เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
วันฝนตกเหมือนกับทุกวันSonia Anios
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
  • ขอพักเรื่องดวงวิญญาณพันปีก่อนนะคะ รู้ว่าทุกคนกำลังสนุก แต่ต้องพักก่อนค่ะ ถ้าไม่ได้เขียนเรื่องนี้ อกแตกตายแน่ ๆ

    เราเคยรู้สึกไม่ชอบชื่อจริงของเรามาก่อน เราชื่อจริงชื่อ "ศลิล" นะคะ ด้วยความที่ชื่อจริงมันสั้น ก็เลยไม่มีใครเรียกชื่อเล่น เรียกแต่ชื่อจริงกัน จนเราก็ชักจะไม่ชอบชื่อจริงตัวเอง

    เพื่อนบางคนก็บอกว่าชื่อศลิลก็เพราะและเรียกง่ายดี ทำให้เรารู้สึกโกรธ และพานไม่ชอบเพื่อนคนนั้นไปด้วยนะคะ

    ความรู้สึกไม่ชอบนั้นเพิ่งจะมาเกิดตอนช่วงม.ต้น จนถึงรอยต่อช่วงม.ปลาย โรคจิตเข้าขั้นจับผิดว่าใครไม่เรียกชื่อเล่น เขาไม่อยากสนิทและไม่จริงใจกับเราหรือเปล่า ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลยนะ

    เราเคยคิดจริงจังขนาดที่อยากจะเปลี่ยนชื่อเป็นฟ้าใส น้ำใส แบบในนิยายที่เราเคยอ่าน พ่อเราก็มาเมคฟันว่าชื่อฟ้าใสเหมือนชื่อเอเยนต์ส่งยาในข่าวที่ตำรวจกำลังตามจับอยู่ เราไม่โอเคมาก ๆ เพราะเราอยากชื่อเหมือนนางเอก อิงตามนางเอก

    มีคนให้ความเห็นกับเราดังนี้
    - ชื่อเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไปเปลี่ยนทำไม
    - ชื่อสั้น เวลากรอกชื่อตอนไปต่างประเทศ กรอกใบสีขาว และกรอกชื่อตอนฝนข้อสอบไม่ต้องฝนยาวทั้งไทย อังกฤษ มีเวลาทำข้อสอบนานกว่าเพื่อน
    -ชื่อพ่อแม่ตั้งให้ เป็นมงคลดีแล้ว ถ้าจะเปลี่ยนต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งสาเหตุที่เราไม่ได้เปลี่ยนทั้งที่ตอนนั้นความรู้สึกแรงกล้ามาก ก็เพราะว่าทั้งพ่อทั้งแม่ค้านหัวชนฝา บอกเปลี่ยนทำไม ชื่อเพราะ ตั้งให้สั้น ตั้งให้โกอินเตอร์ แปลงเป็นภาษาอังกฤษ ออกเสียงง่าย เผื่อไปเมืองนอก พ่อแม่คิดมาดีแล้ว

    เราก็ยังไม่ล้มเลิกความคิด จนเราเจอคุณหมอ (จิตแพทย์) ที่ถามเราว่าความรู้สึกอยากเปลี่ยนชื่อ เริ่มเมื่อไหร่ เราก็บอกว่าสักประมาณม.2 จนถึงปัจจุบัน (ม.5) คุณหมอก็บอกว่านานเหมือนกันเนาะ แต่ทำไมไม่รู้สึกตั้งแต่เกิด หรือเด็กกว่านั้น หรือปัญหามันเพิ่งเริ่มตอนนั้นเนาะ

    เราก็มาสางในใจ ตอนประถมมีเพื่อนที่คบกันตั้งแต่อนุบาล ป.1 ยันป.6 แล้วก็เรียกศลิลมากกว่าเฟิร์นด้วย แต่ไม่รู้สึกว่าเพื่อนไม่รักหรือไม่สนิทกัน

    ตอนม.ต้น เราเพิ่งถึงบางอ้อว่ามีเพื่อนไม่อยากคบ เอาเราไปนินทาเสียหาย ทั้งบูลลี่รูปร่าง ไม่ให้เข้ากลุ่มทั้งทำงานและกินข้าว เราได้คำตอบละ เรารู้สึกว่าชื่อศลิลเสียหายกว่าชื่อเฟิร์นที่ครอบครัวเรียก แต่ที่จริงแล้วเราลืมไปว่าชื่อสำคัญน้อยกว่าการกระทำ และถ้าการกระทำไม่จริง ไม่ได้เป็นตามเค้าพูด ก็ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ เก็บมาเป็นอารมณ์ แล้วเราเพิ่งมาค้นพบตอนเราโตขึ้นว่าอาการนินทาคนที่ไม่ใช่พรรคพวกไม่ค่อยมีสมัยมหาวิทยาลัย เพราะมันเป็นอาการของเด็กยังไม่โต แต่ตอนม.ต้น ครูไม่ค่อยได้สนใจ ใส่ใจเด็กด้วย เดินย้ายห้องเรียนด้วย เป็นเด็กโรงเรียนรัฐบาล คนที่โดนก็เลยมีหน้าที่ดูแลและเยียวยาจิตใจของตัวเองไปโดยปริยาย

    ตอนม.ปลายก็มี แต่น้อยมาก ๆ เราโชคดีได้ย้ายโรงเรียน ไปอยู่โรงเรียนที่เค้าตั้งใจเรียนกันมากกว่าเล่นเกมแบบเด็ก ๆ แต่ทุกสังคมก็มีคนไม่ดี ใช่ว่าจะกรองได้หมด พี่สาวเห็นคนพวกนี้ 3 คน มาแซะเราทางไฮไฟว์ เหมือนมันจ้องทุกครั้งที่เราโพสต์ เรามีปมเรื่องเพื่อน ก็เลยเริ่มเป็นคนที่ยอมทุกอย่างเพื่อจะมีเพื่อน ไม่ว่า ไม่ลบมัน เป็นแม่พระ จนพี่เรามากระซิบว่ากวาดขยะไปหน่อย ชีวิตจะดีขึ้น

    ทันทีที่เราบล็อคมันจากไฮไฟว์และชีวิตจริง เหมือนแสงสว่างจากไหนไม่รู้ได้สอดล่องเข้ามาในชีวิตเรา เรามีความสุขมากขึ้น เห็นเพื่อนแท้มากขึ้น คนที่ดีต่อเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง เราเริ่มมองโลกในแง่บวกมากขึ้น และเริ่มบอกความต้องการของตัวเองกับเพื่อนที่ไว้ใจได้

    จากเดิมที่เราจะชอบทำรุนแรง ทำร้ายจิตใจคนที่ไม่รู้ เช่น ป้ายชื่อตอนรับน้องที่เป็นชื่อจริง เรารับตรงลงทะเบียน แล้วเราก็ขอปากกาเมจิกขีดฆ่าชื่อจริง ระบายดำจนไม่เห็น ก่อนจะเขียนชื่อเล่นลงไปทั้งด้านหน้าและหลัง ถึงมันจะโหล แต่มันก็ช่วยให้เรามีบทสนทนากับเพื่อนว่าจะเรียกเราว่าอะไรดี

    ตอนหลังเราเลือกจะบอกตรง ๆ เราเคยกลัวว่าเพื่อนจะงงว่าเราคิดมากไปหรือเปล่า แต่พอลองบอกดูแล้ว เค้าก็งง แต่เค้าก็ตามน้ำได้

    ตอนรับน้องก้าวใหม่ มีพี่อักษรปี 2 เป็นแม่บ้านของบ้านรับน้องด้วย เค้าพิมพ์การ์ดเปล่ามา เค้าก็ถามว่าจะให้เรียกว่าอะไร เพราะมีคนชื่อเฟิร์นหลายคน ดูสิจะมีอีกกี่เฟิร์นมาสมัคร เป็นปัญหาระดับชาติ เราก็บอกเค้าไปว่าเดี๋ยวเขียนเอง ก็เฟิร์น 1,2,3,4,5,6 พี่ป๋อมถามว่าน้องเฟิร์นคนนู้นเข้าก่อน เราโอเคไหมที่จะเป็นเฟิร์นสอง เราก็โอเค ก็ตามลำดับ

    ความอยากเปลี่ยนชื่อจริงก็หายไป เพราะเรากลับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว ถ้าแก้ที่ปลายเหตุ เราก็จะไม่มีความสุขอยู่ดี บางทฤษฎีว่าเรามีสองบุคลิกสองชื่อรึเปล่า ก็เปล่า เราก็มีบุคลิกเดียวนั่นแหละ ชื่อจริงและชื่อเล่นก็แล้วแต่คนจะเรียก แต่เราเป็นคนที่ยึดถือกาลเทศะมาก เวลาอยู่บ้านเราจะเล่นมากกว่าอยู่ข้างนอกที่เราจะดูตั้งใจมากกว่า แต่เราว่าเราก็เป็นคนเดิมในทุกสถานที่นะ คือจริงใจ ชอบเงียบ ๆ คอยสังเกต วิเคราะห์สิ่งรอบตัวโดยเฉพาะคน


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in