หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
เผด็จการสีลูกกวาดในมุมมองของกระต่ายน้อยโจโจ้
  • Jojo Rabbit (2019) 👩‍👦🐰🇩🇪
    Director : Taika Waititi
    Gerne : Comedy ,Drama ,War  
    My Score : 8.5/10
    .
    ➡️ Prologue : บทเกริ่น

    - หนังรางวัลอีกเรื่องในปี 2020 ปีเดียวกับเรื่อง Parasite มีความแมสพอตัว เนื้อหาและวิธีการเล่าที่แปลกใหม่ และดูง่ายพอกัน
    - ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะพลาดรางวัลใหญ่อย่างภาพยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี แต่หนังก็หยิบยกประเด็นในสังคมมาเล่าได้หนักหน่วงไม่แพ้เรื่อง Parasite หนังพูดถึงสังคมเผด็จการในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเล่าผ่านมุมมองเด็กชายวัย 10 ขวบ ที่โดนกดขี่และโดนครอบงำทางความคิด หนังจึงย้อมสิ่งนั้นผ่านสายตาคนดูด้วยมุมมองสีลูกกวาด ชวนเพ้อฝันของเด็กชาย ท่ามกลางความหดหู่ของสงคราม
    - ด้วยความคิดสีลูกกวาด ความสนุกของวัยเด็ก บวกกับความตลกของผู้กำกับ ทำให้หนังเรื่องนี้เล่ามุมมองของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดูแปลกตาจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆ และติดตาติดใจกับใครก็ตามที่ดูได้ไม่ยาก จนผมน่าจะเอาหนังเรื่องนี้ มาพูดถึงในหน้าโปร์ไฟล์นี้สักครั้ง
    - *** มีสปอยแน่นอน อยากให้ดูก่อนมาอ่านบทความนี้ เพื่ออรรถรสที่ครบถ้วน (มีใน Disney+) 😊
    .
    ➡️ Brief History of Nazi 101 : ประเด็นประวัติศาสตร์นาซีที่ถูกพูดในหนัง
    *ใครไม่ชอบประวัติศาสตร์ข้ามไปบทวิเคราะห์หนังเลยก็ได้ 😋

    💬 Rise of Hitler : การขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ และทำไมชาวเยอรมันถึงอวยเขาขนาดนั้น?
    ▫️
    - ฉากเปิดเรื่อง เด็กน้อยวัย 10 ขวบ โจโจ้ (Jojo Betzler) แต่งตัวในชุดยุวชนนาซี ยืนคุยกับตัวเองหน้ากระจก "สวัสดี โจโจ้ เบซเลอร์ อายุ 10 ปี นายกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ" วันนี้เขาต้องไปเข้าค่ายฝึกพิเศษช่วงสุดสัปดาห์ เด็กชายมีความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตนให้กับชายผู้กอบกู้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)
    - ทันใดนั้น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ปรากฏตัว แต่หาใช่ฮิตเลอร์ตัวจริงไม่ แต่คือเพื่อนรักในจินตนาการที่โจโจ้สร้างขึ้นมา /อดอล์ฟในจินตนาการ พูดปลุกใจกับโจโจ้ ที่ตอนนี้ยังกล้าๆกลัวๆกับค่ายฝึก เขากลัวจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี สมกับเป็นพลเมืองที่ดีในสายตาของฮิตเลอร์ /อดอล์ฟในจินตนาการ พูดปลอบโจโจ้อยู่นาน จนในที่สุดก็ให้โจโจ้พูด "ไฮม์ ฮิตเลอร์" ดังๆ โจโจ้พูดประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนไฟแห่งความมั่นใจลุกโชน ในที่สุด โจโจ้ก็พร้อมจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับชีวิตในค่ายฝึกแล้ว
    - ด้วยจินตนาการ ความฝัน และความบิดเบี้ยวของสังคมเยอรมนีในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วยหล่อหล่อมให้เด็กชายผู้อ่อนต่อโลกคนหนึ่ง มีมายาคติที่ยกเผ่าพันธุ์ตัวเองอยู่จุดสูงสุด ด้วยชุดความคิดในการรักชาติ และต่อต้านชาวยิว ที่ตลอดเวลา 10 ปีในชีวิตเด็กน้อยคนนี้ได้สั่งสมและเรียนรู้มา จนกลายเป็นเรื่องราวในช่วงเปิดเรื่องที่ดูหดหู่และชวนทุกข์ใจ แต่อะไรที่ทำให้ชุดความคิดนี้ถึงมีอิทธิพลกับเด็กน้อยโจโจ้ รวมถึงคนเยอรมันส่วนใหญ่กันนะ?
    ▫️
    - เรื่องราวเริ่มต้นช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อฝ่ายพันธมิตรบุกคืบได้สำเร็จในปี ค. ศ. 1918 เยอรมนีไม่อาจชนะสงคราม และลงนามสัญญาสงบศึก เพื่อยุติการสู้รบ /เมื่อรัฐบาลจักรวรรดิล่มสลาย ความไม่สงบและการประท้วงหยุดงานแพร่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ ด้วยหวั่นว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์จะทำปฏิวัติ พรรคการเมืองหลักจึงร่วมกันต้านการลุกฮือ และจัดตั้งรัฐสภาสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic)
    - หนึ่งในภารกิจแรกของรัฐบาลใหม่ คือปฏิบัติตามสนธิสัญญาสันติภาพที่ฝ่ายพันธมิตรกำหนดขึ้น นอกจากต้องสูญเสียดินแดนกว่า 1 ใน 10 และต้องปลดกองกำลังของตนแล้ว เยอรมนีต้องแบกความรับผิดชอบต่อสงครามทั้งหมด และจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม ทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทรุดหนักลงไปอีก ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องน่าอับอาย ในสายตาของนักชาตินิยมและทหารผ่านศึก พวกเขาปักใจเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกเขาคงชนะสงครามไปแล้ว ถ้าหากกองทัพไม่ถูกนักการเมืองและกลุ่มผู้ประท้วงหักหลัง (ส่วนใหญ่คือชาวยิว)
    - สำหรับฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) แล้ว แนวคิดเหล่านี้กลายเป็นความหมกมุ่น อคติและความหวาดระแวง ทำให้เขาปักใจโทษชาวยิวเป็นต้นมา /คำพูดของเขาเข้าทำนองกับความคิดของผู้ต่อต้านชาวยิวจำนวนมาก ซึ่งถึงเวลานี้ ชาวยิวหลายแสนคน ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเยอรมัน แต่ชาวเยอรมันหลายคนยังคงมองว่าชาวยิวเป็นคนนอกอยู่ดี /หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสำเร็จของชาวยิวนำไปสู่ข้อกล่าวหาที่ไร้มูลว่า พวกเขานั้นคือบ่อนทำลายชาติ และค้ากำไรจากสงคราม ทั้งนี้ต้องขอย้ำให้ชัดเจนว่าทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ เกิดจากความหวาดกลัว ความโกรธและอคติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
    - ถึงอย่างนั้น ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จจากการใช้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ เมื่อเขาเข้าร่วมพรรคการเมืองชาตินิยมเล็กๆ การปราศัยโน้มน้าวใจของเขา ช่วยให้เขาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำและมีคนในสังคมสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ /พรรคนาซีอาศัยทั้งความเกลียดชังชาวยิว ความขุ่นเคืองของประชาชน และประนามทั้งคอมมิวนิสต์และระบบทุนนิยมว่าเป็นการสมคบคิดของชาวยิว เพื่อทำลายเยอรมนี /พรรคนาซีไม่ได้เป็นที่นิยมมาตั้งแต่ต้น หลังจากพยายามล้มรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ พรรคก็ถูกห้ามลงเลือกตั้ง และฮิตเลอร์ก็ถูกจำคุกด้วยข้อหากบฏ แต่เมื่อได้รับการปล่อยตัว 1 ปีหลังจากนั้น เขาก็กลับมาเริ่มเคลื่อนไหวใหม่ในทันที
    - จากนั้นในปี ค.ศ 1929 ก็เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ขึ้น ทำให้ธนาคารอเมริกันเรียกคืนเงินกู้จากเยอรมนี เศรษฐกิจเยอรมันที่ลุ่มๆดอนๆอยู่แล้ว จึงพังทลายในชั่วข้ามคืน /ฮิตเลอร์ใช้โอกาสนี้ ที่ผู้คนโกรธแค้น หาแพะรับบาปให้กับพวกเขา และสัญญาว่าจะฟื้นฟูให้เยอรมนียิ่งใหญ่ดังเดิม /พรรคการเมืองทั้งหลายไม่อาจรับมือกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ ในขณะที่ฝ่ายซ้ายก็แตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เพราะปัญหาความขัดแย้งภายใน /สาธารณชนที่ไม่พอใจบางกลุ่มจึงโผเข้าหานาซี ทำให้ผลคะแนนเสียงในสภาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3 เป็นมากกว่าร้อยละ 18 ภายใน 2 ปี
    - ในปี ค.ศ 1932 ฮิตเลอร์ลงรับสมัครเป็นประธานาธิบดี แต่แพ้ให้กับนายพลวอน ไฮเดนเบิร์ก (Paul von Hindenburg) วีรบุรุษสงครามผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ แต่ด้วยคะแนนร้อยละ 36 แสดงให้เห็นว่าฮิตเลอร์มีผู้สนับสนุนมากเพียงใด /ในปีถัดมา ที่ปรึกษาและผู้นำทางเศรษฐกิจ โน้มน้าวให้นายพลไฮเดนเบิร์ก แต่งตั้งฮิตเลอร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยหวังว่าจะใช้ความนิยมของฮิตเลอร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน /แม้ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเป็นเพียงหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารในรัฐสภา แต่ฮิตเลอร์ก็ขยายขอบเขตอำนาจของตำแหน่งนี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้สนับสนุนฮิตเลอร์ตั้งกองกำลังกึ่งทหารต่อสู้กับผู้ประท้วงตามท้องถนน ฮิตเลอร์ได้ปลุกปั่นให้ผู้คนกลัวคอมมิวนิสต์ก่อปฏิวัติ และกล่าวว่ามีเพียงแต่เขาเท่านั้น ที่จะคืนความสงบสุขสู่บ้านเมืองได้
    - จากนั้นในปี ค.ศ 1933 ผู้ใช้แรงงานหนุ่มถูกตั้งข้อหาวางเพลิงตึกรัฐสภา (น่าจะเป็นหนึ่งในกองกำลังกึ่งทหาร) ฮิตเลอร์ใช้เหตุการณ์นี้โน้มน้าวรัฐบาล ให้มอบอำนาจฉุกเฉินให้กับตน /ภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เสรีภาพของสื่อถูกริดรอน พรรคอื่นๆถูกยุบ และมีการผ่านกฎหมายต่อต้านชาวยิว /ผู้สนับสนุนฮิตเลอร์หัวรุนแรงในยุคแรกถูกจับและถูกตัดสินประหาร เช่นเดียวกันกับผู้ที่อาจเป็นคู่แข่ง และเมื่อประธานาธิบดีไฮเดนเบิร์ก เสียชีวิตในปี ค.ศ 1934 17 เดือนหลังจากฮิตเลอร์ได้อำนาจ ทุกคนต่างรู้ชัดว่าจะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ ที่น่าวิตกคือมาตรการของฮิตเลอร์ในช่วงต้นนั้นไม่ต้องอาศัยการปราบปรามผู้ชนเลย
    ▫️
    - จากเรื่องราวทั้งหมดจะเห็นได้ว่า จุดที่ทำให้ฮิตเลอร์มีความคิดเกลียดชังระบบทุนนิยม รวมถึงชาติพันธุ์ชาวยิว ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่เค้าโดนปฏิเสธจากสถาบันศิลปะ Academybof Fine Art อย่างที่มีความคิดชุดหนึ่งเชื่ออย่างนั้น แต่เกิดจากการที่เขาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 มองกันให้ชัดคือ ถึงแม้เขาจะมีไทม์ไลน์ที่ได้เข้าสถาบันศิลปะ อย่างไรก็ตาม เขาก็จะโดนเกณฑ์มารบในสงครามนี้อยู่ดี และจากการที่เขาเป็นคนนึง ที่โดนสงครามทำร้ายสภาพจิตใจอย่างสาหัส (หลังจบสงคราม เขามีอาการตาบอดในช่วงหนึ่ง ด้วยสภาพทางจิตที่ได้รับความกระทบอย่างรุนแรง) ทำให้เขาหมกหมุ่น ย้ำคิดถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้เกิดสงคราม และเขาได้เลือกระบบทุนนิยมและชาวยิวเป็นเหยื่อของชุดความคิดนั้น
    - และในเวลานั้น สภาพเศรษฐกิจของประเทศเยอรมนีที่เรียกได้ว่าย้ำแย่ขั้นสุดพอดี แต่กลุ่มชาวยิวที่เรียกได้ว่า กลุ่มคนนอกที่เจ้ามาตักตวงประโยชน์ในประเทศนั้น ขยายเผ่าพันธุ์และเติบโตในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างกว้างขวาง ทำให้มีกลุ่มชาวเยอรมนีที่โกรธและเกลียดชาวยิวเช่นเดียวกับฮิตเลอร์ จึงเกิดเป็นชุดความคิดนึงในสังคม ซึ่งเป็นจังหวะที่ฮิตเลอร์เองนั้น ได้เข้าร่วมพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน หรือพรรคนาซีพอดี /ด้วยความคิดอันหนักแน่นถึงความเกลียดชัง และด้วยความสามารถในการปราศัย ทำให้มีคนคล้อยตามโดยง่าย จนในที่สุด เขาก็โดนสถาปนาเป็นผู้นำของพรรค ด้วยการสนับสนุนของคนจำนวนนึง
    - จนในที่สุด ชาวเยอรมันก็ทนกับสภาพเศรษฐกิจไม่ไหว ด้วยอัตราการว่างงานที่สูงและค่าเงินเฟ้อ ที่คนหอบเงินเป็นตั้ง เพื่อไปซื้อขนมปังแค่หนึ่งแถว ทำให้มวลชนเริ่มโกรธเกรี้ยว และต้องการหาใครสักคนเพื่อชี้โทษ /หมากในเกมการเมืองของฮิตเลอร์ก็ครบ เขาจึงเริ่มแผนการ โดยเขาเสนอตัวเองว่า จะเป็นผู้กอบกู้ประเทศเยอรมนีให้กลับมาดีกว่าเดิม และชี้โทษไปยังกลุ่มชาวยิว ที่ทำให้เศรษฐกิจของคนเยอรมันนั้นย่ำแย่ /ผู้คนชาวเยอรมันต่างคล้อยตาม มองฮิตเลอร์เป็นดั่งอัศวินขี่ม้าขาว จนในที่สุดก็กู๋ไม่กลับ ผู้คนชาวเยอรมันต่างตกอยู่ในวังวนของโฆษณาชวนเชื่อ ว่าวันนึงประเทศนี้จะดีขึ้น ในกำมือของฮิตเลอร์ผู้นี้
    - เราจะเห็นได้ว่า ขนาดประเทศเยอรมนี ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในช่วงนั้น เมื่อถูกครอบงำด้วยความโกรธของมวลชน และมีใครสักคนเสนอตัวเป็นผู้นำที่พร้อมสนองความโกรธนั้น และใช้ความกลัวของประชาชนปกครองประเทศ มันจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ดูแข็งแกร่งนั้นเปราะบางได้ขนาดไหน /คุ้นๆมั้ย? 😄
    .
    💬 ยุวชนนาซี การเติบโตของเยาวชนในสังคมนาซี
    ▫️
    - ภายในค่ายยุวชนนาซีช่วงสุดสัปดาห์ โจ้โจ้ และเพื่อนสนิท ยอร์กี้ (Yorki) เพื่อนตัวจ้ำม้ำในวัยเดียวกับเขา นั่งกลางลานหญ้ากว้างร่วมกับเด็กคนอื่นๆ เด็กภายในค่ายส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน มีทั้งชายและหญิง แต่ก็มีเด็กที่ดูโตกว่าตนเอง เหมือนพวกรุ่นพี่ ดูเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 16-17 ยืนสะเปะสะปะกระจายตัวตามบริเวณนั้น
    - สักพัก ก็ปรากฏตัวชายคนหนึ่ง หน้าตากร้านแดด ดูๆน่าจะผ่านสงครามมาแล้ว เขาแนะนำตัวว่าเขาชื่อ กัปตันเคล์นเซนดอล์ฟ (Klenzendorf) และแนะนำผู้ช่วยผู้ชาย จ่าฟินเกิล (Finkle) และผู้ช่วยผู้หญิง ฟาไลม์ราม (Fräulein Rahm) ซึ่งเขาได้พรรณนาวีรกรรมตอนที่เขาไปรบ และเด็กๆดูจะชื่นชอบกัน
    - กัปตันเค ได้บอกแผนการฝึกแก่เด็กๆ โดยแยกแผนระหว่างชายและหญิง ผู้ชายจะได้ฝึกการรบอย่างเข้มข้น ส่วนผู้หญิงจะได้ฝึกการทำแผล การจัดเตียง และเรียนรู้วิธีการตั้งครรภ์ 🤔/ และก่อนเริ่มการฝึก กัปตันเคได้แจกมีด (Deutsches Junkvolk) ให้กับเด็กทุกคน ซึ่งอวดสรรพคุณมากมาย แต่ในความเป็นจริง มันก็แค่มีดที่อๆเล่มนึง และเขาก็ได้ประกาศเริ่มการฝึก เด็กๆเหล่านี้ ได้เริ่มก้าวสู่เส้นทางนาซีเต็มตัวแล้ว
    - ดูมาถึงฉากนี้ เราจะเห็นกิจกรรมต่างๆภายในค่าย ทั้งการฝึกการใช้ความรุนแรงอย่างจริงจัง ทั้งที่พวกเขายังเป็นเด็กแค่ 10 ขวบ อย่างการใช้มีด และขว้างระเบิด รวมถึงการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมที่กรอกหูเช้าเย็น แต่ในความเป็นจริง ยุวชนนาซีเป็นแบบในหนังไหม? และเด็กพวกนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง? มาไขความกระจ่างกัน
    ▫️
    - จุดเริ่มต้น ต้องท้าวความไปตั้งแต่ฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ เขาได้ปฏิรูปการศึกษาอย่างเบ็ดเสร็จ โดยเขาได้สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรการศึกษาในเรื่อง "ความตระหนักทางเชื้อชาติ (Racial Awareness)" ในโรงเรียนทุกแห่ง เด็กนักเรียนทุกช่วงวัยจะต้องเรียนรู้เรื่องนี้ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวการสอนให้รู้ถึงหน้าที่ทางเชื้อชาติ นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับการศึกษาที่เน้นในเรื่องของชีววิทยาและธรรมชาติวิทยา ซึ่งกลายเป็นวิชาบังคับ ที่เด็กๆทุกคนต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่มี"คุณค่า"และ"ไร้คุณค่า" รวมถึงเพศศึกษาและโรคทางพันธุกรรม
    - วิธีการหลักในการปลูกฝังและควบคุมเด็กในวัยเรียนเหล่านี้ที่กำลังจะเติบโตเลย คือ 1. การให้การศึกษาตามหลักสูตรที่ทางพรรคนาซีกำหนด ปลูกฝังเรื่องของเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเยอรมนีในอดีต และยกย่องเชิดชูตัวผู้นำประเทศ ซึ่งก็คือ ฮิตเลอร์ ,2. การโฆษณาชวนเชื่อและการสร้างค่านิยมต่างๆ ตามที่พรรคนาซีต้องการ และ 3. สโมสรหรือสมาคมต่างๆ ที่ทางพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อนำเด็กๆ ไปอบรมเพิ่มเติม นั่นคือ องค์กรยุวชนนาซี (Hitler Youth/Hitlerjugend) ซึ่งเด็กทุกคน เมื่ออายุครบ 10 ปี จะต้องเข้าร่วมองค์กรยุวชนนาซี จึงทำให้ภายในปี ค.ศ 1939 เด็กๆชาวเยอรมันเกือบร้อยละ 90 ล้วนเป็นสมาชิกยุวชนนาซีเกือบทั้งสิ้น
    - โดยเริ่มแรกนั้น การเป็นสมาชิกยุวชนนาซี ต้องเป็นโดยความสมัครใจ แต่พอถึงปี ค.ศ 1936 เด็กเกือบทุกคน ล้วนถูกบังคับให้เป็นโดยกฏหมาย ขณะเดียวกัน พรรคนาซียังมีข้อกำหนดให้มีการคัดเลือกเด็กนักเรียนชาย ที่ฉายแววศักยภาพของความเป็นผู้นำในอนาคต โดยเด็กคนนั้นจะถูกส่งไปยังโรงเรียนอดอล์ฟฮิตเลอร์ (Adolf Hitler Schulen) ที่เป็นโรงเรียนประจำ ไม่เก็บค่าเล่าเรียน คล้ายกับโรงเรียนเตรียมทหาร แต่จะมีการปลูกฝังแนวคิด รวมถึงอุดมการณ์ของพรรคนาซีอย่างเข้มข้น และฝึกให้พวกเขาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว
    - นอกจากนี้ พรรคนาซีประกาศให้ทุกโรงเรียน งดรับนักเรียนที่มีเชื้อสายยิว ตั้งแต่ปี ค.ศ 1933 เป็นต้นมา จนในปี ค.ศ 1938 จึงมีกฏหมายห้ามคนเชื้อสายยิวทุกเพศทุกวัยเข้ารับการศึกษา ไม่ว่าจะในระดับชั้นใด /นอกจากจะส่งผลกับเด็กแล้ว นโยบายการศึกษาของพรรคนาซี ก็ส่งผลกับครูด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ 1933 ครูอาจารย์ที่มีเชื้อสายยิวทุกคน โดนไล่ออกจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทุกแห่ง โดยไม่ได้รับเงินชดเชยใดๆ ส่วนครูอาจารย์ที่เป็นชาวเยอรมันทุกๆคน จะต้องเข้าร่วมสมาคมครูแห่งพรรคนาซี (Nazi Teachers Association) ซึ่งจะกำหนดนโยบายและอบรมครูอาจารย์ รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของพวกเขา ว่าได้ให้การศึกษาตรงตามที่พรรคกำหนดหรือได้นำไปปฏิบัติจนสำเร็จหรือไม่
    ▫️
    - จากฉากนั้นในหนัง รวมถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่า นโยบายการศึกษาที่อิงมาจากการเมือง กำลังปลูกฝังคนหนุ่มสาว ให้มีความคิดทางเชื้อชาติ แบ่งเขาแบ่งเราอย่างชัดเจนตามแนวคิดลัทธินาซี และทำให้เด็กภักดีต่อฮิตเลอร์มากเพียงใด เด็กผู้หญิง จะถูกปลูกจิตสำนึกว่าเธอเป็นวีรสตรีของชาวอารยัน ที่กำลังจะเป็นภรรยาและแม่ที่ดี สำหรับเด็กผู้ชาย หลักสูตรได้เตรียมพร้อมให้เด็กพวกนี้ เป็นทหารที่มีประสิทธิภาพ ถึงแม้อายุจะยังน้อยก็ตาม
    - ผลกระทบของนโยบายทางการศึกษาของพรรคนาซี ที่มีต่อเยาวชนชาวเยอรมัน ทำให้คุณภาพและความก้าวหน้าของการศึกษาและทักษะทางด้านวิชาการนั้นถดถอย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะการศึกษาส่งเสริมให้เธอโตมาเป็นเพียงแม่บ้าน เด็กชาวยิวถูกข่มเหงรังแกในโรงเรียน แต่กลับกัน ยังคงมีเด็กชาวเยอรมนีจำนวนมาก ที่กลับชอบและภูมิใจที่ได้เป็นยุวชนนาซี พวกเขาได้ทำกิจกรรมสันทนาการมากมาย เช่น เดินป่า ปีนเขา ฝึกรบ บางคนได้รับเลือกให้ไปยืนเฝ้าหน้าประตูสำนักงานของฮิตเลอร์ พวกเขามีอิสระจากพ่อแม่มากขึ้น โดยหารู้ไม่ว่า ชีวิตวัยเด็กอย่างที่ควรจะเป็น มันสนุกและสวยงามกว่านี้
    .
    💬 Lebensborn โรงงานผลิตชาวอารยันกับความคิดสุดโต่งของลัทธินาซี
    ▫️
    - ฉากในค่ายฝึกยุวชนนาซี มีช่วงหนึ่งที่น่าสนใจจนน่าหยิบยกขึ้นมาเล่า คือ ช่วงที่ตัวละครผู้ช่วยครูฝึกผู้หญิงชื่อ ฟาไลม์ราม ได้พูดเสริมในบทสนทนาที่ว่าด้วยแผนการฝึกของยุวชนนาซี ซึ่งกับตันเคได้พูดถึงการฝึกของยุวชนนาซีผู้หญิงว่า ต้องฝึกทำแผล การจัดเตียง และเรียนรู้วิธีการตั้งครรภ์ โดยตัวละครฟาไลม์ราม พูดขึ้นว่า "ฉันมีลูก 18 คนเพื่อประเทศเยอรมนี *ผายมืออย่างภาคภูมิใจ เป็นปีที่ดีของการเป็นผู้หญิงเลยนะ" 🤔
    - จากบทสนทนาข้างต้น ทำให้เกิดความตกใจว่า ผู้หญิงให้กำเนิดเด็กถึง 18 คนได้อย่างไร และการกระทำนี้มันทำให้ตัวละครถูกสถาปนาเยี่ยงวีรสตรีได้ขนาดนั้นเลยหรือ? เธอไม่ได้ไปรบนะ แค่ให้กำเนิดลูก
    - แต่ด้วยมโนทัศน์ของตัวละครที่ตลอดเรื่อง จะชอบอยู่ในจินตนาการของลัทธินาซี และจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในหัวข้อที่แล้ว ที่นโยบายทางการศึกษาของพรรคนาซี ได้ปลูกฝังให้เด็กผู้หญิงมีความภูมิใจกับความเป็นภรรยาและแม่ที่ดีเยี่ยงวีรสตรี จนทำให้ประเด็นนี้ต้องได้รับการขยายความขึ้นมาหน่อย ว่าการให้กำเนิดบุตร มันสำคัญต่อชาติเยอรมันในการนำโดยฮิตเลอร์ได้อย่างไร?
    ▫️
    - "เราแบ่งเชื้อชาติของมนุษย์ออกเป็น 3 พวก คือ พวกเริ่มสร้าง ,พวกรักษาไว้ และพวกทำลายวัฒนธรรม และมีมีเพียงชาวเยอรมันเท่านั้น ที่ตามประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเป็นเชื้อชาติที่อยู่ในประเภทแรกประเภทเดียว" ข้อความข้างต้น อ้างอิงมาจากส่วนหนึ่งของบทที่ 11 "ชาติและเชื้อชาติ" จากหนังสือ "Mein Kampf" หรือชื่อภาษาไทย "การต่อสู้ของข้าพเจ้า" ซึ่งเป็นหนังสือที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เขียนขึ้น เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและอุดมการณ์ของตนเองสู่สาธารณะในช่วงก่อนขึ้นมามีอำนาจ
    - จากทัศนคติข้างต้น ทำให้เห็นว่า ฮิตเลอร์มีความเชื่อในเรื่องเชื้อชาติอารยันอย่างสุดโต่ง ว่าคือผู้อยู่จุดสูงสุดของยอดปิระมิด /ชาวอารยันในอุดมคติของฮิตเลอร์ คือ เป็นชาวเยอรมัน มีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสีทอง และมีผิวสีขาว (ซึ่งตัวเองมีผมสีดำ?)
    - แต่นิยามคำว่า "อารยัน" ตามอุดมคติของฮิตเลอร์ เป็นการเข้าใจผิดของนักวิชาการตะวันตกในช่วงทศวรรษที่ 19 ที่คิดว่า ภาษาสันสกฤตคือร่องรอยที่หลงเหลือของภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน และในเวลาต่อมา มีนักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันคนหนึ่ง พัฒนาทฤษฎีขึ้นมาว่า ภาษาสันสกฤตมีความเชื่อมโยงกับภาษาเยอรมัน จากคำที่มีการออกเสียงคล้ายกันระหว่างคำว่า อารยัน (Aryan) กับคำว่า "Ehre" ในภาษาเยอรมันที่แปลว่า เกียรติยศ (📌📌📌)
    - แต่ในความจริงแล้ว คำว่า "อารยัน" ในภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า อริยะ ,อริยกะ ซึ่งแปลว่า ผู้เจริญ ,ผู้ประเสริฐ /ในทางมานุษยวิทยา ที่ฮิตเลอร์นำมาตีความหมายว่าเป็นชาวเยอรมันผู้มีนัยน์ตาสีฟ้านั้น แท้จริงแล้ว คือกลุ่มคนที่อาศัยบริเวณทุ่งหญ้าบริเวณตอนเหนือของทะเลแคสเปียน หรือช่วงรอยต่อระหว่างเอเซียตอนกลางและยุโรปตะวันออก เมื่อ 3,500 ปีก่อนคริสต์กาล ก่อนที่กลุ่มชนนี้จะอพยพลงมาทางตอนใต้ ผ่านอิหร่านและกระจายตัวอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย จนเกิดเป็นวรรณกรรม"รามายณะ" ที่พูดถึงสงครามของมนุษย์ชาวอารยัน และยักษ์ (สังเกตตามภาพวาดของพระรามตามสื่อต่างๆ พระรามจะมีผิวพรรณสีขาวออกไข่ ทั้งที่พระรามคือชาวอินเดีย)
    - และนี่คือนิยามของชาวอารยัน ที่ฮิตเลอร์เข้าใจผิด จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมจากแนวคิดความเกลียดชังมากมายภายในสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้เกิดแนวคิดการสืบทอดสายเลือดเชื้อชาติอารยันบริสุทธิ์ ที่ก่อให้เกิดโครงการผลิตทารกชาวอารยัน ที่กินเวลานานเกือบ 10 ปี ในชื่อโครงการว่า เลเบนส์บอร์น (Lebensborn)
    ▫️
    - เลเบนส์บอร์น (Labensborn) แปลว่า บ่อเกิดของชีวิต เป็นโครงการลับของพรรคนาซี ที่จะผลิตมนุษย์ที่มีเชื้อสายอารยันบริสุทธิ์ ตามมโนทัศน์ของฮิตเลอร์ ซึ่งโครงการนี้ เกิดจากความคิดของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ลูกสมุนคนสำคัญของฮิตเลอร์ ในปี ค.ศ 1935 เพื่อแก้ปัญหาอัตราการให้กำเนิดบุตรที่ต่ำลงตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และเพื่อให้กำเนิดมนุษย์ ผู้มีสายเลือดอารยันบริสุทธิ์
    - โดยเริ่มจาก การหาหญิงตั้งครรภ์นอกสมรส (เนื่องจากสามีทอดทิ้งหรือสามีเสียชีวิต) ที่มีลักษณะเข้าเกณฑ์ของชาวอารยัน และจะต้องพิสูจน์ด้วยว่า สามีของพวกเธอนั้น มีเชื้อสายและลักษณะเข้าเกณฑ์ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากไม่ผ่านเกณฑ์ ทางรัฐก็จะสนับสนุนให้ทำแท้งทันที 😵 /เมื่อผ่านเกณฑ์แล้ว พวกเธอจะได้รับสวัสดิการต่างๆ เช่น ที่พัก อาหารการกิน รวมถึงเงินสนับสนุนระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด
    - แต่เนื่องจากวิธีการนี้ ไม่สามารถผลิตประชากรชาวอารยันได้รวดเร็วพอ ฮิมเลอร์จึงเสนออีกแนวทางขึ้นมา โดยเปิดรับสมัครแม่พันธ์ที่มีเชื้อชาติอารยันบริสุทธิ์ โดยจะมีการทดสอบด้วยการวัดขนาดศรีษะ ดูสีตา และรากเหง้าของวงศ์ตระกูลขึ้นไปอย่างน้อย 3 ชั่วคน ส่วนพ่อ ก็คือเหล่าทหารในหน่วย S.S. (Schutzstaffel) ซึ่งเป็นทหารใต้การบัญชาของฮิมเลอร์เอง และทหารเหล่านี้ ถูกคัดมาอย่างดีแล้ว ว่ามีลักษณะเข้าเกณฑ์ชาวอารยันบริสุทธิ์
    - จุดจบของโครงการเลเบนส์บอร์น เริ่มขึ้นเมื่อขสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ 1945 หลังจากเยอรมนีพ่ายแพ้สงคราม และลัทธินาซีล่มสลาย ทหารอเมริกันบุกเข้าไปยังสถานดูแลเด็กเล็ก และพบกับทายาทจากโครงการนี้กว่า 300 คน ตั้งแต่วัย 6 เดือน ไปจนถึง 6 ปี ซึ่งในภายหลัง เด็กบางส่วนสามารถตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงได้ แต่ส่วนใหญ่ มักจะถูกส่งกลับไปยังสถานสงเคราะห์ หรือถูกรับเลี้ยงอีกทอดหนึ่ง
    - ตลอดระยะเวลา 10 ปี ของโครงการเลเบนส์บอนส์ ประมาณกันว่ามีเด็กจำนวนกว่า 6,000 - 8,000 ชีวิตที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการนี้ และคาดกันว่ายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เกิดภายในโครงการ เพียงแต่ไม่เคยถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
    - ผลกระทบของโครงการเลเบนส์บอร์น ที่ส่งผลถึงชีวิตของเด็กในโครงการเมื่อเติบโต คือ พวกเขาหลายคนไม่รู้ว่าใครคือพ่อหรือแม่ของตน หลายคนโดนโยกย้าย ทำให้พลัดหลงจากถิ่นฐานเก่า และทุกคนจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่เกิดจากโครงการนรกของลัทธินาซี เป็นปมด้อยในใจพวกเขาไปทั้งชีวิต เป็นความผิดพลาดโดยที่ตัวเขาเองนั้นไม่ได้ก่อ สงครามนั้นฝากรอยแผลให้กับพวกเขา ตั้งแต่พวกเขายังไม่ได้เกิด
    .
    💬 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และ การหลบซ่อนของชาวยิว
    ▫️
    - ในวันหนึ่ง ระหว่างที่โรซี่แม่ของเขาไม่อยู่บ้าน โจโจ้ได้ยินเสียงดังที่ชั้นบน เขาเดินขึ้นไปข้างบน เข้าไปในห้องพี่สาวผู้ล่วงลับ เขาเดินสำรวจห้อง และพบความผิดปกติของพื้นห้อง ซึ่งมีรอยขูด เขาสำรวจผนังและค้นพบประตูลับ โจโจ้เปิดประตู และเข้าไปสำรวจห้องลับข้างใน และได้พบกับ เอลซ่า (Elsa) เด็กสาวตัวสูง รูปร่างผอมแห้ง และเขามาค้นพบทีหลังว่า เอลซ่า คือชาวยิวที่แม่ของตนแอบซุกซ่อนเอาไว้
    - การปรากฏตัวของเอลซ่า ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมเด็กสาวคนนี้ต้องมาหลบในห้องลับภายในบ้าน ห้องลับที่โจโจ้เองก็เพิ่งรู้ว่ามีในวันนี้ เด็กสาวซ่อนตัวเองจากอะไรและทำไมถึงจึงซ่อนตัว?
    ▫️
    - ต้องอารัมภบทถึงที่มาที่ไป เรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของพรรคนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 /การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือคำว่า hólos แปลว่าทั้งหมด และ kaustós แปลว่า บูชายัญ แปลโดยรวมก็คือ การเผาร่างสัตว์เพื่อสังเวยแก่พระเจ้า มีความหมายโดยนัยคือ การกวาดล้างชาวยิวให้หมดประเทศ ซึ่งปัจจุบัน คำว่า Holocaust ในความหมายทางประวัติศาสตร์ มักจะใช้อ้างถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปราว 6 ล้านคน โดยพรรคนาซีเยอรมันในช่วงปี ค.ศ 1941-1945 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญที่สุดของโลก เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เหี้ยมโหด ที่วางแผนอย่างเป็นระบบและได้รับการสนับสนุนของรัฐบาล
    - ในความเป็นจริง ลัทธิต่อต้านผู้นับถือศาสนายิวมีปรากฏในยุโรปมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนเมื่อฮิตเลอร์ได้ขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จในปี ค.ศ 1933 พรรคนาซีไม่ได้มองว่า ยิว เป็นความเชื่อทางศาสนา แต่มองว่าเป็นเชื้อชาติที่เป็นศัตรูต่อความเจริญของประเทศ อุดมการณ์ด้านเชื้อชาติของพรรคนาซี ระบุว่า ชาวยิวเป็นพวกที่ต่ำกว่ามนุษย์ (Untermenschen)
    - เมื่อมีแนวคิดดังกล่าว ฮิตเลอร์ก็ชูแนวคิดเรื่องชาตินิยมและความพิเศษของชาวอารยัน แล้วเดินหน้านำพรรคนาซีและประชาชน ให้รังเกียจและต่อต้านชาวยิวจนถึงที่สุด ซึ่งในตอนนั้น เป้าหมายหลักก็คือ บีบให้ชาวยิวถูกกดดันจนทนอยู่ในประเทศไม่ได้ และย้ายออกไปให้หมด
    - ในเริ่มแรก พรรคนาซีได้ใช้นโยบายชาวเชื่อในการปลุกกระแสต่อต้านชาวยิวในเยอรมนี มีการออกกฏกีดกันชาวยิวตามสถานที่ต่างๆ ห้ามชาวยิวเข้าเรียน ห้ามชาวยิวทำงานบางประภท ไปจนถึงออกกฏหมายนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Laws) ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ กำหนดให้ถอนสิทธิพลเมืองของยิว ห้ามคนเยอรมันแต่งงานกับชาวยิว ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับชาวยิว นอกจากชาวยิวแล้ว ก็ยังรวมถึงกลุ่มยิปซี และคนผิวดำด้วย โดยสรุปแล้วก็คือ แผนงานเนรเทศหมู่
    - และการขยายอำนาจของเยอรมนีซึ่งผนวกกับออสเตรียในปี ค.ศ 1938 โปแลนด์ในปี ค.ศ 1939 รวมถึงการบุกยึดสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ 1941 ชาวยิวในดินแดนที่โดนยึดครองได้จำนวนมหาศาล จึงตกอยู่ใต้การปกครองของประเทศเยอรมนี
    - เมื่อมีชาวยิวที่ต้องกำจัดทิ้งมากขึ้น ก็ต้องมีพื้นที่ดำเนินการมากขึ้น โดยเริ่มแรก ก็มีการแยกชาวยิวไปอยู่ชั่วคราวในเกตโต้ (Ghetto) ซึ่งเป็นเขตชุมชนใช้เพื่อคุมขัง ที่มีกำแพงล้อมรอบ ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน (Concentration Camp) หรือถูกส่งไปสังหารที่ค่ายมรณะ (Extermination Camp) /ในปี ค.ศ 1940 นาซีเริ่มสร้างค่ายกักกันในเขตยึดครองในหลายประเทศ ไว้เป็นโรงงานแห่งความตาย เพื่อรองรับจำนวนชาวยิวที่เริ่มล้นค่ายเก่าที่มีอยู่
    ▫️
    - การต่อต้านชาวยิวที่มากขึ้นในช่วงปี ค.ศ 1938 เป็นต้นมา ทำให้ชาวยิวบางกลุ่มต้องระหกระเหินอพยพลี้ภัยออกนอกประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยิวในชนชั้นมีฐานะ ส่วนชาวยิวชนชั้นแรงงาน ก็ต่างได้รับผลกระทบจากการกดขี่ บางส่วนก็ถูกกันเข้าไปอยู่ในเกตโต้ ซึ่งบั้นปลายชะตากรรมคือค่ายกักกัน แต่ก็มีบางส่วนที่สามารถหลบหนีออกมาได้ และได้รับความช่วยเหลือจากชาวเยอรมันที่ต่อต้านลัทธินาซี ในการให้ที่หลบซ่อนในบ้านพัก /ซึ่งตัวละคร เอลซ่า ก็คือชาวยิวคนหนึ่งที่มีชีวิตในการหลบซ่อนตนจากอำนาจนาซี เธอเล่าว่า ครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นพ่อแม่ คือตอนที่พ่อแม่ขึ้นรถไฟ (น่าจะเป็นรถไฟที่ขนชาวยิวไปยังค่ายกักกัน) แต่เธอวิ่งหนี แต่เข้ามาในตัวเมือง เพื่อนของพ่อเธอเป็นคนช่วยเหลือในเรื่องที่ซ่อน แต่เธอก็เปลี่ยนที่ซ่อนบ่อย จนในที่สุดโรซี่ก็รับเธอมาหลบซ่อนภายในบ้าน
    - บุคคลในประวัติศาสตร์ที่โด่งดัง จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ Anne Frank เธอคือชาวยิวที่หลบซ่อนตัวภายในอาคารสำนักงานของพ่อในกรุงอัมสเตอร์ดัม ซึ่งในระหว่างที่เธอหลบซ่อนตัว เธอก็ได้บันทึกไดอารี่ในทุกๆวัน เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ถึงแม้ในท้ายที่สุด เธอและครอบครัวจะถูกจับได้ และถูกส่งไปยังค่ายกักกัน แต่บันทึกที่เธอเขียนทุกวัน กลับเป็นบันทึกที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ตีแผ่แง่มุมของชาวยิวที่ถูกกดขี่โดยนาซี และได้ออกตีพิมพ์ในชื่อภาษาอังกฤษว่า "The Diary of a Young Girl" ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อเกียรติภูมิของมนุษย์สืบต่อมา
    .
    💬 สวัสดิกะ ตราสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและความเกลียดชัง
    ▫️
    - เขียนยาวมาถึงบทนี้ ยังไม่พ้นช่วงครึ่งเรื่องแรกเลย 😄 ซึ่งในบทนี้จะหยิบเครื่องแบบที่เด็กน้อยโจโจ้ใส่เกือบทั้งเรื่อง มาแถลงถึงความสำคัญว่าทำไมเด็กชายคนนี้ ถึงอยากใส่ชุดเครื่องแบบยุวชนนาซีอยู่บ้านด้วยนะ? ไม่ร้อนหรอ? และตราสัญลักษณ์สวัสดิกะ รูปกากบาทปลายหัก ที่เราเห็นมาทั้งเรื่อง มันมีที่มาที่ไปอย่างไร?
    ▫️
    - หลังการก่อตั้งพรรคนาซีในโรงเบียร์ในปี ค.ศ 1920 พรรคนาซีก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และตอนนั้นก็มีพรรคฝ่ายขวาหลายสิบพรรคที่แข่งขันกันเพื่อกุมอำนาจของประเทศ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด ถ้าต้องการขยายตลาด ก็ต้องทำให้ยี่ห้อของตนโดดเด่น และต้องมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ยอดเยี่ยม และฮิตเลอร์ก็ถือว่าเป็นนักโฆษณาที่เก่งพอตัวเลย
    - ฮิตเลอร์รู้ถึงพลังของภาพลักษณ์ เขาตระหนักถึงพลังของการสร้างแบรนด์ ว่าคุณแค่ไม่เพียงต้องมีตัวตน แต่คุณต้องมีเครื่องหมายที่เป็นรูปธรรมให้คนเคารพคู่กันด้วย และเมื่อพูดถึงสัญลักษณ์ เราคงต้องยอมรับว่า เครื่องหมายสวัสดิกะของพรรคนาซี ทรงอิทธิพลขนาดไหน
    - รูปทรงกากบาทปลายหัก ในวงกลมสีขาวบนธงสีแดง อาจจะเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกใบนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้สัญลักษณ์เดียวกันนี้ เคยถูกใช้เป็นเครื่องหมายของความโชคดีและความอุดมสมบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์อันเป็นมงคลตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พุทธและเชน
    - ว่ากันว่า ในช่วงนึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวตะวันตกนิยมคลั่งไคล้เครื่องหมายนี้มาก จนนำไปใช้กับสถาปัตยกรรม หรือการออกแบบโฆษณา และเคยนำมาใช้เป็นเครื่องหมายของลูกเสือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 /จนกระทั่ง พรรคนาซีเยอรมัน ได้แรงบันดาลใจมาจากงานแปลของนักวิชาการในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ที่เชื่อมโยงระหว่างภาษาสันสกฤตและภาษาเยอรมัน และคิดเอาตราสัญลักษณ์สวัสดิกะนี้ มาใช้แทนเครื่องหมายของเชื้อชาติอารยัน
    - จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จากวีรกรรมของพรรคนาซีเยอรมันที่สร้างโศกนาฏกรรมที่โลกลืมไม่ลง ทำให้เครื่องหมายสวัสดิกะ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเครียดแค้น ชิงชังและความโหดร้าย จนเกิดเป็นเครื่องหมายต้องห้ามในสื่อหลายๆสื่อจนจวบปัจจุบัน
    ▫️
    - แต่ถึงสัญลักษณ์จะทรงพลังขนาดไหน อำนาจที่แท้จริงก็คือคนในอำนาจของคุณ ซึ่งต้องแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคุณ
    - เครื่องแบบนาซี เป็นเครื่องแบบที่ดูภูมิฐานและเน้นสัดส่วนร่างกายของผู้สวมใส่ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องแบบทหารสีน้ำตาลอ่อน และบางหน่วยก็เป็นเครื่องแบบสีดำ ซึ่งสะท้อนอุดมคติของนาซีที่พยายามโฆษณาชวนเชื่อว่า ร่างกายของชาวอารยันจะต้องมีลักษณะกำยำแข็งแรง
    - การได้แต่งเครื่องแบบ และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวคุณเอง ได้เป็นส่วนหนึ่งของของขบวนการ เป็นสิ่งที่มีความหมายมากในจิตใต้สำนึกของชาวเยอรมัน เครื่องแบบนั้นในความคิด คือการเสียสละ หมายถึงหน้าที่ หมายถึงการเชื่อฟังและความภักดี พูดอีกอย่างนึงคือ การที่คุณได้สวมใส่เครื่องแบบนั้นหมายถึงการอยู่ใน "ทีม" เหมือนการเชียร์ฟุตบอล เครื่องแบบของสโมสร หากเราได้ใส่ เราก็ยิ่งมีความรู้สึกร่วมที่มาก และใครๆก็อยากประกาศตนว่าอยู่ในทีมที่เขานั้นภาคภูมิใจ
    - ทั้งสัญลักษณ์สวัสดิกะและเครื่องแบบ เป็นสิ่งที่ลัทธินาซีต้องการให้เกิดความคล้อยตามกันของมวลชน เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่สำคัญ และลัทธินี้สามารถโน้มน้าวให้เชื่อว่าสิ่งที่มวลชนกำลังเป็น ไม่ใช่การคล้อยตาม แต่มันคือความเป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว
    .
    ➡️ Film Analysis : วิเคราะห์หนัง

    💬 Character Analysis : วิเคราะห์ตัวละคร
    - Jojo Betzler : ตัวละครวัย 10 ขวบ ที่มีความคิดอันทะเยอทะยานและจินตนาการโลดโผน มีความเชื่อนิยมนาซีอย่างหนัก จากการปลูกฝังมาจากสังคม เขาต้องการจะเป็นที่ยอมรับในสังคมนาซี ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังทำให้เห็นว่า เขานั้นเข้ากับสังคมแห่งนี้ไม่ได้สักเท่าไหร่ สังคมนาซีมีแต่ความรุนแรงและความเกลียดชัง และเขาเป็นเด็กคนนึงที่มีความเป็นมนุษย์อยู่ (จากฉากไม่ยอมปลิดชีวิตกระต่าย) ทำให้เขาสับสนกับทัศนคติและการกระทำของตัวเอง ที่ขัดแย้งกัน และเขาจะได้เรียนรู้คำตอบจากการดำเนินเรื่องภายในหนัง
    - Adolf Hitler : เพื่อนรักในจินตนาการของโจโจ้ ที่จะโผล่มาให้คำปรึกษากับโจโจ้ เมื่อโจโจ้เจอทางตันของปัญหา เขามีความขี้เล่น และสนับสนุนให้โจโจ้เชื่อมั่นในตัวเองเสมอ แต่คำแนะนำส่วนใหญ่ จะอยู่บนบรรทัดฐานของทัศนนิยมของลัทธินาซี เรามักจะเห็นความเกรี้ยวกราดของตัวละครนี้ เมื่อโจโจ้แสดงความอ่อนแอ และในช่วงแรกที่ตัวละครชอบส่งกล่องยาสูบให้โจโจ้ อาจจะมีนัยยะถึงการหยิบยื่นคำแนะนำที่ไม่ดีให้โจโจ้ หรือมีนัยยะของความคิดที่ไม่เหมาะสมกับวุฒิภาวะของเด็ก 10 ขวบ ก็เป็นไปได้
    - Elsa Korr : เด็กสาวชาวยิว ที่โจโจ้พบว่าซ่อนตัวในห้องลับของพี่สาว เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพี่สาวของโจโจ้ จึงทำให้โรซี่ แม่ของโจโจ้รับเข้ามาหลบซ่อนภายในบ้าน /หนังเรื่องนี้มีความพิเศษที่สะท้อนภาพชาวยิวที่เป็นเหยื่อของสงครามต่างจากชาวยิวในหนังเรื่องอื่น ในด้านที่มีความฉลาด เข้มแข็งและกล้าหาญ พร้อมจะยืนหยัดเพื่อตัวเองเสมอเมื่อโดนคุกคามโดยโจโจ้ (ตัวแทนของศัตรู) แต่การปรากฏตัวของเอลซ่า ทำให้โจโจ้ได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ และความรู้สึกพื้นฐานต่างๆที่เด็กควรจะมี สิ่งหนึ่งนั้นคือความรัก เป็นตัวละครตัวแทนของความคิดแง่บวกและความจริงของตัวละครโจโจ้ ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับความคิดของฮิตเลอร์ในจินตนาการ ซึ่งเป็นความคิดแง่ลบและเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมา
    - Rosie Betzler : แม่ของโจโจ้ ตัวละครที่ชอบที่สุดในเรื่อง น้ำตาแตกให้กับตัวละครตัวนี้หลายรอบมาก /เธอคือแม่คนหนึ่ง ที่อยากอยู่ในสังคมที่ลูกตัวเองจะได้ชีวิตแบบเด็กจริงๆ บทสนทนาส่วนใหญ่จะพูดถึงความคาดหวังของลูกของเธอที่จะเติบโตด้วยอิสระ ทำในสิ่งที่อยากทำ เป็นตัวละครที่สอนให้โจโจ้มีค่านิยมที่ดี รู้จักมุมมองอื่นที่ไม่ใช่มุมมองของสังคมนาซี แต่วิธีการเลี้ยงดูลูกของเธอนั้น คือการสนับสนุนลูกให้ทำในสิ่งที่ชอบ (ชอบนาซี) เธอไม่เคยกีดกันโจโจ้เรื่องนี้เลย เป็นอิสระทางการกระทำและความคิด ซึ่งตรงข้ามกับสังคมในเรื่อง ที่ทุกคนจะโดนครอบงำทั้งกิจกรรมและความคิดไปซะหมด
    - Yorki : ตัวละครขโมยซีน เป็นเด็กชายตุ้ยนุ้ยน่าหยิก มีวิธีคิดคล้ายๆโจโจ้ แต่จะมีความไหลไปกับกระแสนิยมในสังคม คือถ้ามีคนบอกว่าดีก็จะคิดว่าดี ถ้ามีคนบอกว่าไม่ดีก็คิดว่าไม่ดี เป็นเหมือนคนในสังคมที่ต้องรอให้ปลูกฝังชุดความคิดอะไรบางอย่าง และพร้อมที่จะเชื่อไปกับชุดความคิดที่โดนปลูกฝังนั้นเสมอ หนังไม่ได้โฟกัสที่ตัวละครนี้สักเท่าไหร่ แต่การปรากฏแต่ละครั้ง จะนำประเด็นชวนน่าตีความมาให้คิดเสมอ
    - Captain Klenzendorf and Finkel : กับตันเคและจ่าฟินเกิล คู่หูที่เรียกสีสันได้พอสมควร ถ้าสังเกตดีๆ โมเมนต์ต่างๆภายในหนัง ทำให้คิดได้ว่า 2 คนนี้น่าจะมีซัมธิงซึ่งกันและกัน จากฉาก German Shepherd ที่ฟินเกิลเข้าใจผิด และกัปตันเคก็ปลอบประโลม จนเกือบจะจูบกัน และจ่าฟินเกิลเอง ก็มีอิริยาบทที่มีความตุ้งติ้งพอสมควร เช่น ชอบนั่งไขว่ขา ฉากนึงที่น่าสนใจคือฉากรบในช่วงสุดท้าย ที่ทั้งคู่ได้ใส่เครื่องแบบทหารที่มีความฉูดฉาด มีเสียงเพลง มีผ้าคลุม และกรีดตา ถ้าจะตีความ คงนิยาม 2 คนนี้ได้ว่า เป็นกลุ่มคนที่ปกปิดสถานะตนเองภายใต้สังคมที่มีความเคร่งครัดเรื่องความแตกต่างที่สูง เป็นตัวแทนของกลุ่มชนชาติอื่นและสถานะอื่น ที่นอกเหนือจากชาวยิว ที่ต้องหลบหนีและหลบซ่อนตัวตนจากโลกภายนอกที่โหดร้าย
    - Fräulein Rahm : ฟาไลม์ราม ตัวแทนของคนในสังคมที่โดนปลูกฝังความเชื่อที่ล้างสมองขั้นสุด (Propaganda) จะมีความเชื่อแปลกๆ ที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลอยู่ในบทสนทนาของเธอเสมอ และด้วยความเชื่อของเธอที่กู๋ไม่กลับ ทำให้เธอทำอะไรโดยไม่ต้องพึ่งความคิดของตัวเองอีกต่อไป และยอมอุทิศตนเพื่อชุดความคิดนั้นได้เสมอ คนนี้หนักข้อกว่ายอร์กี้ 😄
    .
    💬 มีดพก
    - มีดพกของโจโจ้ ที่ได้มาจากค่ายฝึกยุวชนนาซีช่วงสุดสัปดาห์ สิ่งของชิ้นนี้ได้สร้างนัยยะของอำนาจภายในหนัง กล่าวคือ ช่วงแรกที่โจโจ้ได้รับมีดพกมา เขาคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ทุกอย่าง รวมถึงการสังหารชาวยิว จนเมื่อพบกับเอลซ่าในห้องหลบภัย และเอลซ่าได้ยึดมีดพกของโจโจ้ไป ทำให้โจโจ้รู้สึกหมดอำนาจ และเอลซ่ากลับเป็นผู้กุมอำนาจแทน (คุมทิศทางของเรื่อง) ซึ่งโจโจ้เองก็ไม่ได้เรียกร้องมีดพกกลับคืนมา จนถึงฉากที่เกสตาโป (ตำรวจลับในชุดดำ) เข้ามาค้นบ้าน และเอลซ่าก็ยอมคืนมีดพกเล่มนี้ให้โจโจ้ (แสดงถึงอำนาจของเกสตาโป ที่มีมากพอที่ทำให้เอลซ่าที่ถือครองมีดพก ยอมคืนมีดพกให้แก่โจโจ้ได้)
    - มีดพกเล่มนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง คือหลังจากที่โจโจ้พบว่าแม่ของตนได้เสียชีวิตแล้ว โจโจ้มืดแปดด้าน อารมณ์ตีกันไปหมด ทั้งเสียใจทั้งโกรธ จนตัดสินใจไปหาเอลซ่า และใช้มีดพกเล่มนี้แทงที่อกเอลซ่า แต่ด้วยความที่มีดพกมันทื่อ ทำให้เอลซ่าไม่บาดเจ็บอะไรมาก ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่โจโจ้ถือครอง และเชื่อมั่นมาเสมอ นั้นมันเป็นเพียงอำนาจอันจอมปลอม ที่แทบไม่มีพลังต่อสิ่งใดๆเลย เป็นเพียงความเชื่อของโจโจ้ที่อุปโลกน์ขึ้นมา ว่ามันมีพลังที่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทำลายสิ่งใดๆได้
    .
    💬 อิสรภาพ
    - อิสรภาพนำเสนอผ่านตัวละครโรซี่ แม่ของโจโจ้ จากการปรากฏตัวในภวังค์ เมื่อตอนโจโจ้เข้ารักษาตัวจากอาการบาดเจ็บจากระเบิด เธอเป็นตัวละครตัวแรกๆเลยที่ใส่เสื้อผ้านำแฟชั่นสีสันฉูดฉาด การแต่งตัวของเธอนั้นโดดเด่นไม่เหมือนใคร ดูเหมือนว่าเธอเป็นอิสระ ต่างจากคนอื่นในสังคม /การปรากฏตัวของโรซี่ภายในเรื่องนั้นมีน้อย เราไม่รู้เลยว่าเธอไปทำอะไร ไปทำงาน หรือเสเพล แต่การปรากฏตัวของเธอในแต่ละฉาก เธอจะแสดงทัศนคติผ่านบทสนทนา ว่าเธอวาดฝันว่า เธออยากมีชีวิตที่เป็นอิสระมากแค่ไหน
    - นอกจากนั้น เธอยังเป็นคนที่พาตัวละครโจโจ้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกบ่อยๆ เธอจะกล่อมโจโจ้เสมอว่า ชีวิตข้างนอกคือการผจญภัย แล้วมันน่าสนุกขนาดไหน โจโจ้ซึ่งมีรอยแผลที่หน้า ไม่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก ก็ย่อมใจอ่อน เมื่อเจอแม่กล่อมขนาดนี้ การที่เธอเป็นคนพาโจโจ้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ก็มีนัยยะถึงการออกไปใช้ชีวิต ออกไปสู่ความอิสระ
    - ฉากนึงที่น่าจดจำ คือตอนที่ทั้งสอง ออกไปเที่ยวเล่นในสวนสาธารณะริมแม่น้ำ ทั้งสองเดินเรียบตลิ่งเดินคุยกัน เธอบอกโจโจ้ว่า "ลูกน่ะโตเร็วเกินไป เด็กอายุ 10 ขวบไม่ควรดีใจกับสงครามและพูดเรื่องการเมือง ลูกควรจะปีนต้นไม้ และตกลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น ...ชีวิตคือของขวัญ เราต้องดีใจกับมันสิ เราต้องเต้นรำ ให้พระเจ้าเห็นว่าเราดีใจที่มีชีวิต 🎶" โจโจ้มองไปที่รองเท้าคู่สีแดงที่ขยับไปมา "ผมไม่อยากเต้น การเต้นเป็นเรื่องของคนไม่มีงานทำ" โรซี่บอกกลับ "การเต้นเป็นเรื่องของคนที่มีอิสระ มันคือการหนีออกจากทุกอย่าง" /ในบริบทนี้ หนังใช้การเต้นรำ มาเป็นนัยยะแทนของความอิสระ ที่คนเราสามารถเคลื่อนไหวตามใจนึก โดยปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบและกฏระเบียบ
    - ระหว่างทางกลับบ้านในฉากต่อมา ทั้งสองปั่นรถจักรยาน ระหว่างทางมีรถบรรทุกขับผ่าน หลังรถบรรทุกเต็มไปด้วยทหารผ่านสงครามที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งคู่มองรถบรรทุกขับผ่านไป และปั่นจักรยานฉวัดเฉวียนตามอย่างมีความสุข /ฉากนี้แสดงการเปรียบเทียบทหารคือคนที่มีภาระ และสองแม่ลูก คืออิสระชน การปั่นจักรยานที่มีความคล่องตัวกว่า คือความอิสระ ถึงแม้จักรยานจะปั่นช้า แต่ทำให้คนปั่นมีเวลามองโลกรอบๆตัวเอง และเก็บเกี่ยวความสุขได้มากกว่า ทหารในรถบรรทุก ที่บาดเจ็บจากสงคราม และนั่งในพื้นที่แคบๆหลังรถบรรทุกอย่างเบียดเสียด มองเห็นแค่วิวของถนนข้างหลัง เปรียบเสมือน งาน ภาระ หรือสงคราม นั้นตีกรอบความคิดของคนให้เห็นโลกเพียงด้านเดียว ถึงจะนำพาไปถึงจุดหมายที่รวดเร็ว แต่คนหลังรถบรรทุก แทบไม่มีเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางเลย
    - นัยยะของเสื้อผ้าที่แสดงถึงอิสรภาพ นอกจากตัวละครโรซี่แล้ว ยังเกิดกับเอลซ่าด้วย ถ้าสังเกตพัฒนาการการแต่งตัวของเอลซ่าตั้งแต่ต้นจนถึงท้ายเรื่อง จะเห็นว่าเธอเริ่มแต่งตัวมีสีสันขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงพัฒนาการของความเป็นเสรีชนของเธอ จากที่ต้องหลบซ่อน จนท้ายเรื่องที่เธอมีอิสระและได้ใช้ชีวิตของตัวเองสักที /ส่วนตัวละครโจโจ้ ฉากสุดท้ายที่เขาใส่เครื่องแบบยุวชนนาซี คือฉากที่เดินตามผีเสื้อฉากนั้น แสดงถึงความเป็นอิสระจากความคิดของนาซีที่ครอบงำเขา /นอกจากนี้ยังมีตัวละครกัปตันเคและจ่าฟินเกิล ที่ในฉากรบท้ายเรื่อง ก็สวมชุดทหารสีสันฉูดฉาด เป็นการแสดงถึงอิสระจากการหลบซ่อนตัวตนเรื่องเพศสภาพนั่นเอง
    - ส่วนนัยยะของการเต้นรำที่แสดงถึงอิสรภาพ ถูกพูดถึงในคืนหนึ่ง ก่อนวันที่เกิดสงครามกลางเมือง โจโจ้ถามเอลซ่าว่า "ถ้าเธอเป็นอิสระ เธอจะทำอะไรอย่างแรก?" เอลซ่าตอบ "เต้นรำ" ซึ่งตรงตัวมาก 😄 และในฉากสุดท้ายที่สงครามได้จบลงแล้ว ไม่ต้องเดานะครับ ว่าทั้งสองทำอะไรกัน 🎶
    .
    💬 ผีเสื้อสีฟ้า
    - เริ่มต้นจากที่โจโจ้ได้ไปทำงานแปะป้ายโฆษณาภายในเมือง พลันเลือบมองไปเห็นผีเสื้อสีฟ้าตัวหนึ่ง โจโจ้เดินเข้าไปหา หวังจะคว้าผีเสื้อตัวนั้นไว้ โจโจ้วิ่งตามผีเสื้อไปจนถึงลานกลางเมือง เขารู้ตัวว่าวิ่งไล่ไม่ทันแล้ว ผีเสื้อบินสูงเกินเอื้อมแล้ว โจโจ้มองตามผีเสื้อสีฟ้าที่บินอย่างอิสระ ทันใดนั้น โจโจ้ก็เหลือบไปเห็นรองเท้าสีแดงที่ดูคุ้นตา เขามองขึ้นไปตามร่างกายที่ห้อยตัวบนอากาศ และก็พบความจริง แม่ของเขาโดนแขวนคอประจานกลางเมือง โจโจ้ร้องไห้ กอดขาของแม่ไว้ ภาพตัดไปยังอาคารรอบๆ บานหน้าต่างของห้องใต้หลังคา มองเขาลงมาอย่างเศร้าสร้อย
    - ฉากนี้เป็นฉากที่เซ็ตมาดีมาก เป็นฉากที่กลั่นอารมณ์คนดูออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด เริ่มด้วยการใช้ผีเสื้อสีฟ้า ซึ่งมีความหมายของการผ่านไปของเวลา และการก้าวเดินของโจโจ้ไปยังลานกลางเมือง แสดงถึงช่วงชีวิตและการเติบโตของโจโจ้ตลอดทั้งเรื่อง แล้วพอถึงจุดนั้นที่ผีเสื้อบินขึ้นบนฟ้าและกล้องแพนเห็นขาของโรซี่ แม่ของโจโจ้ ผีเสื้อสีฟ้าใช้แทนความหมายของในการกำเนิดใหม่ (ชีวิตของโจโจ้หลังจากนี้ กับ ชีวิตหลังความตายของแม่) และความหมายของสันติสุขของชีวิต (Peace of Life) เพื่อย้อนไปถึงช่วงเวลาดีๆของ 2 คนนี้ที่ได้ทำร่วมกันมา ภาพตัดไปที่หน้าต่างของห้องใต้หลังคา ที่เหมือนหน้าคนกำลังเศร้า และมองลงมาที่โจโจ้และแม่ เป็นเหมือนการจัดพิธีศพ ที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นนัยยะและเป็นตัวแทน
    - ฉากนี้ สิ่งที่ทำให้ผมเสียน้ำตา ไม่ใช่เกิดจากการตายที่น่าเศร้าด้วยการแขวนคอ แต่ผมนึกถึงช่วงเวลาดีๆของ 2 คน โดยเฉพาะตัวละครโรซี่ ที่วาดหวังไว้ว่าจบสงคราม เธอและลูกจะมีชีวิตที่ดี และเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น สงครามจะจบแล้วแท้ๆ แต่เธอดันมาจากโลกไปก่อน ผมรู้สึกสงสารจับใจ สงสารโรซี่ที่ไม่มีทางที่ได้เห็นวันนั้นได้แล้ว และสงสารโจโจ้ที่ถึงแม้ความคิดได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลาที่จะได้ใช้ความคิดที่เปลี่ยนไปนั้นร่วมกับแม่ของเขาได้อีก 😢
    .
    💬 ผูกเชือกรองเท้า
    - การผูกเชือกรองเท้าไม่ได้ของโจโจ้ ถูกย้ำบ่อยมากในหนัง น่าจะประมาณ 5-6 ครั้งได้ เริ่มต้นจาก ฉากที่โจโจ้แต่งตัวในชุดยุวชนนาซี และคุยกับเพื่อนรักในจินตนาการฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ก็สบประมาทว่า โจโจ้นั้นผูกเชือกรองเท้าไม่ได้ แม้จะอายุ 10 ขวบแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นปมของโจโจ้พอตัว
    - ภายในเรื่อง คนที่คอยผูกเชือกรองเท้าให้โจโจ้ ก็คือ โรซี่ แม่ของโจโจ้ ที่เธอนั้นก็เคยบอกเทคนิคการผูกเชือกรองเท้าว่า "จับกระต่ายที่หางของมัน แล้วพันรอบหู มัดให้แน่นและส่งมันกลับลงรู" แต่จนแล้วจนเล่า โจโจ้ก็ยังคงผูกเชือกรองเท้าไม่เป็นอยู่ดี
    - จนถึงฉากที่น่าจดจำที่สุดของเรื่อง ที่แม่ของโจโจ้โดนแขวนคอประจานกลางเมือง กล้องจับภาพของเท้าที่ห้อยกลางอากาศ และโจโจ้ที่มองรองเท้าคู่นั้นอย่างใจลอย เขาสังเกตว่ารองเท้าข้างหนึ่ง เชือกรองเท้าได้คลายออก เขาร้องไห้ พร้อมกับพยายามผูกเชือกรองเท้า แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เขาทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กอดขาทั้งสองของแม่แล้วร้องไห้ 😢
    - การผูกเชือกรองเท้าในเรื่องนี้ ตีความได้คือ การดูแลและปกป้องจากโลกภายนอก จากเรื่องราวในหนัง จะเห็นว่า คนที่ผูกเชือกรองเท้าให้กับโจโจ้ ก็มีแค่โรซี่เพียงคนเดียว ฉากผูกเชือกจะเกิดขึ้นทุกครั้งก่อนออกนอกบ้าน เหมือนเป็นการผูกสัญญาว่า "ฉันจะปกป้องและดูแลเธอเอง เธอไม่ต้องกลัวโลกภายนอกนั่นหรอกนะ" /พอในฉากที่โจโจ้พบศพแม่ แล้วเขาไม่สามารถผูกเชือกรองเท้าได้ หนังก็บอกเป็นนัย ประมาณว่า เขาไม่สามารถปกป้องแม่จากหน่วยเกสตาโปได้ หรือ เขาไม่สามารถปกป้องและดูแลแม่ได้อีกต่อไปแล้ว
    - ในฉากสุดท้ายก่อนจบ โจโจ้บอกกับเอลซ่าว่าเยอรมันชนะสงคราม และสัญญาจะพาเอลซ่าหนีไปปารีส เอลซ่าเชื่อ และเตรียมตัวจะหลบหนีอีกครั้ง แต่ก่อนออกจากบ้าน โจโจ้มองไปที่รองเท้า เห็นเชือกรองเท้าของเอลซ่าคลายตัว ครั้งนี้เขาอาสาผูกเชือกรองเท้าให้ และเขาทำสำเร็จ เขาผูกเชือกรองเท้าได้แล้ว "เขาถามเอลซ่าพร้อมมั้ย?" เอลซ่าถามว่า "ข้างนอกอันตรายมั้ย?" เขาตอบอย่างที่แม่เคยตอบเขาครั้งหนึ่ง "อันตรายสุดๆเลย" /เอลซ่าเดินออกมาสู่โลกภายนอก เธอเห็นบ้านเมืองในความสงบสุข มีรถจิ๊บของทหารอังกฤษขับผ่าน กลุ่มทหารตะโกน "เราชนะแล้ว" เธอรับรู้ความจริงว่าโจโจ้โกหก เธอมองไปที่โจโจ้ และตบหน้าเขาไปหนึ่งที โจโจ้บอก "นั่นก็สมควรโดนแล้วละ ...แล้วเอาไงต่อดี?" ทั้งสองมองตากัน โยกไหล่เบาๆ และเริ่มเต้นรำ 🎶
    .
    ➡️ บทสรุปและความรู้สึก
    - Jojo Rabbit จัดอยู่ในหนังประเภทเสียดสีเพื่อต่อต้านความเกลียดชัง (Anti-Hated Satire) ที่มีความก้าวพ้นช่วงวัย (Coming of Age) ซึ่งหนังดูเหมือนจะตั้งใจเสียดสีถึงความคิดของลัทธินาซีว่า นอกจะเลวร้ายสำหรับคนภายนอกแล้ว ก็ยังเลวร้ายสำหรับคนในองค์กรด้วย โดยถ่ายทอดผ่านความคิดของเด็กน้อยวัย 10 ขวบ ที่เติบโตท่ามกลางสังคมแห่งความรุนแรงและเกลียดชัง ตลอดทั้งเรื่องตัวละครโจโจ้ต้องต่อสู้กับความคิดในหัวที่โดนปลูกฝัง กับการเปิดใจรับสิ่งขัดแย้งกับความคิด ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ จากความรักและแนวคิดอิสรชนของโรซี่ผู้ซึ่งเป็นแม่ และความเป็นมนุษย์จากเอลซ่า เด็กสาวชาวยิวที่มาหลบซ่อนตัวในบ้านของเขา จนสุดท้าย เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจและเปิดรับแนวคิด จนมีวิสัยทัศน์ที่เบิกกว้าง และมองเห็นอย่างกระจ่างว่า สังคมเป็นเช่นไรและจะดำรงอยู่ร่วมกับคนในสังคมที่มีความต่างนั้นได้อย่างไร
    ▫️
    - หนังถูกกำกับโดย Taika Waititi ผู้กำกับคนเดียวกับเรื่อง Thor : Ragnarok เขานั้นได้ทั้งกำกับ เขียนบทและแสดงเอง (ในบทฮิตเลอร์ในจินตนาการ) ซึ่งสิ่งที่ไทก้าเก่งมาเสมอ คือความบ้าบิ่นในการดัดแปลงบทที่มีความจริงจังให้ดูมีสีสันและความขำขันได้ ซึ่งเรื่องนี้ เขาก็ทำออกมาได้ดี ที่นำบริบทของสังคมนาซีที่หนังเรื่องอื่นเสนอแง่มุมอย่างจริงจังและดิบเถื่อน มาดัดแปลงให้มีความขบขันผ่านตัวละครต่างๆ ทั้งมุกและบทสนทนา ที่เบาสมอง แต่ก็ยังคงความโหดร้ายและหดหู่จากบรรยากาศรอบๆ และสถานการณ์ต่างภายในเรื่องที่เกิดขึ้น
    - ตัวละครในเรื่องมีเสน่ห์ทุกตัว ที่ประทับใจมากที่สุดก็คือ Scarlett Johansson กับบทโรซี่แม่ของโจโจ้ ที่การปรากฏตัวของเธอแต่ละครั้ง ก็เป็นที่น่าจดจำทุกครั้ง เธอถ่ายทอดการแสดงออกมาได้น่าประทับใจ จนเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมในปีนั้น และตัวละครอื่นๆ ที่มาเติมเต็มเส้นเรื่องด้วยความคิดนาซีนิยมอย่างเบาสมอง และมีเอกลักษณ์แทบทุกคน ถือว่าทำได้ดีและเฉียบคมมาก
    - งานฉาก งานภาพ และงานกำกับศิลป์ ที่เซ็ตบรรยากาศของประเทศเยอรมันในช่วงยุคสงครามโลก ก็เก็บรายละเอียดดีมาก อีกทั้งงานคอสตูมก็โดดเด่นทุกตัวละคร ทั้งชุดทหาร ชุดเครื่องแบบยุวชนนาซี ขนาดชุดของเอลซ่า ที่เป็นชาวยิว ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่าใครๆ
    - ดังนั้น หนังเรื่องนี้จึงเป็นหนังที่อยากแนะนำให้หลายๆคนได้ดู ถึงแม้จะขึ้นหัวว่าเป็นหนังสงคราม แต่ภายในเรื่องเรียกได้ว่ามีวิธีการเล่าที่ฉีกขนบหนังสงครามในภายจำของหลายๆคนแน่นอน หนังมีความสดใส มีความเบาสมอง และมีดราม่า ทำให้รสชาติออกมากลมกล่อม ย่อยง่าย ไม่ซีเรียสเกินพอดี /ใครว่างๆ อยากเปิดประสบการณ์การดูหนังในเรื่องราวที่มีการถ่ายทอดด้วยวิธีที่แปลกใหม่ ก็แนะนำให้หาดูกันได้เลย รับรองว่าจะต้องชอบและประทับใจแน่นอน 😘

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in