movie night munchiesลซ
Frida (2002) | ถ่ายทอดความร้าวรานผ่านงานศิลปะ
  • My painting carries with it the message of pain.


    • Surreal or Realist?

               They thought I was a Surrealist, but I wasn't. I never painted dreams. I painted my own reality. เป็นคำพูดที่ฟรีด้าเคยกล่าวไว้เมื่อครั้งที่อ็องเดร เบรอตง (André Breton) นักเขียน และนักกวีชาวฝรั่งเศส ผู้นำลัทธิศิลปะเหนือจริง เรียกผลงานของเธอว่าเป็น Surrealistic Artworks — ฉันไม่เคยวาดภาพฝัน ฉันวาดความเป็นจริงที่ฉันมองเห็น ฟรีด้าขยายความ

               แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานของฟรีด้า ไม่สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นศิลปะสัจนิยม แต่ก็ไม่อาจจัดประเภทว่าเป็นลัทธิเหนือจริงได้เช่นเดียวกัน หากภาพวาดของเธอเป็นอีกหนึ่งวิธีแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก จิตใต้สำนึก โดยใช้สัญลักษณ์ในการเล่าเรื่องราว คงเรียกว่าเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ก็ไม่ผิดนัก ด้วยการนิยามผลงานอันมีองค์ประกอบงานศิลป์เหนือจริงที่แฝงไปด้วยบริบทเป็นโลกสามัญธรรมดา และการเชื่อมโยงอาณาบริเวณที่ต่างกัน โดยอาจตั้งคำถามกับเวลา พรมแดน หรือสถานที่

               ผลงานอันแสดงถึงการวาดภาพบนพื้นฐานแนวคิดศิลปะสัจนิยมมหัศจรรย์ที่เด่นชัดที่สุดของฟรีด้า คงเป็น Moses (1945) ผลผลิตจากหนังสือ Moses and Monotheism by Freud ตามความเข้าใจและการตีความส่วนตัวของฟรีด้า

               I read the book only once, and started the painting with my first impression. Later I read it again, and I must confess I found my work most inadequate and quite different from the interpretation Freud analyzes so marvelously in his [book] Moses. But now there's no way to change it. เธอกล่าวถึงผลงานของตัวเอง หลังจากได้อ่านหนังสือของฟรอยด์และวิเคราะห์มันอีกครั้ง แม้ว่าโมเสคในแบบของเธอ จะห่างไกลจากภาพวาดในหัวของฟรอยด์ แต่เธอยืนยันที่จะไม่ปรับเปลี่ยนมันจากภาพความประทับใจแรกในหัว


               Moses (1945) ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในงานนิทรรศการศิลปะประจำปีของ Palacio de Bellas Artes ผู้คนส่วนมากรู้จักกันในชื่อผลงาน Nucleus of Creation โดยฟรีด้าเลือกจะสร้างสรรค์มันในรูปแบบภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดเล็ก ที่สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพล และแรงบันดาลใจมาจากดิเอโก ริเวรา (Diego Rivera) สามีของเธอ 

               โดยองค์ประกอบภายในภาพ ประกอบด้วยทารก, ผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับดิเอโก และตาที่สามอยู่บนหน้าผาก ถูกทอดทิ้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งโดยปกติแล้วฟรีด้ามักจะวาดรูปสามีของเธอพร้อมกับดวงตาแห่งปัญญาดังที่ปรากฏในผลงานอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว, การถือกำเนิดของดวงอาทิตย์, เทพเจ้า, วีรบุรุษผู้เป็นมนุษย์, และมือแห่งความตาย

               เบื้องหน้าเป็นภาพวาดของเด็กทารกในเปลือกหอย ที่มีลักษณะคล้ายกับมดลูก ซึ่งฟรีด้าเรียกว่าสัญลักษณ์แห่งความรัก และกิ่งก้านสาขาที่ยื่นออกมาจากลำต้นของต้นไม้ที่ตายแล้วเพื่ออ้างถึงวงจรชีวิตและความตายในโลกมนุษย์


               แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ผลงาน What the Water Gave Me (1938) หรือที่รู้จักกันในนาม What I Saw in the Water ชื่อก่อนหน้า กลับนับว่าเป็นผลงานศิลปะเหนือจริงอย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้ว่าภาพวาดส่วนใหญ่จะมีแนวคิดพื้นฐานอยู่บนลัทธิสัจนิยมมหัศจรรย์

               ด้วยผลงานชิ้นนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากผลงานชิ้นอื่น ตรงที่ไม่มีจุดเด่นหลักที่ต้องการสื่อสาร จากบทสนทนาของเธอกับเพื่อน จูเลียน เลวี่ (Julien Levy) ฟรีด้าได้อธิบายผลงาน What the Water Gave Me ไว้ว่าเป็นภาพวาดการผันเปลี่ยนของเวลา และชีวิตวัยเยาว์ อันหมุนวนภายในอ่างอาบน้ำ รวมถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ ซึ่งฟรีด้าใช้ภาพวาดเชิงสัญลักษณ์ และชิ้นส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผลงานก่อนหน้า อันได้แก่ ภาพวาด Portrait พ่อและแม่ของเธอ, ชุดเดรสพื้นเมืองตีฮัวนา (Tehuana), เปลือกหอยผุพัง, ซากศพนกฮัมมิงเบิร์ด, โครงกระดูก, ตึกระฟ้าที่กำลังจะถล่ม, คู่รักหญิง, เรือสำเภา, และผู้หญิงเปลือยที่กำลังจมน้ำ มาจัดวางองค์ประกอบเพื่อสื่อถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

               ภาพสะท้อนจากน้ำ แสดงถึงภาพวาดของชีวิตและความตาย ความสุขและโศก ความเจ็บปวดและการเยียวยา รวมถึงมุมมองที่ฟรีด้ามีต่อตัวเธอเอง โดยใช้เทคนิคการมองภาพจากมุมสูง (Birds-eye view) ทั้งในอดีตที่ผ่านมา และปัจจุบันกำลังผ่านไป การนำสัญลักษณ์และสิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงมาใส่ไว้ในภาพเดียวกันนี้นั้นทำให้เกิดการตีความมากมาย แม้จะอ้างอิงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่การวิเคราะห์และเป้าประสงค์ที่ถูกสื่อออกมากลัับแตกต่างกันไปในมุมมองแต่ละบุคคล ความหลากหลายทางข้อคิดเห็นจากการเล่นกับจินตนาการผู้รับชมศิลปะนี้เอง จึงทำให้ What the Water Gave Me ถูกจัดว่าเป็นศิลปะลัทธิเหนือจริงไปอย่างเสียไม่ได้

    • Frieda and Diego Rivera, 1931


    "Here you see us, me Frieda Kahlo, with my dearest husband Diego Rivera.
    I painted these pictures in the delightful city of San Francisco California for our companion Mr. Albert Bender, and it was in the month of April of the year 1931."

               ภาพวาดสำคัญชิ้นแรกที่ปรากฎในภาพยนต์มีชื่อว่า Frieda and Diego Rivera (1931) เป็นภาพวาดในความทรงจำของฟรีด้าในวันงานแต่งงานของเธอและดิเอโก แม้จะเป็นภาพวาด Portrait การแต่งงานของเธอและสามี ฟรีด้ากลับใช้ระยะเวลาทั้งหมดสองปีในชีวิตคู่วาดมันจนเสร็จ และมอบมันให้เป็นของขวัญกับอัลเบิร์ต เอ็ม. เบนเดอร์ (Albert M. Bender) ผู้อุปถัมภ์ศิลปะชั้นนำในซานฟรานซิสโก

               เธอใช้เทคนิคการวาดภาพด้วยท่าทางที่แข็งทื่อ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตรกรในศตวรรษที่ 19 อย่างโฆเซ มาเรีย เอสตราดา (Jose Maria Estrada) ดิเอโกในภาพวาดนั้นรูปร่างสูงใหญ่เมื่อยืนข้างเธอ ผู้เป็นภรรยา มือข้างขวาถือจานสีและพู่กัน ฟรีด้าเพียงยืนอยู่ข้าง ๆ จับมือสามีของเธอไว้อย่างแผ่วเบาที่สุด เขาเป็นจิตรกร ส่วนเธอนั้นเดินทางตามเขามาอเมริกาในฐานะภรรยา  นั่นคือสิ่งที่ฟรีด้าต้องการจะสื่อ

               แม้เธอรู้ดีว่าดิเอโกไม่เคยเป็นของเธอ ถ้าพูดให้ถูก ดิเอโกไม่เคยเป็นของใครเลย ขณะที่กำลังวาดภาพชิ้นนี้เอง ดิเอโกก็ได้เรื่องชู้สาวกับนักกีฬาเทนนิส เฮเลน วิลส์ (Helen Wills) ในระหว่างที่วาดภาพเปลือยของเธอบนเพดานสโมสร The Pacific Stock Exchange Lunch Club ณ San Francisco รัฐแคลิฟอร์เนีย


    "Being the wife of Diego is the most marvelous thing in the world.
    I let him play matrimony with other women. 
    Diego is not anybody's husband and never will be,
    but he is a great comrade."

               การได้เป็นภรรยาของดิเอโกเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดในโลก ฉันปล่อยให้เขาหลับนอนกับผู้หญิงคนอื่น แต่ดิเอโกไม่เคยเป็นสามีของใคร ไม่เคยเป็น และไม่มีวันเป็น แต่ถึงยังไงเขาก็นับว่าเป็นสหายที่ดี  ฟรีด้าเอ่ย

               อย่างไรก็ตาม เธอเองก็ต้องการที่จะเป็นสหายคนโปรดของเขา จากการจัดองค์ประกอบภาพ มือของฟรีด้าและดิเอโกสัมผัสกันอย่างแผ่วบางตรงกึ่งกลางของรูปพอดี เป็นการยืนยันที่ดีว่าการแต่งงาน และความผูกพันในชีวิตสมรสนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ

    • Henry Ford Hospital, 1932


               หลังจากจำเป็นต้องทำแท้งลูกคนแรกด้วยปัญหาสุขภาพ ฟรีด้าค้นพบว่าอุบัติเหตุที่เธอประสบเมื่อครั้งยังเยาว์วัยทำให้เธอไม่สามารถตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยได้ ฟรีด้าจึงวาดภาพตัวเธอเอง นอนเปลือย และมีอาการตกเลือดบนเตียงในโรงพยาบาลเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford Hospital) เพื่อเป็นการระบายความเศร้าโศก และเจ็บปวดออกมา ร่างกายที่ถูกวาดให้บิดงอ ให้ความรู้สึกอับจนหนทางและการจำยอมตัดขาด ความทุกข์ทรมานที่มีถูกแสดงออกผ่านการวาดรูปเอวที่บิดงอไปคนละทางกับใบหน้า

               ภาพวาดชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ฟรีด้ามีต่อการแท้งลูกของเธอและดิเอโก โดยเธอได้วาดสิ่งของหกชิ้นลอยรอบ ๆ ตัว ผูกมันไว้ด้วยด้ายสีแดง ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงสายสะดือ และทุกเส้นถูกผูกติดไว้กับท้องด้วยมือข้างซ้าย ตัวอ่อนมนุษย์เพศชาย สื่อถึงลูกที่เธอและดิเอโกกำลังจะสูญเสียไป และไม่อาจมี ทารกในครรภ์ในมุมข้าง เป็นภาพประกอบทางการแพทย์ที่เธอเห็น ดอกกล้วยไม้ อันมีรูปร่างคล้ายมดลูก และหอยทาก อันเป็นการสื่อโดยนัยถึงความล่าช้าในการผ่าตัด

               Henry Ford Hospital เป็นผลงานชิ้นแรกที่ฟรีด้าสร้างสรรค์บนโลหะดีบุกแผ่นบาง โดยมีดิเอโกเป็นที่ค้ำจุนอารมณ์ และให้กำลังใจเธอ ในการบำบัดความโศกเศร้าหลังการแท้งลูก เขาแนะนำให้ฟรีด้าวาดภาพชีวิตในปีที่ผ่านมา หากเธอยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าต้องการวาดอะไร ภาพวาดชิ้นนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องราวที่เธอประสบพบเจอในรูปแบบการผสมผสานระหว่างศิลปะสัจนิยม ความเหนือจริง และภาพวาดพอร์ตเทรท อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

    • A Few Small Nips, 1935


               โศกนาฏกรรมชีวิตของฟรีด้านั้นทุกข์ทรมานมากเสียจนเธอไม่สามารถสื่อสารมันออกมาได้ เธอจึงพยายามสะท้อนความโศกเศร้าภายในใจผ่านการวาดภาพหายนะที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนอื่น โดยการวาดภาพสตรีร่างเปลือยเปล่า ชุ่มโชกไปด้วยเลือด วางตัวนอนลงเบื้องหน้าฆาตกรที่ถือมีด เช่นเดียวกับภาพวาดชิ้นก่อนของเธอ Henry Ford Hospital (1932) ร่างกายของหญิงสาวถูกวาดให้บิดเบี้ยวจนเสียรูป ร่างกายส่วนบน และส่วนล่างหมุนไปคนละทิศละทางแสดงถึงความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด

               ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากข่าวที่ฟรีด้าอ่านเจอบนหนังสือพิมพ์ ข่าวชายหนุ่มที่ทำการฆาตกรรมแฟนสาวของเขาด้วยการแทงด้วยมีดซ้ำ ๆ และให้การที่ชั้นศาลว่า เขาเพียงแค่เสียบเธอไม่กี่ทีเอง ด้วยอารมณ์ขันอันตลกร้าย เธอค้นพบว่าเรื่องราวนี้ทั้งน่าขยาดและน่าสนใจไปพร้อม ๆ กัน เห็นได้ชัดว่าการฆาตกรรมคดีนี้ทำให้ฟรีด้ารู้สึกเชื่อมโยงอย่างน่าประหลาดกับความเจ็บปวดของเหยื่อ คงเป็นเพราะการได้รู้ความจริงที่ว่าดิเอโก สามีของเธอได้เล่นชู้กับคริสตินา น้องสาวแท้ ๆ นั้น ปวดร้าวราวกับถูกแทงด้วยมีดบนหน้าอก

               ความเจ็บปวดร้าวรานในครั้งนี้ทำให้ฟรีด้าสร้างสรรค์ผลงานอันเรียกได้ว่าเป็นที่สุดของความชอกช้ำ และโหดร้าย เมื่อเทียบกับในบรรดาผลงานทั้งหมดกว่าร้อยชิ้นของเธอ ในระหว่างนั้นเอง เธอก็ได้เริ่มทำการตัดผม และสวมใส่เสื้อผ้าในแบบที่เธอรู้ว่าดิเอโก อดีตสามีของเธอจะไม่ชอบมัน พร้อมทั้งวาดภาพไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาหัวใจที่แตกสลายของตัวเองเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี

               เธอยังเสริมอีกด้วยว่า ระหว่างที่กำลังวาด A Few Small Nips (1935) เธอได้คำนึงถึงความจริงที่ว่าเธอถูกฆ่าด้วยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำอีก ฟรีด้าได้ทำการแก้ไขผลงานชิ้นนี้อยู่หลายครั้งด้วยการเพิ่มรอยเลือดตามร่างกายของเหยื่อ และแต้มสีแดงบนกรอบรูปรอบนอกให้ดูเหมือนเป็นเลือดที่กระเซ็นออกมา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับชมรู้สึกเหมือนเป็นพยานในเหตุฆาตกรรม และโชคชะตาอันโหดร้าย พร้อมทั้งหวาดกลัว รวมถึงตระหนักถึงความเลวร้ายของสิ่งที่เธอ และเหยื่อประสบพบเจอ

    • Memory, the Heart, 1937 


               ภาพวาดพอร์ตเทรท Memory, the Heart (1937) เกิดจากการตกตะกอนความโศกเศร้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างดิเอโก อดีตสามี และคริสตินา น้องสาวของฟรีด้า รายละเอียดในรูปวาดชิ้นนี้ ใบหน้าของฟรีด้าไม่ได้สื่อถึงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงหยาดน้ำตาที่ล้นเอ่อไหลรินลงมาอาบแก้มแต่เพียงเท่านั้น เธอตัดผมของตัวเองให้สั้น และแต่งกายเลียนแบบชาวยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสไตล์การแต่งตัวใหม่ หลังจากที่เธอเลิกรากับดิเอโกไปแล้ว

               และเช่นเคย เธอได้สื่อบาดแผลความบอบช้ำทางจิตใจของตัวเอง ผ่านการวาดภาพบาดแผลทางกายที่ทิ่มแทงหน้าอกข้างซ้าย โดยภาพประกอบพื้นหลังเป็นชุดนักเรียนและชุดพื้นบ้านตีฮัวนา ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วยแขนหนึ่งข้าง และตัวฟรีด้าเองยืนอยู่ตรงกลาง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไร้ซึ่งแขนทั้งสอง เท้าข้างหนึ่งวางบนพื้นดิน อีกข้างที่ดูเหมือนกำลังสวมอุปกรณ์ช่วยเหลือหลังการผ่าตัดวางบนทะเล

               ผลงานชิ้นนี้สื่อสารถึงความเจ็บปวดของเธออย่างตรงไปตรงมา ด้วยการเจาะรูบริเวณหน้าอกข้างซ้ายซึ่งควรเป็นที่ของหัวใจ และนำหัวใจ ที่ควรจะอยู่ภายในร่างกายออกมาวางไว้บนพื้นดินริมหาด ปล่อยให้เลือดรินไหลสู่พื้นดิน พื้นทรายโดยรอบ และลอยลงสู่ทะเล

    • The Two Fridas, 1939


               ผลงานชิ้นนี้เสร็จสิ้นไม่นานนักหลังจากหย่าร้างกับดิเอโก เป็นภาพ Portrait ที่แสดงให้เห็นถึงบุคลิคที่แตกต่างกันของฟรีด้าทั้งสองคนในภาพวาด ทางขวามือคือฟรีด้าในชุดพื้นเมืองเม็กซิกันตีฮัวนา นั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย จับมือกับฟรีด้าด้านซ้าย ที่ใส่ชุดทันสมัย นั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน พวกเธอทั้งคู่มีหัวใจซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอกร่างกาย และเชื่อมต่อกัน หัวใจของฟรีด้าที่สวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองนั้นถูกตัด และเปิดเป็นช่องโหว่ ส่วนเส้นเลือดแดงใหญ่ของตัวเธอทางด้านซ้าย ถูกตัดด้วยกรรไกรผ่าตัดปากคีบ มีเลือดสีแดงไหลหยดลงบนชุดเดรสสีขาว และกำลังจะตายจากการตกเลือด ฉากหลังของภาพเป็นท้องฟ้าที่ถูกเติมเต็มด้วยเมฆครึ้ม ทำให้บรรยากาศดูอึมครึม ปั่นป่วน แสดงออกถึงความวุ่นวายใจที่ฟรีด้ามีขณะที่กำลังวาดภาพนี้

               ในสมุดบันทึกของเจ้าตัวกล่าวถึงภาพวาด The Two Fridas (1939) ไว้ว่ามันมาจากความทรงจำของเธอที่จำได้เกี่ยวกับเพื่อนในจินตนาการในวัยเด็ก หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ยอมรับว่ามันสื่อถึงความเครียด และอาการซึมเศร้า จากความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องแยกทางกับดิเอโก

    • Diego and I, 1949


               แม้ว่าจะปรับความเข้าใจกันได้ใหม่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าดิเอโกก็ยังปรับเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมของตัวเขาเองไม่ได้ ฟรีด้าต้องพบกับความเจ็บช้ำน้ำใจอีกครั้งเมื่อสามีของเธอ นอกใจไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมาเรีย เฟลิกซ์ (Maria Felix) นักแสดงหนัง เพื่อนสนิทอีกคนของฟรีด้า และเกือบจะทำการหย่ากับเธออย่างเป็นทางการ

               ถึงแม้ว่าฟรีด้าจะแสร้งทำเป็นว่านี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องตลก อย่างที่เธอทำมาตลอดกับความไม่ซื่อสัตย์ครั้งก่อน ๆ ของดิเอโก แต่ภาพวาด Diego and I (1949) ก็ได้แสดงความรู้สึกเจ็บปวดของเธออย่างซื่อตรง เส้นผมในภาพวาดที่พันหลวม ๆ อยู่รอบลำคอนั้น แสดงให้เห็นต่อความอึดอัด และการถูกบีบรัดที่เธอมี สายตาของฟรีด้ามองตรงมายังข้างหน้า ในขณะที่ดิเอโก สามีของเธอมองเฉไปในทิศทางอื่น 

               เห็นได้ชัดว่าดิเอโกนั้น เป็นเพียงคนเดียวที่เธอคิดถึงเสมอมา ซึ่งความคิดนี้ได้ถูกยืนยันโดยบันทึกของเธอที่เปิดเผยถึงจดหมาย และบทกวีรักที่เธอเขียนให้เขา


    "Diego: Nothing is comparable to your hands 
    and nothing is equal to the gold-green of your eyes.
    My body fills itself with you for days and days.
    You are the mirror of the night. The violent light of lightning.
    The dampness of the earth. Your armpit is my refuge.
    My fingertips touch your blood.
    All my joy is to feel your life shoot forth from your fountain-flower
    which mine keeps in order to fill all the paths of my nerves which belong to you."

    • Viva la Vida, Watermelons, 1954


               Viva la Vida เป็นภาพวาดสุดท้ายในช่วงชีวิตของฟรีด้า เธอแต่งเติมผลงานชิ้นนี้จนเสร็จเพียงไม่กี่วันก่อนวาระสุดท้ายของเธอในปี 1954 ด้วยเอกลักษณ์อย่างสีสันสดใสพร้อมกับข้อความ Long Live Life อันเป็นข้อความสุดท้ายที่ฟรีด้าต้องการจะสื่ออย่างตรงไปตรงมา ถูกสลักบนแตงโมลูกตรงกลางนับจากด้านล่างสุด

               นี่คงเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ขันอันตลกร้ายของชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดของฟรีด้า ตั้งแต่เกิดมาพร้อมกับอาการโปลิโอ ซ้ำยังประสบอุบัติเหตุทางรถรางเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น และยังจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอีกหลายสิบครั้งหลังจากนั้นอีก ยังไม่นับรวมถึงความเจ็บปวดทางใจการที่ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนรัก และความผิดหวังจากการแท้งลูกที่ฟรีด้ายังต้องเผชิญ

               ภาพวาดแตงโมจึงเปรียบได้กับตัวเธอเองที่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อโอบอุ้มความชอกช้ำภายในเอาไว้ไม่ให้บุบสลาย จากทั้งความบอบช้ำทางกาย ความบอบช้ำทางใจ และการถูกวิพากษ์วิจารย์ผลงานอย่างรุนแรง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in