก็ไม่ดีพอ ไชรอนไม่มีพ่อ เขาจึงต้องดูแลตัวเองตั้งแต่เด็ก แม่ของไชรอนเป็นเพียงพนักงานธรรมดาคนหนึ่ง เขาและแม่อาศัยอยู่ในบ้านพักขนาดเล็กในตึกที่หน้าตาคล้ายกันหมดในย่านนั้นแต่เขาก็ยังโชคดีที่ได้พบกับฮวน (Juan) ชายผิวสีที่มาจากคิวบาและเทเรซา (Teresa) แฟนสาวแต่ถึงอย่างนั้นไชรอนก็กลับพบว่าฮวนคือคนที่คอยขายยาเสพติดให้คนในชุมชนของเขา รวมไปถึงแม่ของเขาด้วย

    pinterest

                ตั้งแต่ต้นเรื่องของหนังจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่ไชรอนส่งผลกระทบต่อชีวิตวัยเด็กของเขามาก ไชรอนเข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านที่มีแต่เด็กผิวสีเหมือนกัน เขามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งนั่นคือ เควิน (Kevin) ชีวิตของไชรอนถ้าไม่เจอกับเควินและฮวนเขาก็แทบไม่ได้รับสิ่งดี ๆ ในชีวิตเลย ส่วนฮวน คือคนที่คอยช่วยเหลือเขาและสอนเขาในหลายเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อไชรอนโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ฮวนก็ได้จากไป

                ด้วยความที่ฮวนเป็นคนค้ายาเสพติดทำให้ฮวนมีฐานะและสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าไชรอนอย่างชัดเจน บ้านของฮวนดูดี มีพื้นที่เป็นของตัวเอง เขาไม่ได้อาศัยในย่านที่เต็มไปด้วยคนผิวดำเหมือนกับไชรอนที่อยู่ในเขตเสื่อมโทรม สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในกลุ่มสังคมคนผิวสีด้วยกันความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรก็ยังมี ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม แต่ละพื้นที่แต่ละสังคมได้รับโอกาสเหล่านี้ต่างกันและยิ่งหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงชีวิตที่ต้องเติบโตในพื้นที่ที่ถูกแบ่งแยกและไร้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อพัฒนาชีวิต

    sarajevo.co.ba
    premiere.fr

           เมื่อไชรอนโตเป็นวัยรุ่น แม่ของเขากลับติดยาเสพติดหนักยิ่งกว่าเก่า ซ้ำยังถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งรุนแรงมากขึ้น ไชรอนไม่มีกลุ่มเพื่อน ดูซึมเศร้าไม่กล้าแสดงออก และเข้าสังคมไม่เป็น ราวกับว่าเขาถูกกีดกันออกจากสังคมจนไม่สามารถกลับเขาไปได้แล้วจนกระทั่งไชรอนถูกเพื่อนร่วมชั้นทำร้ายร่างกายนั่นทำให้เขาโกรธแค้นใช้ความรุนแรงตอบโต้คืน และถูกจับกุมในที่สุด 

            ช่วงเวลาวัยรุ่นนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของไชรอนไชรอนที่เติบโตมาแบบไม่มีใครพร่ำสอนอย่างใกล้ชิดและไม่มีสังคมเพื่อนทำให้เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งการช่วยตัวเอง เควินเพื่อนคนเดียวได้มาทำให้ไชรอนมมีความรู้สึกดี ๆ ให้และเป็นคนที่ตอบสนองความต้องการทางเพศของไชรอน แม้ว่าไชรอนจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และไม่ใช่ไชรอนที่อ่อนแอ ถูกกลั่นแกล้ง ฐานะยากจนอีกต่อไป แต่เขาก็ยังมีความรู้สึกนั้นให้กับเควินเหมือนเช่นเคย

    pinterest

              เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ค่อย ๆ ทำให้คนดูรู้สึกหดหู่และสะเทือนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงตอนสุดท้ายของหนัง แม้ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของไชรอนจะแสดงให้เห็นถึงความน่าสงสารของชีวิตเด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และสังคมที่เสื่อมโทรมแต่เมื่อถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ หรือ ช่วง 'Black' ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่เควินใช้เรียกไชรอนยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าพื้นที่ที่อยู่และเติบโตส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่งมากเพียงใด ไชรอนหลังจากโดนจับเขาถูกนำตัวเข้าคุกและได้ไปอยู่อาศัยกับนักค้ายารายหนึ่งที่เจอกันในคุกทำให้ไชรอนในตอนโตกลายเป็นคนขายยาเสพติด ไม่ต่างไปจากฮวนไม่ต่างจากคนในที่ที่เขาเกิดและโตเขากลายเป็นคนแบบที่ทำให้แม่เขากลายเป็นคนติดยาไร้สตินี่คือจุดที่ทำให้เราสะเทือนใจที่สุดในเรื่อง

    Spatial Segregation and Inequality

                การแบ่งแยกสีผิวในอเมริกาไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความขัดแย้งแต่ยังทำให้เกิดการแบ่งแยกในเชิงพื้นที่ที่อยู่อาศัยระหว่างคนแต่ละเชื้อชาติอีกด้วย แน่นอนว่าคนผิวขาวย่อมเป็นชนชั้นลำดับแรก ๆ ที่ได้อยู่อาศัยในเขตอาศัยที่ดีหากมีรายได้พอที่จะซื้อที่อยู่ตรงนั้นก็สามารถทำได้ ในขณะที่คนผิวสีโดยเฉพาะคนผิวดำเชื้อสายแอฟริกัน แม้จะมีเงินมากพอแต่ก็มักถูกกีดกันไม่ให้ได้เลื่อนชั้นไปอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่ดีและมีทรัพยากรให้เข้าถึงได้พ่อแม่ชาวผิวสีแม้อยากให้ลูกได้เติบโตและเรียนในโรงเรียนที่คุณภาพดีก็ไม่สามารถทำได้และยังถูกกีดกันเรื่องการเรียกร้องทางการเมือง การรวมตัวเรียกร้องสิทธิให้แก่กลุ่มของตนเองอีกด้วย

            ดักลาส เมสซี่ และแนนซี่ เดนตันได้กล่าวถึงเรื่องนี้ใน The Perpetuation of the Underclass (1993) ในงานเขียนเรื่องการแบ่งแยกคนขาวกับคนดำในสังคมอเมริกันว่า Underclass ในสังคมอเมริกันมักจะเป็นคนกลุ่มน้อยอย่างพวกผู้อพยพคนต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว ที่สำคัญกลุ่มคนพวกนี้มักจะยากจนและถูกผลักให้ออกไปจากโครงสร้างสังคมทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมรวมไปถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคนผิวดำ จะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน เรียกว่า American Apartheid จนทำให้เกิดสลัมหรือชุมชนยากจนของคนดำเกิดขึ้นในอเมริกา (Ghetto) 

               คนที่เติบโตในพื้นที่อย่างสลัมมักไม่ได้รับโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียมยิ่งถูกกีดกันทางพื้นที่ (Spatial Segregation) ออกจากคนขาว คนดำก็ยิ่งมีวัฒนธรรม ภาษาและพฤติกรรมที่ต่างออกไป เขาไม่สามารถที่จะทำตามอย่างคนขาวได้ ประกอบกับความยากจนการศึกษาไร้คุณภาพ ความเสื่อมโทรมของพื้นที่ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการพัฒนาชีวิตโอกาสที่จะหลุดพ้นจากความจน มีงานทำที่ดีลดลงเสมือนว่าไม่มีทางเลือกให้กับคนเหล่านี้ และสุดท้ายในย่านพื้นที่นั้นก็จะเวียนวนกับสภาพแวดล้อมแบบเดิมชีวิตแบบเดิม แบบที่ไม่อยากเป็นเหมือนกับไชรอน

                ในหนังได้แสดงให้เห็นดังที่กล่าวไปว่า แม้ไชรอนจะพบพานกับความยากลำบากจากความเสื่อมโทรมยาเสพติด และการใช้ความรุนแรงมากแค่ไหน แต่ไชรอนตอนโตก็กลับกลายเป็นคนค้ายาเสพติดที่พกปืนติดตัวอยู่ไม่ห่างชีวิตและอาชีพของไชรอนได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่เขายังเด็กไปมากจนเควินตกใจดังประโยคหนึ่งที่พูดกับไชรอนว่า “That ain’t you, Chiron” แต่ถึงอย่างนั้นหนังก็ยังบอกคนดูต่ออีกว่าไชรอนเชื่อว่าเขายังเป็นไชรอนคนเดิม จิตใจและความรู้สึกของไชรอนยังคงเหมือนเดิมเขายังรักแม่ของเขาเช่นเดิม ยังรู้สึกดีกับเควินดังที่เคยเป็น เหมือนกับประโยคที่ฮวนเคยสอนไชรอนไว้ว่า


                “At some point, you gotta decide for yourself who you gonna be. 

                 Can't let nobody make that decision for you.” 




    Cited:

    Messy, Douglas and Nancy A. Denton. 1993. Chapter 6 “The Perpetuation of the Underclass.”p.148-185. in American Apartheid and the making of the Underclass, Mass. :Harvard Unversity Press.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in