HOW I LOVE MY MOTHERBUNBOOKISH
คำนำ
  • คำนำสำนักพิมพ์

    1.
    บางคนบอกว่า ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ยังดีที่มีแรงและเวลาพอให้ตั้งหลักหรือปรับเส้นทางชีวิตใหม่ได้ทัน แต่บางคนก็บอกว่า เรื่องบางอย่างนั้นต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจชีวิตที่มากพอจึงจะผ่านมันไปได้

    2.
    หลายครั้งเวลาเราเห็นเรื่องหนักๆ เกิดขึ้นกับคนอื่น ก็มักนึกย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเราจะรับมือกับมันอย่างไร แต่แล้วก็ต้องรีบบอกตัวเองว่า คงไม่เป็นแบบนั้น เราคงไม่โชคร้ายอย่างนั้น ทั้งที่ก็รู้ว่าชีวิตนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่แน่นอน ไม่มีใครที่ไม่รู้ว่า ‘อะไรก็เกิดขึ้นได้’ แต่ก็คงไม่มีใครที่ไม่เคยคิดว่า มันคงไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง...

    3.
    ต้นฉบับของพายเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เราย้อนถามตัวเองแทบจะตลอดเวลาที่ได้อ่านว่า ถ้าเรื่องของพายเกิดขึ้นกับเรา อย่าว่าแต่ตอนที่อายุเท่าพายในวันนั้นเลย ต่อให้มันเกิดขึ้นกับเราวันนี้ เราจะรับมือและจัดการกับเรื่องนี้แบบไหน...

    ซึ่งนั่นแหละ ทุกครั้งก็ลงเอยที่การบอกตัวเองว่า มันคงไม่เป็นแบบนั้น...

    4.
    ย้อนกลับไปปีก่อน...

    เรารู้จักพายผ่านการแนะนำที่ออกจะแปลกสักหน่อยของจิรเบลล์ เพราะนอกจากจะเล่าถึงด้วยความชื่นชมแล้ว เบลล์ยังรวบรวมสเตตัสในเฟซบุ๊คของพาย ส่งมาให้เราอ่านหลายหน้ากระดาษเอสี่ ถึงจะไม่ปะติดปะต่อเท่าไรนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า อะไรทำให้เบลล์ตัดสินใจออกตัวเป็นพ่อสื่อพ่อชักให้เรากับพายอย่างเต็มแรง

    คนเราอาจจะประทับใจในตัวใครสักคนจากสิ่งที่เขาปฏิบัติกับเรา แต่บางทีความประทับใจนั้นก็เกิดขึ้นจากการได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาปฏิบัติกับคนอื่นได้เหมือนกัน

    และเมื่อเจอพายครั้งแรก เราก็ดูไม่ออกเลยว่าเด็กสาวร่าเริงและคุยเก่งคนนี้น่ะเหรอ คือคนที่แบกโลกอันหนักอึ้งของตัวเองเอาไว้มาตลอดเกือบสิบปี

    5.
    ในชีวิตเราเคยพบเจอเรื่องราวความเข้มแข็งของจิตใจคนมาก็มาก พายอาจจะไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก วิธีการของพายอาจจะไม่ถูกต้องหรือไม่ถูกใจคนรอบข้าง แต่พายก็แข็งแกร่งมากพอที่จะประคับประคองชีวิตตัวเองและเลือกวิธีที่จะทำให้คนที่เธอรักมีความสุขที่สุด

    พายเองก็คงไม่เคยคิดว่าเรื่องราวอันหนักอึ้งนี้จะเกิดกับตัวเอง แต่พายก็ทำให้เรารู้ว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม ความรักและจิตใจที่เข้มแข็งนั่นแหละ จะช่วยเรารับมือกับมันเอง


    I've never met a strong person with an easy past.
    BUNBOOKS


  • คำนำนิยม


    หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่พี่ร้องไห้ตั้งแต่หน้าแรกที่อ่าน และร้องเป็นระยะๆ ตลอดเรื่อง พี่ไม่ได้ร้องไห้ให้กับเรื่องราวของน้องพายและคุณแม่ แต่ร้องไห้ให้กับหัวใจอันอ่อนหวานและแสนจะเข้มแข็งสองดวง

    ในโลกใบนี้ยังมีหัวใจเช่นนี้อยู่อีกหรือ?

    คุณแม่น้องพายทำให้พี่เข้าใจถึงความรัก และความอดทนอย่างที่สุดของคนเป็นแม่ และน้องพายก็ทำให้พี่ศรัทธาอย่างหมดจิตหมดใจ ถึงความบริสุทธิ์ ความอ่อนโยน ความกล้าหาญ และความมีชีวิตชีวาของสาวน้อยคนหนึ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด

    น้องพายเขียนเรื่องนี้ออกมาจากชีวิตจริงได้อย่างเรียบง่าย ถ่ายทอดออกมาได้หมดจด เห็นภาพทุกสิ่ง เหมือนพี่กำลังนั่งอยู่ในห้องของน้องพายกับคุณแม่ เหมือนพี่กำลังนั่งฟังน้องพายกับคุณแม่คุยกัน ทั้งยังมีอารมณ์ขัน ชวนให้หัวเราะไปด้วย พี่มั่นใจว่าถ้าใครก็ตามที่กำลังเจอกับอุปสรรคของตัวเองอยู่
    ได้มาอ่านเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ทุกคนจะมีกำลังใจและฮึดสู้แบบน้องพาย และน้องพายคงมีโอกาสได้ช่วยเหลือ แบ่งปันประสบการณ์ที่ผ่านมาให้กับคนอีกมากมายในอนาคต

    พี่รักหนังสือเล่มนี้ และอยากให้ทุกคนได้อ่าน

    อยากให้ทุกคนเปิดหัวใจให้กว้าง แล้วเข้าไปในโลกของน้องพาย เด็กสาวอายุยี่สิบห้าที่ตื่นมากลางดึกเพื่อดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ทุกชั่วโมง

    และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ครั้งหนึ่งเคยตัดผมสั้นกุด ใส่ชุดเหมือนผู้ชาย ไปร่วมงานวันพ่อที่โรงเรียนของลูก

    คุณแม่ได้มอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้น้องพาย คือหัวใจ

    และน้องพายก็ได้มอบหัวใจนั้นกลับให้คุณแม่เช่นเดียวกัน

    ทั้งสองดวงคือหัวใจดวงเดียวกัน ที่ไม่มีอะไรพรากจากไปได้

    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่หัวใจของผู้หญิงทุกคนควรซึมซับจริงๆ ค่ะ


    สุพิชา สอนดำริห์
    บรรณาธิการนิตยสารคลีโอ

  • คำนำนิยม


    แม้จะเป็นคนรักการอ่าน แต่ผมกลับไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ บนเฟซบุ๊ค เวลาเห็นสเตตัสของใครยาวจนขึ้นคำว่า see more... ให้กดอ่านเพิ่มเติม นิ้วผมมักเลื่อนไปยังสเตตัสถัดไปโดยอัตโนมัติ

    แต่ไม่ใช่กับสเตตัสของพาย

    ไม่แน่ใจว่าผมกับพาย ใครขอเป็นเพื่อนใครก่อนบนโลกออนไลน์ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าช่วงเวลาหลังจากนั้นที่เราได้ล่วงรู้ชีวิตกันและกัน หลังจากใครคนหนึ่งตอบรับคำร้องขอเป็นเพื่อน

    โดยแทบไม่ต้องดูที่ชื่อคนโพสต์หรือรูปโปรไฟล์ ผมจะรู้ทันทีว่าสเตตัสไหนเป็นของพายเมื่อมันปรากฏบนไทม์ไลน์ นอกจากความยาวซึ่งเกินมาตรฐานสเตตัสเพื่อนๆ แล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ผมรู้ คือเรื่องที่พายเล่ามักเป็นเรื่องเดิม

    พายชอบเล่าเรื่องแม่

    ผมเพิ่งมารู้จากการอ่านสเตตัสของพายว่า พายต้องทำงานดูแลแม่ที่นอนป่วยอยู่บ้าน เมื่ออ่านสเตตัสหนึ่งจบก็คลิกเข้าไปหาอ่านสเตตัสถัดไปด้วยประทับใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเล่า ซึ่งกระทบกระแทกความรู้สึกไม่ต่างจากเรื่องราวใหญ่โต

    และเมื่ออ่านแล้วผมก็คิดถึงชีวิตตัวเอง

    ผมเคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายพาย คือแม่ป่วยอยู่บ้านในวัยที่เรายังหนุ่มสาว แม้ผมจะไม่ได้เป็นผู้ดูแลแม่อย่างพาย เพราะหน้าที่หลักเป็นของพี่ชาย แต่ก็เข้าใจความขมขื่นเมื่อรู้ว่าหญิงผู้ให้กำเนิดที่เคยอุ้มเราด้วยมือข้างเดียวกลับช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้แต่จะลุกไปเข้าห้องน้ำ

    จากประสบการณ์ส่วนตัว ยิ่งทำให้ผมรู้สึกพิเศษกับสิ่งที่พายได้ระบายออกมาบนโลกเสมือน

    ไม่ยากหรอกที่จะเขียนให้คนอ่านแล้วรู้สึกเศร้า สงสาร เห็นใจ เพราะเรื่องราวมันเอื้อต่อการสร้างความรู้สึกแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึกแบบนั้นจากการได้อ่านสิ่งที่พายเขียน

    บางเรื่องราวอ่านแล้วนั่งยิ้มไม่หุบ บางเรื่องราวอ่านแล้วนั่งหัวเราะคนเดียวเหมือนคนบ้า และบางเรื่องราว แม้อ่านแล้วน้ำตาจะคลอเบ้า แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเศร้าแต่อย่างใด

    วันนี้ผมได้อ่านเรื่องราวต่างๆ อีกครั้งจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตของพาย มันยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ผมเคยบอกพายไว้ว่า เรื่องราวของพายกับแม่ดีพอจะเป็นหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งได้

    แต่สิ่งที่ผมไม่ได้บอกพายคือ เรื่องราวของพายนั้นมีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยทิ้งไว้บนหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ค ซึ่งวันหนึ่งมันจะหายไปคล้ายไม่เคยมีอยู่ ผมอยากให้มันถูกพิมพ์เป็นหนังสือเก็บไว้ เพราะยังไงมันก็ถาวรกว่า

    ผมเคยผ่านประสบการณ์การมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตของตัวเองมาแล้ว จึงพอรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีความหมายกับพายมากแค่ไหน

    แต่เชื่อไหมว่าวันหนึ่งข้างหน้า มันจะมีความหมายมากกว่าเดิม


    jirabell
    29/ก.พ./59

  • คำนำผู้เขียน


    เราไม่เคยคิดเลยว่า หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเราจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับแม่

    แต่หลังจากใช้ชีวิตกับแม่ที่ป่วยได้ 3-4 ปี เราก็เริ่มบันทึกเหตุการณ์และบทสนทนาต่างๆ ไว้ในสเตตัสเฟซบุ๊คอย่างจริงจัง ถึงขั้นที่คนรอบข้างเริ่มแซวกันว่าให้เอาไปทำเป็นหนังสือรวมเล่มสเตตัสเลยท่าจะดี นี่จึงกลายเป็นที่มาที่ทำให้เรายกเนื้อหาบางส่วนจากสิ่งที่เราเคยบันทึกไว้มาใช้เป็นส่วนนำในแต่ละบท

    คำถามที่เกิดขึ้นคือ ‘แล้วใครจะอยากอ่าน’ และ ‘เราตั้งใจจะเขียนเรื่องราวหนักๆ แบบนี้ด้วยท่าทีแบบไหน’ พอถามความรู้สึกตัวเองดู เราพบว่าเรื่องเศร้านี่ไม่ต้องเล่าให้เศร้าทั้งหมดก็ได้ บางเรื่องที่ดูเหมือนน่าจะทุกข์ ถ้าก้าวข้ามมาได้แล้วเราก็สามารถเล่าถึงมันด้วยความรู้สึกที่ดีและมีความสุขได้

    ‘เล่าแบบที่สะท้อนว่าเธอเห็นมันในแง่มุมอื่นจนหัวเราะใส่มันได้ แบบนั้นถูกต้องแล้วล่ะ’ เพื่อนสนิทคนหนึ่งคอมเมนต์ไว้แบบนั้น

    แนวทางการปฏิบัติและการดูแลคนป่วยของเราอาจไม่ได้ถูกต้องตามหลักการแพทย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันเกิดจากการทดลองในชีวิตประจำวันระหว่างเรากับแม่ จนคุ้นชินและถูกจริต จึงปฏิบัติกันเรื่อยมา และเราก็มีสิ่งที่อยากให้ความสำคัญมากกว่า นั่นคือเรื่องลำดับทางความสัมพันธ์สองแบบ ซึ่งเราคิดได้ในระหว่างที่เขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ขณะที่เวลากำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ สุขภาพของคนที่เรารักกลับเดินสวนทางถอยหลัง

    และเรากำลังจะกลายเป็นคนแบบใดแบบหนึ่งในสองแบบนี้หรือเปล่า?

    หนึ่งคือคนที่พลาดโอกาสที่จะทำดีกับคนที่รักไปแล้ว

    หรือสอง คือคนที่ยังมีโอกาสนี้อยู่ในมือ

    ทำยังไงให้คนที่ยังมีโอกาส สามารถใช้โอกาสของตัวเองอย่างคุ้มค่าที่สุด—หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอก

    ทำยังไงให้คนที่พลาดโอกาสแรกไปแล้วมีโอกาสแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดหรือตกหล่น—หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้บอก

    ของแบบนี้มันไม่มีสูตรตายตัว และใช่ว่าจะเป็นฮาวทูที่นำไปใช้ตามได้ทุกคน

    เราว่าบางทีมันอาจจะต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอย่างเมล็ดพันธ์เล็กๆ ในใจเราก่อน เมล็ดพันธ์แห่งความรักและความปรารถนาดีที่พ่อแม่ได้หว่านไว้ ทั้งปลูก ทั้งดูแล และรอคอยวันที่มันจะเติบโต

    เมื่อมองย้อนไปในอดีต ในช่วงวัยเด็ก—วัยที่ทุกอย่างยังแจ่มชัด เราอาจมองเห็นสิ่งสำคัญที่ตัวเราในทุกวันนี้กำลังมองข้ามไป และได้ค้นพบแง่มุมบางอย่างที่มีคุณค่าและมีความหมายมากกว่าเดิม

    ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะเติบโตไปเป็นไม้งามแบบใด เราก็หวังสุดใจว่าสักบรรทัดหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นเสมือนปุ๋ยชั้นดีให้กับคุณ


    ภาริอร วัชรศิริ
    15.02.2016

  • อะไรคือสิ่งที่คุณกลัวมากที่สุดในชีวิตนี้?

    ความตายหรือเปล่า

    ความตายของตัวเองหรือการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคนที่คุณรัก

    เราเฉียดความรู้สึกนั้นมาแล้วล่ะ คงเพราะแบบนั้นเลยสามารถตอบได้เต็มปากว่าเรากลัวอย่างหลังมากที่สุด

    ยิ่งถ้าคนคนนั้นคือ แม่

    ความรู้สึกของการเกือบจะสูญเสียแม่ไปไม่ใช่สิ่งที่เราจะลืมได้ง่ายๆ

    แม้ว่าเราจะจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ไม่แม่นยำนักแต่เรากลับจดจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัวใจได้อย่างชัดเจนที่สุด

    ความรู้สึกนั้นมันว่างเปล่าราวกับวันพรุ่งนี้ไม่มีอยู่
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in