In Relation Shit!BUNBOOKISH
02 จีบหญิงภาค2(ภาคจบบริบูรณ์)





  • 02

    จีบหญิงภาค2(ภาคจบบริบูรณ์)


               โชคดีที่หลังจากการจีบผู้หญิงครั้งแรกล้มเหลว ก็เป็นช่วง เวลาที่ทั้งเราและเพื่อนต้องโฟกัสกับการสอบเข้ามหา’ลัย เรื่อง ฟงเรื่องแฟนพักไว้ก่อน เอาเรื่องเรียนให้รอดไว้ก่อนเป็นยอดดี
               จนสอบติดกลายเป็นเด็กมหา’ลัยเต็มตัว เราก็มีเพื่อนกลุ่ม ใหม่ มีสังคมใหม่ แล้วก็มี…ผู้หญิงน่ารักๆ มากกว่าสมัยมัธยม เสียอีก
               ครั้งแรก อาจจะประสบการณ์น้อย (คือไม่มีเลยน่ะแหละ) ก็เลยคว้าน้ำเหลว แต่ตอนนี้มันก็ไม่แน่!
               ยังมีความหวังว่าจะลองจีบผู้หญิงดูอีกสักครั้ง ถ้าส􀁖ำเร็จก็ แปลว่ามันอาจจะเป็นทางของเราจริงๆ ก็ได้


              ว่าแล้วก็ลองเอาเรื่องจีบผู้หญิงมาปรึกษาเพื่อนทอมที่สนิท ที่สุดในกลุ่มเพื่อนมหา’ลัย ในสายตาเรานางเป็นทอมที่เก่งและ สมาร์ตมาก (เอาจริงๆ แอบคิดว่ามันยังดูแมนกว่ากูอีก) ลึกๆ ก็คิดว่านางก็คงสงสั ยว่าคนอย่างเรานี่ เหรอวะจะมาชอบผู้หญิง เพราะนั่งเรียนด้วยกันทุกคลาส ไปไหนก็ไปกันตลอด ใช้ชีวิตตัว ติดกันยิ่งกว่าผัวเมีย แต่ก็ยังมีหน้าไปปรึกษานาง ว่าเรากำลัง จะจีบผู้หญิงคนหนึ่ง...
    (มานึกถึงตอนนี้แล้วอายฉิบหาย…)
               แต่เพื่อนทอมก็ไม่คัดค้าน ถ้ามึงชอบกูก็ไม่ต่อต้าน แถมยัง คอยสนับสนุน ช่วยจีบช่วยชงเรากับผู้หญิง (ผู้โชคร้าย) คนนั้น ให้เป็นระยะ
              จนวันหนึ่งนางคงทนเก็บความคับข้องใจต่อไปไม่ไหว เลย หวังจะใช้จังหวะกรึ่มแอลกอฮอล์ ทำให้เราสารภาพความจริง
    “กูถามหน่อย จริงๆ แล้วมึงชอบผู้ชายหรือเปล่าวะ”
    “เปล่า กูชอบผู้หญิง...”
              เป็นไงล่ะ ตอบเร็วมาก บอกเลยว่าใครที่คิดจะล้วงความลับ จากคนเมา ถ้ามันเป็นความลับที่ซึมลึกในระดับอินเนอร์แล้วละก็ อย่าหวังว่าจะได้คำตอบกลับไปง่ายๆ!


               ความสัมพันธ์ของเรากับผู้หญิงคนนั้นก็ไปได้สวย เพราะ เราชอบคุย ส่วนเธอก็คุยสนุก เราสองคนจึงเข้ากันได้ดี ดีจนเรา ตัดสินใจว่า ถ้าจะลองพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ก็คงต้องเป็นกับเธอ คนนี้นี่แหละ 
    และถ้ามันเป็นไปได้ คนอื่นจะได้เลิกสงสัยในตัวเราสักที.. 
    หลายคนคงคิดว่า เอ้า อีหมิง นี่มึงจีบผู้หญิงเพื่อให้คนอื่น มองว่ามึงเป็นผู้ชายแท้แค่นี้เหรอ...
               ก็ต้องยอมรับว่า ตอนนั้นเราเองก็พยายามต่อต้านความ เป็นเกย์ของตัวเอง คือวัยรุ่นอะ มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มันไม่ แน่ใจ ไม่ได้อยู่ดีๆ ตื่นขึ้นมาแล้วบรรลุได้เองว่า เฮ้ย กูชอบผู้ชาย 
               คือมันก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองกันบ้าง เราก็พยายามหา เหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงไม่อยากจีบผู้หญิงเหมือนเพื่อนคนอื่น อาจเป็นเพราะเราไม่กล้า หรือว่าเรากลัวหน้าแตก หรือเราอาจ เป็นแค่ผู้ชายหงิมๆ ที่ขาดความมั่นใจในการเข้าหาเพศตรงข้าม ก็ได้ มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องการคำตอบ แล้วกูจะตอบ ได้ยังไง ถ้ากูไม่ได้ลองพยายามอะไรเลย 
                เราก็เลยต้องการโอกาสพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
                พอเรากับเธอคนนั้นสนิทกันมากขึ้น มากขนาดที่ถ้าเป็น ชายหญิงทั่วไปเขาคงตกลงเป็นแฟนกันไปแล้ว แต่สำหรับเรายิ่งรู้จักกันมากขึ้นมันกลับไม่ได้เพิ่มความรู้สึกวูบวาบหวั่นไหว ห่าอะไรให้เราเลย จากที่คิดว่าอยากจีบ อยากได้เป็นแฟนก็ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอยากเป็นเพื่อนสนิทด้วยมากกว่า 
             เราชอบเธอ เพราะรู้สึกว่าคุยอะไรแล้วมันก็คลิกกันไปหมด อยู่ด้วยแล้วก็สบายใจ ทำอะไรก็มีแต่เสียงหัวเราะ แต่มันก็ไม่ใช่ ความรู้สึกวูบวาบแบบอยากได้มาเป็นแฟนอย่างที่อยากให้เป็น 
                  บางทียังแอบคิดว่า ถ้าเธอเป็นผู้ชาย เราอาจจะชอบเธอ มากกว่านี้ 

                  แต่ถามว่าเราล้มเลิกความตั้งใจไหม, ก็ไม่
                  และแทนที่มึงจะพยายามต่อไปเงียบๆ ก็ดันอยากโชว์แมน ด้วยการเอาเรื่องจีบผู้หญิงไปปรึกษาในกลุ่มเพื่อนผู้ชาย (เนี่ย ไม่เข็ด ครั้งที่แล้วมึงก็ขี้อวดแบบนี้)
                 แต่ครั้งนี้ปรากฏว่าเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มก็ชอบผู้หญิงคนนั้น อยู่เหมือนกัน ถ้าเห็นแก่ความเป็นเพื่อนมันก็ควรจะมีคนหลีก ทางให้อีกคนใช่ไหม…
    แต่ความซับซ้อนมันไม่ได้อยู่ตรงที่มีเพื่อนมาชอบผู้หญิง คนเดียวกับเรา แต่มันอยู่ตรงที่ไม่มีใครรู้ว่าเราก็แอบชอบเพื่อน คนนั้นเหมือนกัน และชอบมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วด้วย เขาคือคนที่เรารู้สึกดีด้วยมากกว่าคนอื่น แม้จะไม่มั่นใจนักว่ามันคือ ความรัก แต่ก็คือมันนี่แหละ ที่ทำให้เราดั้นด้นตามมันมาเรียน หมอถึงนี่... 


  •           ลำพังสับสนว่าตัวเองจะชอบผู้หญิงได้หรือเปล่าก็กลุ้มละ ยังมาเจอว่าเพื่อนชอบผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วเราก็ดันแอบชอบ เพื่อนคนนั้นเข้าไปอีก
               เออ! ให้มันได้อย่างนี้!
               นี่มันพล็อตซีรีส์คลับฟรายเดย์หรือเปล่าวะ!
               แต่ยังไม่ทันจะได้โทร.ไปเล่าให้พี่อ้อยพี่ฉอดฟัง วันหนึ่ง สถานการณ์เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดก็มาถึง
              “มึงรู้ใช่ไหมว่ากูก็ชอบเขาเหมือนกัน”
               เชี่ย…อยู่ๆ เพื่อนคู่กรณีก็โพล่งออกมาแบบนี้
               ตอนนั้นเหมือนมีพิธีเปิดโอลิมปิกยิงพลุ เปรี้ยงปร้าง ตู้มๆ ดังอยู่ในหัว ที่จริงมันจะไม่ยากเลย ถ้าเรายอมรับความจริงว่ากู ชอบมึง แล้วกูกับผู้หญิงคนนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ยอมถอย ออกมาให้เขาได้เดินหน้าความสัมพันธ์กันต่อไป
              “แล้วแต่ผู้หญิงละกันมึง”
                อ้าว อีหมิง...

              “แต่กูกับเขาคุยกันมาสักพักนึงแล้วนะ และเหมือนเขาก็จะ โอเคกับกูด้วย”
                เอ๊ะ อีนี่ ไม่ชอบกูแล้วยังมาพูดข่มกูอีก…
              “ไม่เป็นไร ยังไงกูก็ชอบเขาว่ะ ก็แล้วแต่เขาแล้วกัน”
                ยัง ยังไม่ถอย คราวนี้ได้แมนสมใจเลยมึง พูดแบบนี้เท่ากับ ออกตัวจีบผู้หญิงแข่งกับผู้ชายที่ตัวเองชอบ เอ๊ย! แข่งกับเพื่อน ชัดๆ

                สุดท้ายผู้หญิงก็ไม่เลือกเรา เพราะเขามีใจให้เพื่อนเรามา ก่อนจริงๆ (ซึ่งก็ยินดีด้วย) เราต่างหากที่ดันทุรังปล่อยให้ความ สัมพันธ์มันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ทั้งที่จริงก็ไม่ได้อยากให้ผู้หญิง มารักมาชอบ แต่ทำไปก็เพราะนางมารร้ายในหัวมันคอยเป่าหู ว่าถ้าเราไม่ได้ ก็ไม่อยากให้ใครได้ลงเอยกับคนที่เราชอบง่ายๆ เหมือนกัน
               ดูละครมากไปหรือเปล่าเนี่ยกู...
               เรื่องยังไม่จบแค่นั้น (ยังอีกเหรอ!) อีหมิงยังทำให้ทุกอย่าง วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น แทนที่จะปล่อยให้ผู้ชายที่เราแอบชอบไปมี ความสุขกับผู้หญิงที่เขาชอบ วันดีคืนดี นางมารร้าย (ตัวเดิม) ก็กระซิบข้างหูว่า ชอบเขาก็บอกเขาไปสิมึง เจ็บแต่จบนะเว้ย

              อะ ได้... 
              มันคงไม่มีอะไรจะเสีย เราตัดสินใจขอคุยเปิดใจกับเพื่อน คนนั้นอีกครั้ง 
              “เรื่องมึงกับเขากูไม่อะไรเลยเว้ย แต่ที่จริง...กู ชอบ มึง นะ” 
             …ประโยคบอกเล่าที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่มาคุอยู่แล้ว มาคุ ยิ่งขึ้นไปอีก แต่เราทำใจไว้แล้วว่ากูไม่มีอะไรจะเสียละ ถ้ามันจะ เจ็บแล้วมันจะจบ ต้องเจ็บเท่าไรก็ยอม… (เปิดเพลงอ๊อฟ ปองศักดิ์ คลอไปเลยมึง) 
              “กูไม่ได้เป็นเกย์ว่ะ”
                ...ประโยคปฏิเสธที่ทำให้กูเจ็บจริง อกหักจริง ไม่มีสตันต์แมน ไม่มีสแตนด์อิน มีแต่กูที่ยืนสตันต์อยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่มีใครมา เจ็บแทน
               ได้จบสมใจเลยทีนี้…
                หลังจากวันนั้น แม้แต่ความเป็นเพื่อนระหว่างเราสองคนก็ แทบไม่เหลือ เจอกันก็ไม่กล้าทักทาย ต้องคอยหลบหน้าตลอด เพื่อนในกลุ่มก็คิดว่ามั นสองคนคงผิดใจกันโกรธกันเรื่องผู้หญิง
                แต่ที่จริง...
               ความสัมพันธ์ของเรากับผู้หญิงคนนั้น ก็ไม่ได้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนไป ไม่รู้ว่านางรู้หรือเปล่า ว่าเราแอบชอบแฟนนาง เพราะเรายังคุยกัน เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แม้ลึกๆ เรา จะรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม (อะไรของมึงเนี่ย)
               จนวันหนึ่งเราไปเจอนางในผับ ด้วยความเมานางก็เดินโซซัด โซเซเข้ามาหาเราแล้วพูดว่า
                “มึงเป็นเกย์ แล้วยังจะมาแย่งผัวกูวววว”
                 เดี๋ยวนะ…
                 เราได้ยินแบบนั้นก็แอบตกใจ (จริงๆ ไม่ใช่แค่ตกใจ แต่ถึง ขั้นปรี๊ด) ไม่รู้ตัวว่านางคิดแบบนี้กับเรามาตลอด แต่ไม่เป็นไร เราก็เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตแฟนนางจริงๆ ก็ไม่มีอะไรจะเถียง
    แต่ความเมาทำให้นางควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ยังคงพ่นคำด่าออกมาอย่างไม่ไว้หน้า และความเมาก็ทำให้ความอดทนของ เราถึงขีดจำกัด
                ไม่หยุดเหรอมึง ได้!
                 “คืองี้นะ… ฟหกดเาสวง #$$^%*#(_($_&...”
                   …
                จำได้ว่าตัวเองสวนกลับไปแรงมาก มากจนเขียนออกมา ไม่ได้ และเหมือนเสียงเพลงในผับก็จงใจเงียบลง เปิดโอกาสให้ เราสองคนเคลียร์กันให้เต็มที่ โดยมีสายตาคนทั้งผับจับจ้องอยู่ เกิดมาไม่เคยมีใครมาชี้หน้าด่าว่าเป็นเกย์ เรื่องแย่งผงแย่งผัวก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่โดนด่า โดนหาเรื่องขนาดนี้ เราก็ต้อง ปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองให้ถึงที่สุด 
                 “เฮ้ย… เราขอโทษว่ะ” (นี่เหรอปกป้องศักดิ์ศรีตัวเองให้ถึง ที่สุด)
                   สุดได้แค่นั้นแหละ ไอ้ที่อยากพูดก็พูดไปตั้งแต่คืองี้นะแล้ว เมาก็เมา เหนื่อยก็เหนื่อย เหมือนต่างคนแค่อยากระบายความ อัดอั้นตันใจของตัวเองออกมา สุดท้ายก็ต้องแยกย้ายกันกลับไป เมาหลับอยู่ที่ห้องตัวเอง
                  ตื่นมาอีกทีตอนเช้า ก็ออกไปเรียนและใช้ชีวิตตามปกติ
                  แต่ที่ไม่ปกติคือ เรารู้ดีว่าความเป็นเพื่อนระหว่างเราสอง สามคนได้มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ไปหมดแล้ว อย่าว่าแต่ความเป็น เพื่อน เดินสวนกันก็ไม่มีแม้แต่การมองหน้าและทักทายกันอีก
                 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยการเสียเพื่อนที่ดีไป สองคน แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรายอมเปิดใจและยอมรับสิ่งที่ ตัวเองเป็นมากขึ้น อะไรที่มันไม่ใช่ ก็ไม่ต้องไปฝืน เพราะเรื่องวุ่นวายทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้น มันเป็นเพราะ เราไม่ชัดเจน อยากพิสูจน์ตัวเองและยังพยายามโกหกตัวเอง จนเลยเถิดไปถึงขั้นโกหกหลอกลวงคนอื่น
               โชคดีที่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ เราสามคนก็กลับมาเป็น เพื่อนกันได้อีกครั้ง และพูดถึงเรื่องราวในวันนั้นได้อย่างไม่มี อะไรค้างคาใจกันอีก 

               ชีวิตวัยรุ่นมันก็สับสนแบบนี้แหละเนอะ





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in