Lost and Found in IcelandBANLUEBOOKS
01: นาทีระทึกขวัญ

  • ชีวิตนักเดินทางที่เซ็นทรัลสเตชั่น
    เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก



  • สมัยเด็กๆ ผมสับสนประเทศ ‘ไอร์แลนด์’ กับ ‘ไอซ์แลนด์’ อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก จนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊คแชร์รูป แชร์ลิ้งก์ เกี่ยวกับประเทศไอซ์แลนด์กันเต็มไปหมด ทำให้ผมรู้โดยไม่ตั้งใจว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่อยู่ทางยุโรปตอนเหนือหรือสแกนดิเนเวีย ส่วนไอร์แลนด์อยู่ใกล้ๆ เกาะอังกฤษ

    แล้วไอซ์แลนด์มันมีอะไร...ทำไมคนถึงให้ความสนใจนัก? ด้วยความสงสัยผมจึงเข้าไปแอบดู และได้พบว่าประเทศนี้มีทั้งความเย็นสุดขั้วของภูเขาน้ำแข็ง และความร้อนสุดขีดของภูเขาไฟที่อยู่ร่วมกันบนเกาะ จึงทำให้เกิดภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แสนประหลาด มีเสน่ห์เย้ายวนใจ ภาพถ่ายแต่ละภาพที่ได้เห็นก็ล้วนมหัศจรรย์พันลึกจนแทบไม่น่าเชื่อ ว่านี่คือสิ่งที่มีอยู่บนโลกมนุษย์ และที่สำคัญคือในช่วงปี 2013-2014 เป็นช่วงเวลาที่แสงเหนือมีความสวยงามเป็นพิเศษ หากผ่านพ้นช่วงปีนี้ไป ก็ต้องรออีก 12 ปี จึงจะเกิดปรากฏการณ์ลักษณะนี้อีกครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ต่อมอยากเที่ยวที่ฝังอยู่ในสมองถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวขึ้นมาทันที!

    ทีแรกผมอยากไปเยือนไอซ์แลนด์ช่วงหน้าร้อน เพราะไม่อยากเผชิญความหนาวเย็นของหิมะ แต่สาลี่และแอมมี่ สองสาวใจดีที่โทร.มาชวนหลังรู้ข่าวว่าผมอยากเดินทางไปดินแดนน้ำแข็งอย่างสุดจิตสุดใจ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องไปหน้าหนาวสิถึงจะฟิน จากนั้นก็เสนอสุดยอดโปรแกรมทัวร์ที่ทำให้ผมใจสั่น

    “ชมพลุปีใหม่ จิบไวน์ใต้แสงเหนือ ชมถ้ำน้ำแข็งสุดอลัง ฟังเสียงแมวน้ำร้องเพลง” นี่มันคล้ายคำขวัญประจำจังหวัดไอซ์แลนด์เลยนี่นา

    ด้วยความอ่อนต่อโลก ผมจึงตกปากรับคำว่าจะไปร่วมทริปด้วยอย่างง่ายดาย โดยหารู้ไม่ว่าทริปที่กำลังจะเผชิญนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด

    แต่จู่ๆ โชคก็ไม่เข้าข้าง เพราะทริปของสองสาวดันเกิดเต็มขึ้นมา แต่เมื่อต่อมอยากถูกกระตุ้นแล้ว ผมจึงต้องดิ้นรนหาทางรวบรวมสมาชิกใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะหาเพื่อนร่วมทาง เพราะคุณสมบัติของทริปนี้คือ

    หนึ่ง ต้องเที่ยวแบบลุยๆ ลำบาก อดมื้อกินมื้อได้

    สอง ลางานติดต่อกันสิบวันได้

    สาม มีเงินจ่ายค่าเดินทาง ซึ่งค่อนข้างสูงได้
  • ผมใช้เวลางมหาสมาชิกในมหาสมุทรสักพัก จนรวบรวมมาได้ห้าคน สองคนแรกเป็นเพื่อนผม สาวกับเดือน ที่คิดไม่ถึงว่าพวกเธออยากไป ส่วนอีกสามคนเป็นรุ่นน้องที่รู้จัก ได้แก่ พล ปราชญ์ และไหม สองกลุ่มนี้ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันมาก่อนเลย

    ส่วนกลุ่มของสาลี่ ประกอบด้วยสาลี่ แอมมี่ และพี่จุ๋ม ซึ่งเพิ่งมาทำความรู้จักกับกลุ่มของผมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนแรกผมก็หนักใจ กลัวทั้งสามกลุ่มจะเข้ากันไม่ได้ และคนกลางอย่างผมก็คงลำบากใจ แต่ที่ไหนได้ ทุกคนกลับเข้ากันได้ดีกว่าที่คิด เพราะทุกคนต่างมีจุดหมายเดียวกันคือ อยากไปเหยียบไอซ์แลนด์ดินแดนน้ำแข็งสักครั้งในชีวิต ทริปนี้มีข้อตกลงว่า เราจะเดินทางไป-กลับพร้อมกัน แต่แยกกันเที่ยวระหว่างอยู่ที่ไอซ์แลนด์ ทุกคนจะได้วางแผนทริปของตัวเองตามใจชอบ ไม่ผูกมัดจนเกินไปนัก

    การเดินทางไปไอซ์แลนด์ไม่มีสายการบินไหนที่บินตรงรวดเดียวถึง เราจึงจำต้องแวะดินแดนสแกนดิเนเวียกันก่อน โดยเลือก ‘โคเปนเฮเกน’ (Copenhagen) เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์กเป็นที่พักพิง เพราะได้ยินเสียงร่ำลือว่าเมืองนี้มีจุดสนใจเหมาะแก่การเปิดหูเปิดตาหลายแห่ง


  • เวลาที่โคเปนเฮเกนช้ากว่าประเทศไทยราวหกชั่วโมง เรามาถึงประมาณสองทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ถ้าเทียบกับเวลาเมืองไทยก็ประมาณตีสอง ซึ่งเป็นเวลาที่ผมควรไปถวายการเข้าเฝ้าเทวดาในฝันเรียบร้อยแล้ว

    แต่เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นเวลาหัวค่ำของที่นี่ ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเราน่าจะไปเที่ยวในเมืองกันก่อน

    ความอ่อนล้าจากการเดินทางข้ามทวีป รวมถึงการฝืนร่างกายอดหลับอดนอน ทำให้ผมรู้สึกเพลีย อึน มึนสังขารเป็นอย่างยิ่ง เปลือกตาบนทั้งสองข้างแทบจะห้อยปิดลงมา ผมคนแรกใส่ชุดสีขาวมีปีกนกเหมือนเทวดาบินมากระซิบหูขวาว่า “เหนื่อยนักก็พักเถิด”

    แต่ผมอีกคนที่สวมชุดดำ มีปีกค้างคาวเหมือนซาตาน บินมาบอกที่หูซ้ายว่า “อุตส่าห์เดินทางมาไกลขนาดนี้ ถ้าจะนอนก็กลับไปนอนที่บ้านดีกว่า อย่ามาเที่ยวเลย”


  • การต่อสู้ภายในจิตใจของผมจึงเกิดขึ้น แล้วแสงสว่างก็พ่ายแพ้ให้แก่ความมืด ผมจึงกลั้นใจหยิบอุปกรณ์ถ่ายรูปคู่ใจและไม่พลาดคว้าเจ้าสมาชิกใหม่ ขาตั้งกล้องน้ำหนักเบาหวิวราคาเท่าตั๋วเครื่องบินไปกลับยุโรปติดมือไปด้วย ตั้งใจว่าวันนี้จะเปิดประเดิมหัดใช้ขาตั้งกล้องเป็นครั้งแรก

    โดยปกติผมชอบเที่ยวแบบเน้นความคล่องตัว ทุกครั้งที่เดินทางไปไหนมาไหน จึงไม่เคยแบกขาตั้งกล้องไปด้วย สำหรับทริปนี้สิ่งที่อยากบันทึกภาพจำเป็นต้องอาศัยขาตั้งกล้อง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายพลุ ดวงดาว ทางช้างเผือก รวมถึงแสงเหนือ ทุกสิ่งล้วนปรากฏตัวในยามค่ำคืนทั้งสิ้น เพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการผมจึงยอมฝืนกฎตัวเอง ด้วยการพกขาตั้งกล้องมาด้วย

    การมาเที่ยวเมืองหนาวในฤดูหนาว ไม่ใช่เรื่องสนุกนักสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากโรงแรม ความเย็นยะเยือกระดับลบสององศาเซลเซียสก็กรูเข้ามาปะทะร่างกายทันที พวกเราแทบจะชักดิ้นชักงอ วิ่งหลบตามซอกตึกกันทุกคน อากาศเย็นทำให้ข้อต่อกล้ามเนื้อต่างๆ ยึดติดไปหมด แถมสภาพผมตอนนี้ยังเป็นเหมือนพ่อลูกติด เป้หนึ่งใบกับขาตั้งกล้องอีกอัน จึงทำให้การเคลื่อนไหวลำบากยิ่งขึ้น จนอดคิดในใจไม่ได้ว่า ‘ตูไม่น่าแบกภาระพวกนี้ออกมาเลย’

  • เราเดินทางเข้าเมืองโดยการนั่งรถไฟมุ่งไปที่เซ็ททรัล สเตชั่น (Central station) เพื่อไปเยือนทิโวลี่ (Tivoli) สวนสนุกที่เก่าแก่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งจะมีการเปิดไฟอย่างงดงามในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี 

    ภายในตู้รถไฟค่อนข้างโล่ง ผู้โดยสารบางตา เมื่อหาที่นั่งเหมาะๆ ได้ ผมรีบปลดสัมภาระลงแล้วกอดมันอย่างสงบ ความอุ่นจากเครื่องทำความร้อนภายในรถทำให้ผมสบายตัวขึ้น ผมจึงใช้เวลาไม่นานในการทำพิธีถอดวิญญาณ สัปหงกสะบัดหัวซ้ายทีขวาทีไปตลอดทาง หลายครั้งที่คืนสติและพยายามฝืนแต่ก็ทนเสียงเรียกร้องจากความอ่อนเพลียภายในไม่ไหว

    “พี่! พี่! ตื่นได้แล้ว! ถึงแล้วพี่!” เสียงของพลดึงผมกลับมาสู่โลกความเป็นจริง ผมถ่างตาขึ้นมามอง เห็นเพื่อนๆ น้องๆ คึกคักเสียงดัง วิ่งลงรถไฟเหมือนเด็กถูกปล่อยให้วิ่งในสวนสนุก ผมจึงลุกขึ้นและหยิบของเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย


  • สิ่งแรกที่ทุกคนทำเมื่อถึงสถานีคือการพุ่งเข้าไปใน 7-11 เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่ เรายังไม่มีอาหารตกถึงท้องกันเลย แต่ผมง่วงจนหายหิวแล้ว จึงไม่ได้เดินตามเข้าไป

    ผมสะลึมสะลือหยิบกล้องในกระเป๋าออกมา เพื่อถ่ายภาพภายในอาคาร โดยหวังว่าจะเป็นการปลุกตัวเองให้ตื่นจากความง่วง แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ค่อยได้ผล

    ตายังปรือ มือยังเปลี้ย แต่ก็ยังฝืนถ่ายต่อไป เพราะถ้าอยู่นิ่งเมื่อไหร่คงต้องยืนหลับแน่

    ทิโวลี่คือสวนสนุกที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของโลก เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1843 (ตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย)

    มันตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟเซ็นทรัลสเตชั่น เดินออกมาแค่แป๊บเดียว เราก็ประจันหน้ากับสวนสนุกคู่เมืองโคเปนเฮเกนแบบเต็มๆ มองจากภายนอก มันเป็นสวนสนุกที่หน้าตาเหมือนสวนสนุกทั่วไป ไม่ได้ดูคร่ำครึผุพังเหมือนที่คิดเอาไว้

    ในขณะที่เรากำลังรอสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง อยู่ๆ ภายในทิโวลี่มีการจุดดอกไม้ไฟแสงสีเสียงตระการตา ทุกคนฮือฮาตื่นเต้น ผมไม่รอช้ารีบคว้ากล้องและเตรียมกางขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูป

    แต่เอ๊ะ! ทำไมรู้สึกโล่งๆ ผมจับที่ไหล่ขวาและไหล่ซ้ายของตัวเอง ขาตั้งกล้องหายไป พระเจ้า! นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อกี้มันยังพาดอยู่บนไหล่ของผมเลย ผมปลดสัมภาระทุกอย่างลงจากหลังทันทีเพื่อเช็กอีกรอบ แต่ก็ไม่มีขาตั้งกล้อง

    ประสาทสัมผัสทั้งห้าของผมถูกปลุกให้ตื่นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ตอนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงพลุ หรือเสียงใดๆ รอบตัว นี่คือความตื่นเต้นสุดๆ ครั้งแรก นับตั้งแต่ผมก้าวเท้าออกจากประเทศไทย

    ไม่ได้โอเวอร์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะตั้งแต่ขึ้นเครื่องบิน ข้ามเส้นลองจิจูด จนมาเหยียบโคเปนเฮเกน นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัวถี่ถึงระดับ 150 ครั้งต่อนาที
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in