บันเทิงเชิงร้ายBUNBOOKISH
02 ความน่าจะเป็นบนเส้นทางดารา (1)






  • 02

    ความน่าจะเป็นบนเส้นทางดารา (1)
    (16 พฤศจิกายน 2559)


              จากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีในวงการบันเทิงของฉัน อาจ ดูไม่มาก, แต่ก็ไม่น้อยจนสัมผัสไม่ได้ถึงเงาปริศนาที่พาดตัว ทอดทับอยู่บนความเป็นดารา 
              เงาที่ว่าก็คือ ความเข้าใจผิดที่คนนอกวงการมีต่อดารา 
              ไม่รู้ว่ามันเป็นความเชื่อหรือความคาดหวังกันแน่ ที่ทำให้ หลายคนมองว่าพวกดาราที่เห็นอยู่ในจอ มันต้องมีอะไรที่พิเศษ และแตกต่างจากคนทั่วไป ไม่งั้นฉันก็เป็นดาราได้ หน้าตาก็ออก จะสวย ฐานะก็ร่ำรวย ประวัติก็ดี ร้องเพลงหน้าเสาธงก็เคย มาแล้ว ประกวดอ่านทำนองเสนาะก็ไม่เป็นสองรองใครอีก              แล้วทำไมคนนั้นเป็นดาราได้ แต่ฉันเป็นไม่ได้ล่ะ!

              ยอมรับว่าฉันเองก็ไม่รู้อย่างถ่องแท้ รู้แค่ว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ว่าทำอย่างไรถึงจะได้เป็นดารา ได้เป็นแล้วจะโด่งดัง มีคนรู้จัก มีชื่อเสียงแค่ไหน ยิ่งไม่มีใครรู้
              รู้แค่ว่าเมื่อพูดถึงดารานักแสดง หลายคนก็จะแปะป้ายความน่าจะเป็นบางอย่างห้อยท้ายมาให้คนในอาชีพนี้
              อย่างเช่น…
              เป็นดาราต้องกล้าแสดงออก!
              บ่อยครั้งที่ฉันออกไปตามที่สาธารณะหรือแหล่งชุมชนต่างๆ (ทำไมบรรยายเหมือนออกไปกำจัดลูกน้ำยุงลายชอบกล) ก็มักจะมีคุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณป้า คุณอา คุณน้าพาคุณหลานตัวน้อยๆ บ้างก็ร้องไห้จ้า จนต้องลากแขนถูลู่ถูกังพาเดินเข้ามาพร้อมสายตาเป็นประกายวิบวับ เท้าสะเอวโพสท่าโชว์ ก่อนที่คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณป้า คุณอา คุณน้า จะเอ่ยปากแนะนำว่า 
              “นี่น้องข้าวโพดอ่อน ชอบเต้น ชอบร้องเพลง เป็นเด็กกล้าแสดงออกมากเลยนะคะ พาไปเป็นดาราหน่อยสิ” 
              จากนั้นก็หันไปบอกน้องให้แสดงความสามารถตามที่บรรยายสรรพคุณเอาไว้ให้ฉันดู
              เอิ่ม…
              จะบอกยังไงดี
              ใช่, เป็นดาราต้องกล้าแสดงออก แต่คนที่ไม่ได้กล้าหรือ


     ชอบการแสดงออกก็มีนะ อย่างฉันนี่ไง ลองพ่อแม่ลากให้มาเต้น มาร้องเพลงต่อหน้าคนแปลกหน้า คงมีแกล้งตายกันขึ้นมาบ้าง แต่ฉันชอบการแสดง 
                 สำหรับฉันแล้ว ‘ชอบการแสดง’ กับ ‘กล้าแสดงออก’ นั้น ไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย ไม่มีอะไรดีกว่าหรือแย่กว่า เพราะคน กล้าแสดงออกบางคน ก็ไม่ได้เหมาะจะเป็นนักแสดง ส่วนคน ไม่กล้าแสดงออก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นนักแสดงไม่ได้ อยู่ดี 
                 ฉะนั้น เวลามีใครมาบอกว่าจะเป็นนักแสดงได้ต้องกล้า แสดงออก ฉันก็จะเอาตัวเองเป็นตัวอย่าง ว่ามันก็ไม่เสมอไป นักหรอก 


                  เป็นดาราสบาย และได้เงินเยอะ 
                  ฉันโตมาในกองถ่ายของพ่อ บางวันตื่นเช้าลงมารอรถ โรงเรียน ก็เห็นพี่ป้าน้าอานักแสดงหลายท่านเดินหอบหิ้วตะกร้า ข้าวของ เสื่อสาด ส้มสูกลูกไม้ มาหามุมสงบนั่งพักสายตา กินน้ำ กินขนม ระหว่างรอเวลาถึงคิวถ่ายของตัวเอง 
                  จนเลิกเรียนกลับมาตอนเย็น มุมสงบที่แต่ละคนจับจอง ก็ยังคงกองอยู่ตรงนั้น 
                  เพราะกองถ่ายของพ่อยังไม่เลิกงาน... 
                  ดีไม่ดีลากยาวไปจนเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไปโรงเรียนและกลับ มาอีกรอบ พ่อและทีมงานทุกคนก็อาจยังอยู่ที่เดิม


                  ก็ใช่, มันอาจไม่ใช่อาชีพที่ลำบากในบางด้าน แต่ถ้าบอกว่าเป็นดารานั้นแสนสบาย ก็เห็นทีจะไม่ใช่อย่างแน่นอน 
                  ตัวฉันเอง ตอนเริ่มทำงานก็ต้องตื่นเช้าไปกองถ่ายตั้งแต่พระยังไม่ออกบิณฑบาต ไปถึงก็โดนยีหัว ทึ้งผม จิ้มตา แต่งหน้า 
                  เข้าฉากแรกเจ็ดโมงเช้า
                  ต้องร้องไห้เพราะแม่ตาย…
                 “คัต! ขออีกทีนะ น้องทรายร้องดีมาก แต่เสียงมีปัญหา เอ้า ร้องอีก สะอึกสะอื้นไปก่อน แม่ยังตายอยู่ คัต! พี่ขออีกทีได้ไหม เมื่อกี้ข้างหลังมีคนเดินผ่าน เอ้า ร้องอีก… คัต! คัต! คัต! เฮ้ย ทำไมทาปากสีนี้ มันไม่ต่อเนื่องนะ ไปทาปากมาใหม่ แล้วค่อยมาร้องต่อ…”
                  นี่แค่ฉากแรก แม่กูตายไปแล้วไม่รู้ตั้งกี่รอบ…
                  และอีกอย่าง เวลาออกกองฯ แต่ละที่ไม่ได้มีแอร์เย็นฉ่ำเหมือนถ่ายในสตูดิโอ ต่อให้อยู่ในสถานที่ปิด ก็ต้องปิดแอร์ ปิดพัดลม และอุปกรณ์ที่จะทำให้เกิดเสียงใดๆ ก็ตาม 
                 ไหนจะต้องร้องไห้ในชุดคอเต่าแขนยาว สมมติว่าอากาศหนาว เพราะกำลังร้องกันอยู่ในประเทศเขตสแกนดิเนเวีย ทั้งที่ถ่ายทำกันในบ้านย่านบางกะปิ 
                 หน้าก็ต้องใสปิ๊ง ห้ามมีเหงื่อสักหยด จะทุบอกชกตัวก็ไม่ได้ อินจัดร้องไห้แรงมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวมือจะไปโดนไวร์เลสให้ช่างเสียงต้องมาด่า

                 ถ้าร้องไห้แล้วก้มหน้า ปิ่มว่าจะขาดใจ ตากล้องก็อยากจะ เอาตีน เอ๊ย ขาตั้งกล้องมาเขี่ยให้เงยหน้าขึ้นสักทีสิวะ ถ้าร้องไห้ แล้วกล้องถ่ายไม่เห็นหน้าอย่างนี้ เอาใครมาเล่นแทนก็ได้ 
                 ร้องไห้เบาไป ผู้กำกับก็ขออีกรอบ ไม่เป็นไร พี่ไม่รีบนะ ค่อยๆ ทำอารมณ์ให้ได้ แต่วันนี้มีอีก 40 ฉาก... 
                  บวกกับสายตาอีกนับห้าสิบคู่คอยจับจ้องดูว่า เมื่อไหร่จะ ร้องไห้ได้พอใจผู้กำกับสักที รีบร้องเข้าสิมึง เดี๋ยวฉากต่อไปต้อง ตบหน้า เอาน้ำแกงเขียวหวานราดหัวกัน ต้องเสียเวลาแต่งหน้า ทำผมกันใหม่อีก 
                 เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่เป็นปีละหลายครั้ง ครั้งละหลายเดือน พอผลงานออกมาแล้วก็จะสถิตตราตรึงอยู่ ในโซเชียลฯ ต่างๆ เพราะมีคนแคปฯ มาด่า ประณาม หรือไม่ก็ ยกย่องเอออวยไปตราบชั่วกัลปาวสานสิ้นยุคพระศรีอาริย์ 
                 นี่หรือที่บอกว่าทำงานสบาย 


                  ส่วนที่คิดว่าเป็นดาราต้องได้เงินเยอะ... 
                 เอาอย่างนี้ละกัน, ฉันเล่นละครครั้งแรกเป็นลูกนางเอกที่ ถูกข่มขืนจนเป็นบ้า ต้องวิ่งหนีเท้าเปล่าเข้าป่าเข้าพงหญ้า ถูกแก้ว บาดจนแทบจะกลายเป็นลายเท้าขึ้นมาอีกเส้น ก็ยังต้องถ่ายต่อ เพราะคนเขารอกันเป็นร้อย

               ในเรื่องถูกข่มขืนแล้วก็ถูกย้ายไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้าซึ่งเป็นฉากที่สร้างขึ้นมาจากตึกร้าง มีส้วมแค่เพียงห้องเดียวไว้รองรับการใช้งานคนทั้งกอง แน่นอนว่าการมีอยู่ของมันช่างเอฟเฟกทีฟต่อประสาทการรับกลิ่นยิ่งกว่าอะไร
                แต่ฉันก็ต้องทำเป็นนั่งตาลอยโนสนโนแคร์กับกลิ่นที่คอยโจมตีอยู่เนืองๆ 
               กว่าจะถ่ายได้แต่ละฉาก กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ก็ปาเข้าไปเกือบสว่างของวันต่อไป แล้วฉันก็ไปโรงเรียนต่อหลังจากทำงานเสร็จ เลิกเรียนแล้วก็กลับมาที่กองถ่ายอีกครั้ง
                วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
          ทั้งหมดที่เล่ามานี้แลกกับค่าตัวเจ็ดพันบาทถ้วน สำหรับการถ่ายละครหนึ่งตอน (ละครหนึ่งตอน หมายถึงละครที่ใช้สำหรับการออกอากาศหนึ่งวัน)
                หมายความว่า ถ้าหนึ่งตอนมีร้อยฉาก มึงก็ต้องเล่นให้ครบร้อยฉาก รอให้ละครถ่ายทำและตัดต่อเสร็จออกมาให้คุณผู้ชมได้ชมกันจนน้ำหูน้ำตาไหล สงสารวังเวงใจกับชะตากรรมสองแม่ลูกไปสักห้าตอน
                  เมื่อนั้นฉันถึงจะได้เงิน
                  แต่ถ้าละครไม่ได้ออกอากาศ ฉันก็ไม่ได้เงินไปด้วย, เออ มันง่ายอย่างนั้นเลย
                  ที่เล่านี่ก็ไม่ได้จะเรียกร้องความเห็นใจอะไร แค่จะบอกว่าอาชีพนี้ไม่ได้สบายหรือไม่ได้เงินมากมายอย่างที่หลายคนคิด

    เพราะมันมีเงื่อนไขเยอะแยะเต็มไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรับ เงื่อนไขนั้นได้หรือเปล่า และถึงจะรับได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะกลายเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ 
                มันยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายอย่าง... 
                เขียนไปเขียนมาก็ชักจะยาว เอาเป็นว่าอินทิราจะมาเปิด ประสบการณ์ด้านความน่าจะเป็นนี้ใหม่ในตอนต่อไปก็แล้วกัน 
                  มันยังไม่จบง่ายๆ หรอกค่ะ!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in