MOVIEจุดเชื่อมต่อ
Bring The Soul

  • ***บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์***
    Bring The Soul ภาพยนตร์สารคดีเรื่องที่ 2 ของBTS ถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานระหว่างทัวร์อเมริกาและยุโรป

    ลำดับเนื้อเรื่อง การตัดต่อและจังหวะรับส่งของแต่ละเหตุการณ์ สำหรับเรารู้สึกว่าไหลลื่นกว่าสารคดีตัวก่อนหน้า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับของวงก็น่าจะสนุกไปกับการเห็นถึงเบื้องหลังการทำงาน ความคิด อุปสรรคระหว่างทางของการทัวร์คอนเสิร์ตที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอ

    เปิดเรื่องมาด้วยการพักผ่อนของบังทันหลังจากจบคอนเสิร์ต พูดคุยกันในบรรยากาศผ่อนคลาย ตัดสลับกับภาพเหตุการณ์ในคอนเสิร์ตแต่ละที่ ไม่ใช่มุมมองจากที่นั่งคนดูมองไปยังเวที แต่เป็นมุมมองจากฉากหลัง ภาพที่บังทันนั่งรอบนไฮดรอลิกก่อนจะขึ้นบนเวทีฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงสถานที่แสดงจะเปลี่ยนไปแต่การแสดงซ้ำแบบเดิม จะถ่ายทอดออกมาอย่างไร ที่ต้องไม่แสดงถึงความเหนื่อยล้าให้ผู้ชมได้เห็น แล้วเราก็ไม่สามารถนึกภาพเบื้องหลังนั้นออกเลย หากไม่มีสารคดีเรื่องนี้

    การตัดสลับระหว่างความจริงจังในการซ้อมท่าต่างๆให้ออกมาดีกับการใช้ชีวิตแบบเด็กผู้ชายวัย 20 ที่ตื่นเต้นกับทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือที่นอนบนเครื่องบินส่วนตัว ความอารมณ์ขันและความเป็นธรรมชาติของบังทันคือสิ่งที่ทำให้สารคดีเรื่องนี้สดใสขึ้น แม้เนื้อหาจริงๆในเรื่องนี้ที่เราสัมผัสได้ จะทำเรารู้สึกจุกก็ตาม หลายฉากของตัวหนังไม่ได้สื่อออกตรงๆถึงความหนักอึ้งที่พวกเขาได้รับ การให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม แต่ต้องแลกมากับอะไรหลายอย่าง ตอนที่เรากำลังเขียนตรงกับที่bighitประกาศวันหยุดของบังทันพอดี ทำให้นึกถึงตอนนึงในหนังที่พูดกันว่าพวกเขาไม่มีแม้แต่วันหยุดคริสมาสต์ หรือช่วงที่นัมจุนพูดว่าพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ น้อยคนที่จะได้สัมผัส แต่ในทางกลับกัน เขากลับไม่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบวัยรุ่นทั่วไปเลย ต้องทำงานกันหนักแค่ไหนเราจินตนาการความเหนื่อยที่พวกเขาได้รับไม่ออกแน่ๆ การทำงานทุกวันที่เหมือนไม่มีวันหยุด ความเหนื่อยภายในจิตใจที่พวกเขาเองก็รับรู้ แต่ต้องหาเหตุผลอีกด้านหนึ่งมารองรับความรู้สึกของตัวเองไว้ เพื่อให้กำลังใจกับตัวเองและสมาชิกในวง

    การดูแลความรู้สึกกันเองภายในวง เป็นสิ่งเห็นได้ชัดจากหนังเรื่องนี้ พวกเขาไม่เขินอายที่จะชมหรือตักเตือนกันเองภายในวง สิ่งที่ตัวหนังสื่อออกมาให้เราได้เห็นคือ พวกเขาสื่อสารกันบนเวที มีบางฉากที่ถ่ายให้เห็นอีกมุมบนเวทีที่เราเป็นแฟนคลับไม่มีทางได้เห็น การยิ้มให้กัน การสนุกด้วยกัน ที่เรามั่นใจว่ารอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มที่เขียนกำกับไว้ว่าต้องทำในวินาทีที่เท่าไหร่ของเพลง แต่เป็นรอยยิ้มที่สมาชิกมอบให้กันออกมาอย่างจริงใจ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าพวกเขาหลงรักและเชื่อมั่นในเพลงของตัวเองมากๆ ทุกอย่างมันเลยสื่อออกมาให้คนดูอย่างพวกเรารับรู้ได้

    หลายฉากในเรื่องที่เราดูแล้วรู้สึกหนักอึ้งในใจ เช่นตอนที่นัมจุนบ่นถึงความเหนื่อยล้าจากการต้องนั่งเครื่องบินด้วยรอยยิ้ม แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ควรจะบ่นรึป่าวนะ เรื่องการนั่งเครื่องบิน สำหรับเราตอนนั้นที่ได้ยินคือมีหลากหลายความรู้สึกเลย หรือจะเป็นช่วงที่บินไปยุโรป ตอนอยู่บนเครื่องบินก็มีบ่นว่าเหนื่อยกัน แต่ตอนลงจากเครื่องเจโฮปกลับมาสดใสอีกครั้ง จากความเหนื่อยไม่กี่ชั่วโมงที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นรอยยิ้มสดใส เพื่อที่จะถ่ายรูปหลังลงจากเครื่อง จะต้องให้กำลังใจกันเองขนาดไหนนะ ถึงจะกลับมายิ้มได้อย่างสดใสขนาดนี้ หลายคำพูดเล็กๆน้อยๆของนัมจุนตลอดทั้งเรื่อง เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่พูดอะไรแล้วก็น่าฟังไปหมด อย่างตอนที่ใส่แว่นเข้ามาในรถแล้วก็ทักกับตัวเองว่า ทำไมต้องใส่ด้วย เป็นแค่คำพูดสั้นๆ แต่กลับทำให้เราเอามายอดความคิดได้อีกมาก เป็นคนที่มีวาทศิลป์ดีเยี่ยมคนนึงเลย 

    ในฐานะที่เราเฝ้าติดตามพัฒนาการของบังทันมาหลายปี เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากวงนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะจากเพลง หรือจากคำพูดต่างๆ รู้สึกขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่ได้รู้จักวงนี้ แล้วก็ขอบคุณบังทันที่เป็นมากกว่านักร้อง นักแต่งเพลง แต่เพลงของเขายังช่วยเรียกสติ ให้เราได้คุยและรู้จักกับตัวเองมากขึ้น มีตอนนึงในหนังที่สัมภาษณ์อาร์มี่ สำหรับเราตอนนี้แทบจะเป็นตอนที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้เลย ที่มีแฟนคลับคนนึงพูดว่า ตัวเขาเป็นภรรยาให้สามี เป็นแม่ให้ลูก แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆแล้วตัวเขาคือใครกันแน่ จนมารู้จักกับบังทัน ทำให้เขาค้นหาความหมายของตัวเองเจอ เราเชื่อว่าหลายๆคนได้กลับมาพูดคุยแล้วก็ให้ความสำคัญกับตัวเองมากขึ้นหลังจากที่รู้จักกับบังทัน ตลอดทั้งเรื่องของหนัง บังทันแสดงให้เราเห็นว่ารักและให้ความสำคัญกับอาร์มี่เป็นอันดับแรก แต่ในทางกลับกัน เราก็อยากให้พวกเขาให้ความสุขกับตัวเองเป็นอันดับแรกเช่นกัน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in