Lost In Yesterdaylongshot
Rainy Day
  • Pairing : Sato Keigo x Kono Junki 

    Rating : G 

    Note : Rainverse AU 

    เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวศิลปินหรือความเป็นจริงใดๆทั้งสิ้น



      ซาโต้ เคย์โกะเกลียดฤดูฝน

    ฝนทำให้ทุกอย่างเปียกแฉะและน่ารำคาญ ซ้ำกลุ่มหยดน้ำแสนสกปรกเหล่านั้นยังนำพาเชื้อโรคและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆ มาให้แก่ผู้ที่ได้สัมผัส นั่นจึงเป็นเหตุผลหลักๆ ว่าทำไมผู้คนทั่วไปจึงไม่ชื่นชอบมัน


    แต่สำหรับเคย์โกะนั้น เขามีเหตุผลพิเศษอีกหนึ่งข้อที่ทำให้เขาเกลียดฤดูฝนชนิดเข้าไส้


    เขาเป็นคนพิเศษ แม่มักจะบอกแบบนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบเขา เขาแตกต่างด้วยสิ่งที่เขาคิดว่ามันคือความแปลกประหลาด แต่แม่กลับบอกว่าสิ่งที่เขามีเรียกว่าพรสวรรค์

    คนเราใช้เวลามากมายในการหาใครสักคนที่เราจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกันไปจนวันสุดท้าย ไม่มีใครรู้เลยว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร อาจจะเป็นคนที่เราเดินสวนทางตอนข้ามถนน คนที่เจอหน้ากันแล้วยิ้มให้บนรถไฟ หรือเพื่อนร่วมงานที่เราเจอหน้าเขาในทุกๆวัน ไม่มีอะไรบ่งบอกจนกว่าเราจะได้ค้นพบด้วยตนเอง แต่นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปพึงจะเป็น ไม่ใช่ซาโต้ เคย์โกะ

    สิ่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อตอนที่เขาอายุสิบสี่ มันเป็นอีกคืนที่ฝนตกหนัก สิ่งที่ควรได้ยินในขณะที่นอนอยู่ในห้องควรจะเป็นเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมากระทบกับหลังคาเหมือนทุกครั้ง แต่ในคืนนั้น หลังจากที่ฝนเริ่มตก เสียงต่างๆรอบข้างที่เขาได้ยินกลับค่อยๆเบาลง


    เบาลง....


    เบาลง....


    และหายไปจนเหลือเพียงความเงียบสงัด


    เคย์โกะร้องไห้ เขาไม่รู้ว่าอาการประหลาดที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่คืออะไร จู่ๆทุกเสียงรอบข้างก็เปลี่ยนไปเป็นความเงียบ ไม่สามารถได้ยินเสียงของอะไรเลยนอกจากเสียงพูดและเสียงสะอื้นของตนเอง มันทั้งอึดอัด ทั้งทรมานด้วยสิ่งที่เขาไม่เข้าใจหรือรู้ที่มาที่ไป


    ‘ลูกเป็นคนพวกนั้น’


    เป็นประโยคแรกที่แม่บอกกับเขาหลังจากที่เขาเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนให้แม่ฟัง


    อย่างที่ได้กล่าวไป แม่บอกว่าเขาเป็นคนพิเศษ


    สำหรับคนประเภทนี้ เมื่อถึงเวลาที่ฝนตก ความเงียบจะคลืบคลาน และกลืนกินแทบจะทุกสรรพเสียง


    แทบจะ เท่านั้น


    ‘ลูกไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากตัวเองเลยหรือ’


    เคย์โกะส่ายหัว


    ‘ลูกอาจจะยังเด็กเกินไป' 




    ‘ผมได้ยินเสียงผู้ชาย’


    เด็กชายวัยสิบเจ็ดบอกกับแม่ของเขาในเช้าวันหนึ่งหลังอีกคืนที่ฝนตกหนัก แม่ได้ยินประโยคนั้นแล้วอ้าปากค้าง เหมือนเธอจะทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

    ‘ลูกได้พูดอะไรกับเขาไหม’

    ‘ไม่ครับ ฟังดูเหมือนเขากำลังร้องไห้’


    เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากความตกใจก็เปลี่ยนเป็นความเคยชิน อาการหูดับยังคงทำให้รู้สึกอึดอัดและทรมาน แต่มันก็เบาบางลงจนเขาสามารถรับมือกับมันได้

    คืนนั้นมันเงียบและว่างเปล่าเช่นทุกวัน เพียงแต่มีอีกเสียงหนึ่งที่แทรกเข้ามาในโสตประสาท เสียงที่ฟังดูเหมือนเสียง ‘สะอื้น’ ที่ได้ยินจากที่ไกลๆ

    เขาเป็นผู้ชาย นั่นคือสิ่งที่เคย์โกะพอจะรู้ จริงๆเขาพูดอะไรสักอย่างอีกประมาณสองสามประโยค แต่มันเบาเกินกว่าที่เคย์โกะจะจับใจความได้

    รู้สึกว่าเขากำลังเจ็บปวดจากอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นการสูญเสีย เคย์โกะไม่แน่ใจ ตอนนี้เขาเกิดคำถาม มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาโดยตรง แต่ไม่รู้ว่าทำไม ใจของเขาจึงรู้สึกเศร้าตามเจ้าของเสียงสะอื้นนั่นขนาดนี้


    ‘เขาเป็นใครเหรอครับ’


    ‘ที่รัก ฟังแม่นะ’

    ‘เจ้าของเสียงที่ลูกได้ยิน คือครึ่งชีวิตของลูก’


    มือทั้งสองข้างของเขาสั่นเทา


    ‘ลองพูดกับเขาดู ครั้งหน้าเขาอาจจะได้ยินเสียงลูก’


    'เขาเป็นผู้ชาย'


    ‘ที่รัก มันไม่ผิดอะไรเลย’


    หากจะให้นิยามความรู้สึกในตอนนั้น คำว่า ‘กลัว’ คงจะใกล้เคียงมากที่สุด


    เกิดมากับอาการประหลาดๆ ยังไม่พอ หนำซ้ำยังถูกจับคู่กับใครก็ไม่รู้ราวกับตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องราวที่มีคนอื่นเป็นผู้เขียน


    ‘แม่อยากให้ลูกเปิดใจ’


    ‘เขาเป็นใครผมก็ยังไม่รู้เลย’


    ‘ยิ่งลูกโต เสียงที่ได้ยินก็จะยิ่งชัดขึ้น หากถึงเวลาที่เหมาะสม ลูกและเขาจะได้พบกันแน่นอน’


    ตอนนี้ซาโต้ เคย์โกะอายุยี่สิบสอง แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้พบกับผู้ชายคนนั้นเหมือนที่แม่เคยบอกเอาไว้เลย

    มันจริงที่ว่าเสียงของเขาชัดขึ้นในทุกครั้งที่ฝนตก เคย์โกะเคยลองเอ่ยทักออกไป คาดหวังว่าจะได้อะไรสักอย่างกลับมา แต่ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยได้คำตอบใดๆ จากคนๆนั้นสักที

    เวลาฝนตก แน่นอนว่าเสียงแรกที่ได้ยินคือเสียงของเขา เคย์โกะคิดว่าในเมื่อเขาดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย เขาจึงตัดสินใจบันทึกสิ่งที่เขาได้ยินเอาไว้เผื่อว่ามันจะทำให้เขาสามารถหาตัวผู้ชายคนนั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น อีกทั้งอย่างไรมันก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ในเวลาแบบนั้น


    ระยะเวลาสี่ปีกับสมุดจำนวนสองเล่ม ในนั้นมีเรื่องราวของผู้ชายคนนี้มากมาย เขาดูรุ่นราวคราวเดียวกับเคย์โกะหรือไม่ก็บวกลบไม่เกินสองปี ทำงานเกี่ยวกับธุรกิจอะไรสักอย่าง มีแฟนเป็นผู้หญิง และเปลี่ยนไปมากกว่าหนึ่งคน เขาเป็นคนญี่ปุ่นและอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น (อย่างน้อยก็ในความคิดของเคย์โกะ) 

    มันแปลกที่ในสมุดเหล่านี้มีเรื่องเกี่ยวกับเขาถูกบันทึกลงไปมากมาย แต่สิ่งที่เคย์โกะอยากบันทึกลงไปมากที่สุดกลับไม่เคยถูกหลุดออกมาให้ได้ยิน ทำให้ทุกวันนี้ชื่อของเขาก็ยังคงเป็นสิ่งที่เคย์โกะไม่รู้


    ฝนกำลังจะตก เคย์โกะนั่งอยู่ที่โต๊ะกับสมุดบันทึกและปากกาในมือ


    ทุกอย่างเงียบลงแล้ว แต่เคย์โกะยังไม่ได้ยินเสียงของเขา


    “ทำไมเงียบไปล่ะ” เขาโพล่งออกไป มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขาหรือ แต่มันไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าหากจริง ตอนนี้เคย์โกะคงรู้สึกอะไรบางอย่างเหมือนที่เขามักจะเป็นก่อนหน้านี้ไปแล้ว


    “เสียงใครน่ะ”


    ปากกาสีเงินร่วงหลุดออกจากมือ


    “คุณ...ได้ยินผมหรือ


    “อะไรน่ะ” น้ำเสียงเขาดูตระหนก แต่ก็พอจะเข้าใจได้


    “ใจเย็นๆ ก่อน”


    “คุณเป็นใคร”


    “ผมชื่อซาโต้ เคย์โกะ”


    “เคย์โกะไหน”


    “คุณไม่รู้จักหรอก”


    “ทำไมมันเงียบแบบนี้”


    “ผมยังอยู่นะ”


    “จู่ๆ มันก็เงียบ...แล้วก็มีเสียงคุณ”


    “ผมรู้”


    “นี่ผมเป็นอะไ—”


    นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินจากชายคนนั้นก่อนเสียงของเขาจะถูกแทรกด้วยเสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าแล้วหายไปในที่สุด


    ฝนหยุดแล้ว




    ฝนไม่ตกอีกเลยหลังจากวันนั้น วันนี้เข้าวันที่ห้า พยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีพายุลูกใหญ่ เป็นครั้งแรกในชีวิตของเคย์โกะที่ภาวนาให้คืนนี้ฝนตกนานๆ

    เคย์โกะนั่งรอ ตอนนี้นาฬิกาบอกว่าเป็นเวลาเกือบจะสองทุ่ม ข้างนอกมีลมกรรโชกแรง ดูได้จากเหล่าต้นไม้ใบหญ้าที่โยกโงนเงนไปมา

    เมื่อเหล่าหยดน้ำเริ่มร่วงหล่นลงมากระทบพื้นและเสียงต่างๆ รอบข้างก็เริ่มเบาลง


    “ได้ยินผมไหม”


    “ทำไมมันเป็นแบบนี้อีกแล้ว”


    “แล้วสักวันคุณจะชิน”


    “แล้วทำไมต้องเป็นคุณ”


    “มันมีเหตุผลแล้วกัน”


    “ไม่เข้าใจ”


    “ผมอธิบายได้ แต่เราต้องมาเจอกัน”


    “ของคุณมันเงียบเหมือนกันไหม”


    “เงียบสิ ผมได้ยินแต่เสียงคุณ”


    “เหมือนกัน”


    เคย์โกะใจเต้นผิดจังหวะกับประโยคนั้น


    “เรามาเจอกันได้ไหม”


    “ตอนนี้น่าจะยังไม่ได้”


    “ทำไมล่ะ”


    “ผมอยู่ในที่ที่ไกลจากคุณ”


    “ต่างประเทศหรือ”


    “ประมาณนั้น”


    “แล้วคุณจะมาเจอผมได้เมื่อไหร่”


    “คงเร็วๆ นี้”


    “งั้นผมจะรอ”



    แล้วสายฝนกระหน่ำในคืนพายุเข้าก็หยุดลง



    วันนี้เป็นวันศุกร์และตอนนี้เคย์โกะนอนอยู่บนเตียง

    การทำงานหนักทั้งอาทิตย์ส่งผลต่อร่างกายโดยตรง มันเป็นอีกสัปดาห์ที่หนักหน่วง เคย์โกะทำงานมากกว่าวันละสิบสองชั่วโมงและมีเวลานอนไม่เพียงพอเท่ากับความจำเป็น ร่างกายเขาเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย หยิบมือถือขึ้นมาเชื่อมกับหูฟัง เปิดลิสต์เพลงโปรด หวังให้บทเพลงเหล่านั้นช่วยเยียวยา

    สลับหน้าจอไปดูพยากรณ์อากาศ วันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าสี่สิบเปอร์เซนต์ของพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่มีโอกาสพบฝนเบาบาง แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอที่จะสร้างความหวังเล็กๆในใจของเคย์โกะได้

    เวลาผ่านไปนานกว่าสามชั่วโมง เคย์โกะได้แต่นอนกลิ้งตัวบนเตียงไปมาด้วยความงุ่นง่าน เขาหงุดหงิดและเริ่มหมดหวัง แต่ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะปิดไฟเพื่อเข้านอน เสียงฝนที่โปรยลงมากระทบหน้าต่างพร้อมๆ กับความเงียบที่กำลังก่อตัวก็ทำให้ชายหนุ่มผลิยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกของวัน


    “คุณ” ครั้งนี้เป็นเขาคนนั้นที่ทักขึ้นก่อน เคย์โกะใจเต้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เสียงของผู้ชายคนนั้นมีอิทธิพลกับเขาขนาดนี้


    “ว่าไง”


    “เปล่า แค่อยากรู้ว่าคุณจะได้ยินไหม”


    “ได้ยินสิ ชัดเหมือนคุณมากระซิบให้ฟังเลย”


    “นั่นสินะ”


    “จะว่าไปแล้ว ผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลยนะ”


    “ผมชื่อจุนกิ โคโนะ จุนกิ


    เคย์โกะหน้าร้อนผ่าวแบบไม่รู้เหตุผล หัวใจเขาเต้นไม่เป็นส่ำ มือข้างขวาที่สั่นเล็กน้อยกำลังพยายามเขียนสิ่งที่ได้ยินลงไป “คุณล่ะ เคย์โกะใช่ไหม”


    “ครับ ซาโต้ เคย์โกะครับ”


    “ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะคุณซาโต้” เขาว่า เคย์โกะเผลอยิ้ม 

    “เช่นกันครับคุณโคโนะ”



    “ที่นั่นฝนตกไหม” เคย์โกะถาม เพราะปกติแล้ว ความเงียบจะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ฝนตกลงมา ณ บริเวณที่เขาอาศัยอยู่ แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าการที่อีกคนได้ยินเขาเช่นนี้เป็นเพราะที่นั่นก็ฝนตกด้วยเหมือนกันหรือไม่

    “ที่นี่ก็ฝนตกอยู่ตลอดนั่นแหละ”


    “แปลกจัง”


    “เห็นด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่หยุดตกสักที”


    “แล้วมันไม่เงียบหรือ”


    “ไม่นะ จะเงียบเป็นช่วงๆ แล้วพอมันเงียบ สักพักมันก็จะมีเสียงคุณ”


    “ถ้าฝนตก ผมจะไม่ได้ยินอะไรเลยล่ะ”

    “หมายถึง...ก่อนหน้านี้”


    “คุณคงเหงาแย่เลย"


    “ก็เหงานะ”

    “แต่ตอนนี้ก็มีคุณแล้วไง”


    “อย่าจีบ”


    “เปล่านะ”


    “เสียงคุณเบา” เขาพูด เคย์โกะมองไปนอกหน้าต่างก่อนจะพบว่าตอนนี้สายฝนเริ่มเบาบางลง


    “ฝนใกล้หยุดแล้ว”


    “ไม่อยากให้หยุดเลย”


    “ผมก็เหมือนกัน”


    และเป็นเคย์โกะอีกครั้ง ที่เป็นเจ้าของประโยคสุดท้ายของบทสนทนา



    หลังจากวันนั้น สิ่งที่คนที่เคยพูดว่าตัวเองเกลียดฤดูฝนหนักหนาอย่างซาโต้ เคย์โกะทำคือการเฝ้ารอให้แต่ละวันมีฝนตกลงมา แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดี

    “คุณมีแฟนหรือเปล่าคุณโคโนะ”


    “เท่าที่จำได้ก็ไม่มี”


    “ผมรู้ว่าคุณเคยมี”


    “ก็เคยไง แต่ตอนนี้ไม่มี”

    “คุณล่ะ”


    “ไม่มีเหมือนกัน”

    “ผมไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สักเท่าไหร่”


    “มันดีนะ ความรักน่ะ”

    “แต่บทจะทำให้เจ็บปวด ก็เล่นเอาแทบตายอยู่เหมือนกัน”


    “ฟังดูน่ากลัว"


    “ไม่หรอก”

    “ถึงมันจะทำให้ทรมานแค่ไหน แต่ยังไงผมก็คิดว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงามนะ”


    “เจ้าบทเจ้ากลอนนะคุณน่ะ”


    “ผมแค่ชอบอ่านหนังสือ”


    “บ้านผมมีหนังสือเยอะมากๆเลย”


    “หลอกผมเข้าบ้านหรือยังไง”


    “เปล่าสักหน่อย แค่เล่าให้ฟัง”


    “ผมจะแกล้งๆทำเป็นเชื่อแล้วกัน”





    “เมื่อไหร่คุณจะกลับมาที่นี่”


    “คงเร็วๆ นี้”


    “ประโยคนี้อีกแล้ว”


    “ไม่งอแงสิ”


    “ผมอยากเจอคุณ”


    “รออีกสักหน่อยนะ”


    “รออยู่แล้ว”





    “สงสัยจังว่าอะไรทำให้คุณได้ยินผม” เคย์โกะพูด


    “นั่นสิ”


    “พรหมลิขิต”


    “ขอร้องเถอะคุณ”


    “ผมจริงจัง”


    “เพ้อเจ้อต่างหาก”


    “ถ้าคุณรู้เหตุผลของเรื่องที่เกิดขึ้น คุณจะไม่พูดคำนั้นออกมา”


    “บอกผมสิ”


    “ผมจะบอกก็ต่อเมื่อผมได้เจอหน้าคุณ”


    “พยายามอยู่”


    “รอได้ครับ”





    “ฝนไม่ค่อยตกเลยคุณโคโนะ”


    “ก็ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้วหรือเปล่า ที่นั่น”


    “อือ”

    “ไม่ดีเลย”


    “ทำไมล่ะ”


    “ผมจะได้คุยกับคุณน้อยลง”


    “คิดถึงผมหรือไง”


    “ใช่”

    “คิดถึง”


    “คุณไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมาขนาดนี้ก็ได้”


    “ก็แค่พูดไปตามความจริง”


    “ไม่เขินอยู่ดี”


    “คุณโกหกใครก็ได้ แต่คุณโกหกผมไม่ได้หรอกนะ”


    “อะไร”


    “คุณรู้สึกยังไงคุณก็รู้ตัวเองดี”


    “...”


    “ฝนซาแล้ว”

    “ฝันดีล่วงหน้านะคุณ”


    “ฝันดี”



    ลมหนาวเริ่มมาเยือน เป็นสัญญาณว่าฤดูฝนกำลังจะจบลง ฝนเริ่มทิ้งช่วงห่างกันเป็นเวลานานขึ้นในทุกๆวัน เคย์โกะจึงตัดสินใจว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง


    “คุณโคโนะ”


    “ว่าไง”


    “ผมขอที่อยู่คุณได้ไหม"


    "..."


    "ทำไมล่ะ"


    "ฟังก่อนสิ"

    "อันที่จริง วันนี้ก็กะจะบอกอยู่แล้วล่ะ"


    "คุณกลับมาแล้วหรือ"


    "จะว่าอย่างนั้นก็ได้"


    "แปลว่าเราจะได้เจอกันใช่ไหม"


    "ก็ถ้าคุณจะมาจริงๆ ก็คงได้เจอ"


    "ต้องได้เจอต่างหาก"

    "เพราะผมไปแน่"


    "งั้นจดตามนะ"




    เคย์โกะไปสถานีรถไฟในเช้าวันรุ่งขึ้น


    ที่อยู่ที่ได้มาตั้งอยู่ในจังหวัดนารา ที่ถึงแม้เคย์โกะจะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนแต่ก็พอจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นมาบ้าง นาราเป็นจังหวัดที่ตั้งของเมืองนาราซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อยู่มากมายหลายที่

    แต่จุดมุ่งหมายของเคย์โกะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหน แต่เป็นบ้านหลังนี้ หลังที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขาต่างหาก

    เขากดกริ่งด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง หวังว่าที่นี่จะเป็นที่อยู่ที่ถูกต้องตามที่ได้มา หวังว่าผู้ชายคนนั้นจะจริงใจกับเขาเหมือนที่เขาจริงใจกับผู้ชายคนนั้น ได้แต่หวัง หวังและภาวนาให้การตัดสินใจพาตนเองมายังที่แห่งนี้ไม่สูญเปล่า


    แต่ดูเหมือนว่าเขาอาจจะต้องผิดหวัง


    "มาหาใครคะ" คนที่เดินออกมาจากตัวบ้านไม่ใช่ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเขา แต่เป็นหญิงชราคนหนึ่ง


    "ผมมาหาคุณโคโนะ จุนกิครับ ที่นี่ใช่บ้านของเขาไหม"


    แววตาของเธอเปลี่ยนไปเป็นดูประหลาดใจแทบจะทันที


    "เพื่อนจุนกิคุงหรือ"


    "ครับ ผมเป็นเพื่อน" เคย์โกะตอบกลับ ไม่ว่าผู้หญิงตรงหน้าจะเป็นใคร แต่เคย์โกะค่อนข้างแน่ใจว่าจุนกิที่เธอเอ่ยถึงกับโคโนะ จุนกิที่เขากำลังตามหาคือคนๆ เดียวกัน เธอดูลังเล แต่นั่นก็พอเข้าใจได้ เคย์โกะพยายามส่งสายตาที่จริงใจไปให้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน


    "เข้ามาข้างในก่อนไหม"



    เคย์โกะเดินตามเธอเข้ามาในบ้าน ใช้สายตามองไปทั่วหวังว่าจะเห็นรูปสักใบที่แขวนไว้บนผนัง แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีเลยแม้แต่รูปเดียว

    เธอพาเคย์โกะไปยังห้องรับแขกแล้วบอกให้เขานั่งรอ ก่อนจะหายตัวไปหลังประตูแล้วกลับมาพร้อมกับน้ำดื่มและขนมอีกเล็กน้อย


    "ขอบคุณครับ" เขาเอ่ย เธอยิ้มตอบบางๆ ก่อนจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้นวมตัวตรงข้าม


    "ฉันเป็นแม่ของเขา ถ้าเขาไม่เคยบอกคุณ"

    “คุณชื่ออะไร”


    "ผมชื่อเคย์โกะครับ ซาโต้ เคย์โกะ"


    "ขอโทษนะคะ แต่ไม่คุ้นเลย"

    "แต่เขาเป็นคนเพื่อนเยอะค่ะ ฉันไม่แปลกใจเท่าไหร่"


    เคย์โกะหัวเราะเบาๆ


    "เขาไม่อยู่บ้านหรือเปล่าครับ ให้ผมกลับเข้ามาอีกรอบตอนที่เขากลับมาแล้วก็ได้นะ"


    "ฉันไม่รู้ว่าคุณติดต่อกับเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ แต่ตอนนี้จุนกิคุงเขา.."




    “เขาไม่ได้สติมาสามเดือนแล้วค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ตาทั้งสองข้างทอดมองไปยังร่างที่นอนอยู่บนเตียง


    นิ่ง และสงบ


    เสียงเดียวที่เคย์โกะได้ยินชัดเจนหลังจากก้าวเข้ามาในห้องคือเสียงลมหายใจสม่ำเสมอที่มีอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจของเขา


    โคโนะ จุนกิเป็นเจ้าชายนิทรา


    รู้สึกราวกับร่างกายถูกน้ำที่เย็นจัดสาดเข้าใส่ ทั้งใบหน้า ทั้งแขนและขารู้สึกชาไปเสียทั้งหมด ความรู้สึกมากมายที่ก่อตัวขึ้นภายในอกบีบรัดหัวใจจนรู้สึกเจ็บ น้ำตาที่ไม่รู้ที่มาก็กำลังเอ่อล้นที่บริเวณขอบตากลมทั้งสองข้าง 

    ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้มันเกี่ยวกับเรื่องที่แม่เคยบอกเอาไว้ไหม เพราะตอนนี้เขาก็กำลังไม่เข้าใจว่าทำไมการที่ได้เห็นคนแปลกหน้านอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้าถึงทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบจะแหลกสลายคามือเช่นนี้


    "ครึ่งชีวิตสินะ" หญิงชราพูดขึ้น เคย์โกะหันไปมองก่อนจะทำตาโต 

    "คุณรู้หรือ"  

    "ก็อาการมันบอก"

    "..." 

    "เธอมาช้าไปหน่อยน่ะเคย์โกะคุง ฉัน..ขอโทษด้วยนะ"


    "เขาจะไม่ฟื้นแล้วเหรอครับ" 

    เธอส่ายหัวเป็นคำตอบ


    "เราพยายามแล้ว ทุกๆคนพยายามมากแล้ว" 

    "แต่จุนกิคุงก็คงเหนื่อยแล้วเหมือนกัน"

    เธอว่า น้ำเสียงที่แผ่วลงบ่งบอกว่าเธอเองก็กำลังเศร้าอยู่ไม่แพ้กัน 


    ชายหนุ่มร่างสูงเดินย่างเท้าเข้าไปใกล้ยังคนที่นอนสงบนิ่ง ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียงเพราะขาทั้งสองข้างรู้สึกอ่อนแรงจนยืนแทบไม่ไหว 


    "คุณยังไม่ทันได้เห็นหน้าผมเลย"


    พูดขึ้นในขณะที่ใช้มือทั้งสองข้างยกมือที่แนบอยู่กับเตียงขึ้นมากุมเอาไว้ก่อนจะร้องไห้ออกมาในขณะที่แนบหน้ากับฝ่ามือของคนที่ไม่ได้สติ


    หญิงชราที่ยืนอยู่ข้างเตียงอีกฝั่งมองภาพตรงหน้าโดยที่ไม่คิดจะเข้ามาห้ามเพราะมันดูเสียมารยาทหรือถือวิสาสะเลยสักนิด เพราะอาการที่ผู้ชายตัวสูงข้างหน้าเป็นอยู่กำลังบอกเธออย่างชัดเจนว่าเขาและลูกชายของเธอมีความสัมพันธ์กันอย่างไร 

    อาการเจ็บปวดจนเหมือนจะตายเช่นนั้น คงมีเพียงแค่เหตุผลเดียว 


    การสูญเสียครึ่งหนึ่งของชีวิต


    "ผมไม่เข้าใจ" เคย์โกะเอ่ยขึ้น "คุณบอกว่าเขาไม่ได้สติมาสามเดือน แต่สามเดือนก่อนหน้านี้ผมยังคุยกับเขาในคืนฝนตกอยู่เลย"


    แม่ของจุนกิมองหน้าชายหนุ่มครู่หนึ่ง มือเรียวสวยแต่เหี่ยวย่นยกขึ้นมาปาดน้ำอุ่นๆที่เอ่อคลออยู่เต็มดวงตาก่อนจะพูดขึ้น


    "เคยได้ยินเรื่องสะพานเชื่อมระหว่างโลกไหม" 

    "..."

    "โลกของคนเป็นกับคนตายน่ะ" 

    "..."


    "คนพิเศษบางคนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้เรื่องของตัวเอง เขาจะไม่มีวันรู้ว่าอีกครึ่งชีวิตของเขาคือใคร จุนกิคุงจะไม่มีวันรับรู้ถึงการมีอยู่ของคุณ หากเขายังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของคนเป็น" 

    "..." 

    "มุขตลกร้ายของพวกผู้สร้างอย่างไร" 

    "..."


    "ที่สะพานเชื่อม ว่ากันว่าเป็นโลกที่น่ากลัว มันเหงา โดดเดี่ยวและฝนตกอยู่ตลอดเวลา" 

    "ไม่ใช่คนพิเศษโชคร้ายทุกคนที่จะได้ไปโผล่ยังสะพาน เพราะส่วนมากก็ตายกันไปแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครึ่งชีวิตของตัวเองคือใคร" 

    "ลูกชายของฉันเป็นคนโชคร้ายก็จริง แต่คิดในแง่ดีที่สุด อย่างน้อยที่สะพานบ้าบอนั่นเขาก็ยังได้พบคุณ" น้ำเสียงเธอยังคงสั่นเครือ คงกำลังพยายามอย่างมากที่จะไม่ให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าคนแปลกหน้าอีกระลอก 


    ในขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จู่ๆเสียงจากมอนิเตอร์เครื่องวัดสัญญาณคลื่นหัวใจก็ดังขึ้นราวกับส่งสัญญาณเตือน กราฟบนจอลดความถี่ลง ผิดปกติจากที่เคยขึ้นลงถี่ๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 

    "จุนกิคุง!" แม่ของจุนกิตะโกนขึ้นเสียงดังก่อนจะถลาเข้ามาจนเคย์โกะถูกผลักให้ออกห่างจากคนที่นอนอยู่ ตอนนี้สมองเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน มือทั้งสองข้างเปียกชื้น หัวใจกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง รับรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง 

     ชายหนุ่มตัวสูงเริ่มไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป หูเขาดับลงราวกับในคืนที่ฝนตก ตาพร่ามัวจนทำให้ภาพตรงหน้ากลายเป็นภาพเบลอ ก่อนม่านอันมืดมิดของสีดำจะกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ซาโต้ เคย์โกะมองเห็น 



    "เฮือก!" ชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นมาในยามวิกาลก่อนจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ฝันร้าย 

    ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าถูกอาบไปด้วยเหงื่อ หัวใจของเขายังคงเต้นแรงเหมือนกับในความฝัน รีบหันรีหันขวางไปมองที่ข้างตัว ก่อนภาพที่เห็นจะทำให้เขาพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

    เขาทิ้งตัวลงนอนดังเดิม อดไม่ได้ที่จะใช้แขนเอื้อมไปโอบร่างของคนที่นอนขดอย่างน่ารักภายใต้ผ้าห่มผืนหนาจากทางด้านหลัง แม้จะรู้สึกดีใจที่ได้รู้ว่ามันเป็นเพียงความฝัน แต่มันก็น่ากลัวเสียจนทำให้ซาโต้ เคย์โกะรู้สึกขวัญเสียไม่น้อย 

    "อือ.." คนถูกกอดขยับตัวเล็กน้อยเพราะรู้สึกตัวจากแรงกอดปริศนากลางดึก แม้จะสงสัยอยู่บ้าง แต่โคโนะ จุนกิก็ไม่ได้ปฏิเสธกอดนั้นจากคนรักของเขา 

    "ผมรักคุณนะ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ซบหน้าลงกับแผ่นหลังที่มีกลิ่นดอกพีโอนีจางๆของคนที่ตัวเล็กกว่า 

    "เป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย" จุนกิถามกลับพลางกระชับมือกับอีกคนที่พาดแขนโอบรัดตัวเขาอยู่ในตอนนี้ 

    "ผมฝันร้าย...มากๆ" 

    "ฝันว่ายังไง" 

    "ผมฝันว่าผมเสียคุณไป" จุนกิรับรู้ได้ถึงแรงกอดที่รัดแน่นขึ้นกว่าเดิมในขณะที่อีกคนพูดประโยคนั้น 


    "มันก็แค่ความฝันเอง" 

    "มันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี" 


    "ผมไม่มีทางไปไหนหรอก" 

    "ผมรักคุณจะตายไม่รู้หรือคนโง่" 


    จุนกิพยายามปลอบใจ เขาแกะมือที่โอบรัดตัวเองออกก่อนจะพลิกตัวหันมามองหน้าคนที่กำลังเศร้าซึมจากฝันร้าย เคย์โกะในตอนนี้ท่าทางเหมือนลูกหมาที่กำลังหางลู่หูตก น่าเอ็นดูจนจุนกิอดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมา 

    "ทำยังไงคุณถึงจะยอมกลับไปนอน" 


    "ไม่รู้สิ" 

    "ได้จูบดีๆสักทีจากคุณก็คงพอช่วยได้ล่ะมั้ง" 


    จุนกิส่ายหัวด้วยความระอา แต่ถึงกระนั้นก็ยอมเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้คนที่นอนรออยู่ก่อนจะจุมพิตที่ริมฝีปากของเขาเบาๆ "นอนได้แล้วคุณซาโต้" 

    "ฝันดีครับคุณโคโนะ" 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in