หญิงสาวในแสงตะวันtyphoonbooks
บทที่ 1
  • 1

    ไม่ว่าจะดูซ้ำกี่ครั้ง นามบัตรที่ได้รับมาก็ระบุชื่อ “วาตาระอิ มาโอะ” ไม่เปลี่ยนแปลง

    ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องผิดมารยาท แต่อดไม่ได้ที่จะมองชื่อที่พิมพ์อยู่บนนามบัตรกับใบหน้าของคนฟากตรงข้ามโต๊ะสลับกันไปมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

    อีกฝ่ายก็ทำตาโตจ้องกลับมา แววตาคู่นั้นเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนกับที่เคยเห็นตอนเกิดเหตุการณ์เล็กๆ ในสวนสาธารณะซึ่งโปรยปรายไปด้วยใบไม้ร่วงโรย

    เธอคือมาโอะจริงๆ มาโอะคนนั้นเอง

    “เอ่อ คุณคือ...ที่โรงเรียนมัธยมต้นคามางายะนิชิ...”

    “ใช่แล้วค่ะ ฉันวาตาระอิ คุณโอคุดะใช่ไหมคะ”

    เธอยกมือที่ถือนามบัตรผมอยู่แนบเข้ากับอก อีกมือชี้มาทางผม อากัปกิริยาหลุกหลิกแบบมาโอะคนที่ผมรู้จักไม่ผิดแน่ เพียงแต่นิ้วมือขวามีแหวนเงินแบบเรียบๆสวมอยู่ ทำให้ผมรู้สึกพิศวงที่ได้เห็นมาโอะยัยเด็กกะโปโลคนนั้นสวมแหวน
  • “อ๊ะ? ...พวกคุณรู้จักกันหรือ”

    คุณทานากะ รุ่นพี่ของผมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ถามขึ้นด้วยใบหน้าฉาบรอยยิ้มสำหรับเจรจาธุรกิจ

    “ค่ะ เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมอต้นน่ะ ขอโทษค่ะ ฉันเผลอตกใจไปนิด” มาโอะยิ้มเขิน พลางกรีดปลายนิ้วเช็ดหางตา “คุณโอคุดะย้ายโรงเรียนไปตอนจบเทอมต้นชั้นมอสาม ก่อนหน้านั้นเคยช่วยติวบทเรียนให้ฉันบ่อยๆ”

    ท่าทางขณะตอบอย่างฉะฉานด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ทำให้ยากจะเชื่อมโยงเธอเข้ากับมาโอะคนที่เมื่อสิบปีก่อนเคยถูกล้อเลียนว่า “ยอดโง่แถวหน้าของระดับชั้น” แถมทรงผมยังเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย จากผมสั้นซึ่งดูเมื่อไหร่ก็เด๋อเหมือนเพิ่งตัดมา เดี๋ยวนี้ยาวเลยไหล่ ดัดเป็นลอนสลวย

    “ฮ้า” ผู้จัดการสึกิฮาระซึ่งนั่งอยู่ด้านในสุด ทำท่าแหงนอกหงายหลังอย่างจงใจเพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง พร้อมกางแขนออกกว้างอย่างจงใจอีกเช่นกัน “โอคุดะเป็นคนติวบทเรียนให้หรือ ช่างน่าเห็นใจคุณจริงๆ”

    “ค่ะ” มาโอะพยักหน้ายิ้มเจื่อน พลางชำเลืองมองหน้าผม แววตาซุกซนไม่ต่างจากสมัยก่อน

    รุ่นพี่ทานากะรับสานต่อคำพูดของผู้จัดการ

    “แต่ช่างบังเอิญจริงนะครับ สองคนเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันสมัยมอต้น นี่คงเป็นชะตาลิขิตเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างบริษัทคุณกับบริษัทเรากระมัง ผมพูดแบบนี้ฉวยโอกาสจนน่าเกลียดหรือเปล่า ฮ่าฮ่าฮ่า”
  • แรงกดดันเงียบจากผู้บังคับบัญชาทำให้ผมต้องหัวเราะเพื่อรักษาบรรยากาศ ผู้หญิงวัยราวสี่สิบนั่งเยื้องกับผมชื่อคุณคาจิโอะพลอยหัวเราะตาม นามบัตรของเธอระบุตำแหน่ง “ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์” มาโอะซึ่งยิ้มน้อยๆอยู่ข้างคุณคาจิโอะ กับผมซึ่งถูกผู้จัดการและรุ่นพี่ในบริษัทพามา แม้คนหนึ่งจะเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทผู้ผลิตสินค้า อีกคนหนึ่งเป็นฝ่ายขายของบริษัทโฆษณา มีหน้าที่การงานแตกต่างกัน แต่สถานภาพคงพอๆกันนั่นแหละ ที่เขาเรียกว่า “เด็กใหม่ผู้ติดตาม”

    “ใช่สิ คุยเพลินเดี๋ยวลืมเรื่องงานไปเลย” ผู้จัดการสึกิฮาระเอ่ยปากขึ้นหลังการสนทนาสัพเพเหระจบลง ผมจึงได้จังหวะล้วงเอกสารออกจากกระเป๋า

    สายตาของมาโอะขณะอ่านเอกสารที่ได้รับแจกอย่างจริงจังซ้อนทับกับภาพอดีตเมื่อครั้งผมสอนวิธีแก้โจทย์เลขให้เธอในชั้นหลังเลิกเรียน พูดอย่างนี้อาจฟังเหมือนผมเป็นเด็กเรียนเก่งหรือพวกบ้าเรียน จริงๆแล้วไม่ใช่ แต่เพราะมาโอะเป็นนักเรียนหัวทึ่มอย่างเหลือล้นต่างหาก ทั้งที่อยู่มัธยมต้นแล้ว เธอยังมีปัญหาติดขัดกับการหารเลขเศษส่วน เมื่อมองจากผมซึ่งจัดได้ว่าค่อนข้างเรียนดี นั่นเป็นเพียงความช่วยเหลือเล็กน้อย

    เธอจะฟังเข้าใจหรือเปล่านะ

    แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคือพนักงานของบริษัทลารา โอโรร์ ผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่ที่ปัจจุบันกำลังขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าผมยังอดเป็นห่วงไม่ได้

    ในเอกสารมีตัวเลขและแผนภาพแสดงสถิติข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับการติดป้ายโฆษณาบริเวณสถานีรถไฟสถานีหลักในกรุงโตเกียว จำลองผลการเข้าถึงของโฆษณาต่อหญิงสาวช่วงวัยยี่สิบปีซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักของลารา โอโรร์ คำนวณจากข้อมูลจำนวนผู้โดยสารต่อวัน ตลอดจนโครงสร้างสัดส่วนผู้โดยสารแบ่งตามเพศและวัย ผู้จัดทำเอกสารคือผมเอง

    นี่เป็นผลงานชิ้นมั่นใจที่เมื่อคืนนี้ผมต่อสู้กับเครื่องคอมฯ ในบริษัทอยู่จนถึงสี่ทุ่มครึ่งเพื่อจัดทำขึ้นมา มาโอะจะเข้าใจหรือ
  • “เอ่อ ผลการทดลองคำนวณในหน้านี้ เราได้ยกเอาสถานีชิบุยะซึ่งคิดว่าลูกค้าของบริษัทท่านมีความคุ้นเคยขึ้นมาเป็นตัวอย่างหนึ่ง อย่างที่เห็น บริเวณชิบุยะ โอโมเตะซันโด กินซ่า แถบนี้พูดตรงๆ ว่าราคาสูง ผมมักถูกลูกค้าถามด้วยหน้าตาจริงจังบ่อยๆว่าทำไมถึงได้แพงอย่างนี้ ครับ ที่มันแพงก็ต้องมีเหตุผลสมควร”

    รุ่นพี่ทานากะอธิบายด้วยวาทศิลป์ที่อวดอ้างว่าเคยเอาชนะคู่แข่งในการพรีเซ้นต์ช่วงชิงงานกับบริษัทอื่นมาหลายต่อหลายครั้ง สมกับขึ้นสังเวียนมาแล้วเป็นสิบปี มีอะไรให้เรียนรู้จากเขามากมาย สังเกตได้จากสีหน้าของคุณคาจิโอะว่าถูกดึงดูดให้ตั้งใจฟังด้วยศิลปะการพูดของเขา ทว่ามาโอะกลับทำหน้าฉงนฉงายพลิกกระดาษไปมา จะไหวไหมนี่?

    “ครับ แบรนด์ของทั้งสามบริษัท เอ บี ซี ต่างเป็นที่รู้จักมากขึ้น…เอ๊ะ...”

    เมื่อพลิกหน้าถัดไป ตัวเลขที่ควรแสดงอัตราเพิ่มขึ้นสองหลักกลับกลายเป็นค่าติดลบอย่างผิดปกติ

    “เอ่อ...กรุณารอสักครู่นะครับ”

    คุณทานากะกับผู้จัดการโยนสายตามาทางผมซึ่งเป็นคนทำเอกสาร เนื่องจากอยู่ต่อหน้าลูกค้า มุมปากของทั้งสองจึงยังฉาบรอยยิ้ม ทว่าสายตานั้นเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

    ผมหยิบเครื่องคิดเลขออกมารีบเคาะแป้นคำนวณ แต่ได้ผลเป็นตัวเลขเหลือเชื่อ บรรยากาศในห้องรับรองกว้างขวางสว่างไสวกลับกลายเป็นหนักอึ้ง 

    ขณะที่ผมลนลานอยู่ในใจว่าจะทำอย่างไรดี มาโอะเอ่ยขึ้นเบาๆ

    “เอ่อ...คือตรงจุดนี้ในสองหน้าก่อนน่ะค่ะ...”

    มาโอะพลิกหน้าเอกสารชี้ตัวเลขในตาราง เส้นผมที่ระอยู่บนเสื้อสีขาวลื่นไถลลง แค่นั้นก็ทำให้ผมใจเต้น

    มาโอะชำเลืองมองท่าทีผมพลางอธิบายอย่างเกรงใจ

    “คิดว่าตัวเลขนี้มังคะ จุดทศนิยมคลาดเคลื่อนไปตำแหน่งหนึ่งหรือเปล่า เลยทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไปด้วย”

    “อ๊ะ” เมื่อถูกติงผมจึงเพิ่งตระหนักถึงความผิดพลาด ลองคำนวณใหม่ก็ได้ผลเป็นตัวเลขตามที่คาดการณ์ไว้ ผมต้องให้ยัยมาโอะคนนั้นสอนเลขเสียแล้วหรือนี่

    เหตุการณ์นั้นทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นผู้ควบคุมการสนทนา คุณทานากะกับผู้จัดการพูดไม่เป็นกระบวนไปพักใหญ่ ออกพ้นตึกนี้ไปผมคงถูกทั้งสองตบกะโหลกแน่ แย่จริง เมื่อเช้าน่าจะตรวจทานเอกสารไว้ก่อนอีกครั้ง

    ถึงจะไม่ใช่ใบเสนอราคา และข้อผิดพลาดเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่การแสดงความผิดพลาดในการพบหน้าครั้งแรกกับลูกค้ารายใหม่ก็เป็นเรื่องน่าอาย คุณทานากะพ่นคำพูดที่ฟังดูดีเรียงต่อกันน้ำไหลไฟดับ พยายามเรียกคะแนนที่เสียไปกลับคืน ส่วนผมที่อยู่ข้างๆ ได้แค่เป็นลูกคู่คอยเสริมคำพูดพื้นๆ เช่น “ใช่แล้วครับ” “ผมคิดว่าดีนะครับ” สาเหตุหนึ่งเพราะถูกฝ่ายตรงข้ามยึดจังหวะนำการสนทนา
  • แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือมาโอะวัยสิบห้าในอดีตได้กลายเป็นมาโอะวัยยี่สิบห้าปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า ทำให้ผมงงงันทำอะไรไม่ถูก แบบนี้จะดำเนินการเจรจาธุรกิจได้อย่างไร

    ไม่สิ พูดกันตรงๆ ถึงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เด็กใหม่ผู้ติดตามอย่างผมจะพูดอะไรได้นอกเหนือไปจาก “นั่นสิครับ” “ผมคิดว่าดีนะครับ” สำหรับพนักงานที่เริ่มปีที่สองของการอยู่ในบริษัท ไม่ว่าใครก็คงเป็นเช่นนี้แหละ

    ใจอยากคิดเช่นนั้น แต่ท่าทางมาโอะคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามดูจะแตกต่างไปจากผม

    “ค่ะ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การติดป้ายโฆษณาตามสถานีชิบุยะหรือฮาราจุกุกี่แผ่นแล้วจะขายบราได้กี่ตัว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องบริษัทการรถไฟจะพิจารณาให้ผ่านหรือไม่ผ่าน การติดภาพนางแบบที่อาจเรียกได้ว่าโป๊เปลือยเรียงกันเป็นพืดในสถานีคงไม่ใช่เรื่องเหมาะสม... ถึงแม้เราจะอยากลองทำดูก็ตาม” มาโอะผุดรอยยิ้มเป็นระยะ พลางพูดต่อ “ครั้งนี้แค่อยากให้คนที่ไม่ใช่ลูกค้าของเราจำชื่อบริษัทลารา โอโรร์ ได้ แม้เพียงรางๆก็ยังดี ถ้าพูดกันแบบไม่อ้อมค้อมคือเราคาดหวังไปถึงอุปสงค์ที่ฝ่ายชายจะซื้อให้ฝ่ายหญิง
    เป็นของขวัญด้วยน่ะค่ะ เอ่อ...ถึงจะแยกประเด็นเรื่องการคำนวณผลได้ผลเสียตรงนั้นออกไป บริษัทเราก็เริ่มมีกำลังเพียงพอที่จะออกโฆษณาเพื่อสร้างแบรนด์อิมเมจบ้างแล้ว พักนี้เลยคิดอยากทำงานสเกลขนาดใหญ่ดูบ้าง”

    ช่างเหลือเชื่อ มาโอะคนนั้นน่ะหรือที่พูดจาฉะฉานได้เรื่องได้ราวแบบนี้ ผู้จัดการคาจิโอะที่อยู่ข้างๆ แค่แทรกเสริมคำอธิบายเล็กน้อยขึ้นเป็นบางครั้ง โดยรวมแล้วปล่อยให้มาโอะพูดเองทั้งหมด ทั้งคุณทานากะและผู้จัดการสึกิฮาระยังยืดตัวฟังอย่างตั้งใจ มาโอะซึ่งผมคิดว่าเป็นแค่ “เด็กใหม่ผู้ติดตาม” กลายเป็น “พนักงานมืออาชีพ” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

    ยัยเด็กมาโอะตัวกะเปี๊ยกที่ถูกรังแกเป็นประจำ คนที่ปุบปับเปลี่ยนใจง่าย มีจุดเด่นแค่ความเคลื่อนไหวปราดเปรียว และถ้าให้พูดต่อไปอีก คือตัวการต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตนักเรียนมัธยมต้นของผมกลายเป็นยุคสมัยแห่งความโชคร้าย มาโอะคนนั้นได้เติบโตขึ้นมีพัฒนาการอย่างไม่น่าเชื่อ กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าผมอีกครั้ง นี่มันเรื่องใหญ่แล้ว
  • มาโอะย้ายเข้ามาในชั้นเรียนของผมเมื่อสิบสองปีก่อน ในวันเปิดเรียนเทอมปลายชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง

    “ฉันชื่อวาตาระอิ มาโอะ”

    ถึงเวลาพักมาโอะเดินมาอยู่หน้าผม บอกเช่นนั้นด้วยใบหน้าจริงจังแล้วกลับไปยังที่นั่งตัวเอง ผมจำได้ว่าแค่ส่งเสียงเอ้ออ้าตอบไปเท่านั้น ความประทับใจเด่นชัดคือเธอเป็นคนแปลกพิกลเท่านั้นเอง

    มาโอะมีรูปร่างเล็ก หน้าตาน่ารัก ประกอบกับนิสัยซื่อๆ ไร้เดียงสา ช่วงแรกจึงได้รับความนิยมในหมู่เพื่อนร่วมชั้น... แต่ก็ในช่วงแรกเท่านั้น...

    เธอเริ่มถูกหาเรื่องกลั่นแกล้ง ตั้งแต่การสอบย่อยเขียนตัวอักษรคันจิ เรื่องตั้งสิบปีก่อนผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าตอนนั้นมาโอะทำคะแนนได้แย่มาก จากเต็มสิบเธอได้แค่หนึ่งหรืออาจจะศูนย์ด้วยซ้ำ ที่แน่ๆคือมันแย่มาก

    หลังจากเป็นที่รู้กันว่าเธอโง่แบบมีคำว่า “อย่างมาก” ขยาย ต่อมาคือนิสัยรวนเรไม่อยู่กับร่องกับรอย ก็สร้างความไม่พอใจในหมู่เพื่อนเช่นกัน

    มาโอะไม่ถนัดการทำกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญขาดไม่ได้ของชีวิตนักเรียน เรื่องธรรมดาอย่าง “การร่วมมือกับคนรอบด้าน” เป็นสิ่งลำบากยากเข็ญสำหรับเธอ และกิจกรรมที่รวมลักษณะเช่นนั้นอัดแน่นไว้ในหนึ่งวันคืองานกีฬาโรงเรียน เริ่มจากการเดินขบวนเข้าสนาม มาโอะไม่สามารถตบเท้าให้พร้อมเพรียงกับคนอื่นได้ ในการแข่งวิ่งเธอได้รางวัลที่หนึ่งอย่างงดงาม แต่ผลงานของเธอจบเพียงแค่นั้น การแข่งขันวิ่งสิบขากลุ่มที่มาโอะร่วมต้องล้มเลิกกลางคันเมื่อวิ่งไปได้เพียงครึ่งทางจากระยะ 50 เมตร ในการเล่นกายกรรมต่อตัวเป็นรูปพัด พอคลี่ตัวกางออกก็พากันล้มกระจาย

    เหมือนทองชุบที่ชั้นทองเคลือบถูกลอกออกไปทีละชั้นจนเนื้อแท้ปรากฏ ผลที่ตามมาคือ “เกมแกล้งมาโอะ” จึงเริ่มขึ้น

    รองเท้าแตะสำหรับสวมในอาคารเรียนของเธอหายไป มีผ้าขี้ริ้วเปียกยัดอยู่ในลิ้นชักโต๊ะ รูปถ่ายตอนงานกีฬาโรงเรียนถูกใช้ขาวงเวียนเจาะบริเวณตา พฤติกรรมของเพื่อนร่วมชั้นแบ่งเป็นสองพวกใหญ่ คือพวกที่รังแก กับพวกที่ยั่วยุให้เกิดการรังแก

    นอกจากนั้นในหมู่อาจารย์ยังมีคนที่ใช้ประโยชน์จากจุดด้อยของมาโอะ โดยใช้เป็นมุขตลกเพื่อสร้างความครึกครื้นในชั่วโมงเรียน

    “A of B แปลว่า A ของ B แค่นี้ต่อให้โง่แค่ไหนก็คงรู้นะ เอ้าวาตาระอิ A ของ B แปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไรนะ”

    “ไม่รู้สิคะ”

    ทั้งชั้นพากันหัวเราะครืน...พร้อมกับอาจารย์ เกิดความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวขึ้นในห้องเรียน การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น
  • วันเวลาเช่นนั้นดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งวันหนึ่งหลังขึ้นปีใหม่ได้สักพัก เส้นเชือกของความอดทนก็ขาดผึง ไม่ใช่เส้นเชือกของมาโอะ แต่เป็นของผม

    “มาโอะน่ะ ดีแค่เส้นผมสวยจริงๆนะ” นักเรียนหญิงชื่ออุชิโอดะพูดชมพร้อมลูบไล้ผมสั้นของมาโอะ ภาพที่เห็นดูเผินๆ เหมือนแสดงความรักสนิทสนม แต่ในมือหล่อนมีมาร์การีนที่ติดมากับชุดอาหารกลางวัน ทุกครั้งที่ลูบ ผมของมาโอะเพิ่มประกายมันวาวอย่างผิดปกติ อุชิโอดะปรายตาพยักพเยิดกับพวกพ้องยิ้มกริ่ม
    อย่างมีเลศนัย

    ทั้งที่ถูกกระทำอย่างเลวร้าย ทว่ามาโอะกลับนิ่งเฉยไม่ต่อต้าน ดูเหมือนเธอหลงเชื่อว่าอุชิโอดะลูบผมให้ด้วยเจตนาดี

    มาโอะสมองตื้นเลยไม่จดจำบทเรียนทำนองนี้สักที ในเมื่อถูกรังแกมาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง ควรจะรู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนนิสัยไม่ดี ขี้แกล้ง แค่ถูกเขาลูบผมหน่อยเดียวกลับปล่อยตัวไว้วางใจง่ายๆ

    “เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว!”

    ผมตั้งใจบีบเสียงพอให้อุชิโอดะได้ยิน ทว่าเสียงกลับดังก้องกังวานทั่วห้อง ความโกรธที่สะสมไว้มากเกินทน ทำให้ผมในวัยสิบสามไม่อาจข่มกลั้นมันไว้ได้

    “...เลิกทำแบบนี้ได้แล้ว”

    ผมก้มหน้า เม้มปากพึมพำคำพูดเดิมซ้ำอีก อุชิโอดะสบตากับพรรคพวก แล้วหัวเราะเยาะหยันปั้นหน้าตาซึ่งน่าเกลียดอยู่แล้วให้ดูน่าเกลียดขึ้นไปอีก

    “หา? ว่าไงนะ? จะทำตัวเป็นพระเอกรักษาความยุติธรรมเหรอ?”

    คงแบบนี้ล่ะมังที่เขาเรียกกันว่า “ฟิวส์ขาด” ผมชิงมาร์การีนจากมืออุชิโอดะแล้วโปะละเลงใส่หล่อนไปทั่ว ไม่เลือกว่าเป็นเส้นผมหรือใบหน้า
  • ชั่วขณะหนึ่ง หล่อนคงตกอยู่ในสภาพงุนงงไม่ทันตั้งสติว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวผมเองก็เช่นกัน เพียงแค่สัมผัสอุ่นๆของมาร์การีนถูกบีบไหลเล็ดจากง่ามนิ้ว และสัมผัสของกระดาษเงินเสียดสีกันเท่านั้นที่ผมยังจำได้ดีจนถึงบัดนี้

    ในที่สุดอุชิโอดะก็แผดเสียงร้องกรี๊ดเหมือนนกประหลาดสักชนิด แล้ววิ่งออกไปที่โถงทางเดินหน้าห้องเรียน

    ไม่รู้ว่าทำไม ผลออกมากลายเป็นว่าผมเป็นฝ่ายผิด 

    ผมต้องตามแม่ไปก้มศีรษะคำนับขอโทษที่ห้องพักครู ก้มศีรษะที่ห้องครูใหญ่ และก้มศีรษะที่หน้าประตูบ้านอุชิโอดะ

    ผมคิดว่ามันช่างไร้เหตุผล ผมอยากอุทธรณ์ให้พวกผู้ใหญ่รับรู้ความจริง แต่พอเห็นแม่ทำหน้าซีดก้มศีรษะขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยพูดอะไรไม่ออก

    “เอาเถอะครับ เรื่องแบบนี้ย่อมมีบ้างสำหรับเด็กวัยดื้อรั้น คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลเกินไปหรอก พวกเราจะช่วยกันระวังดูแลโคสุเกะให้มากขึ้นด้วยครับ”

    อาจารย์ประจำชั้นพูดปลอบใจแม่เช่นนั้น ผมว่าอาจารย์ประจำชั้นน่าจะรู้ต้นสายปลายเหตุอยู่เลาๆ เพราะมีหลักฐานคือมาโอะซึ่งนั่งผมมันเป็นเงาอยู่ในห้องเรียน

    ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่อาจารย์ประจำชั้นทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสภาพผมของมาโอะ พูดง่ายๆคือเขาไม่อยากให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ อยากจัดการคดีมาร์การีนให้เป็นแค่ “ปัญหาวุฒิภาวะทางอารมณ์” ของนักเรียนคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการรังแกที่เกี่ยวพันกับนักเรียนทั้งห้อง

    อย่างไรก็ตาม นับจากวันนั้นเป็นต้นมา คนที่เรียกผมด้วยชื่อเหลือเพียงมาโอะคนเดียว ในสายตาคนอื่น ผมถูกมองเป็นบุคคลอันตรายที่ “พอฟิวส์ขาดแล้วไม่รู้จะลงมือทำอะไร”

    กลุ่มเพื่อนที่เคยสนิทกันมาตลอด พอมีเวลาว่างเป็นต้องคุยกันเรื่องรถไฟ อย่างเช่นชินกันเซ็นสายโทโฮกุ-โจเอ็ทสึ รุ่น E1 เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กลับเปลี่ยนแปลงท่าทีกะทันหัน ทำเหมือนผมเป็นสิ่งน่ารังเกียจแตะต้องไม่ได้ เมื่อกลับถึงบ้านก็พบของกินพวกปลาซาร์ดีนแห้ง ปลาข้าวสารอะไรทำนองนั้น เรียงรายบนโต๊ะอาหาร แม่คงเชื่อที่เขาพูดกันว่า “เด็กอารมณ์ร้อนต้องให้กินแคลเซียม” กระมัง

    หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ยินข่าวลือประหลาดเกี่ยวกับมาโอะ โดยไม่รู้แหล่งที่มาแน่ชัด
  • เมื่อถึงช่วงระยะเวลาที่โปสเตอร์ขนาด B1 ของลารา โอโรร์ ถูกนำขึ้นติดโฆษณาในสถานีรถไฟ คำทักทายตามฤดูกาลและภาษาอ้อมค้อมตามธรรมเนียมแบบคนไม่สนิทได้หายไปจากอีเมลระหว่างผมกับมาโอะ การติดต่อการงานทางโทรศัพท์มีสัดส่วนการพูดคุยนอกเรื่องมากขึ้น แถมช่วงเวลาที่มีสัญญาณเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน

    “นายจะไปเจอใครที่ไหนฉันไม่รับรู้ด้วยหรอก แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นลูกค้าที่จะต้องคบหากันต่อไปละก็ ระวังอย่าทำให้เขาเกิดความไม่พอใจนะเว้ย”

    คุณทานากะสอดคำพูดขึ้นมาตอกย้ำขณะผมกำลังสวมเสื้อนอก ทั้งที่ไม่ได้บอกสักคำว่าจะไปเจอกับมาโอะ ช่างรู้ทันจริงๆ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in