เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ห้องแปลไทยของ happypuppylalala_lacuna
"ถ้าไปเฟสติวัล ริสต์แบนด์ของพวกเราจะค่อนข้างพิเศษหน่อยนะครับ"
  • 페스티벌 가면 저희 팔찌 색깔이 좀 특별하거든요 | 밴드 라쿠나 초대석
    "ถ้าไปเฟสติวัล ริสต์แบนด์ของพวกเราจะค่อนข้างพิเศษหน่อยนะครับ"



    ช่วงสัมภาษณ์พิเศษ วง Lacuna

    Q: เวลาผมได้พบศิลปิน ผมมักจะสงสัยครับว่า ระหว่างการแต่งเพลงหรือทำอัลบั้ม มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง วันนี้เลยอยากคุยกันแบบสบาย ๆ เหมือนคุยกันหลังงานครับ ปกติวง Lacuna มักจะเจอกันตามเทศกาลดนตรีหรือคอนเสิร์ตมากกว่า แล้วครั้งนี้ทำไมถึงตัดสินใจมาออกรายการ YouTube ครับ
    มินฮยอก: ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นช่องนี้ผ่าน ๆ ครับ พอรู้ว่าจะได้มาออก ก็เลยย้อนดูหลายคลิป แล้วรู้สึกว่า ถ้าได้มาออกรายการนี้ เหมือนวงของเราจะได้รับการยอมรับว่าเป็นวงที่มีความเป็นวรรณศิลป์ เขียนดี และมีความลึกซึ้งครับ ก็เลยคิดว่า ถ้าได้มาออกคงดีมาก แล้วจริง ๆ วันนี้เราสองคนเพิ่งมีตารางงานด้วยกันในรอบเกือบ 2 ปี ถ้าคนดูรู้สึกว่าเราดูเกร็ง ๆ หรือเหมือนไม่ค่อยสบาย ก็ขอให้มองว่าเรากำลังปรับตัวกับการกลับมาทำงานนะครับ

    Q: เวลาขึ้นเทศกาลดนตรี โดยเฉพาะต่างจังหวัด วันหนึ่งของพวกคุณเป็นยังไงบ้างครับ
    คยองมิน: พวกเราเป็นนักดนตรีที่ขึ้นเวที แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแฟนเพลงด้วยครับ เลยคิดว่า “ดีจัง ได้ดูฟรีด้วย” พอแสดงเสร็จก็เปลี่ยนเป็นโหมดคนดู แล้วเดินดูวงอื่นให้เต็มที่ครับ

    Q: ถ้ามีคนจำได้ล่ะครับ
    คยองมิน: แฟน ๆ มารยาทดีมากครับ ตอนเรากำลังดูการแสดงอยู่ เขาก็จะดูไปด้วยกันก่อน พอมีจังหวะว่างค่อยเข้ามาขอถ่ายรูปอย่างสุภาพครับ
    มินฮยอก: ถ้ามีคนจำได้ก็รู้สึกดีครับ เพราะสายรัดข้อมือของศิลปินกับคนดูสีไม่เหมือนกัน บางทีก็เผลอยกแขนให้เห็นชัด ๆ ครับ
    คยองมิน: ใช่ครับ บางทีเพลงไม่ได้สนุกขนาดนั้น แต่ก็ยกแขนโบกอยู่แบบนั้นครับ ถ้ามีคนเข้ามาทักก็รู้สึกดีครับ
    เหตุผลหลักที่พวกเราทำวง คือการได้ทำอะไรด้วยกันมันสนุกครับ แต่พอเริ่มยุ่งกับงานมากขึ้น เวลาในการสร้างความทรงจำร่วมกันก็น้อยลง
    เพราะฉะนั้นเวลาได้ไปงานด้วยกัน ก็เหมือนคุณแม่ที่พาลูก ๆ ออกมาเที่ยวครับ คิดว่า “ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ แล้วเมื่อไหร่จะได้มาเที่ยวด้วยกันอีก” ประมาณนั้นครับ

    Q: ได้ยินว่าคยองมินกำลังจะมีคอนเสิร์ตเดี่ยวในเดือนกรกฎาคมใช่ไหมครับ
    คยองมิน: ใช่ครับ น่าจะเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของผมครับ ระหว่างที่สมาชิกคนอื่นกำลังรับราชการทหาร ผมก็คิดว่าจะทำอะไรให้แฟน ๆ ได้เห็นก่อนที่ทุกคนจะกลับมาได้บ้าง
    ปกติวงเราจะทำซาวด์ที่ค่อนข้างใหญ่และแน่น แต่ครั้งนี้ผมอยากทำเป็นอะคูสติกเซสชัน ให้เรียบง่ายกว่าเดิม แต่ยังมีความกินใจครับ อยากให้แฟน ๆ ได้เห็นเสน่ห์อีกแบบที่มีเฉพาะครั้งนี้ครับ

    Q: มินฮยอกจะไปดูไหมครับ
    มินฮยอก: ไปครับ เพราะเขาบอกว่าจะเล่นเพลงของ Lacuna ด้วย ผมไม่เคยได้ฟังเพลงของ Lacuna จากฝั่งคนดูเลยครับ เลยคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก ต้องไปดูครับ
    คยองมิน: ถ้าเห็นมินฮยอกอยู่ในคนดู ก็ทักเขาได้นะครับ

    Q: ผมสงสัยเหมือนกันครับว่า วงนี้ก่อตั้งขึ้นมาได้อย่างไร
    คยองมิน: ผมกับมินฮยอกเป็นสมาชิกก่อตั้งของวง Lacuna ครับ ตอนอายุ 19 ปี มีงานแจมเซสชันของนักดนตรี ผมไม่รู้จักใครเลย แต่คิดว่าอยากลองไปเล่นดู พอไปถึงก็เห็นมินฮยอกเล่นอยู่ครับ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเขาเล่นเก่งหรือไม่เก่ง แต่รู้สึกว่าเขาเล่นเท่มาก เลยคิดว่า “อยากทำวงกับคนนี้”
    พอกลับบ้าน ผมก็ส่งเดโมเพลงที่เขียนไว้แบบยังไม่ค่อยสมบูรณ์ผ่าน KakaoTalk ไปให้ แล้วถามว่า “ผมอยากทำเพลงแบบนี้ สนใจทำด้วยกันไหมครับ”
    มินฮยอก: ตอนนั้นผมฟังแล้วคิดว่า “เพลงนี้ใช้ได้เลย” ก็เลยตอบว่ามาทำด้วยกันครับ
    จริง ๆ วันนั้นเป็นวันที่ผมไปฮงแดครั้งแรกในชีวิตด้วยครับ ผมรู้สึกว่า “นี่แหละโซล” แล้วก็ตกหลุมรักบรรยากาศนั้นตั้งแต่แรกเห็นเลยครับ
    ผมก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นเหมือนกันครับ คยองมินเรียนเอกกีตาร์ และเล่นกีตาร์เก่งมาก ในกลุ่มถือว่าอยู่ระดับต้น ๆ เลยครับ อันนี้เป็นอันดับที่ผมจัดเองนะครับ แล้วพอได้ฟังเสียงร้องจากเดโม เสียงก็ดีมาก เนื้อเพลงก็ดีมาก ผมเลยคิดว่า “ถ้าเขาเป็นคนร้อง น่าจะไปได้ดีครับ”
    ตอนนั้นผมเองก็กำลังเขียนเพลงชื่อ Far Away อยู่ตอนอายุ 19 แล้วคยองมินก็มาใส่เนื้อเพลงให้ครับ
    ตอนนั้นมีเพื่อนที่เล่นกลองอยู่ด้วยครับ แต่เขาบอกตลอดว่าไม่อยากทำวง ตอนนี้เขากลับมาบอกว่ารู้สึกขอบคุณมาก ผมเลยชอบแซวเล่นว่า “น่าจะไล่ออกตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” ครับ

    Q: งั้นเพลง Far Away ก็เป็นเพลงที่มีความหมายมากเลยนะครับ
    คยองมิน: ไม่ถึงขนาดนั้นครับ
    มินฮยอก: รู้สึกเหมือนถูกคุณครูตรวจการบ้านเลยครับ
    ตอนเจอกันครั้งแรกเขาใส่แว่น แต่พอเจอกันครั้งที่สองถอดแว่นออกแล้วหล่อมากครับ พอรวมกับมือกลองที่หน้าตาดีด้วย ก็คิดว่าถ้าวงมีสมาชิกหน้าตาดีแบบนี้ น่าจะออกมาดูดีครับ
    ส่วนมือเบสตอนแรกผมเคยค้านนิดหน่อยครับ แต่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทมาก ๆ แบบขาดกันไม่ได้แล้วครับ

    Q: ถึงจะสนิทกันมาก แต่เวลาเพลงหนึ่งเพลงเกิดขึ้นมา ก็น่าจะต้องมีขั้นตอนการปรับจูนกันใช่ไหมครับ
    คยองมิน: ปกติจะมีสามทางครับ หนึ่งคือผมแต่งเพลงมา สองคือมินฮยอกแต่งเพลงมา หรือสามคือพวกเรามารรวมกันในห้องซ้อม แล้วเล่นไปด้วยกันจนเกิดสเก็ตช์เพลง จากนั้นค่อยพัฒนาต่อครับ
    ถ้าทำสเก็ตช์ออกมาแล้วรู้สึกว่าชอบมาก ๆ มันก็อดใจไม่ไหวครับ อยากได้รับการยอมรับว่า “เราเป็นคนสำคัญของทีมนี้นะ” ถ้ารู้สึกว่าเพลงดีจริง ๆ ผมจะไม่พูดอะไรเลย แค่ส่งลงในห้องแชตของวงครับ
    พอสมาชิกตอบมาคำเดียวว่า “ดีนะ” ตอนนั้นรู้สึกดีมากครับ
    มินฮยอก: ผมเป็นพวกวางแผนนิดหน่อยครับ ถ้าเป็นเพลงที่อยากผลักดันมาก ๆ ผมจะรอเปิดให้ฟังตอนทุกคนรวมตัวกัน แล้วเปิดเสียงดัง ๆ หน่อย เพราะมันจะฟังดูดีขึ้นครับ
    คยองมิน: ใช่ครับ ผมก็คล้ายกัน ผมไม่ส่งเพลงตอนเช้าครับ ต้องส่งตอนกลางคืน อารมณ์เพลงมันจะเข้ากว่า
    มินฮยอก: เหมือนข้าวเย็นที่อร่อยกว่าข้าวเช้าครับ

    Q: แล้วคุณชีอิน เวลาส่งต้นฉบับที่เขียนเสร็จทางอีเมล ส่งตอนกลางคืนไหมครับ
    ชีอิน: ไม่ครับ เพราะปกติถูกเดดไลน์ไล่ตามอยู่ตลอด เลยไม่แน่นอนว่าส่งตอนไหนครับ
    พอเป็นวงดนตรี สมาชิกจะตอบสนองทันทีใช่ไหมครับ แต่งานเขียนของผมไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบกลับทันทีแบบนั้น เลยมีความพึงพอใจส่วนตัวอยู่ประมาณสองนาทีครับ
    ถ้างานได้ตีพิมพ์ แล้วภายหลังมีฟีดแบ็กกลับมา ก็รู้สึกดีมากครับ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย บางครั้งนักวิจารณ์เขียนวิจารณ์งานของผมได้ดีกว่าที่ผมเขียนเองอีก แบบนั้นผมชอบมากครับ
    มินฮยอก: พวกเราก็เหมือนกันครับ ถ้านักวิจารณ์เพลงเขียนถึงเราในทางที่ดี หรือเพื่อนนักดนตรีพูดถึงเรา ก็รู้สึกดีมากครับ

    Q: อย่างที่พูดไป ตอนนี้มีสมาชิกบางคนกำลังรับราชการทหารอยู่ ตอนที่ต้องเข้ากรม บรรยากาศของสมาชิกเป็นยังไงบ้างครับ
    มินฮยอก: ตอนนั้นสมาชิกเข้ากรมกันทีละคนครับ ยกเว้นมือเบส ผมไปส่งเกือบทุกคน ตอนนั้นรู้สึกว่าเวลาคงยาวนานมากแน่ ๆ แต่ถ้าคนนอกพูดว่า “เวลาผ่านไปเร็วมาก” คนที่อยู่ในกรมคงไม่ชอบครับ
    คยองมิน: สำหรับผม ตอนนี้ปลดประจำการแล้ว ก่อนเข้ากรม เวลาทำกิจกรรมวงก็มีแรงกดดันเยอะมากครับ พอปลดแล้ว แม้จะยังมีภาระเรื่องงานอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกโล่งใจมีมากกว่าครับ

    Q: ตอนอยู่ในกรม อยากทำอะไรมากที่สุดครับ
    คยองมิน: อยากดื่มกาแฟดริปครับ มันกลายเป็นความค้างคาใจ พอปลดประจำการ ผมก็ซื้อเครื่องชงกาแฟแบบหุนหันพลันแล่นเลยครับ
    มินฮยอก: ตอนแรกทุกคนตกใจ เพราะอุปกรณ์เหมือนที่ใช้ในคาเฟ่จริง ๆ
    คยองมิน: สรุปคือซื้ออย่างจริงจังแต่ก็หุนหันพลันแล่นครับ หรือพูดอีกอย่างคือ หุนหันพลันแล่นก่อน แล้วค่อยจริงจังทีหลังครับ

    Q: ส่วนมินฮยอกเคยให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนั้นอยากพัก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พัก ช่วงนั้นใช้ชีวิตยังไงครับ
    มินฮยอก: ตลอดสองปี ผมตั้งใจว่าจะพักและไม่ทำอะไรครับ แต่พอไม่ได้ทำจริง ๆ กลับอยากทำเพลงมาก ผมเลยรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องระบายอะไรบางอย่างผ่านดนตรีครับ
    ช่วงที่วงพัก ผมคิดว่าควรทำอะไรเพื่อทีมบ้าง ก็เลยออกงานโซโล่ จัดคอนเสิร์ตเดี่ยว แล้วก็ทำโปรเจกต์แบนด์กับเพื่อน ๆ ที่ยังอยู่ กลายเป็นโหมดบ้างานไปเลยครับ
    ตอนนั้นผมออกอีพีชื่อ Bookstore ครับ เขียนเนื้อเพลงจากความคิดว่า ถ้าสถานที่ให้ยืมหนังสือสามารถให้ยืมหัวใจได้ล่ะจะเป็นยังไง พอต้องทำทุกอย่างเอง ก็เข้าใจว่าคยองมินคงเหนื่อยมาก และรู้ว่าการเขียนเก่งเป็นพรสวรรค์จริง ๆ ส่วนผมก็เขียนเท่าที่ตัวเองทำได้ครับ

    Q: ช่วงนั้นทำให้มินฮยอกรักทีม Lacuna มากขึ้นไหมครับ
    มินฮยอก: ผมคิดว่าเหตุผลที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย อาจเป็นเพราะเจอกันบ่อยเกินไปครับ แต่บ้านผมรักกันดีนะครับ
    สำหรับพวกเราก็เหมือนกันครับ พอไม่ได้เจอกัน ก็รู้สึกว่า “บ้านของเราอยู่ตรงนี้นี่เอง” การมีเพื่อนร่วมทีมที่ทำเพลงด้วยกัน และมองไปในทิศทางเดียวกัน เป็นพรที่ยิ่งใหญ่มากครับ
    เพราะฉะนั้น ถ้ามีวงไหนที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดี ลองพักกันสักหน่อยก็อาจเป็นวิธีที่ดีครับ

    Q: คุณชีอินเป็นรุ่นปีไหนครับ
    ชีอิน: ผมรุ่นปี 93 ครับ เมื่อกี้ตอนพักคุยกันว่า ผมเดบิวต์เป็นกวีปี 1998 แล้วพวกเขาเกิดปี 1998 ครับ ถ้าผมไม่ล้มเหลวกับรักแรกเสียก่อนนะครับ

    Q: เวลาทำงานเพลง พวกคุณฟังเพลงอื่นเยอะไหมครับ
    คยองมิน: สำหรับผม ฟังเพลงเยอะมากครับ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Radiohead ตอนทำอัลบั้ม OK Computer ว่าพวกเขาฟังอัลบั้มเป็นพัน ๆ แผ่น ผมชอบอัลบั้มนั้นมาก เลยคิดว่า ถ้าอยากทำอัลบั้มแบบนั้น ก็คงต้องฟังสักพันแผ่นเหมือนกันครับ
    มินฮยอก: ของผมน่าจะต่างกันไปในแต่ละเพลงครับ บางเพลงก็ฟังเพลงอื่นเยอะระหว่างทำงาน บางเพลงก็เขียนรวดเดียวจบ
    เวลาจะออกกำลังกาย ผมจะทำลิสต์เพลงที่ควรฟังไว้แล้วเปิดฟังครับ เดิมทีผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีสมาธิ ถึงจะเป็นคนทำเพลง แต่การฟังอัลบั้มยาว ๆ จนจบก็รู้สึกเหนื่อย เลยแอบอายครับ
    ก็เลยพยายามฟังให้จบ พอสะสมไว้ เวลาทำงานก็จะกลับไปหาเพลงเหล่านั้น แล้วคิดว่า “เพลงนี้ให้อารมณ์แบบนี้ได้ยังไงนะ” บางครั้งทำเพลงหนึ่งเพลง ผมฟังเพลงอ้างอิงถึง 30 เพลงก็มีครับ แต่บางครั้งก็ไม่ได้ฟังอะไรเลยก็มี
    เวลาพวกเราเจอกัน ก็จะถามกันบ่อย ๆ ว่า “เพลงนี้เป็นไง” “อันนี้เป็นไง” พวกเราชอบแชร์เพลงให้กันมากครับ

    Q: คนมักมองว่าศิลปินทำงานแบบฉับพลัน ใช้แรงบันดาลใจ แต่จริง ๆ ต้องศึกษาเยอะมากใช่ไหมครับ คุณชีอินเวลาทำงานมีการศึกษาอะไรบ้างครับ
    ชีอิน: ผมพยายามอ่านรวมบทกวีใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ตามยุคไม่ทันครับ โดยเฉพาะงานของกวีรุ่นที่อายุน้อยกว่าผมมาก ผมทำแบบนี้ต่อเนื่องมา 20 ปีแล้วครับ
    ช่วงนี้ยุ่งเลยอ่านได้น้อยลง แต่พอเข้าสู่การเขียนจริง ๆ บางครั้งคิดไปเรื่อย ๆ แล้วจู่ ๆ มันก็พุ่งออกมาทีเดียว แบบแทบไม่ต้องแก้เลยก็มีครับ แต่ช่วงเวลาแบบนั้นยิ่งนานไปก็ยิ่งเกิดขึ้นยากขึ้น ตอนนี้เลยรู้สึกเหมือนต้องดิ้นรนอยู่ตลอดครับ

    Q: ใกล้จะจบแล้วครับ อยากให้พูดถึงแผนในอนาคตของ Lacuna หรือสิ่งที่อยากลองทำต่อจากนี้ครับ
    คยองมิน: ในฐานะนักดนตรี สิ่งแรกที่พูดได้คือ ช่วงพักของเราค่อนข้างยาวครับ เลยมีความกดดันอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็กำลังตั้งใจทำเพลงที่ดีพอให้ทุกคนรอคอย และอาจจะดีกว่าที่คาดหวังไว้ด้วยครับ
    เราอยากทำเพลงที่จริงใจมากขึ้น ให้ช่วงเวลาสองปีที่แฟน ๆ รอคอย เหมือนต่อคิวร้านอร่อยสองชั่วโมง แล้วพอกินแล้วคิดว่า “อร่อยแบบนี้ รอสองชั่วโมงก็ได้” ครับ
    มินฮยอก: พวกเราอยากเป็น Lacuna ที่แฟน ๆ คิดว่า “ที่รอพวกนาย ก็เพราะดนตรีของพวกนายเป็นแบบนี้แหละ” ครับ

    Q: ช่วงนี้ผมรู้สึกว่า Lacuna เป็นวงที่น่าเสียดายถ้ามีแค่ผมที่รู้จัก คนรอบตัวก็ชมแบบนี้เยอะมาก มีช่วงไหนที่รู้สึกถึงการสนับสนุนจากแฟน ๆ บ้างครับ
    คยองมิน: มีเรื่องแปลก ๆ หลายเรื่องตอนอยู่ในกรมครับ ครั้งหนึ่งในห้องอาบน้ำของกองพัน ทหารเปิดเพลงจากลำโพงบลูทูธระหว่างอาบน้ำ แล้วเพลงของพวกเราดังขึ้นมาครับ
    ตอนแรกผมตกใจ คิดว่านี่กล้องแอบถ่ายหรือเปล่า พอเข้าไปดูก็เป็นเพลงของเราจริง ๆ ผมอยู่ในสภาพไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ แต่ก็เข้าไปถามว่า “ชอบเพลงนี้เหรอครับ” เขาก็ตอบเขิน ๆ ว่า “ฟังอยู่ครับ ขอบคุณครับ” แล้วก็ไปอาบน้ำต่อครับ
    อีกครั้งหนึ่ง ผมเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ในห้องอินเทอร์เน็ตของค่าย แล้วมีคนกำลังดูคลิปการแสดงสดของวงเราอยู่ครับ ผมเห็นคุ้น ๆ ปรากฏว่าในคลิปผมกำลังเล่นกีตาร์อยู่
    ผมเลยเดินเข้าไปข้าง ๆ แล้วถามว่า “ชอบ Lacuna เหรอครับ” จากนั้นก็จับเมาส์เลื่อนไทม์ไลน์ไปหยุดตรงฉากที่ผมโผล่ แล้วบอกว่า “คนนี้คือผมเองครับ”
    เขาไม่รู้เลยว่าผมอยู่ที่นั่นจริง ๆ สุดท้ายเขารีบกลับไปที่ห้องพัก แล้วกลับมาขอลายเซ็นครับ เป็นความทรงจำที่ตลกดีครับ
    มินฮยอก: ผมเคยไปทำฟันสองสามครั้งครับ ตอนนั้นเป็นหัตถการที่น้ำลายไหลเยอะมาก อยู่ ๆ คนที่ทำฟันให้ก็บอกว่า “จริง ๆ แล้วฉันรู้อยู่แล้วนะ เป็นแฟนมาตั้งแต่ 4 ปีก่อน”
    แต่น้ำลายผมก็ยังไหลอยู่ แล้วมีอุปกรณ์อยู่ในปาก เลยพูดอะไรไม่ได้ครับ ตอนนั้นอายมาก แล้วคิดว่า ต่อไปต้องใช้ชีวิตให้ดูดีอยู่เสมอครับ

    Q: วันนี้เราได้พูดคุยกับวง Lacuna วงที่ดีใจเวลามีคนจำได้ครับ สุดท้ายอยากฝากความรู้สึกถึงการมาร่วมรายการวันนี้หน่อยครับ
    มินฮยอก: เป็นเกียรติมากครับที่ได้มาออกรายการ YouTube ของอาจารย์คิมกึน ซึ่งผมมักพูดเสมอว่า ถ้าเป็นนักดนตรีก็ควรมาให้ได้ครับ วันนี้ได้คุยเรื่องดี ๆ มากมาย และได้ย้อนกลับไปดูเพลงของตัวเองทีละส่วน ทำให้นึกถึงความทรงจำเก่า ๆ เยอะมากครับ
    คยองมิน: ผมเองก็รู้สึกเป็นเกียรติ และเป็นโอกาสที่มีค่ามากครับ ในฐานะคนที่พยายามถ่ายทอดโลกผ่านภาษาในเพลงอย่างยังไม่สมบูรณ์นัก การที่กวีผู้มีโลกทางภาษาที่มั่นคงและงดงามมาก มาช่วยมองเนื้อเพลงของเรา แค่นั้นก็รู้สึกขอบคุณมากแล้วครับ
    ชีอิน: ตอนฟังผมทั้งตื่นเต้นและประหม่ามาก แต่ก็รู้สึกดีมาก ผมเขินคำชมมากครับ ระหว่างเตรียมรายการ ผมได้ฟังอัลบั้มของ Lacuna แล้วก็รู้สึกว่าควรกลับไปฟังอีกครั้งครับ ผมคิดว่าผู้ชมที่ดูคลิปนี้คงได้เห็นเสน่ห์อีกด้านของพวกเขาอย่างเต็มที่ และหวังว่าเราจะเป็นความสัมพันธ์ที่เติบโตไปด้วยกันครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in