The Monster Piece: ไม่มีใครครบBUNBOOKISH
01 The Selected Color: หญิงสาวกับปีศาจผมชมพู

  • “ฉันเกลียดสีชมพู” คือสิ่งที่หญิงสาวบอกกับตัวเองทุกวัน

    และไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งถูกหลอกหลอนโดยปีศาจที่มีเส้นผมสีชมพูหวาน

    ความเกลียดชังของเธอนั้นยิ่งกว่าที่พวกเฟมินิสต์เกลียดนักข่มขืนชาวตะวันออกกลาง รุนแรงกว่าที่ชาวยิวเกลียดนาซี ฝังลึกยิ่งกว่าที่ชาวเมืองนานกิงเกลียดทหารญี่ปุ่น

    เมื่อความเกลียดสั่งสมถมทับกันนานวัน สมองจึงสั่งการให้แทนภาพสีสวยหวานด้วยสารพัดสิ่งโสมม พานรังเกียจอยากทำลายทุกอย่างที่มีสีนั้นประกอบอยู่แม้จะน้อยนิดก็ตาม ยังดีที่อวัยวะในร่างกายไม่ถูกตัดสินว่าเป็นสีชมพู มันเลยไม่ถูกเธอคว้านทิ้ง เธอบอกตัวเองว่าลิ้นเป็นสีส้ม หัวใจสีแดง ลำไส้สีน้ำตาล ตับเป็นสีม่วง ส่วนปอดเป็นสีดำ

    ตรงข้ามประตูบ้านของหญิงสาวรวมถึงถนนหน้าบ้านทั้งสาย มีทิวต้นตาเบบูญ่าที่จะผลิดอกสีชมพูอ่อนปีละครั้ง เมื่อดอกร่วงลงถนนทั้งสายก็จะกลายเป็นสีชมพู เวลานั้นเธอจะไม่ออกจากบ้าน หมกตัวอยู่แต่ในห้องนอนอันทึบทึมของตัวเอง ที่แม้วิวจากหน้าต่างจะมีเพียงลานรกร้างที่มีขยะนับหมื่นชิ้นซุกตัวอยู่ตามพงหญ้า แต่นั่นก็ดีกว่าวิวต้นตาเบบูญ่า

    ไม่มีคำตอบให้คนอื่นว่าในเวลานั้นของทุกปีเธอหายไปไหน เมื่อไร้คำตอบ นานเข้าก็ไม่มีใครอยากถามอะไรอีก มีเพียงข่าวลือเกี่ยวกับความเจ็บป่วยแสนอัปลักษณ์มาช่วยอุดรูแห่งความสงสัยเหล่านั้นไว้แทน

    หญิงสาวดำเนินชีวิตที่ปราศจากสีชมพูมาได้อย่างใกล้เคียงคำว่าปกติสุข จนคืนที่มีใครบางคนโผล่มากลางดึก เป็นสิ่งมีชีวิตเพศหญิงหน้าตาสะสวย แต่มีเส้นผมที่สำหรับเธอแล้วช่างน่ารังเกียจยิ่งกว่าหนอนแมลงวัน มันมีผมสีชมพูอ่อนแบบเดียวกับดอกตาเบบูญ่าไม่มีผิด ผมบ๊อบสั้นเคลียอยู่บริเวณคาง ถัดขึ้นไปบนนั้นมีดวงตาที่เป็นสีดำสนิทจนรู้ว่าไม่ใช่คน

    ปีศาจผมชมพูปรากฏตัวที่ริมหน้าต่างห้องนอนสีทึบในคืนสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ทันทีที่สบตาเจ้าของห้อง มันค่อยๆ แสยะยิ้มด้วยริมฝีปากสีเดียวกับเส้นผม
  • ถึงตอนนี้พวกคุณๆ ทั้งหลายที่เห็นสีชมพูเป็นเหมือนลูกกวาดหรือขนมสายไหมคงไม่เข้าใจหญิงสาวคนนี้สักเท่าไหร่

    เอาอย่างนี้ ขอให้ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนอนมองฟ้ายามค่ำคืน รอให้น้ำเน่าที่ท่วมขังบริเวณบ้านแห้งเหือด แต่แล้วก็มีผีตนหนึ่งโผล่มาในชีวิต มันมีเส้นผมเป็นขาแมงมุมที่มีขนยุ่บยั่บ ริมฝีปากเน่าเละมีหนอนชอนไช แล้วคุณอาจจะพอเข้าใจเธอได้บ้าง

    ในความรู้สึกของเธอ สีชมพูมันเป็นอะไรที่น่าเกลียดแบบนั้นแหละ

    ปีศาจจ้องหญิงสาวด้วยสายตาน่าพิศวง เธอได้แต่นั่งตัวสั่นเทาจ้องมองกลับไปโดยไร้สุ้มเสียง ไม่รู้สาเหตุที่ละสายตาจากมันไม่ได้ หัวใจเธอเต้นระรัว หายใจไม่ถนัดคล้ายมีมือลึกลับจ้วงเข้ามาขย้ำช่องทางเดินหายใจ สมองนั้นก็บีบรัดตัวเองจนปวดหนึบในกะโหลก

    เมื่อความอดทนดำเนินมาถึงขีดสุด เธอสะสมพลังไว้ที่ช่องท้อง ค่อยๆ ส่งผ่านขึ้นมาตามลำคอ ให้ความเกลียดกลัวที่มีช่วยผลักดัน แล้วกรีดร้องออกมาสุดเสียง—ยาวนาน จบด้วยคำว่า “ออกไป” อันกึกก้อง

    ไม่มีพ่อแม่วิ่งตึงตังมาเคาะประตูห้องนอนด้วยความเป็นห่วง ปีศาจยังคงอยู่ที่เดิม มันส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แต่ดังลั่นในโสตประสาทของหญิงสาว

    กว่าเธอจะตั้งสติได้ เจ้าปีศาจก็คืบคลานเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวยกสองมือขึ้นบีบกุมใบหู เม้มเปลือกตาแน่นสนิท พลางกระเถิบตัวดันแผ่นหลังที่ชุ่มเหงื่อของตัวเองให้เบียดชิดแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับผนังห้องราวกับหมายมั่นว่าจะทะลุหายไปได้

  • ปีศาจขยับใบหน้าเข้ากระซิบข้างหูหญิงสาว เสียงแหลมเล็กของมันทะลุฝ่ามือที่ปิดหูเอาไว้อย่างง่ายดาย

    “ขออยู่ด้วยนะ” มันเอียงคอพูด

    “ไม่ ออกไป” เธอตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

    ถึงจะถูกไล่อย่างนั้น ปีศาจก็ยังเอาแต่ส่งยิ้มให้

    เธอพ่นคำด่าต่ออีกสารพัด แต่มันดูจะไม่ใส่ใจ ถือวิสาสะนอนลงที่พื้นฝุ่นจับข้างๆ เตียงเธอนั่นเอง

    หญิงสาวไม่ใช้เท้าถีบหรือใช้มือผลัก เธอวิ่งไปคว้าเก้าอี้พับตรงโต๊ะเครื่องแป้งมาตีมันไม่ยั้งมือ ปากก็ไล่ปีศาจให้ออกไปให้พ้น แต่เก้าอี้ไม่ได้สัมผัสร่างมันแม้แต่น้อย กลับทะลุไปโดนพื้นไม้อัดจนบุบเป็นรอย มันทำท่าถอนหายใจแล้วผุดลุกขึ้นนั่งมองเธอนิ่งๆ หญิงสาวจ้องกลับจนเส้นเลือดฝอยปรากฏในลูกตา
    น้ำตาผุดขึ้นแล้วไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วง เกิดจากความชิงชังระคนหวาดกลัว

    ทำอะไรมันไม่ได้เลย เธอนึกในใจ

    และราวกับได้ยินเสียงในใจ มันพูดขึ้นมาเบาๆ

    “ถ้าอยากให้ฉันมีร่างกายที่เธอจับต้องได้ ต้องพูดว่ายอมให้ฉันอยู่ด้วยก่อน”

    สมองเธอประมวลผลในทันที มันกำลังใช้เล่ห์กลซึ่งเธอไม่มีวันเชื่อ

    หญิงสาวกระแทกเปิดประตูห้องนอนแล้ววิ่งหนีไปที่ห้องอื่น แต่มันก็ตามมาติดๆ ด้วยความเร็วพอกันกับเธอ

    หมดหนทางเสียแล้ว ถ้าหนีออกทางประตูบ้านก็ต้องเจอพื้นถนนที่ปูด้วยพรมดอกตาเบบูญ่า คงไม่ต่างอะไรกับถนนที่เต็มไปด้วยซากสัตว์ตายเน่าเกลื่อนพื้น เธอต้องกลายเป็นบ้าแน่ๆ

    หญิงสาวนึกโกรธพ่อแม่ที่มีบ้านอยู่ตรงนี้

    โกรธตัวเองที่หายตัวไม่ได้
  • โกรธและเกลียดปีศาจร้ายที่โผล่มาหลอกหลอนในคืนที่เกือบจะพ้นฤดูหนาวอยู่แล้วเชียว ดอกไม้ดอกสุดท้ายกำลังจะร่วงจากปลายกิ่งแล้วแท้ๆ

    “…เธอดูเหนื่อยนะ กินน้ำหน่อยมั้ย”

    ปีศาจถามเสียงนุ่ม ก่อนจะเดินไปรินน้ำใส่แก้วมาให้ราวกับเป็นเจ้าบ้าน นัยน์ตามันดูคล้ายว่าเต็มไปด้วยความห่วงใย ในหัวเธอรับรู้แต่เพียงว่าปีศาจร้ายกำลังเล่นสงครามประสาท รีบปัดแก้วน้ำที่มันยื่นมาให้จนแตกกระจาย

    หญิงสาวซุกตัวร้องไห้อยู่ตรงมุมทางเดิน มีปีศาจผมชมพูนั่งอยู่ใกล้ๆ เศษแก้วแหลมคมกั้นอยู่ระหว่างสองชีวิต

    ความทรมานของเธอดำเนินไปตลอดทั้งคืน ยามเช้ามาถึงพร้อมเสียงนกกาเหว่าที่ดังแว่วมาไม่ใกล้ไม่ไกล น่าจะเกาะอยู่ตรงต้นตาเบบูญ่าที่หน้าบ้าน ในตอนนี้ไม่มีดอกตาเบบูญ่าหลงเหลืออยู่บนกิ่งแล้ว คนของเทศบาลก็คงกำลังเก็บกวาดดอกสีชมพูที่หล่นเกลื่อนพื้นให้หมดจด เธอกำลังจะพ้นช่วงเวลามืดหม่น แต่ปีศาจผมสีชมพูได้ทำลายช่วงเวลาแห่งการหลุดพ้นจนย่อยยับ

    มันถามแทงใจ “ถ้าฉันมีผมสีอื่น เธอจะยังเกลียดฉันไหม”

    หญิงสาวไม่มีคำตอบ

    “ทำไมถึงเกลียดสีชมพูขนาดนี้”

    มีแต่เสียงสะอื้นอย่างคนประสาทเสียเป็นคำตอบ

    ใครๆ ก็คิดว่าเธอประสาทเสียกันทั้งนั้น

    เมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อนในละแวกบ้านเข้ามาเยี่ยมเธอถึงห้องนอนในคืนวันคริสต์มาส เด็กหญิงดีใจใหญ่โตเมื่อเห็นเด็กพวกนั้นแต่งเป็นซานต้าตัวน้อยๆ แบกถุงผ้าใบเขื่องไว้บนหลัง เด็กชายหญิงสี่ห้าคนวิ่งกรูกันขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วแย่งกันถาม
  • “ปีนี้ยังไม่ได้ของขวัญเลยใช่มั้ย” เด็กชายตัวอ้วนพูด

    “พวกเรามีของมาให้นะ หลับตาอธิษฐานสิ” เด็กหญิงผมเปียรีบเสริม

    เด็กหญิงผู้โดดเดี่ยวคลี่ยิ้มออกมาจนได้ ไม่น่าเชื่อว่าในคืนที่โลกภายนอกครึกครื้นแบบนี้จะมีคนนึกถึงเธอด้วย เธอคิดในใจว่าของขวัญในกล่องอาจจะเป็นคุกกี้ช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ หรืออาจเป็นเยลลี่รสส้มแบบที่เธอชอบ

    อธิษฐานแล้วหนูน้อยเจ้าของเตียงก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับได้ยินเสียงเฉลย

    “ลูกกวาดสตรอว์เบอร์รี่จ้ะ เมอรี่คริสต์มาส”

    แวบแรกที่เห็นของสีชมพูในกล่อง เธอคิดว่าเป็นลูกกวาดรสสตรอว์เบอร์รี่จริงๆ แต่ในเสี้ยววินาทีก็ตระหนักได้ว่ามันกำลังดิ้นพล่าน ในมือของเด็กหญิงเด็กชายทั้งหลายมีกล่องที่เต็มไปด้วยกิ้งกือและไส้เดือนนับร้อยที่โดนราดสีชมพูจนเปียกชุ่ม กล่องถูกยื่นมาใกล้ใบหน้าจนสัตว์เหล่านั้นแทบจะไต่เข้ารูจมูก

    เธอกรีดร้องดังลั่น ตาถลน ปัดกล่องเหล่านั้นไปให้พ้นตัว ยิ่งทำให้สัตว์เลื้อยคลานสีชมพูตกกระจายเต็มพื้น

    หลังจากนั้นไม่นาน เด็กหญิงเด็กชายทั้งหมดต่างก็แย่งกันวิ่งออกจากประตูห้องเธอด้วยใบหน้าโชกเลือดและหวาดกลัว ร้องไห้กระจองอแงเสียงดังไปทั้งหมู่บ้าน

    ทุกคนเข้าใจว่าเธอคลั่งเพราะถูกแหย่ด้วยหนอนแมลง แต่เด็กพวกนั้นคงไม่รู้ว่าถ้าเลือกใช้สีอื่นแทนสีชมพู อาจไม่ต้องเจ็บตัวขนาดนี้

    หลังเหตุการณ์คืนวันคริสต์มาส ทั้งเมืองก็เป็นอันรู้โดยทั่วกันว่าอย่าไปยุ่งวุ่นวายกับเด็กหญิงประหลาดคนนั้นจะดีกว่า

  • ย้อนไปเมื่อ 200 ปีก่อน

    ในยามบ่ายคล้อยที่แสงตะวันอบอุ่น หญิงสาวคนหนึ่งเดินเรื่อยๆ ไปตามราวป่า มุ่งหน้าไปยังต้นตาเบบูญ่าใหญ่ในป่าที่ชอบไปนั่งเล่นใต้ต้นตั้งแต่เด็ก เธอเก็บดอกตาเบบูญ่าที่ร่วงหล่นตามพื้นมาจนเต็มตะกร้า ตั้งใจจะเก็บเอาไปโปรยที่ลานหน้าบ้าน เธออยากให้ลานหน้าบ้านปูพรมสีชมพู

    หญิงสาวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ อันสงบสุข แม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ทุกครอบครัวก็มีความสุขกับที่นี่ ในหมู่บ้านมีทุกอย่างที่ตราบชั่วชีวิตอันพอเพียงของคนคนหนึ่งจะต้องการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อค้าขายกับใครที่ไหน นานๆ ครั้งจึงจะมีนักเดินทางแวะเวียนมาเยือนที่นี่ และนานครั้งกว่านั้นถึงจะมีคนในหมู่บ้านที่ผันตัวเองเป็นนักเดินทางออกไปเจอโลกภายนอก และไม่เคยกลับมาอีกเลย

    ‘นักเดินทาง’ เป็นชื่อเรียกที่ดูดีของพวกที่ไม่เคยพอใจในความสุขอันเรียบง่าย พ่อของหญิงสาวบอกอย่างนั้นตั้งแต่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอไม่ยักเข้าใจนัก

    จนเมื่อเธอโตขึ้นก็มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับบรรดานักเดินทางทั้งหลายว่า ทันทีที่ก้าวออกจากหมู่บ้าน พวกเขาจะถูกจับไปล้างสมองให้กลายเป็นพวกลัทธินอกรีต ลัทธิที่ปฏิเสธความสุขแบบที่หมู่บ้านเธอเฝ้ารักษามายาวนาน

    พวกนั้นเรียกการเฝ้ารักษาความสุขว่าเป็นการอยู่ในกะลา และเรียกการยึดมั่นในรากเหง้าของตัวเองว่าเป็นความโง่ดักดาน เรียกการเดินทางว่าเสรีภาพ

    ลัทธินั้นขยายอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไร้ชื่อ แต่พวกมันเลือกใช้สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม นิยามตัวเองว่าเป็นผู้บูชาความถูกต้องและความเสมอภาค พวกมันเชื่อว่าที่ไหนก็ตามที่มีสีชมพูแปลว่าที่นั่นมีความหวัง ชาวลัทธิจะเดินทางไปเยือนทันทีคล้ายว่าสีชมพูคือคำเชื้อเชิญสำหรับพวกมัน
  • หญิงสาวเสียใจที่คนเหล่านั้นเลือกใช้สีของดอกไม้ที่เธอรักมาเป็นสัญลักษณ์ และด้วยคำสั่งของผู้นำหมู่บ้าน เธอจึงจำต้องกวาดพรมดอกไม้สีชมพูที่หน้าบ้านมากองรวมกันแล้วสุมไฟเผาจนไม่เหลือซาก

    เช่นเดียวกับต้นไม้ต้นนั้นที่ราวป่า ได้ถูกชาวบ้านโค่นลงและเผาไฟเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งของสีชมพูอย่างอื่น ทุกคนล้วนให้ความร่วมมือในการกำจัดมันไปให้หมดสิ้น ยกเว้นก็แต่หญิงสาว เธอแอบเก็บดอกตาเบบูญ่าทับเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งบนหัวเตียง

    ถึงชาวบ้านจะแน่ใจว่าได้กำจัดสีชมพูออกไปจนหมดแล้ว แต่ลัทธิสีชมพูก็ได้มาเยือนหมู่บ้านในฤดูหนาว เธอขนลุกเกรียวเมื่อเห็นคณะเดินทางโบกธงและสวมชุดสีเดียวกับดอกไม้นั้นไม่มีผิด อดคิดไม่ได้ว่าหรือเป็นเพราะดอกไม้ดอกนั้นที่เธอแอบเก็บเอาไว้ชักนำพวกมันให้มาที่นี่

    พวกนักเดินทางที่เคยเป็นคนของหมู่บ้าน ตรงเข้าไปหาครอบครัวของตัวเองแล้วคว้ามือหมับ ชวนร่วมขบวนเพื่อเดินทางอย่างเสรีไปด้วยกัน ปากพวกมันก็ป่าวประกาศอุดมการณ์ พร้อมกับปราศรัยข้อความที่ไม่มีใครในหมู่บ้านคิดจะฟัง

    “พวกมันเริ่มล้างสมองแล้ว” ทุกคนบอกต่อๆ กัน หญิงสาวตัวสั่นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าถ้าเป็นไปตามข่าวลือจริงๆ ขั้นตอนต่อไปคือการจับผู้คนที่ไม่ยอมฟังไปทรมาน เธอส่ายหัวดิก น้ำตาคลอ กระชับกอดแม่เอาไว้แน่น โดยมีพ่อโอบกอดทั้งคู่ไว้อีกที พร้อมจะปกป้องครอบครัวด้วยชีวิต
  • ชาวหมู่บ้านคนอื่นก็คงคิดเหมือนกันกับครอบครัวของเธอ พวกเขาจะไม่มีวันยอม ชาวบ้านจึงเริ่มศึกก่อน ขวานคมกริบถูกสับเข้าที่หัวของนักเดินทางผู้กำลังยื้อยุดมือของแม่ตัวเอง

    นักเดินทางทั้งหลายลุกฮือ

    “เราพยายามมาด้วยสันติภาพ แต่เมื่อพวกคุณตอบโต้เราด้วยความรุนแรง เราคงต้องตอบแทนพวกคุณด้วยสิ่งเดียวกัน” เจ้าผู้นำของฝ่ายนั้นประกาศก้อง ไม่มีท่าทีโอภาปราศรัยอีกต่อไป

    ในพริบตาเดียวลานกลางหมู่บ้านจึงกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม แม้แต่ไม้ท่อนเล็กๆ ก็ถูกนำมาเป็นอาวุธเข้าห้ำหั่น

    ฝ่ายตรงข้าม เด็กน้อยบางคนก็ยังใจหาญเข้าร่วมสู้โดยไม่ได้เข้าใจความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายด้วยซ้ำ หญิงสาวเองก็คว้าคราดที่พิงอยู่ข้างรั้วบ้านขึ้นมาเป็นอาวุธ

    การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง เธอเป็นคนท้ายๆ ที่เสียชีวิต พวกมันเลือกเข่นฆ่าชายฉกรรจ์ที่ดูท่าจะต่อสู้เก่งก่อน และภาพที่เห็นก่อนจะสิ้นลมหายใจก็คือชายหัวรุนแรงในชุดสีชมพูเหยียบกระทืบหัวของพ่อเธอจนแหลกเละ เลือดซึมลงสู่พื้นดิน พวกมันปิดฉากด้วยการเทสีชมพูราดศพของทุกคนเพื่อประกาศชัยชนะ

    ในหัวของเธอ ณ วินาทีแห่งความตาย สีชมพูถูกผสมกับกลิ่นคาวเลือดและความตายจนแยกจากกันไม่ออก

    ความขัดแย้งเกลียดชังครั้งนั้นอาจจะสงบลงแล้ว ไม่มีใครจดบันทึกไว้ด้วยซ้ำ ประวัติศาสตร์พูดถึงสีชมพูเพียงว่าเป็นสีของผู้หญิงหรือสีของความรัก แต่ไม่มีใครจดจำสีชมพูในฐานะสัญลักษณ์ของนักฆ่าเลือดเย็น

  • ไม่มีใครจำ แต่เธอกลับไม่มีวันลืม

    ความทรงจำนั้นฝังลึกจนมาถึงชาติภพปัจจุบัน หญิงสาวเกิดใหม่ไม่รู้กี่ครั้งแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความทรงจำเดิมๆ เกี่ยวกับลัทธิสีชมพูที่แสนชั่วร้าย ภาพซากศพของคนที่เธอรักถูกราดด้วยสีชมพูจนชุ่มโชกยังคงติดตาไม่จางหาย

    และในตอนนี้ เจ้าของเส้นผมสีชมพูก็ได้มาโรงเรียนในฐานะนักเรียนใหม่ พร้อมๆ กับหญิงสาวประหลาดที่เพิ่งกลับมาจากการลาหยุดยาวในช่วงปลายฤดูหนาว

    พวกนักเรียนตาโตกันใหญ่เมื่อเห็นผมสีชมพูสว่างที่หน้าชั้นเรียน จากนั้นก็เข้าไปรุมล้อมถามไถ่สารพัด เจ้าปีศาจเป็นที่ชื่นชมอย่างง่ายดาย มันหันมามองเธอเป็นระยะ หญิงสาวตีความว่ามันกำลังเยาะเย้ยว่าตัวเองมีชีวิตที่ดีกว่าเธอทุกอย่าง

    ปีศาจเฝ้าตามติดเธอไปทุกที่ ในขณะที่เธอก็แสดงความเกลียดชังปีศาจออกมาอย่างโจ่งแจ้งเผ็ดร้อน ท่ามกลางความสงสัยใคร่รู้ของเพื่อนนักเรียนว่าหญิงสาวประหลาดคนนั้นมีดีอะไรให้คนน่ารักผมสีชมพูต้องคอยตามตื๊อ

    สาวผมชมพูบอกทุกคนว่า เป็นเพื่อนเก่าจากแดนไกลที่เคยเข้าใจผิดกัน มันไม่อยากให้หญิงสาวต้องเหงาอยู่คนเดียว เลยอยากมาอยู่เป็นเพื่อนและปรับความเข้าใจกัน…เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแท่นอะไรสักอย่างให้นางปีศาจใส่รองเท้าส้นแหลมเปี๊ยบเหยียบย่ำขึ้นไปรับรางวัลป๊อปปูล่าร์โหวต

    “แกเข้ามาในชีวิตฉันทำไม” เธอถามออกไปในคืนหนึ่งที่เหนื่อยล้าจากการพยายามหนีปีศาจ แต่ไม่สำเร็จเช่นเคย

    “ฉันรักเธอ และอยากให้เธอรักฉันเหมือนเมื่อก่อน”

    “ฉันเคยรักแกเมื่อไหร่ อีบ้า”

    หญิงสาวรำคาญถ้อยคำเหลวไหลของมัน รวมถึงการแสดงที่ตีบทแตก แม้แต่แววตาก็คล้ายว่ามีน้ำตาคลออยู่หน่อยๆ ซึ่งเธอคิดว่าเธอรู้ มันเสแสร้งและเฝ้ารอแค่คำว่า “ยอมให้อยู่ด้วย” เท่านั้น จากนั้นก็จะได้สิงสู่ กัดกินจิตวิญญาณของเธอตลอดไป
  • ไม่ได้มีเพียงหญิงสาวที่เดือดร้อน เพียงไม่นานที่ปีศาจปรากฏตัวขึ้น สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็เริ่มล้มตาย ความหวั่นสะพรึงทวีความรุนแรงขึ้น มีคนพบศพแมวถูกแขวนคอบนต้นตาเบบูญ่า

    หญิงสาวรู้แน่อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของใคร แต่หากเธอซึ่งไม่ถูกรักใคร่เป็นคนพูดเองก็คงไม่มีใครเชื่อ ขอบคุณที่มีอินเทอร์เน็ตให้เธอแฝงตัวเข้าไปแจ้งข่าวในเชิงตั้งข้อสังเกต

    “เหตุร้ายต่างๆ นานา เกิดขึ้นหลังจากที่นักเรียนใหม่ผมสีชมพูปรากฏตัวขึ้น ไม่ได้ชัดเจนพอหรอกหรือ” เธอพิมพ์ลงไปอย่างนั้นในเย็นวันศุกร์หลังเลิกเรียน

    ไม่นานก็เริ่มมีคนคล้อยตาม นักเรียนบางส่วนเกลียดชังปีศาจอย่างง่ายดายพอๆ กับที่ชื่นชอบมันในทีแรก เธอกำลังจะได้ชัยชนะแม้จะรับรู้มันเพียงคนเดียว ในวันเสาร์อาทิตย์นั้นเธอจึงอดทนกับสีชมพูบนตัวปีศาจได้มากเป็นพิเศษ เฝ้ารอให้วันจันทร์มาถึงและจะได้เห็นมันถูกรังเกียจบ้าง

    แต่แล้ว ในเช้าวันจันทร์ที่เธอเฝ้ารอ เด็กนักเรียนต่างพากันขว้างปาข้าวของใส่หญิงสาวแทนที่จะเป็นปีศาจ นักเรียนหญิงผมยาวที่เคยดูใจดีกับเธอ ในวันนี้ได้ส่งสายตาผิดหวังมาให้ พร้อมคำถามแทงใจ “เธอฆ่าหมาแมวพวกนั้นทำไมกัน”

    หญิงสาวไม่อาจเข้าใจได้ว่าเรื่องราวกลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร และก่อนที่เธอจะตะโกนว่านังผมสีชมพูต่างหากที่ทำ ปีศาจก็รีบชิงพูดขึ้นว่า

    “อย่าทำร้ายเพื่อนฉันเลย เธอไม่ได้ตั้งใจหรอก” คำพูดมันบ่งบอกชัดเจนว่าหญิงสาวคือฆาตกร และยิ่งปีศาจออกโรงปกป้องมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งดูเลวในสายตาคนอื่นมากเท่านั้น

    และเธอก็ตระหนักได้ว่านี่คือสิ่งที่มันต้องการ

  • เธอแพ้แล้ว หมดคำอธิบาย ถึงมีคำอธิบายก็คงไม่มีใครคิดจะฟัง เพราะเธอมันเป็นคนประหลาดอย่างที่เขาว่านั่นแหละ เรื่องราวในคืนวันคริสต์มาสเมื่อหลายปีก่อนเป็นเชื้อไฟอย่างดีให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อน ทุกคนปักใจว่าเธอคือคนลงมือฆ่าสัตว์ตัวเล็กพวกนั้น

    หญิงสาวกลับบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก เธอรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเกลียดชังกว่าแต่ก่อน และพลันรู้สึกอ้างว้างกว่าที่เคยเป็นมานับร้อยปี ทั้งที่เมื่อนานมาแล้วเธอเคยเป็นคนที่ใครๆ ก็หลงรัก แต่ในตอนนี้หญิงสาวแทบจำความรู้สึกเมื่อถูกรักไม่ได้ และแม้จะแสร้งทำเป็นไม่สนใจความคิดของคนอื่น ความโดดเดี่ยวมันก็ค่อยๆ กัดกร่อนลึกลงในหัวใจเหมือนน้ำกรดขนานแรง

    ขณะที่ปีศาจยืนอยู่ข้างๆ เธอสบตากับมันเนิ่นนาน... ก่อนจะตัดสินใจบางอย่าง

    “ฉันยอมให้แกอยู่ด้วยก็ได้ มีแกสักคนก็ยังดีกว่าไม่มีใครล่ะมั้ง”

    เมื่อได้ยินดังนั้น มันยิ้มเย็น ปีนขึ้นมานั่งข้างเธอบนเตียงพร้อมกับยื่นมือมากุมมือหญิงสาวเอาไว้ เธอแตะต้องตัวมันได้แล้วจริงๆ ด้วย เพียงพูดว่ายอมให้อยู่ด้วยเท่านั้น

    หญิงสาวไม่รอช้ารีบโผเข้าหาเจ้าปีศาจ แล้วใช้แขนข้างหนึ่งล็อคตัวมันไว้กับเตียง มืออีกข้างคว้ามีดโกนที่เตรียมไว้บนหัวเตียงมากล้อนผมสีชมพูทิ้ง แม้แต่คิ้วที่เป็นสีชมพูเธอก็โกนออก มันได้แต่ดิ้นไปมา เรี่ยวแรงน้อยเหลือเชื่อ ถ้าหญิงสาวคิดจะฆ่ามันก็คงทำได้ด้วยมือเปล่า น่าจะง่ายพอๆ กับตอนที่เธอลงมือฆ่าบรรดาหมาแมวพวกนั้นเพื่อใส่ร้ายปีศาจนั่นแหละ
  • “ไม่เห็นจะน่ากลัวอย่างที่คิด ไม่มีอำนาจวิเศษอะไรเลย มันก็แค่ปีศาจโง่ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าพรั่นพรึงเหมือนพวกลัทธิชั่วร้ายนั้นสักนิด” เธอคิด แล้วหญิงสาวก็ได้ตระหนักว่า ที่มันแกล้งเล่นสงครามประสาทก็เพราะไม่มีปัญญาจะทำร้ายเธอตรงๆ เท่านั้นเอง

    “ถ้าอยากอยู่กับฉัน ก็ต้องไม่มีสีชมพูให้เห็นเด็ดขาด” เธอบอกกับมัน

    เพียงไม่กี่นาที ปีศาจที่ตัวสั่นเทาก็ยอมอยู่นิ่งให้เธอโกนหัวแต่โดยดี ภาพของปีศาจที่หัวล้านเลี่ยนดูดีขึ้นกว่าเก่าเยอะ แต่ไม่เท่าไหร่ผมก็งอกยาวกลับมาเป็นทรงเดิม หญิงสาวโกรธจนมือไม้สั่น 

    ปีศาจมองเธอด้วยใบหน้าแสนโศกเศร้า

    “ขอโทษเถอะ เธอต้องตัดหัวฉันเท่านั้นแหละ ผมถึงจะหยุดงอกออกมา”

    และในค่ำคืนนั้นเธอก็ได้รู้ว่าปีศาจผมชมพู ไม่ได้มีแค่เส้นผมที่เป็นสีชมพู แต่น้ำตาและเลือดก็เป็นสีชมพูด้วย เป็นสีชมพูของดอกไม้ที่เธอรู้จักดี สีที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของลัทธินอกรีตในอดีตชาติ สีเดียวกับที่เธอเคยรักหนักหนา

    กว่าจะจัดการกับศพของปีศาจได้เรียบร้อยก็เกือบเช้า

    ก่อนจะข่มตานอนลง เธอก็ได้ยินเสียงใสลอยมากับสายลม พร้อมดอกตาเบบูญ่าลึกลับมากมายที่ปลิวเข้ามาทางหน้าต่าง

    “เธอจะเลิกเกลียดฉันได้หรือยัง”

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in