My AIESEC Lifesaisaaii
จุดเริ่มต้น (AIESEC First Time)
  • "อยากฝึกภาษาอังกฤษและก็อยากมีเพื่อนต่างชาติค่ะ"
    คำตอบสัมภาษณ์เข้าชมรมคร่าวๆ ตอนที่พี่ถามคำถามออกแนวว่า "ทำไมถึงเข้าที่นี่?"

    แต่เราก็ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดนะ
    ตอนนั้นก็อยากมีแฟนต่างชาติจริงๆ แหละแก ไม่รู้ว่าทำไมแต่คนมันอยากมีอะ!!
    อีกอย่างนะ...
    มีแต่คนบอกว่านี่คือสิ่งที่พีคเวลาได้ยิน
    คือเราเข้ามาอะ นึกว่าเป็นโปรแกรมบัดดี้เว้ยก็เลยลงชื่อสมัคร สรุปคือเข้าชมรมจ้าแม่

    It means I know nothing about this

    รู้ว่ามีกิจกรรมนี้จากพี่รหัส (พี่รหัสเคยอยู่และจบไปแล้ว) เป็นบัดดี้ที่คอยประกบชาวต่างชาติ ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอก รู้แค่ว่าอยากหาอะไรทำตอนปีหนึ่งและอยากฝึกอังกฤษ

    อีกอย่าง ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก AIESEC ด้วยซ้ำ
    ถ้าเราไม่มีคนนี้เป็นพี่รหัส จนปัจจุบันเราก็อาจจะไม่รู้ว่ามีชมรมนี้ในมหาลัยเลยก็ได้

    ขอเกริ่นก่อนว่า AIESEC คืออะไร?
    AIESEC (ไอเซค) นี่คือตัวย่อนะ เพราะตัวเต็มของมันยาวมากและเป็นภาษาฝรั่งเศส จริงๆ แล้วมันคือองค์กรเยาวชนที่ได้จัดตั้งขึ้นในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากสงครามนั้นทำให้เกิดผลกระทบไม่ดีมากมาย ทั้งผู้คนล้มป่วยและจากไป เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศและอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้โลกของเราไม่สงบสุข องค์กรนี้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีอยู่ 126 ประเทศทั่วโลกและมีสมาชิกเป็นจำนวนหมื่นถึงแสนคนบนโลก แกว่ามันดูยิ่งใหญ่ใช่มะ?

    คนนอกจะมองว่าแม่งยิ่งใหญ่เว้ย อุดมการณ์ใหญ่และอยากให้เห็นผลลัพธ์ออกมาจริงๆ

    แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นอีกมาก เราขอไม่ลงลึกเพราะมันจะกลายเป็น AIESEC knowledge แทนที่ my working experience

    และการอธิบายว่าไอเซคคืออะไรให้คนนอกฟัง เป็นอะไรที่ค่อนข้างยากสำหรับเรานะ เขาจะมองว่าเป็นชมรมในมหาวิทยาลัยที่ได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ มีเพื่อนชาวต่างชาติและต่างคณะ ต่างชั้นปี แต่การที่จะให้เขามองว่ามันเป็นองค์กรเยาวชนระดับโลก มีวิสัยทัศน์ พันธกิจอย่างนี้ๆๆๆ เรากำลังทำอะไรอยู่และเป้าหมายของมันคืออะไร ซึ่งใหญ่กว่าการฝึกฝนภาษาอังกฤษเสียอีก มันก็ใช้เวลานาน(มากกกกก)และต้องเห็นผลลัพธ์ของมันออกมาจริงๆ ถึงจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า Why we do what we do? (เราทำสิ่งนี้ไปทำไมกัน?)

    เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องของเรากันต่อดีกว่า

    ในวันเปิดโลกกิจกรรมของมหาลัย เราเล็งไอเซคเป็นสิ่งแรกเลยเพื่อที่จะไปขอแสตมป์เก็บชั่วโมงกิจกรรม และลงชื่อสนใจเข้าร่วม ไม่กี่วันต่อมาก็มีพี่คนหนึ่งไลน์มาหา ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและนัดไปสัมภาษณ์ที่ห้องชมรม เท่านั้นแหละแก

    กูเข้าใจผิดมาโดยตลอด
    และไม่ใช่แค่อีนี่ที่เข้าใจผิด กูพาเพื่อนกูเข้าใจผิดด้วยค่ะ งามไส้มั้ยล่ะมึง

    ไงล่ะ
    ตำแหน่งก็ไม่รู้ ตัวย่อเหี้ยไรเยอะแยะไปหมด กูงงไปหมด
  • First touchpoint ก็คือไป meeting ของชมรม

    ก็คือไปพบกับสมาชิกเกือบทั้งหมดนั่นแหละ ดูรวมๆ แล้วน้อยเหลือเกินแม่ ก่อนเริ่มงานก็มีให้เต้น ซึ่งเพลงที่เต้นมันไม่มันส์เลยยยยย ไอ้เราก็เป็นเด็กสายสันทนาการ เพลงไม่มันส์ก็เต้นไม่ได้ดิ แล้วแกมาให้เราเต้นเพลงฝรั่งจังหวะเนิบๆ เนี่ยนะ What are you doing!?

    Meeting ชมรมครั้งแรกของเรา ในช่วงเทอม 1617
    ก็เป็นการมีตติ้งที่ให้ทำความรู้จักกับคนในชมรมเป็นส่วนใหญ่ พูดแต่ภาษาอังกฤษ ไอเราก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เราชอบภาษาอังกฤษนะ แต่ไม่ค่อยได้ใช้พูดมากกว่า ยิ่งม.ปลายยิ่งแล้วใหญ่ เราเริ่มเอียนกับการเรียนแกรมมาร์ เรียนเพื่อเอาไปสอบแกท สอบโอเน็ต 9 วิชาสามัญงี้ สอบสนทนาก็คือจำอย่างเดียวแล้วเอาไปพูดสอบ มันใช่เหรอวะ?
    แล้วช่วงบ่ายของวันก็เป็นช่วงของการแบ่งงาน เราอยากทำงานเกี่ยวกับการทำเอกสารวีซ่า (อ้าว ไหนบอกอยากฝึกภาษา) แต่งานที่ได้ทำจริงๆ คือ...

    Matching

    เรียกง่ายๆ ก็คือ สัมภาษณ์คัดเลือกชาวต่างชาติที่จะมาทำโปรเจคท์สอนหนังสือในไทยนั่นแหละ

    ยอมรับเลยว่าถึงแม้จะอยากฝึกภาษา แต่เราโคตรกลัวที่จะพูดกับชาวต่างชาติ เรากลัวฟังเขาพูดไม่รู้เรื่อง เรากลัวพูดกับเขาแล้วเขาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เราอ้างสารพัดว่าคอมไม่มีกล้อง แต่พี่ก็บอกว่าใช้มือถือสัมภาษณ์ก็ได้นะ เราก็หมดข้อแก้ตัวเพราะสมาร์ทโฟนมันทำได้ไงแก ฮือ

    ถามคำถาม ฟังคำตอบ เอามาคิดวิเคราะห์ว่าควรผ่านหรือไม่ผ่าน

    ดูเหมือนง่ายป้ะ? แต่ตอนนั้นแม่งยากสำหรับเราจริงๆ นะเว้ย
    บวกกับตอนก่อนสัมภาษณ์จริงๆ เราไปเที่ยวฮ่องกงช่วงรับปริญญากับครอบครัว เราเป็นคนเดียวที่พูดภาษาอังกฤษได้ วางแผนการเดินทางเองทุกอย่างตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืน ตอนไปเที่ยวก็คือพูดตะกุกตะกักมากแม่ แม่ให้ไปถามอะไร เราก็ไม่กล้าไปถาม กลัวพูดไม่ถูก กลัวผิดแกรมมาร์

    มีแต่ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ

    และเพราะความกลัวนั่นแหละที่ทำให้เราไม่กล้าที่จะทำอะไรสักที

    พอกลับถึงไทย เป็นช่วงทำงานสักที คนแรกที่เราตัดสินใจสัมภาษณ์
    เขาคือคนอินเดีย
    แกนึกออกใช่มั้ยว่าสำเนียงเป็นยังไง...
    เวลาคุยในแชท ฮีจะชอบเรียกเราว่า Ma'am ตลอด ตอนสัมภาษณ์เราถึงกับเอาผ้ามาปิดหน้าปิดตา เพราะกลัว ตอนนั้น mindset for Indian people เราแย่มาก เราเคยคุยแชทกับคนอินเดียจำนวนหนึ่งตอนม.ปลายในแอปหาเพื่อน (ไม่ใช่หาผัวนะ!) แล้วพวกนี้เป็นคนชอบคนง่ายมาก คุยเล่นไปมาจะบอกเราออกแนวว่า "I like you" "I love you" เราก็แบบ วอทเดอะฟัค! มึงยังไม่เคยเห็นหน้าตากูเลย มาบอกว่าชอบกูแล้ว กูพอเลย จบ
    พอมาถึงช่วงสัมภาษณ์ เออสำเนียงเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ดูเป็นคนสุภาพ ตอบคำถามดี ตัดสินใจให้เขาผ่านแต่มายกเลิกเอาตอนหลัง อ้าวเฮ้ยยยยย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา
    หลังๆ ก็ได้สัมภาษณ์คนชาติอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนอินโด คนจีน คนมองโกเลีย สัมภาษณ์ในหอสมุดมหาลัยก็ทำมาแล้ว ทำไปทำมา เฮ้ย มันสนุกดีว่ะ เริ่มชอบมันแล้วว่ะ

    และแล้วจุดเปลี่ยนที่สำคัญก็มาถึง

    โครงการสวัสดีไทยแลนด์รอบที่ 21

    เราไปรับต่างชาติที่สนามบิน คนเนปาล 1 คนและคนอินโด 2 คน ไฟลท์ไม่ดึก

    แก๊งต่างชาติ (Kunchok ผู้ชาย, Taqiya ใส่ฮิญาบ และ Amelya คนขวาสุด) เราคนกลางและพี่บัวเป็นบัดดี้
    ไม่ดึกเหี้ยไรล่ะ ไฟลท์อินโดดีเลย์ 1 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที จากที่บอกว่าไม่ดึกก็คือดึกแล้วค่ะ กว่าจะรอตม.ออกมา กว่าจะได้กระเป๋าบนสายพาน นั่งร้องไห้กระซิกๆ ที่ประตู 3 แล้วอินโดก็ออกมาประมาณ 3 ทุ่มค่ะ สุดยอดไปเลย ช่วงระหว่างที่รอ 2 คนนี้ เรากับพี่บัวก็คุยกับ Kunchok ฆ่าเวลา ถามว่ากินไรมั้ย ฮีก็บอกว่าไม่กินๆ ไม่หิว เราก็ขอโทษขอโพยที่ให้รอนานน้า พอทุกคนออกมาก็อุ่นใจทั้งสองฝ่ายแล้ว เย้ๆ
    ระหว่างทางไปที่พัก พี่บัวไปกับ Kunchok and Taqiya ส่วนเราแยกไปกับ Amelya คือเราคุยกับชีระหว่างทางเยอะมาก เรางงมากว่าเราพูดอังกฤษฟุดฟิดฟอไฟคล่องได้ยังไง คล่องกว่าตอนไปฮ่องกงอย่างเห็นได้ชัด เราคุยจนรู้ว่าชีชอบเล่น soccer ชีชอบดาราไทยคนหนึ่งมาก คุยกันจนแท็กซี่หันมาถามว่า

    "อ้าว หนูเป็นคนไทยเหรอ" 
    ...ค่ะ หนูเป็นคนไทยนี่แหละค่ะ

    หนูเหมือนไม่ใช่คนไทยเหรอค้า ;____;

    พอถึงที่พัก เราบอกลา Amelya ขอให้เขาใช้ชีวิตที่ดีตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์นี้ที่ไทย ขอให้คุณครูใจดีกับเขา ขอให้นักเรียนตั้งใจเรียนและรักเขาเหมือนคุณครูคนหนึ่ง แล้วเราก็นั่งแท็กซี่คันนี้คันเดิมกลับบ้าน สรุปถึงบ้าน 5 ทุ่ม เลยเวลาเคอร์ฟิวครับผมมมมม
  • จุดเปลี่ยนอีกอย่างหนึ่งคือ

    โครงการสวัสดีไทยแลนด์รอบที่ 22


    เราและเดอะแก๊งคนไทย มีต่างชาติในภาพนิดหน่อย
    รอบนี้เป็นรอบแรกที่เราได้เข้าร่วมในฐานะผู้จัดงาน และไปรับที่สนามบินอีกครั้งหนึ่ง (เราเป็นคนชอบไปรับต่างชาติที่สนามบินมากกกก เป็นคนคลั่งไคล้สนามบิน)
    Corinne คนจีนผู้หญิง, เราผมสั้น, Fito คนอินโดผู้ชาย, จ๋า เพื่อนที่สมัครผิดมาเหมือนเรา
    เรารู้สึกดีมากๆ ที่ได้เจอคนที่เราสัมภาษณ์และเราให้เขาผ่าน ถึงแม้คนที่ไปรับที่สนามบินไม่ได้เป็นคนที่เราสัมภาษณ์ แต่เราก็รู้สึกดีมากๆ เช่นกัน เราชวนคุยทุกอย่างเลย จนตอนนี้เรายังมี contact กันอยู่ ตอนเราไปอินโดนีเซีย เขาก็ทักมาหาแต่เสียดายที่เพื่อนอินโดทุกคนที่รู้จักจากที่นี่มาหาเราไม่ได้ ฮือ
    ตอนทำค่ายเราก็ไปพูดคุยกับหลายๆ คนมาก เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้น เราได้คุยกับชาวต่างชาติต่อหน้าแล้วจริงๆ ไม่ใช่แค่ใน Skype หรือคุยแชทผ่านทางเน็ต ต่างชาติพยายามพูดภาษาไทยกับเรา มันน่ารักอย่างบอกไม่ถูก อย่างบางคนพยายามบอกว่า "สวยมาก" แต่ออกเสียงเป็น "ซวยมาก" 5555555555 หรือบางคนส่งคลิปเสียงมาบอกว่า "อีดอก" แล้วถามว่าแปลว่าอะไร ก็บอกไปว่าความหมายมันไม่ดีนะ แล้วก็มีต่างชาติด่าต่างชาติอีกคนว่า "You are edok" 5555555555555555555555555
    บนซ้าย Ian (ชื่อไทยอำนวย), บนขวา Rara (เราสัมภาษณ์มา), ตรงกลาง Enza (เราสัมภาษณ์มา), ซ้ายล่าง Bilguun (อปป้าประจำค่าย), ขวาล่าง Fito (ไปรับที่สนามบิน)
    และสิ่งๆ นี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนของเราที่ทำให้เราตัดสินใจอยู่กับไอเซคต่อ
    เราเห็นคนที่เราผ่านสัมภาษณ์มา เขาเห็นเรา เราได้คุยกันจริงๆ เขาเข้าร่วมโปรเจคท์อย่างมีความสุข เราแม่งโคตรมีความสุขจากการทำงานจริงๆ และเราก็ไปรับต่างชาติที่สนามบินต่อ เป็นผู้จัดงานต่อไปเรื่อยๆ แต่มันจะเริ่มมีเรื่องที่พีคขึ้นเรื่อยๆ และมันไม่ได้โลกสวยอย่างที่เราคิดไว้อย่างแน่นอน

    เกือบลืม ประโยคนี้ของราร่า (คนที่สัมภาษณ์มา) ค่อนข้างทัชใจเรามาก
    Thank you for brought me here ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงไม่ได้มาที่นี่ ขอบคุณมากนะ

    ปั๊ดโธ่เอ๊ย น้ำตาไหลทำไมนะเรา ;_____;
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in