The Monster Piece: ไม่มีใครครบBUNBOOKISH
คำนำ


  • จำได้ว่า The Monster Piece: ไม่มีใครครบ (ที่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อ) เคยเป็นคอนเซ็ปต์หนังสือเล่มแรกที่ ป่าน—ฉัตรรวี เอามาเล่าให้เราฟัง แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จัก เลยยังไม่ค่อยรู้ใจและนึกภาพตามไม่ออกว่าป่านจะเขียนเรื่องราวที่แสนจะสวนทางกับคาแรคเตอร์แสนหวานในสายตาเรา (ตอนนั้น) ออกมายังไง

    จนแล้วจนรอด หนังสือเล่มแรกของฉัตรรวี ก็กลายเป็น Lost in Conversation ที่เป็นจุดตั้งต้นทำให้เราได้เห็นด้านความเป็นคนครุ่นคิดของเธอ

    คนครุ่นคิด—เมื่อรู้จักกันมากขึ้น คำนี้ช่างเหมาะจะอธิบายคาแรคเตอร์ของป่านมากกว่าอะไร

    ถ้าให้เล่าด้วยวิธีการเดียวกับฉัตรรวี คงต้องบอกว่า เรามองเห็นเธอแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่น่ารักสดใส เราไม่รู้เลยว่าในเวลา ที่เธอยิ้มหวานๆ นั้น สายตาเธอกำลังจับจ้องและเก็บเกี่ยวอะไรเพื่อไปเป็นข้อมูลการเขียนหนังสือของตัวเองบ้าง ราวกับเวลานั้นปีศาจนักเขียนที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอกำลังทำงาน

    เราต่างมีปีศาจซ่อนอยู่ในตัว เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราเป็นและทำนั้น มันกลับเป็นสิ่งเดียวกับที่เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นหรือทำมาก่อน ราวกับมีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวเรา เป็นไปได้มั้ยว่า สิ่งนั้นต่างหากที่ทำให้เราเป็นอย่างนั้น และกว่าเราจะรู้สึกตัว ก็เมื่อได้มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองผ่านอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นเงาในสายตาคนรอบข้าง เสียงวิจารณ์จากคนอื่นคนไกล หรืออาจจะรู้สึกได้จากเสียงข้างในจิตใจตัวเอง—นั่นถือว่าโชคดี

    ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนกับว่านักเขียนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการเขียนเรื่องสั้นเฉียบคมและเขียนเรื่องยาวได้สนุกเฉียบขาดไม่ค่อยแสดงตัวออกมาให้เห็นเท่าไหร่นัก จนเมื่อเราได้อ่านงานเขียนเล่มนี้ของฉัตรรวี เราก็มีความหวังลึกๆ ว่า มันจะทำให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีปีศาจจอมครุ่นคิดอยู่ในตัวอยากที่จะปรากฏตัวออกมา 

    หรืออย่างน้อยก็ส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกลับมาให้ฉัตรรวีรู้ว่า ในขณะที่เธอพยายามเข้าใจเรื่องราวของปีศาจอยู่นั้น ยังมีปีศาจอีกหลายตัวที่เข้าใจเธอ                                                                                                    

  • เมื่อเปิดหน้านี้แล้วเราอยากให้คุณเลื่อนสายตาลงไปมองก่อนเลยว่าเราเขียนคำนำนี้วันที่เท่าไหร่
    ตอนนี้คุณน่าจะเห็นแล้วว่าเราเขียนคำนำในวันที่ห่างจากงานสัปดาห์หนังสือฯ เพียงไม่ถึง 20 วัน ต้นฉบับยังร้อนฉ่าอยู่ในมือ หนังสือยังไม่ได้เข้าโรงพิมพ์เลย คิดดูเถอะ

    สำหรับหนังสือเล่มที่สองในชีวิต การต้องเร่งเขียนให้ทันงานสัปดาหหนังสือฯ เป็นเรื่องเศร้าแสนเศร้า แต่เมื่อเราตัดสินใจและให้คำสัญญากับตัวเองแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำมันให้สำเร็จตามนั้น และในที่สุดเราก็คลอด The Monster Piece: ไม่มีใครครบ ออกมา ที่ต้องใช้คำว่าคลอดเพราะเรามองหนังสือเล่มนี้เป็นลูกจริงๆ นะ

    หนังสือเล่มแรกของเราคือ Lost in Conversation (ต้องการที่จะขาย) เป็นความเรียงสั้นๆ เกี่ยวกับความในใจในความสัมพันธ์ของผู้คน มาถึงเล่มที่สองนี้เราเปลี่ยนไปไกลโข เป็นเรื่องสั้นเพ้อฝันชนิดที่ยังลังเลอยู่ว่าควรเรียกนิทานหรือเปล่า แต่ที่แน่ใจได้คือเขียนยากขึ้นโคตรๆ เหมือนการพยายามหยิบก้อนอากาศมาปรุงเป็นอาหารให้กลมกล่อมยังไงยังงั้น

    ระหว่างเขียนหนังสือเล่มนี้ เราพบปีศาจหลายต่อหลายตัว นอกจากตัวที่โลดแล่นในเรื่องสั้นแล้วยังมีหลายตัวที่โลดแล่นในหัวเราเอง ปีศาจจอมขี้เกียจ ปีศาจขี้โกรธที่พร้อมพ่นคำหยาบคายใส่ทุกอย่างบนโลก จนถึงปีศาจจอมท้อใจเมื่อพบความยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ปีศาจขี้กลัวว่างานจะออกมาไม่ดีพอ ระหว่างเขียนเราจึงต้องต่อสู้กับปีศาจไปด้วยจนอาจทำให้เรื่องราวที่เขียนโดนลูกหลง เว้าแหว่งไปบ้าง

    ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็น The Monster Piece ไม่ใช่ The Master Piece อย่างที่ตั้งใจไว้

    แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นชิ้นส่วนปีศาจที่เรารักมากและขอยืนยันว่าปีศาจทุกตัวในเล่มนี้ล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวและมีเรื่องราวแปลกประหลาดที่อยากให้คุณลองติดตาม เหล่าปีศาจต่างมีความรัก ความโกรธ ความกลัว ความบ้าอยู่ในตัวเหมือนเราๆ ทุกคน เมื่ออ่านดูแล้วคุณอาจพบว่าตัวเองก็มี The Monster Piece อยู่ในใจหลายชิ้นก็เป็นได้

    ถ้าเราโชคดี ก็ขอให้คุณรักปีศาจเหล่านั้นอย่างที่เรารัก


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in