once rememberedployapha.j
Las Vegas | ควรเดินเล่นในลาสเวกัสแค่ตอนกลางคืน





  • ตอนนั้น... จำได้ว่า....

    รูมเมทแม่งโคตรเหี้ยเลย








    ย้อนกลับไปตอนที่เรานั่งค้นข้อมูลหาโรงแรมในเวกัส

    ทุกโรงแรมแม่งแพงไปหมดเลย
    แหม่... ก็มันมีแต่บ่อนนี่หว่า จะหาที่พักราคาถูกได้จากไหนว้า

    หรือถ้าถูกก็โคตรของความไกล ไปอยู่ในทะเลทรายที่ไหนก็ไม่รู้




    สุดท้ายก็โป๊ะเช๊ะไปเจอโฮสเทลรูหนูที่อยู่ปลายสุดของ Strip Boulervard
    คืนละ 12 ดอลล่าร์เองโว้ย ถ้าจองตอนนี้เลยคิดคืนละ 9 ดอลล่าร์เท่านั้น




    นั่งบัสเข้ามาง่าย สะดวก ก็เอาวะ งกไง ที่นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว






    เป็นไงล่ะมึง...


    ด้วยความงกเราเลยนอนห้องรวมเตียง 6 คน ห้องน้ำรวม
    ดูในรูปมันไม่เชี่ย แต่เปิดห้องไปนี่โคตรของความเหี้ยเลย




    เรื่องของเรื่องคือในห้องนั้นมันมีผัวเมียที่มาจากนิวเจอร์ซี
    ที่เมาเละเทะตลอดเวลา กลิ่นเหล้าหึ่งเต็มห้อง
    American Idiot ที่แท้จริง



    เออเอาวะ ก็อดทน ราคาถูกต้องทำใจ
    แต่สุดท้ายก็เกือบไปมีเรื่องกับแม่งเพราะว่ามันแอบนินทาว่าร้ายว่าเราเป็น Weird Asian


    อีห่า
    (ขออนุญาตหยาบคาย)



    ก็พวกแม่งเป็นฝรั่งเหี้ยไงล่ะ














  • จบไปสำหรับความเดือดที่ผ่านมาเกือบๆจะ 4 ปีแล้วยังคงด่าพ่อมันอยู่จนถึงทุกวันนี้



    กลับมาเข้าเรื่องทริปของเราดีกว่า


    หลังจากที่เราไปซาน ดีเอโกมาเมื่อวาน
    วันนี้เราก็นั่งรถบัส บ๊ายบาย Golden State อันเรืองรอง
    ข้ามทะเลทรายแห้งแล้งมาที่ Silver State





    Welcome to Sin City

    Las Vegas





    หลังจากที่จัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยและจองทัวร์ไปเที่ยว
    เราก็นั่งบัสเข้าไปที่ The Strip























    สองฝั่งถนนเป็นโรงแรม คลื่นมนุษย์ คาสิโน เอลวิสหลายสิบคน
    สาวๆแต่งชุดคาบาเร่ที่พร้อมจะเปิดหน้าอกให้ถ่ายรูปคู่หากยอมจ่ายเงินให้พวกเธอ
    มาริลิน มอนโรลอีกครึ่งโหลที่เดินผ่านไปผ่านมา


    คู่รักที่จับมือกันแต่งงานและฉลองกันสุดเหวี่ยง
    ผู้ชายที่เขียนป้าย You can kick my balls for 20 dollars


    ไฟวูบวาบว๊อบแว๊บระยิบระยับเต็มไปหมด




    เหมือนที่นี่เป็นโลกอีกใบโดยแท้จริง


    อาห์...


    สูดหายใจลึกๆแล้วบ้าไปด้วยกันเถอะ!











  • แต่นี่คือวันแรกที่เราย่างเท้าเข้ามาในเมืองคนบาปแห่งนี้
    ยังเป็นเด็กติ๋มกันอยู่ไม่กล้าซ่าเลยตัดสินใจว่า


    เอาล่ะ เราจะเดินดูก่อนละกัน



    เรานั่งบัสไปที่ปลายสุดของถนน เริ่มต้นกันที่โรงแรม Mandalay Bay ที่มีอควาเรี่ยมใหญ่บึ้ม
    แต่มันเสียตังไงและเราเงินน้อย โอเค ข้าม


















    ต่อกันที่ Luxor Hotel & Casino
    โห... ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าไปนึกว่าตัวเองเป็นคลีโอพัตรา


    โรงแรมนี้เหมือนแงะเอาอียิปต์ทั้งประเทศพร้อมด้วยแม่น้ำไนล์มาว่างไว้ใจกลางเวกัส


    ไปชมภาพ



































    มาเต็มเหลือเกิน ทั้งเสาโอเบสิส ปิระมิด และสฟิงซ์
    ในคาสิโนก็นึกว่าฟาโรห์มากดสลอตแมชชีนข้างๆ





    ไปต่อกันที่ Excalibur Hotel & Casino

    ถัดจากอาณาจักรยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำไนล์แล้ว
    เราก็มาเจอกับคิงส์อาเทอร์และเหล่าอัศวินโต๊ะกลม

















    ตัวโรงแรมทำเป็นปราสาทจริงจังมาก จริงจังกว่านี้ก็ Disney Castle แล้วแหละแหม่



















    และแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปฝั่ง East Coast แบบคนอื่นเขา
    เราก็สามารถสัมผัสกับมหานครนิวยอร์กได้ที่นี่กับ



    New York - New York Hotel & Casino








    มีโรลเลอร์โคสเตอร์ให้เล่นด้วย ร้านขายของเยอะแยะ มีของกิน
    มีพิพิธภัณฑ์นี่นั่นนู่นโน่นโน้นเต็มไปหมดดดดดด





























































    อันนี้ดีมาก โลกแห่งช็อกโกแลตของฉัน มี M&M World ด้วยนะ
    โอ้ยยย มีฟามสุขขขขข
















    บรู๊กลินเก๋ๆก็มีเว้ยแก๊ เวลคัมทูนิวยอร์กมากกกกกกกก

















    ไปเหยียบนิวยอร์ก(แบบปลอมๆ)กันมาแล้วนะ
























  • ถัดจาก New York - New York แล้วก็ก็เจอ



    Monte Carlo


    ซึ่งที่นี่เราก็แวะเข้าไปกดเล่นสลอตมาสามตา



    ผลคือ




    เจ๊ง!















    เรื่อยๆมาเรียงๆ คนเมาเดินเฉียงไปทั้งหมู่


    เราไปเจอเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน
    พาไปกินเบียร์ลับที่ถูกที่สุดในลาสเวกัส คือ ขวดละ 2 ดอลลาร์

    ตรงแถวๆโรงแรม Flamingo Las Vegas
    ที่มีสวนนกฟลามิงโก้อยู่จริงๆด้วย











    จากนั้นก็เดินมาต่อที่ Paris Las Vegas
    ที่มีหอไอเฟลปลอมๆให้ได้ถ่ายรูปเล่น
















    หลังจากที่เดินจนขาลาก
    เราก็กลับไปนอนเอาแรง


    หงุดหงิดกับเมทเชี่ยๆ


    และตอนกลางวันก็ออกมาเดินเล่นรับแสงตะวันบ้าง


    จุดมุ่งหมายคือป้าย Welcome to Las Vegas นั่นแหละ
    นั่งบัสออกไปไกลมาก ต้นถนนเลย

    คนเยอะแยะ

    มีคนมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งจำนวนมาก พร้อมกับเอลวิสอีกหลายสิบชีวิต




    ก็ได้รูปมาแหละ
    แต่เป็นรูปคู่
    ขอไม่ลงละกัน





    กลางวันร้อนมาก ไม่มีอะไรเลย
    ควรมาเดินเฉพาะตอนกลางคืนที่แท้จริง



    ร้อนเชี่ยๆเลยกลับไปนอนหลบแดด
    เธอเกิดอยากจะกินบุฟเฟ่นานาชาติขึ้นมาซะงั้น
    เลยกูเกิลไปมา ปรากฎว่าเจอดีลในเว็บ groupon



    บุฟเฟ่นานาชาติ บวกไวน์ ในราคาดี ณ โรงแรม Rio
    โรงแรมที่เขาแข่งโปกเกอร์กันนั่นแหละ


    แทะขาปูอลาสก้าวนไปเรื่อยๆจ้ะ



    อาห์ ฟินนนนนนน








    ตัดภาพกลับยามที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
    เราตั้งใจว่าจะเดินไปดูโชว์ฟรีทุกโชว์ของทุกโรงแรม



    เริ่มต้นที่ Bellagio Hotel & Casino ที่มีน้ำพุเต้นระบำอยู่ข้างหน้า
    ใหญ่บึ้ม อลังการงานสร้างมากกับเพลง My heart will go on



    ประหนึ่งเห็นไททานิกชนภูเขาน้ำแข็งอยู่เบื้องหน้า






    ไปต่อที่ Caesars Palace ที่พาเราย้อนกลับไปสู่ยุคโรมันอันรุ่งเรื่อง
    มาหมดตั้งแต่เสาโรมัน ยันน้ำพุเทรวี่ และโคลอสเซียม มีรูปปั้นซุสตระหง่านตา


    ที่นี่ไม่มีโชว์ เป็นทางผ่านเฉยๆ
    ได้ข่าวว่าบุฟเฟ่อร่อยดี






    เป้าหมายของเราคือ The Mirage ต่างหาก
    ที่นี่เป็นโรงแรมที่มีโชว์เหมือนจะเอามาฟาดฟันกับน้ำพุของ Bellagio

    นั่นคือการแสดงลาวา ภูเขาไฟ

    วูบวาบตระการตามาก





    จริงๆมันมีโชว์โจรสลัดอีกที่แหละ แต่ปิดไป เลยไปเดินเล่นที่ The Venetian แทน


































    คืนสุดท้ายในเวกัส

    เราเดินมานั่งกินอาหารจีนราคาถูกที่ร้าน Panda Express
    ที่อยู่ชั้นสองในตึกเก่าๆบน Las Vegas Boulervard


    มันเป็นโซนร้านอาหารฟู้ดคอร์ทราคาถูกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาซุกตัวอยู่บนถนนเส้นนี้
    ที่เต็มไปด้วยความวิบวับของแสงไฟนีออนและป้ายโฆษณาใหญ่ยักษ์



    เบาะหนังเก่า กระจกมัวๆ คนกระดกเบียร์พูดคุยงึมงำอยู่รอบตัว
    เหมือนหลุดออกมาอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่สุดแสนจะแตกต่างจากโลกบนถนนด้านนอก





    ...




    4 วัน 3 คืนในเมืองที่ไม่เคยหลับ
    ทุกอย่างที่เล่ามานั้นเป็นความทรงจำแบบผ่านๆ แว้บๆเข้ามาในสมองพอให้คิดถึงบ้าง


    แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเวกัสที่ชัดเจนที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องๆธรรมดา
    ไม่ใช่โชว์อลังการดาวล้านดวง อาหารหรูหราในโรงแรม
    หรือสาวผมบลอน topless ยืนสวยๆให้ถ่ายรูปได้ (และจับก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเสียตัง)
    แต่เป็นที่ฟู้ดคอร์ทชั้นสองของซักตึก บรรยากาศทึมๆเก่าๆแห่งนี้



    เสียงเอลวิสร้องเพลง Blue Hawaii ดังออกมาเบาๆจากลำโพงที่เสียงแตก
    มีคนฮัมเพลงตามและคุยกันงึมงำเป็นภาษาต่างๆ



    เราโซ้ยบะหมี่ชืดๆและมันเยิ้มเข้าปากด้วยความหิว
    มองดูคนเดินเรียงเป็นแถวไหลไปมาที่ถนนด้านล่าง
    แสงไฟของตึกตรงข้ามกระพริบเป็นจังหวะผ่านกระจกหน้าต่างมัวๆ



    มันธรรมดามาก ธรรมดาเสียจนอดสงสัยไม่ได้ว่าจำรายละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง
    อาจเป็นเพราะตอนนั้นคนข้างๆเอื้อมมาจับมือไว้เงียบๆก่อนจะบอกว่า





    “ไม่น่าเชื่อเลยเนอะ เรามาถึงลาสเวกัสกันแล้วนะ”






    ถ้าถามว่าเราชอบช่วงเวลาไหนมากที่สุดในเวกัส
    เราว่าเราชอบตอนนี้



    เป็นความเงียบในเมืองที่พลุ่งพล่าน







    รู้สึกดีที่มีกัน

    รู้สึกดีที่มาที่นี่ด้วยกัน










    ป.ล.1 ตอนนั้นอยู่ในสถาพเงินหมด รู้สึกกันว่านี่แหละ มาเวกัสต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าถึงจริงๆ

    ป.ล.2 โมเม้นต์นั้นคือโคตรดี เหมือนหยุดเวลาของตัวเองไว้ และนั่งดูโลกหมุนไปเรื่อยๆ

    ป.ล.3 โดนน็อคด้วยความทรงจำอีกแล้ว…




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in