#Fictober 2019Synthkid_
07: Magic
  • ( David Bowie x Ryuichi Sakamoto)


    เดวิด โบวี่ เป็นนักมายากลมาทั้งชีวิต เขาจำไม่ได้ว่ายึดสิ่งนี้เป็นอาชีพตั้งแต่เมื่อใด รู้เพียงตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก เขาก็เกิดมาในครอบครัวนักมายากลเสียแล้ว 

    ถึงจะยึดถืออาชีพนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่อายุ 15 แต่ชายหนุ่มก็มักจะถูกผู้คนกังขาอยู่เสมอว่าเขาเลือกเส้นทางนี้ด้วยตัวเอง หรือบุพการีขีดเส้นให้กันแน่? 


    -- หากจะให้เขาตอบ เดวิดไม่รู้สึกว่าตนเองได้เลือกอาชีพนี้ แต่เป็นอาชีพนี้ต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือกเขา



    ชายหนุ่มวัย 30 ต้น ๆ ร่างผอมสูง ผมสีทองอร่าม ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเวที แสงสปอร์ตไลท์สาดส่องทำให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา และดวงตาสองสีของเขาชัดเจน เดวิดฉีกยิ้ม เขาโบกไม้โบกมือให้บรรดาผู้คนที่อุตส่าห์สละเวลาและทรัพย์สินเข้ามาดูโชว์ของเขา 

    เดวิดเปลี่ยนโชว์ใหม่ทุก ๆ 3 เดือน นั่นทำให้มีขาประจำแวะเวียนกลับมาใหม่ทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นความโชคร้ายหรือโชคดีที่ย่านนี้ไม่ค่อยจะมีแหล่งบันเทิงดี ๆ กับเขานัก ทำให้ผู้คนแถวนี้รู้สึกว่าการแสดงมายากลของเดวิดคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่พวกเขาจะพอหาได้

    ไม่ว่าเดวิดจะเสกกระต่าย ใส่นกพิราบลงในหมวก ถูกหั่นเป็นสองท่อน ลุยไฟ กลืนดาบ ปามีด เป่าลูกดอก ผู้คนก็ล้วนกู่ร้องป้องปากส่งเสียงเชียร์กันเกรียวกราว เว้นเสียแต่ใครบางคน... ที่นั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่แถวหน้า  

    เดวิดจำผู้ชมแถวหน้าได้เกือบจะทุกคน เพราะส่วนมากจะเป็นแฟน ๆ ขาประจำที่เขาคุ้นเคย แต่ชายชาวญี่ปุ่นร่างเล็กคนนั้น นอกจากเขาจะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแล้ว เจ้าหนุ่มนั่นกลับดูไม่สนุกกับโชว์เอาเสียเลย เขาเอาแต่จ้องมองด้วยคิ้วขมวดเป็นปม เม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง บางครั้งก็ยกแขนสองข้างขึ้นมากอดอกด้วยท่าทีราวกับอึดอัดใจ

    หากไม่ชอบมายากล เหตุใดยอมจ่ายราคาแพงสุดมานั่งอยู่ถึงแถวหน้า จะจับผิดเขาหรือไร? ไม่เข้าใจเอาเสียเลย ---



    เมื่อการแสดงจบลง เดวิดโค้งคำนับให้ผู้ชม เสียงปรบมือลั่นฮอลล์จากผู้คนทำให้หัวใจของเขาพองโต หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินลงจากเวทีเพื่อทักทายคนดูขาประจำเช่นทุกครั้ง อย่างที่บอกไป เดวิดจำได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแม่สาวหน้าหวานนามเด็บบี้ที่มักจะมาพร้อมแฟนสาวนักดนตรีของเธอ นักธุรกิจสูงวัยนามคุณเบิร์นผู้มีผมสีขาวควงคู่มากับแอนนี่ลูกสาวของเขา และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเด็กผู้ชายหน้าสวยที่ชื่อไบรอัน คนนี้มาบ่อยจนเดวิดเองรู้สึกเอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อย

    หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เดวิดก็ต้องบอกลาทุกคนอย่างเป็นทางการ เขาหันหลังกลับเพื่อจะขึ้นไปเก็บอุปกรณ์การแสดงบนเวที พลันสายตาสะดุดเข้ากับร่างของใครบางคนที่ยังยืนอยู่ไม่ยอมไปไหน

    เจ้าหนุ่มญี่ปุ่นนั่นเอง---


    "เอ่อ.. ฮาย ยังไม่กลับเหรอครับ" เดวิดชักจะแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะพยายามหาเรื่องเขาจริง ๆ ถึงรอให้คนอื่นกลับไปกันหมด เจ้าของใบหน้าขึงขังสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตากับเขา 

    หน้าตาดีก็ดี แต่ไม่รู้จักยิ้ม

    "อ่อครับ... เอ่อ ผมชื่อริวอิจิครับ ริวอิจิ ซากาโมโตะ" เขาดูประหม่าเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือให้เดวิดอย่างมารยาท พวกเขาจึงเขย่ามือกันสองสามที

    "ครับคุณซากาโมโตะ"

    "เรียกริวอิจิก็ได้ครับ"

    "ครับ คุณริวอิจิ... คุณมีอะไรจะคุยกับผมหรือเปล่าครับ" เดวิดชิงเปิดประเด็นก่อน เพราะการที่อีกฝ่ายอยู่รอนานขนาดนี้ ย่อมชัดแล้วว่ามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง 

    "อ่า ผม... คือ..." 

    เขาตะกุกตะกัก ถ้าทางของเขาดูมีพิรุธจนเดวิดชักจะรำคาญใจ คนตัวสูงกว่ายกแขนขึ้นกอดอก ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น พร้อมส่งสายตาเป็นเชิงว่า 'ว่าอย่างไร?'  ใส่อีกฝ่าย จนหนุ่มญี่ปุ่นต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน หากนายซากาโมโตะคนนี้ไม่ได้มาด้วยเจตนาที่ดี ก็อย่าหวังว่าคนอย่างเดวิด โบวี่จะกลัวเขาเช่นกัน

    "ผมอยากให้คุณรับผมเป็นศิษย์ครับ!!!" 

    คนตัวเล็กกว่าตะเบ็งเสียงจนสุดคอ ก่อนจะโค้งคำนับหลังตรงแบบที่คนญี่ปุ่นชอบทำ เดวิดอ้าปากค้าง เขาตกใจเล็กน้อย เพราะไม่เคยมีใครมาแสดงกิริยาแบบนี้ใส่ ในใจนึกรู้สึกผิดที่เผลอคาดโทษอีกฝ่ายล่วงหน้า กลายเป็นเขาเองที่ลืมคิดไปว่า บางครั้งคนญี่ปุ่นก็มีท่าทีที่ขึงขังจริงจังกับสิ่งที่กำลังใส่ใจ หาใช่การเมินเฉยหรือไม่พอใจไม่

    "คุณริวอิจิไม่ต้องก้มหรอกครับ ลุกเถอะนะ... บอกผมดี ๆ ก็ได้" เดวิดใช้สองมือแตะเข้าที่หัวไหล่อีกคน ก่อนจะดันมันขึ้นเบา ๆ เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายยอมยืดหลังตรงเพื่อหันหน้าคุยกันตามปกติ 

    เมื่อหนุ่มชาวญี่ปุ่นยอมยืดตัวขึ้น วินาทีนั้นใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่อยู่ห่างเกินคืบ หากแต่ใกล้เพียงศอก จนชายหนุ่มสามารถพินิจใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัดถนัดตา 


    ริวอิจิไม่ใช่คนญี่ปุ่นที่มีตาชั้นเดียว ดวงตาของเขาเรียวเล็ก คมกริบ หากแต่มีสองชั้น จมูกและปากเล็ก ๆ ของเขาทำให้ดูมีเสน่ห์ สำหรับเดวิด หน้าตาแบบนี้เรียกว่า 'น่ารัก' เสียมากกว่าจะเรียกว่าหล่อเหลา 


    "อย่างแรกนะครับ คุณริวอิจิ จะเป็นนักมายากล คุณต้องหัดยิ้มเสียบ้าง" เดวิดนำสองมือวางลงบนบ่าของคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะส่ง 'ยิ้ม' เพื่อสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง ริวอิจิทำหน้าเหวอ และถ้าเดวิดไม่ได้ตาฝาด แก้มทั้งสองข้างของเขากำลังขึ้นสี

    "ผมไม่ค่อยยิ้มสินะครับ ขอโทษด้วยครับ" เขาทำท่าจะโค้งอีกครั้ง เดวิดจึงรั้งไหล่ของเขาไว้อย่างคนรู้ทัน

    "ยิ้มก่อนครับ ยิ้มมมมมมม" เดวิดฉีกยิ้มให้ดูจนปากจะฉีกไปถึงใบหู หรือท่าทีของเขาจะดูน่ากลัวสำหรับอีกฝ่ายก็ไม่อาจทราบ

    ทีแรกริวอิจิยังคงลังเล แต่ในที่สุดเขาก็ยอมยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มฝืน ๆ ดูน่าขัน หากแต่นั่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของว่าที่ลูกศิษย์เขาคนนี้


    "เอาล่ะ คุณริวอิจิก่อนที่ผมจะยอมรับคุณเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีไหม คุณเป็นใครมาจากไหน ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อย" เดวิดปล่อยมือจากไหล่อีกฝ่าย ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนขอบเวที หนุ่มญี่ปุ่นยังยืนตัวแข็งทื่อ เขาจึงเอียงหัวเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งลงข้าง ๆ

    ริวอิจิค่อย ๆ เดินเข้ามาหย่อนตัวนั่งข้าง ๆ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าที่มาที่ไปของตัวเองให้เขาฟัง น้ำเสียงตะกุกตะกัก และท่าทีที่ดูเคอะเขินของอีกฝ่าย ช่างแสนสุภาพและน่าเอ็นดู เมื่อบทสนทนาผ่านไปสักพัก ริวอิจิดูจะเกร็งน้อยลง หนุ่มญี่ปุ่นพูดถึงความใฝ่ฝันอยากเป็นนักมายากลของตัวเองด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และแววตาที่ดูตั้งใจจริง


    --- หารู้ไม่ว่าผู้ฟังเผลอจินตนาการไปไกล เกินกว่าคำว่าลูกศิษย์เสียแล้ว.


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in