HOW I LOVE MY MOTHERBUNBOOKISH
00: ถ้ายังมีแรงจะรัก
  • ถ้าจะให้พูดถึงจุดเด่นของแม่สักอย่าง ก็คงจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่คล่องแคล่ว ทั้งเดินเร็วและทำอะไรรวดเร็วไปหมด

    แม่เป็นซิงเกิลมัมที่เนรมิตทุกอย่างออกมาได้เหมือนใช้ปลายนิ้วเสก ไม่ว่าเราอยากได้อะไรแม่ก็มักจะหามาให้ได้เสมอ เราเลยเติบโตมาท่ามกลางความเอาอกเอาใจ หรือเรียกอีกอย่างคือ ‘ถูกสปอยล์’ อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่เด็ก

    สิ่งบ่งชี้อย่างแรกคือ ทุกวันแม่จะคั้นน้ำผลไม้สดๆ มาเสิร์ฟให้เราถึงเตียงตอนตีห้า โดยที่เราไม่ต้องตื่นเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ยกตัวเท้าแขนขึ้นมาดื่มทั้งที่ยังหลับตาอยู่ เสร็จแล้วก็ทิ้งตัวลงไปนอนต่อได้เลยทันที

    เมื่อถึงเวลาที่เราต้องตื่น (จริงๆ) เพื่อไปโรงเรียน แม่ก็จะจัดเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม ไล่ตั้งแต่กางเกงใน ชุดนักเรียนไปจนถึงถุงเท้า และรองเท้าขัดใหม่ และเมื่อแต่งตัวเรียบร้อย เดินมาชั้นล่างก็จะเจออาหารเช้าที่ตั้งเตรียมไว้ให้ พอกินเสร็จแม่ก็จะช่วยยกกระเป๋านักเรียนไปที่รถ ขับออกไปส่งเราที่โรงเรียนและไปรับกลับบ้านหลังเลิกเรียนด้วยเช่นกัน

    เรียกว่าครบทุกขั้นตอนโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง และเป็นแบบนั้นเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้
  • เราแทบไม่เคยเดินทางด้วยรถโดยสารอื่นๆ (ยกเว้นรถรับส่งนักเรียนซึ่งแม่เคยใช้บริการอยู่ช่วงหนึ่งสมัยเราอยู่ประถม) เราไม่เคยนั่งรถเมล์ ส่วนรถแท็กซี่ก็นั่งแทบนับครั้งได้และแน่นอนว่าไม่ได้นั่งคนเดียวด้วย

    เรื่องอาหารการกินก็สำคัญ แม่จะตื่นแต่เช้าเพื่อขับรถออกไปสวนลุมฯ อยู่บ่อยๆ แม่ไม่ได้ไปวิ่งเหมือนคนอื่นเขาหรอก แต่ไปเพื่อต่อแถวซื้องาดำกับถั่วแดงต้มอุ่นๆ เจ้าอร่อยกลับมาให้เรากินต่างหาก

    แม่มักจะบอกอยู่เสมอว่าถ้ายังมีแรงจะรัก แม่ก็อยากจะทำให้ดีที่สุด (ที่จริงมีต่อท้ายว่า ‘แต่ก็อย่าดื้อให้มันมากนักล่ะ!’)

    เราได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี จนเผลอเข้าใจไปว่าบ้านตัวเองมีเงินใช้เหลือเฟือ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ความอยู่ดีกินดีของเราคือการประหยัดอดออมของแม่

    ตอน ม.ต้น เราเรียนโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท และแม่จะมารับกลับบ้านทุกปลายสัปดาห์ แต่การต้องนั่งรอแม่มารับหลังเลิกเรียน แม้จะใช้เวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ก็ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดแทบทุกครั้ง ทั้งที่ก็โตพอจะรู้แล้วว่าแม่ต้องขับรถฝ่าการจราจรย่านสุขุมวิทที่น่าเข็ดขยาดเพื่อมารับเรา

    แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เห็นใจแม่เลย…
  • มีวันหนึ่ง เรานั่งรอแม่มารับด้วยความหงุดหงิดอย่างเคย พอเห็นแม่ลงจากรถ แล้วรีบเดินปรี่มาที่จุดรอรับนักเรียน เราก็รีบลุกขึ้นเดินไปหาแม่ แต่พอเห็นแม่ใกล้ๆ เรากลับตัดสินใจเดินเลี่ยงไปอีกทาง จนแม่ต้องเดินตามมาถามว่าเราจะไปไหน

    “อายอะ แม่ใส่รองเท้าแตะขาดๆ สีส้มเห่ยๆ แบบนี้ออกมารับพายได้ยังไง พายไม่อยากเดินกับแม่แล้ว ไปเจอกันที่รถแล้วกันนะ”

    ตลอดทางกลับบ้านวันนั้นแม่ไม่พูดอะไรกับเราเลย จนเราคิดได้และขอโทษที่พูดจาแย่ๆ ออกไป แต่แม่ก็ยังไม่ยอมหายโกรธ

    นั่นเป็นครั้งแรกที่เราเห็นแม่ร้องไห้…

    ไม่มีใครทนความรู้สึกที่ถูกคนที่ตัวเองรักรังเกียจได้จริงๆนั่นแหละ และตอนนั้นถ้าจะมีใครสักคนที่ควรอาย ก็ควรเป็นแม่นี่แหละที่ต้องอายเพราะมีลูกแบบเรา

    ชีวิตมันไม่ได้สวยงามเพียบพร้อมอย่างที่แม่พยายามจะเสนอแต่ด้านดีๆ ให้เราเห็น ในความสุขสบายของใครหนึ่งคนก็มีความยากลำบากของใครอีกคนแฝงอยู่

    ทุกวันนี้ เมื่อนึกถึงคำที่แม่เคยพูดว่า ‘ถ้ายังมีแรงจะรักก็อยากจะทำให้ดีที่สุด’ เราก็อยากบอกแม่ขึ้นมาเหมือนกันว่า ถ้างั้นแม่หายห่วงได้เลย เพราะพายยังเด็ก ยังไม่หมดแรงง่ายๆ หรอก
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Snow Ball (@snow.ball.520)
บทแรกก็ร้องไห้แล้วค่ะ