หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า (ไปตลอดกาล)
  • ℹ ใครยังไม่เคยดูหรือไม่มีแพลนที่จะดูในเร็วๆนี้ สามารถอ่านหัวข้อ "บทสรุปและความรู้สึก"ได้ก่อนนะ 😊
    ℹ โพสนี้เป็นบทความ (อีกแล้ว) ที่จะพยายามตีความเนื้อเรื่องและนัยยะต่างๆ อย่างละเอียดที่สุด
    .
    Into the Wild (2007) 🎒🚌🗻
    Director : Sean Penn
    Genres : Adventure ,Biography ,Drama
    My Score : 9.5/10
    - หนังที่อิงจากหนังสือและเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของ Chris McCandless เด็กหนุ่มผู้รักอิสระ และเพิ่งเรียนจบจากวิทยาลัย ได้ละทิ้งความสบายภายในชีวิต และหันหน้าให้กับการเดินทาง โดยมีจุดมุ่งหมายคือการใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขาในรัฐอะแลสก้า เพื่อค้นหาความหมายของความสุข
    .
    Nomadland (2020) 🧓🚌🌄
    Director : Cholé Zhao (Marvel : Eternals)
    Genres : Adventure ,Drama
    My Score : 9.0/10
    - เรื่องราวของ Fern หญิงวัยกลางคนในอายุใกล้ 60 อดีตพนักงานของโรงงาน"อาณาจักร" (The Empire) ที่ปิดตัวลงในปี 2011 จากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เธอเสียงาน เสียบ้านที่บริษัทเป็นเจ้าของ และร้ายที่สุด เสียสามีที่รักในเวลาใกล้ๆกัน ด้วยวัยกลางคนของเธอทำให้โอกาสเริ่มใหม่ในระบบทุนนิยมดูยากเต็มทน Fern จึงใช้เงินก้อนสุดท้ายซื้อรถตู้บุโรทังคันนึง แล้วออกเดินทางหางานประทังชีวิตอย่างนักพเนจร (Nomad)
    .

    ➡️ Chapter 1 : My Own Birth (กำเนิดตัวตน)

    ▫️Into the Wild
    - ตัวละครเอกของเรื่อง "Chris" เขาค่อนข้างชอบอ่านหนังสือและสนใจในปรัชญา นักเขียนที่เขาชื่นชอบทำให้เขามีความคิดธรรมชาตินิยมและเสรีนิยม ซึ่งทำให้ Chris เริ่มมีความคิดที่ต่อต้านกฏระเบียบและกฏเกณฑ์ของสังคม จะเห็นได้ว่าตลอดทั้งเรื่อง เขาได้นำคำพูดของนักปรัชญามาปรับใช้กับการเดินทางและชีวิตของตน
    - สถาบันครอบครัวก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดตัวตนของ Chris พ่อและแม่ของเขา ชอบมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา แถมยังบานปลายไปถึงขั้นหย่า แม้จะไม่ถึงขั้นหย่าร้าง แต่สิ่งที่ทำให้เป็นปมระหว่าง Chris รวมถึง Carine น้องสาว คือทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน และนำเรื่องการหย่ามาใช้เป็นประเด็น พ่อแม่จะถามเขาและน้องสาวเสมอว่าจะอยู่กับใคร ซึ่งเป็นปมทำให้ Chris เริ่มเพิกเฉยต่อสถาบันครอบครัว และจุดแตกหักครั้งสำคัญ คือการที่เขาล่วงรู้ความลับของพ่อแม่ ว่าแท้จริงแล้ว พ่อของเขาเคยแต่งงานและมีลูกชายคนนึง ก่อนจะมาแต่งงานกับแม่ของ Chris ทำให้สถานะของตนนั้นคือ "ลูกของชู้" ด้วยความโกรธเกลียดนี้เอง ที่ทำให้ Chris ปฏิเสธ สิ่งที่พ่อแม่ยึดมั่นถือมั่น นั้นก็คือ "อัตตา"
    - อัตตาที่พ่อแม่ของ Chris ยึดติดคือหน้าตาและเงินตรา ในอดีตพ่อของเขาเคยเป็นวิศวะกรที่มีชื่อเสียง จนมาพบกับแม่ และได้เปิดบริษัทให้คำปรึกษา จนบริษัทเริ่มทำเงินหลักล้านได้แล้ว ดูเหมือนว่า พ่อแม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้าในงานและเงิน จนทำให้ทั้งสองคนนั้นตาบอด ไม่สนใจ Chris และน้องสาว จากความโกรธเกลียดเรื่องนี้ บวกกับที่ตนได้ศึกษาปรัญชา ทำให้เขามีความคิดที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ว่าเขาอยากมีเสรีภาพ อยากได้ความสุข ตอนนี้เขาเพียงแค่ต้องออกเดินทางตามหามันเท่านั้น
    - จุดเปลี่ยนที่สำคัญในเวลาที่เหมาะสม คือในวันที่ Chris จบการศึกษาและรับปริญญา เป็นวันที่เขาหมดพันธะทั้งปวงกับครอบครัวและพร้อมที่จะเติบโตด้วยวิธีของตนเอง ใบปริญญาอาจจะเป็นก้าวที่สำคัญของคนทั่วไป แต่สำหรับ Chris มันคือก้าวสุดท้ายในระบบสังคม ในฉากการกินเลี้ยงเฉลิมฉลองในวันสำเร็จการศึกษาในร้านอาหารแห่งหนึ่ง จะได้เห็นมุมมองของพ่อแม่ที่มีต่อเขา คือการยัดเยียดอัตตาให้กับเขา ด้วยการจะซื้อรถคันใหม่ให้ และพูดลอยๆเรื่องการศึกษาต่อ แต่ในท้ายสุด Chris ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง จะไม่รับความช่วยเหลือใดๆจากพ่อแม่อีก เพราะมองความหวังดีของพ่อแม่นั้น ก็เพื่อหน้าตาของพ่อแม่ทั้งนั้น ไม่ได้ซื้อหรือให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ
    - หลังจากเหตุการณ์นั่น Chris ได้ตัดสินใจ นำเงินเก็บของเขาทั้งหมดบริจาคเพื่อการกุศล และขับรถออกจากที่พัก เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในนาม "Alexander Supertrump"
    - ในระหว่างเริ่มต้นการเดินทาง Chris ได้พูดข้อความนึง ความว่า "ไม่ควรมีใคร ปฏิเสธว่าการมีชีวิตที่อิสระ ไร้สิ่งพันธนาการใดๆ นั่นมีความสุขมาก ... ในความคิดของเรา มันเชื่อมโยงกับการหลบหนี หนีจากประวัติศาสตร์ การกดขี่ กฏหมาย และหน้าที่ซึ่งรบกวนจิตใจ มันคืออิสระที่แท้จริง และ ถนนมุ่งไปทางตะวันตกเสมอ"

    ▫️Nomadland
    - Fern ตัวละครหญิงวัยกลางคนในวัยที่ใกล้เกษียณเต็มที เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง และเธอเคยเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานขุดแร่ยิปซัมขนาดยักษ์ชื่อ"อาณาจักร" (The Empire) สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่มั่งคั่ง เป็นแหล่งทำมาหากินของชนชั้นกรรมกร จนเกิดเป็นชุมชน และมีรหัสไปรษณีย์เป็นของตนเอง
    - แต่แล้วในปี 2011 The Empire ได้ปิดกิจการ ด้วยผลของพิษเศรษฐกิจ ผู้ตนต่างทยอยย้ายออก จนเมืองซบเซา โรงงานและชุมชนกลายเป็นซากร้าง และรหัสไปรษณีย์ถูกยึดคืน
    - และในเวลาเดียวกันนั้น สามีของเธอก็ได้จากเธอไป Fern แทบไม่เหลืออะไร นอกจากชีวิตอันเปล่าเปลือยของตน ในฐานะอดีตภรรยา เสมียน และครูผู้ช่วย Fern ได้ใช้เงินทั้งหมดที่มีซื้อรถตู้บุโรทัง และออกพเนจรทั่วอเมริกา ไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวแต่เป็นการหางานทำประทังชีวิต จนในที่สุด เธอก็ได้เป็นนักพเนจรเต็มตัว (Nomad)

    💬 นักเดินทางในคำนิยาม
    - ตัวละครจากทั้งสองเรื่อง Chris และ Fern ทั้งคู่คือนักเดินทาง แต่จุดเริ่มต้นจากวัตถุประสงค์และวิธีคิดนั้นต่างกัน /Chris ออกเดินทางเพราะวิธีคิดที่ขบถ ปัญหาของครอบครัวที่สั่งสมมาตั้งแต่ยังเด็ก กับการที่ตนเองมีอิสระภาพเป็นครั้งแรก จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ออกเดินทางเพื่อค้นหาตนเอง /ส่วน Fern นั้น เธอไม่ได้ต้องการจะออกเดินทาง เพียงแต่สถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจในตอนนั้น ได้บีบเธอออกจากวงจร เธอเป็นแรงงานที่ไม่เป็นที่ต้องการ เธอจึงไม่มีจุดยืน ถึงแม้ในบริบทนั้น อาจจะมองได้หลายทางเลือก อาจจะไปอยู่กับญาติ อาจจะเอาเงินไปลงทุนอะไรเล็กๆ แต่ด้วยฐานที่มั่น (บ้านที่เธอเคยอยู่ใน The Empire) ได้ล่มสลาย ด้วยอายุและการที่เธอต้องเสียสามีในเวลานั้น การออกเดินทางด้วยรถบ้านจึงเป็นทางเลือกที่เธอคิดว่าดีที่สุด ทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก สามารถค่ำไหนนอนนั่นได้ และการออกเดินทางยังช่วยให้เธอมีเวลาจะช่วงนึงที่เลิกคิดถึงสามีของเธอ
    - ด้วยอุดมคติของการเริ่มต้นออกเดินทาง ทำให้เราสามารถนิยาม Chris ได้ว่าคือ นักเดินทาง ,Traveler ,Backpacker เพราะในวันนึงที่เขาค้นพบความหมายบางอย่าง เขาอาจจะกลับมาใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปก็ได้ แต่สำหรับ Fern แล้ว คำว่า นักพเนจร (Nomad) ก็เป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุด เพราะ การเดินทางของเธอมีค่าเป็นอนันต์
    - ในหนังเรื่อง Nomadland จะเห็นว่า Fern นิยามตัวเองว่าเป็นนักพเนจร (Nomad) ไม่ใช่คนเร่ร่อน (Homeless) เพราะนิยามคำว่า Home ของเธอคือรถตู้ที่เธออาศัย รถตู้ของเธอจึงเปรียบเป็นบ้าน ที่เธออยู่แล้วอุ่นใจ ดังในบทสนทนานึงที่เธอพูดไว้ว่า
    "No, I'm not homeless (คนเร่ร่อน). I'm just house-less (ไม่มีบ้าน). Not the same thing, right?
    - และในนัยยะของคำว่าบ้าน ได้ถูกพูดถึงนิยามของมัน ในช่วงต้นของเรื่อง เป็นวลีที่หญิงคนหนึ่งสักไว้ที่แขน "Home, is it just a word? Or is it something you carry within you?" - บ้าน (Home) มันเป็นแค่คำพูดหรือสิ่งที่ติดตัวเราไป?
    เป็นวลีที่บอกเป็นนัยๆว่า คำว่าบ้าน (Home) เป็นคำที่อยู่ในใจ สถานที่ใดที่เราอยู่แล้วรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ สถานที่นั้นก็สามารถนิยามว่าคือบ้าน (Home) ได้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาทุกลูก ทุ่งกว้างทุกตารางไมล์ ลำธารทุกสาย ล้วนเป็นพัสถานในการครอบครองของเธอแทบทั้งสิ้น ดินแดนที่เรียกว่าบ้าน (Home) จึงกินพื้นที่กว้าวไกลจรดชายแดน ตราบใดที่สถานที่แห่งนั้น นำความอุ่นใจเมื่อได้อยู่มาให้กับเธอ

    💬 ทุนนิยมผลักไสให้ใช้ชีวิต
    - Chris เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่อู้ฟู่ พ่อแม่ของ Chris เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการหารายได้จำนวนมากให้แก่ครอบครัว เมื่อเงินเข้ามามีอิทธิพลในครอบครัว ช่วงชีวิตที่มีความสุขของเขาและน้องน้องสาวก็ลดน้อยลง และทำให้เขาโหยหาความสุขมาเสมอ Chris เกลียดเงินตราและทรัพย์สิน เพราะเขาว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างค่าเงินนั่น มันควบคุมมนุษย์ได้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจอ่านหนังสือแนวปรัชญา หนังสือประสบการณ์การเดินทางของนักเดินทางและนักคิด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเขาได้ปลดแอกชีวิตจากสิ่งเป็นนามธรรมในระบบทุนนิยมอย่าง "เงินตรา" อย่างในคำพูดหนึ่งของเขา "ผมไม่ต้องการเงิน มันทำให้คนระวังตัว"
    - ส่วน Fern หลังจากการล่มสลายของ"อาณาจักร" (The Empire) เธอจึงเหมือนแรงงานที่ถูกระบบทุนนิยมคัดทิ้ง กลายเป็นแรงงานแบบเก่าไม่ร่วมสมัย และต้องผลักดันตัวเองให้ดำรงอยู่ในกระแสของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ พยายามเอาตัวรอดและมีชีวิตเท่าที่กระแสโลกจะพัดพาเธอไป
    .
    ➡️ Charpter 2 : Take Me the Road (ระหว่างทาง)

    ▫️ Into the Wild
    - Chris เริ่มออกเดินทางด้วยรถยนต์ของเขา แต่ด้วยอุบัติเหตุจากความประมาท ทำให้รถของเขาเสียจากการโดนน้ำท่วมฉับพลัน เขาจึงเริ่มออกเดินทางอย่าง Backpacker ณ จุดนั้น เขาได้เผาเงินก้อนสุดท้าย เพื่อที่จะละทิ้งอำนาจของเงินตรา และเดินเท้า โบกรถ พาตัวเองออกไปให้ไกลที่สุด
    - Rainey และ Jan สองสามีภรรยานักพเนจร ที่ Chris พบเจอระหว่างทางจากการโบกรถ / คู่สามีภรรยาคู่นี้ ได้ออกเดินทางเพราะต้องการให้การเดินทางเป็นสิ่งที่ดึงความสนใจออกจากภาวะความเสียใจ ที่ลูกชายได้ทิ้งทั้งสองคนไป / การปรากฏตัวของ Chris ทำให้เรื่องราวเก่าๆของสองคนนี้ ได้ย้อนกลับมาในความคิด เขาทำให้ Jan นึกถึงลูกชายของพวกเขา และทำให้ความรักระหว่าง Rainey และ Jan เริ่มห่างเหินกันอีกครั้ง / แต่ทุกครั้งที่ Rainey และ Jan เกิดภาวะอึดอัด Chris จะมองสองคนนี้อย่างครุ่นคิด เหมือนมันทำให้เขานึกถึงความบาดหมางของพ่อแม่ และคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุ / แต่ในท้ายที่สุด Chris ต้องการทำให้ทั้งสองกลับมาดีเหมือนเดิม ด้วยการไปพูดคุยกับ Jan แล้วคืนนั้นทั้งคู่ก็ได้ร่วมรักกัน Chris ได้ปลดเปลื้องปมบางอย่างที่อยู่ในใจลึกๆ ที่เขาอยากจะแก้ไขมาทั้งชีวิต นั่นคือ "ครอบครัว"
    - Wayne เจ้าของไร่ข้าวสาลี เขาได้รับ Chris เข้ามาช่วยงาน เพราะ Chris ต้องการเก็บเงินจำนวนนึงเพื่อเดินทางไปอะแลสก้า / Wayne และ Chris สนิทกันมาก เพราะเมื่อ Chris เดินทางไปไหน เขาก็จะส่งจดหมายให้ Wayne เพื่อบอกเล่าความเป็นไปของตัวเองเสมอ / วิธีคิดของ Wayne ชัดเจนมากในไนท์คลับ Chris คุยกับ Wayne เรื่องการเดินทางออกตามหาความสุข ในจุดหมายคืออะแลสก้า และถกปัญหาสังคมและโครงสร้างถึงความเฮงซวยในระบบ แต่ Wayne เป็นคนเรียกสติและเริ่มสั่งสอน Chris ว่า อย่าไปจริงจังกับความโกรธพวกนี้เลย เขายังหนุ่มเกินไปที่จะโกรธ ยังมีเวลาหาความสุขอีกมาก ทำให้ตัวเองผ่อนคลายและใช้ชีวิตซะ
    - เรื่องราวดำเนินไป ผ่านการผจญภัยของ Chris และเขาก็ได้ระหกระเหินมาถึงภูเขา Salvation และเขาได้เจอ Rainey และ Jan อีกครั้ง / ภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมเหล่านักพเนจร (Nomad) ที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กรอบสังคมเช่นเดียวกับเขา / การกลับมาเจอกันรอบนี้ คู่สามีภรรยาต้อนรับขับสู้อย่างดี และได้พูดคุยถึงช่วงชีวิตของกันและกัน / และที่แห่งนี้ เขาได้พบสาวคนหนึ่งในวัย 16 ปี เธอชื่อ "Tracy" เธอได้ติดห้อยสอยท้ายมากับพ่อของเธอ ที่ขับรถบ้านมาพักผ่อนที่ภูเขา Salvation ในช่วงวันหยุด / เรื่องราวของ Chris และ Tracy ได้เริ่มขึ้น จากการที่ทั้งคู่เริ่มมีใจให้กัน จนถึงจุดหนึ่งที่เธอพร้อมจะพลีกายให้เขา แต่ด้วยอุดมการณ์อันกล้าแกร่ง ทำให้เขาปฏิเสธโอกาสที่จะได้ความรักทางกาย เพื่อที่เขาจะได้ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ใดๆ เพราะเป้าหมายของเขาตอนนี้คือ อะแลสก้า อย่างเดียวเท่านั้น
    - Ron Franz ชายชราที่ Chris ได้มีโอกาสพบเจอ ระหว่างทางก่อนที่เขาจะเดินทางไปยังอะแลสก้า / Ron เป็นทหารผ่านศึก ใช้ชีวิตติดบ้าน กินเงินบำนาญ มีงานอดิเรกง่ายๆ อย่างการแกะสลักหนัง ซึ่งเป็นความสุขเล็กๆของเขา / ถึงแม้มิติในตัวของ Ron จะแตกต่างกับ Chris มากขนาดไหน แต่การปรากฏตัวของ Chris คือสิ่งเติมเต็มช่องว่างในชีวิตของ Ron รวมถึงตัว Ron เอง ก็ได้เติมเต็มช่องว่างในชีวิตของ Chris เช่นกัน ประสบการณ์ชีวิตของคนสองคน ด้วยประสบการณ์ที่ต่างกันสุดขั้วสองแบบ คนที่เดินทางมาเยอะและคนที่ผ่านชีวิตมาเยอะ ทั้งคู่จึงเป็นจิกซอว์ที่เติมเต็มช่องว่างให้กันและกัน
    - ในการพบกันครั้งแรก Chris พา Ron ขึ้นภูเขาเพื่อไปชมวิวของเมือง Salton Sea แต่ด้วยอายุและสังขารของ Ron ทำให้เขาไม่สามารถไปถึงยอดได้ Chris จึงพูดว่า ... "ถึงจะมาได้ครึ่งทาง วิวก็สวยใช่ไหมครับ? แต่ถ้าไปถึงยอด เราจะมองเห็นเมือง Salton Sea ทั้งเมืองได้เลยนะ" พอ Ron ได้ยินก็ถอดใจและเดินลงเขาไป ในฉากนี้จะแสดงถึงนัยยะหลายๆอย่าง อย่างแรกคือ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายก็สัมผัสความสุขได้ ต่อมาคือ ความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน Chris มีความสุขที่ได้พิชิตยอดเขาและเห็นวิวสวยๆบนยอดเขานั้น แต่สำหรับ Ron มันคือเรื่องไร้สาระ ที่คนอายุเท่าเขาจะขึ้นไปถึงยอดเพื่อเห็นแค่วิว และสุดท้าย จะเห็นได้ว่าความลุ่มหลง (Passion) ของแต่ละคนนั้นขับเคลื่อนต่างกัน หากเรามีจุดหมายที่แน่นอน เราก็จะไปถึงยอดเขาเหมือน Chris แต่หากเราไร้ซึ่งจุดหมาย การไปถึงยอดเขานั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องจำเป็น และถอดใจกลางคันเหมือนตัวละคร Ron / หลังจากนั้นทั้งคู่ได้พบเจอกันบ่อยขึ้น Ron สอน Chris แกะสลักหนัง ส่วนประสบการณ์การเดินทางของ Chris ก็ทำให้ Ron เริ่มออกจากบ้านมากขึ้น จนในที่สุด Ron ก็เริ่มมีไฟในการออกจาก Safezone ที่ตัวเองสร้างมาทั้งชีวิต / ในวันนึง Ron ได้ไปส่ง Chris เพื่อจะปีนเขาลูกเดิมอีกครั้ง Ron สงสัยว่า ทำไม Chris ถึงอยากไปอะแลสก้ามากนัก และ เขานั้นกำลังหนีอะไรอยู่? Chris ตอบกลับว่า "ผมก็สงสัยเช่นเดียวกับคุณนะ แต่ผมรู้คำตอบอยู่แล้ว" และสะท้อนชีวิตของตนให้กับ Ron ทำไมคุณถึงอยู่แต่ในบ้าน ทำไมไม่เริ่มออกผจญภัย คุณยังมีชีวิตอีกนานนะ นานพอที่จะเดินทางไกล แต่คุณกลับนั่งเฉยๆ ไม่ออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นตาแก่หัวดื้อ พอ Ron ได้ยินอย่างนั้น ก็เริ่มปีนเขาเพื่อแสดงให้ Chris เห็นว่าเขานั้นก็ทำได้ ครั้งนี้ Ron มีแพสชั่นและจุดหมายที่ชัดเจน และในที่สุด เขาก็ไปหา Chris ถึงยอดเขาจนได้
    - พอถึงยอดเขาแล้ว ทั้งคู่ก็ได้สนทนากัน และ Ron ก็ได้เห็นมุมมองของ Chris ที่มีต่อพระเจ้า Chris มองว่า "ความสุขส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดมาจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพราะ พระเจ้าวางความสุขไว้ทุกที่รอบตัวอยู่แล้ว เพียงเราเปลี่ยนมุมมอง เราก็จะเห็นความสุข" พอ Ron ได้ยินเช่นนั้น บวกกับที่รู้ว่า Chris มีมุมมองเช่นไรกับครอบครัว เขาก็ได้พูดประโยคหนึ่งที่สำคัญ...
    "เมื่อเธอให้อภัยได้เมื่อไหร่ เธอจะรักเป็น และเมื่อเธอรัก พระเจ้าจะนำทางให้กับเธอ"
    แล้วคู่ก็มองขึ้นฟ้า / ในวันสุดท้าย ที่ Chris พร้อมเดินทางสู่อะแลสก้า Ron อาสาจะพา Chris ไปส่งในที่ที่เขาจะพาไปได้ไกลที่สุด ก่อนจะจาก Ron ได้ตัดสินใจจะรับ Chris มาเป็นหลานบุญธรรม Ron อยากจะเป็นปู่ให้ Chris แต่สุดท้ายด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่ Chris ก็ปฏิเสธ Ron ไป และบอก Ron ว่า ไว้เขาจะกลับมาตัดสินใจใหม่เมื่อเขากลับมาจากอะแลสก้า แล้วทั้งคู่ก็จากลากัน 😢

    ▫️Nomadland
    - Fern อาศัยอยู่ในรถตู้ที่ปรับเปลี่ยนภายในมีที่นอน ตู้บานพับเอนกประสงค์ที่เธอต่อเติมเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ข้าวของเครื่องครัว ไปจนถึงสุขา ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พื้นที่ขนาดเล็กในรถตู้ สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    - ในช่วงฤดูหนาวปลายปี พวกเขา เหล่านักพเนจร ได้มาสถานที่ซึ่งเป็นลานโล่ง เช่าพื้นที่อาศัยเพื่อจอดรถบ้านของพวกเขา Fern ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่และได้พบกับนักพเนจรคนหนึ่งชื่อ "Linda May" สหายวัยชราที่พวกเธอเจอกันบ่อยแล้วหลายครั้ง ทั้งคู่เตรียมพร้อมเข้างานในช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ในฐานะพนักชั่วคราวสำหรับแพ็คของในบริษัท Amazon ซึ่งในช่วงเทศกาลเช่นนี้ ผู้คนต่างจับจ่ายใช้สอย และบริษัทก็ขาดแรงงานในส่วนนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งคู่และเพื่อนๆหน้าใหม่จากต่างที่ ทำงานควบกะ จัดหีบห่อพัสดุให้ถึงมือผู้รับ และฉลองเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ในลานจอดรถนั้น ชีวิตวนลูปกับการไปทำงาน กลับมานอนหนาว พองานหมด ก็ต่างแยกย้ายไปหางานที่อื่นต่อ
    - Fern ออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เธอมีจุดหมายคือค่ายของชาวพเนจรค่ายหนึ่งชื่อ "RTR" (Rubber Tramp Rendezvous) ที่ Linda เคยแนะนำไว้ / ค่าย RTR เป็นค่ายที่รวมตัวของกลุ่มนักพเนจร โดยมี "Bob Wells" เป็นผู้อำนวยการของค่ายนี้ ค่ายนี้มีไว้เพื่อช่วยเหลือเหล่านักพเนจรด้วยกัน เป็นพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์และวิธีการใช้ชีวิตในรถบ้าน มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของ และแจกจ่ายอาหาร / ที่แห่งนี้ Fern ได้พบมิตรภาพใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าแปลกใจคือ ในหมู่นักพเนจรนั้น มีคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเธอเยอะเหลือเกิน
    - ในช่วงที่ Fern อยู่ค่าย RTR หนังได้พาไปสำรวจเหล่านักพเนจรจำนวนหนึ่ง ถึงเหตุผลที่ออกมาใช้ชีวิตบนถนน มีคนนึงเป็นหญิงชราที่กำลังจะตาย เธออยากเห็นโลกเป็นครั้งสุดท้าย มีหญิงวัยกลางคนคนนึง ชีวิตของคนที่รักของเธออยากล่องเรือ ซื้อเรือมาวางไว้ที่บ้าน แต่คนรักของเธอกลับเสียชีวิตก่อนจะได้ออกล่องเรือ ซึ่งทำให้เธอได้ฉุดคิด และรีบใช้ชีวิต มีคนที่ออกมาอยู่บนรถเพราะค่าชีวิตแบบทุนนิยมแพงกว่าการเร่ร่อน มีคนที่หนีจากชีวิตที่สุขสบายเพราะรู้สึกผิดบาป และคิดว่าการเร่รอนคือบทลงโทษให้กับตัวเอง หรืออีกคน ที่สูญเสียลูกชาย จนคิดว่าการอยู่บนท้องถนนนั้นเจ็บปวดน้อยกว่าชีวิตแบบปกติ
    - งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา สุดท้ายแต่ละคนก็ออกเดินทางไปหาจุดหมายของตน เหลือแค่ Fern และ Swankie ที่ยังลงหลักปักฐานอยู่ที่เดิม
    - Swankie หญิงชราในวัย 75 ที่ Fern ได้ทำความรู้จักกันครั้งแรก ด้วยการที่เธอขอความช่วยเหลือจาก Swankie เนื่องจากรถยางแตก ทั้งสองอยู่ในรถบ้านที่จอดใกล้ๆกัน และเริ่มมีความสนิทสนมกัน / ในวันหนึ่ง Fern ได้ไปพูดคุยกับ Swankie และทำให้เธอรู้ความจริงของหญิงชรา ที่ออกเดินทางเพราะเธอกำลังจะตาย เธอมีขีวิตได้อีก 7-8 เดือน และต้องการเห็นโลกที่เธอเคยเห็นมาครั้งนึงในอีกอีกครั้ง เธอปรารถนาจะจะพายเรือออกไปในทะเลสาบ และมองเห็นฝูงนกบินรอบตัวเธออีกครั้ง ก่อน เธอจะออกเดินทางไปสู่ที่หมายสุดท้ายในชีวิต เธอได้บริจาคของบางส่วนให้กับ Fern และขอให้ Fern ช่วยตัดผมให้ / ในฉากการตัดผม มีนัยยะซ้อนเร้น ปอยผมหงอกสีขาวของ Swankie ได้ร่วงล่นสู่พื้นดิน เปรียบเหมือนสังขารมนุษย์ที่ไม่เที่ยง มีเกิดย่อมมีดับ
    - ระหว่างนี้ หนังพาเราไปเจอบรรดาคนหนุ่มสาวเลื่อนลอยเร่ร่อนและไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งกับยุคสมัย เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อ "Derek" เขาคือเด็กหนุ่ม ผู้ซึ่งเดินทางไปเรื่อยๆ ไม่มีหน้าหลัง เขาบอกกับ Fern ว่าเขามีคนรักอยู่ทางตอนเหนือและติดต่อเธอผ่านทางการเขียนจดหมาย Fern แลกแซนด์วิชกับเบียร์ พูดคุยกับเด็กหนุ่ม และสอนให้เขาเขียนบทกวีแทน ความว่า...
    "...ควรเปรียบเจ้าดั่งคิมหันตฤดูไหม? เจ้าสดใสงดงามกว่าเป็นไหนๆ ลมเดือนพฤษภาจะพัดแรงถึงเพียงใด และฤดูร้อนไยจึงสั้นเหลือคณา บางคราสุริยาร้อนแรงแผดเผา บางคราไม่เรืองรองแต่หมองหม่น ทุกสิ่งงามงดล้วนมลายไม่คงทน ตามกาลกลหรือหนทางของชะตา แต่คิมหันต์อันนิรันดร์ของเจ้าจะไม่จาง แจ่มกระจ่างในตัวเราคงไม่เปลี่ยน หรือแม้...มรณาก็มิอาจแตะต้องยึดครองเจ้า เธอจะคงอยู่เย้าในบทกลอนอันนิรันดร์ ตราบเท่ากรรมมนุษย์มิเสื่อมครา ตราบชั่วฟ้าของเจ้ากลอนนี้จะมลาย"
    เป็นกลอนที่พูดถึงชีวิต และประกายเล็กๆ ของตัวเธอในฐานะของหญิงสาวคนหนึ่งวูบขึ้นและมอดลงเชื่องช้าเมื่อยามค่ำคืนมาถึง เด็กหนุ่มและเธอต่างก็ออกเดินทางแยกย้ายกันไป
    - Fern ออกเดินทางอีกครั้ง เธอย้านงานจากภาคอุตสาหกรรม ไปสู่แรงงานภาคบริการ ด้วยการเป็นแม่บ้านในแคมป์ และเข้าสู่ภาคการเกษตรด้วยการเป็นแรงงานในการเก็บผลผลิตของบีทรูทตามฤดูกาล ระหว่างที่เธอโยกย้ายงานไปเรื่อยๆ เธอก็พบเจอกับ Linda และได้ทำงานร่วมกัน จน Linda ย้ายออกไปก่อน และอีกคนที่เธอได้พบ ก็คือ "Dave" ชายวัยกลางคนที่เธอเคยเจอในช่วงที่อาศัยในค่าย RTR
    - Dave เป็นชายชราขี้เหงา ที่คอยดูแลและช่วยเหลือ Fern มาตลอดตั้งแต่พบกันที่ RTR จนหลังจากที่ทั้งคู่ทำงานเป็นคนดูแลแคมป์เสร็จ Dave ได้ชวน Fern ไปทำงานด้วยที่ "Wall Drug" ซึ่งทั้งสอง ทำงานบริการในร้านฟาสฟู๊ด ระหว่างทำงานที่นั่น ทั้งคู่ก็ดูแลซึ่งกันและกัน เป็นที่พึ่งพิงทางใจให้แก่กัน / จนในวันหนึ่ง ลูกชายของ Dave ก็มาหา แจ้งกับพ่อว่าตนเองและภรรยา ได้ให้กำเนิดลูกชาย และชวนพ่อของตนกลับไปอยู่บ้าน ซึ่งเดฟเองก็ลังเล เพราะตนได้ทอดทิ้งลูกตัวเองมานานแล้ว แต่ Fern ก็สนับสนุนให้ Dave กลับไปอยู่บ้าน เป็นปู่คอยดูแลหลาน และ Dave ก็ชักชวนให้เธอไปอยู่ด้วย ซึ่งเธอก็ได้แค่บอกว่าจะไปเยี่ยมย้างเป็นครั้งคราว ซึ่งในใจเธอตอนนี้รู้สึกเสียใจที่ Dave เพื่อนร่วมทางคนนึง กำลังจะกลับไปใช้ชีสิตอย่างปกติ และเธอต้องอยู่อย่างอ้างว้างเช่ยเคย

    💬 ตกตะกอนระหว่างทาง
    - หนังพูดถึงการเดินทาง แต่ทุกเรื่องราวเกิดขึ้นในระหว่างทาง การได้ออกผจญภัยและพบเจอผู้คน ต่างทำให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้และค้นพบอะไรบางอย่าง ที่สะท้อนและเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในชีวิตทั้งสอง อย่างตัวละคร Chris สิ่งที่เขาได้เติมเต็มในระหว่างทางคือ ครอบครัว จากการเจอคู่สามีภรรยา Rainey กับ Jan และในการไปที่ภูเขา Salvation แล้วเจอ Tracy แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการเติมเต็มความรักของเขาที่ขาดหายไปทั้งชีวิต ความรักจากคนรัก และความรักจากพ่อกับแม่ การที่เขาได้เจอตัวละคร Wayne ทำให้เขาตระหนักว่า เขากำลังลุ่มลึกถึงปัญหาสังคมจนเกินไป ถึงแม้นั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้เขาออกเดินทาง แต่มันก็ตึงเครียดไปจนทำให้เขาลืมการมีความสุข Wayne เป็นตัวละครที่เรียกสติทั้ง Chris และคนดู ไม่ให้หลงเชื่อความคิดตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ให้เราเรียนรู้ความหมายของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และจงใช้ทุกเวลาและนาที กับสิ่งเข้ามาให้คุ้มค่า และสุดท้าย การได้พบเจอตัวละคร Ron เป็นการพบเจอที่ทั้งสองตัวละคร Chris และ Ron ถึงแม้จะเคยผ่านการใช้ชีวิตมาต่างกัน แต่ทั้งสองต่างสะท้อนชีวิตและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดเป็นมิตรภาพต่างช่วงวัย / ส่วน Fern ถึงแม้จะไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเธอได้เรียนรู้อะไรจากการเดินทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว จุดหมายเธอคืออาศัยอยู่ในรถบ้านและออกเดินทางไปเรื่อยๆ แต่การพบเจอผู้คนระหว่างทาง มันสะท้อนให้คนดูอย่างเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จากมิตรภาพที่เจอในค่าย RTR เราจะเห็นความฝันของนักพเนจรแต่ละคน และทุกคนเลือกตัดสินใจออกเดินทาง ไม่รอเวลาให้ชีวิตหยิบยื่นโอกาสสุดท้ายก่อนจะสาย หลายคนได้สูญเสีย หลายคนได้ละทิ่งบางอย่าง แล้วออกเดินทางเพื่อเยียวยาจุดอ่อนแอของตนเอง หนังไม่ได้บอกว่าการเดินทางของเขาพวกนี้เป็นการเดินทางตลอดกาล แต่บอกแค่ว่าเป็นตัวเลือกหนึ่ง ในสักวันมนุษย์จะตัดสินใจก้าวผ่านด้วยวิธีของตนเอง อย่าง Derek เด็กหนุ่มผู้ยังไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน แต่เขากำลังใช้ชีวิตเรียนรู้และในอนาคตคงเจอสักเส้นทางที่เขาตัดสินใจเลือกเดิน Linda เธอจะคงก้าวต่อในเส้นทางอันยาวไกลและใช้ถนนเป็นเส้นทางที่นำพาเธอไป Dave ที่พอได้ข่าวน่ายินดีที่ลูกชายให้กำเนิดบุตร เขาก็ตัดสินใจเลิกเดินทาง และกลับไปแก้ไขอดีต และใช้ชีวิตกับอนาคตในฐานะคุณปู่ หรืออย่าง Swankie ที่สุดท้ายแล้ว เธอมีความตั้งใจว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย และมีจุดหมายปลายทางที่จัดเจนว่าเธอจะไปที่ไหนก่อนเธอจะจากโลกนี้ไป

    💬 ราคาของระบบทุนนิยม
    - ถึงหนังจะทำให้เห็นว่า ตัวละครทั้งสองนั้นค้นหาความหมายชีวิต ค้นหาความสุข เป็นประเด็นหลักโดยการปฏิเสธการรับใช้ระบบทุนนิยมสักเพียงใด แต่สุดท้ายหนังก็จะเหวี่ยงตัวละครทั้งสองเข้าสู่ระบบนี้อยู่ดี หากตัวละคร Chris ไม่มีเงินก็จะไปไม่ถึงจุดหมายที่อะแลสก้า หากตัวละคร Fern ไม่มีเงินจะไม่มีการเดินทางใดๆ / ตัวละคร Chris จะเห็นได้ชัดเจนกว่า ถึงการปฏิเสธมูลค่าของเงินตรา ด้วยการเผาเงินก่อนออกเดินทาง แต่การเข้าทำงานแลกเงินแค่สองครั้งในทั้งเรื่อง เขาต้องการเงินเพียงแค่มาใช้เพื่อให้ถึงจุดหมาย และมองว่าการมีเงินมากเกินไปมันทำให้การเดินทางไม่ท้าทายอย่างที่เขาคิด มีช่วงหนึ่งของหนังที่ Chris เขียนจดหมายถึง Wayne เพื่อเล่าประสบการณ์ของเขา และมีมีช่วงนึงของจดหมายที่พูดว่า "...เงินที่นายจ่ายมา ทำให้การเดินทางนี้ง่ายไป วันเวลาของฉันน่าตื่นเต้นกว่านี้ตอนไม่มีเงิน" ซึ่งในสุดท้ายถึงการพบเจอคนมากมายระหว่างทาง และเขาพวกนั้นหยิบยื่นอะไรให้ก็ตาม แต่สิ่งนึงที่ Chris ปฏิเสธเลยคือ "เงิน" / ส่วน Fern เธอต้องการเงินมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิตและเดินทาง เราจะเห็นว่าเธอพยายามโยกย้ายหางานทำไปเรื่อยๆ เพียงแต่เธอเป็นแรงงานยุคเก่าและใกล้เกษียณ ความสามารถเธอไม่เป็นที่ต้องการในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ Fern อีกทั้ง Linda และ Dave ที่อยู่ในวงจรเดียวกัน ในวงจรของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน ที่ต้องรับผิดชอบตนเอง ทำงานเพื่อดิ้นรนและความยากจนส่วนตัว ไม่ต้องสนใจว่าการมีชีวิตที่ดีจะเพิ่มประสิทธิภาพของงาน มีคนอย่างพวกเขาอยู่มากมายให้บริษัทสุ่มกาชา ทำไม่ไหวก็ถูกคัดออก เปลี่ยนเป็นแรงงานหน้าใหม่ที่มาแทนที่ได้ตลอดเวลา สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือเสนอแรงงานของตนเท่านั้น ในแง่นี้หนังจึงกลายเป็นภาพฉายชีวิตของแรงงานร่วมสมัยที่"เป็นนายตัวเอง"พอๆกับเป็น"ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่สลัดทิ้งได้ง่ายๆ" ในโลกการผลิตแบบนี้ บริษัทยังคงอยู่แต่แรงงานประจำจะสาบสูญไป อิสรภาพกลายเป็นข้อจำกัดที่แท้จริง
    .
    ➡️ Chapter 3 : See You Down the Road (อะแลสก้าของฉัน)

    ▫️Into the Wild
    - ในที่สุด Chris ก็ได้อยู่ท่ามกลางป่าในอะแลสก้าตามที่เขาหวัง เขาเจอรถบัสสีเขียวคันหนึ่งตั้งตระหง่านบนเนิน และเขาตัดสินใจใช้รถบัสคันนี้เป็นฐานที่มั่น สิ่งที่อยู่ภายในรถกับของที่เขาแบกมาก็อำนวยความสะดวกพอประทังชีวิตไปได้หลายเดือน เขาเริ่มจัดแจงจัดระบบสิ่งของต่างๆภายในรถให้พร้อมอยู่ ในที่สุดชีวิตในป่ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
    - Chris ได้สลักข้อความลงแผ่นหมายเหมือนบทคัดย่อเพื่อแสดงตัวตนว่าเขาคือใคร และในวันที่เขาต้องจากที่นี่ไป ผู้สัญจรที่ผ่านมาจะได้รู้ว่าครั้งหนึ่ง เขาเคยได้ใช้ชีวิตที่นี่ ข้อความนั่นมีความว่า...
    "เขาท่องเที่ยวไปในโลกเป็นเวลาสองปี ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีสระว่ายน้ำ ไม่มีสัตว์เลี้ยง ไม่มีบุหรี่ ที่สุดแห่งความอิสระเสรี คนสุดโต่ง นักเดินทางผู้แสวงหาความงดงาม บ้านของเขาคือ ถนน ตอนนี้ หลังจากเดินทางอยู่สองปี ก็ถึงเวลาของการผจญภัยครั้งสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ สงครามที่นำไปสู่การกำจัดสิ่งที่ผิดพลาดที่อยู่ภายในและสิ้นสุดการปฏิวัติทางจิตวิญญานด้วยชัยชนะ เขาจะไม่ถูกปนเปื้อนด้วยอารยธรรมมนุษย์อีกต่อไป เขาหนีไปและเดินเข้าไปเพียงลำพังเพื่อจะได้หลงอยู่ในป่า
    ... Alexander Supertramp, May-1992"
    - ในช่วงแรก การใช้ชวิตท่ามกลางป่า เป็นไปอย่างที่เขาใฝ่ฝัน เขาดำรงชีวิตด้วยการออกล่าสัตว์ ทำแผนที่ด้วยความรู้จากหนังสือที่อ่าน และเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราวประจำวัน เวลาผ่านไปในแต่วัน เขามีความสุข
    - จนในสัปดาห์ที่ 7 ความจริงก็ค่อยๆแพร่กายมาให้เห็น ความฝันเป็นสิ่งเย้ายวนจิตวิญญาน แต่ความจริงนั้นโหดร้ายกว่านั้น ตลอดเวลาก่อนหน้านั้น เขามักจะมีมโนธรรม ในการไม่ฆ่าสัตว์ใหญ่ จนช่วงเวลานี้มาถึง การหาอาหารเป็นไปได้ยาก เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ที่สัตว์อพยพไปหาอาหารที่อื่น บ้างก็จำศีล จนวันนึง เขาเจอกวางมูสตัวใหญ่ตัวนึง และด้วยความหิวกระหาย เขาตัดสินใจปลิดชีพมัน แต่จากที่เขาเคยเรียนรู้ในการถนอมอาหาร ตอนที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับ Wayne เขาได้เรียนรู้ว่า หลังจากฆ่าสัตว์แล้ว เขามีเวลาไม่มากในการจัดการซากและเนื้อ เขาต้องรีบชำแหละสัตว์ และนำเนื้อสัตว์เข้ากระบวนการถนอมอาหาร ก่อนที่แมลงวันจะมาไข่ แต่สุดท้ายแล้ว กว่าเขาจะได้เริ่มทำอะไร ก็ไม่ทันเสียแล้ว มีหนอนแมลงวันมากมายขึ้นยั้วเยี้ยซากกวางมูสนั่นแล้ว สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ คือนำซากกวางมูสไปให้เหล่าสุนัขจิ้งจองกิน เขาได้แต่เพียงนั่งมอง
    - สิ่งที่เขาทำนั่น รู้สึกผิดบาป เป็นการกระทำที่พลาด เขาไม่น่าฆ่ากวางมูสนั่นเลย อะแลสก้าในในของเขา โดนทำลายด้วยความจริง เขาได้แต่สบถว่า "ธรรมชาติไม่เคยปราณีมนุษย์ มันเป็นที่ของความป่าเถื่อนและพิธีไสยศาสตร์ เป็นที่อยู่ของพวกนอกรีต ใจทมิฬ และเหล่าสัตว์ป่าเท่านั้น" เขาเริ่มเรียนรู้แล้วว่า เขาไม่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้ ชีวิตเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อสู้และหาอาหารเอาตัวรอด
    - Chris เริ่มบ้าคลั่งและเสียสติ เขาเริ่มอ่านหนังสือเล่มนึงที่เอามาติดตัวชื่อ "Lost in the Wild" และเจอประโยคหนึ่งที่ทำให้เขาตาสว่าง ...
    "...ฉันผ่านอะไรมามากมาย ตอนนี้ฉันพบสิ่งที่ทำให้มีความสุขแล้ว ชีวิตสันโดษในชนบท ที่มีโอกาสทำตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นการทำความดีง่ายๆ ทำดีกับคนที่ไม่ค่อยมีคนทำดีด้วย ทำงาน พักผ่อน ท่องเที่ยว อ่านหนังสือ ฟังเพลง นำรักเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน นี่แหละความสุขในชีวิตฉัน และเหนือสิ่งอื่นใด การหาคนรักสักคน มีลูก คนเราจะต้องการอะไรมากกว่านั้น"
    หลังอ่านประโยคนั้นเสร็จ Chris ก็เข้าใจว่าเขาได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์แล้ว อะแลสก้าเป็นเพียงหนทางที่นำไปสู่เส้นทางนั้น เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของ เพื่อออกจากอะแลสก้า แล้วออกจากรถบัสคันนั้น แหงนมองฟ้าเพื่อเป็นการจากลา
    - แต่แล้วทุกสิ่งที่ Chrus ฝัน ก็พังครืนอีกครั้ง ต่อหน้าเขามีน้ำป่าไหลท่วมจากการละลายของหิมะ จนทำให้เขาไม่สามารถข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำได้ ในที่สุด เขาก็ "Lost in the Wild" จริงๆ ตามที่เคยหวัง เขากลับมายังรถบัสอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้ ไม่เหมือน 2 ปีที่แล้วที่เขาเคยฝัน อะแลสก้าตอนนี้ทำให้เขาผิดหวัง หวาดกลัว และโดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต จากเด็กหนุ่มที่เปรี่ยมไปด้วยความมั่นใจในการออกเดินทางหาความสุข แต่ตอนนี้ อะแลสก้าได้เปลี่ยนเขาไปแล้ว
    - อีกวันที่ยาวนานผ่านไป Chris ไม่สามารถหาสัตว์ป่าเพื่อล่ามาเป็นอาหารอีกแล้ว ตอนนี้ เขาทำได้เพียงหาพืชและผลไม้ป่าเท่าที่หาได้มาประทังชีวิต เขาเลือกมันฝรั่งป่ามาเป็นอาหาร โดยเปิดคู่มือเกี่ยวกับพืชพันธ์ไม้ในป่าอย่างระมัดระวัง ในวันหนึ่ง เขาตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย เขาเห็นความผิดปกติของร่างกาย จึงรีบเปิดคู่มือ แล้วค้นพบว่า เขานั้นได้ผิดพลาดอีกครั้ง และความผิดพลาดครั้งนี้อันตรายถึงชีวิต เขาได้กินพืชมีพิษเข้าไป และเขากำลังจะตาย
    - เวลาผ่านมาครบ 100 วัน Chris ยังมีชีวิตอยู่ และเขาตระหนักได้ว่าคงอีกไม่นาน สิ่งสุดท้ายที่เขาทำได้ คือเขาอ่านหนังสือฆ่าเวลา และเขียนบางอย่างในไดอารี่ "ความสุขจะมีความหมาย ต่อเมื่อได้แบ่งปัน" และเขาได้เขียนข้อความลงแผ่นป้าย เผื่อมีนักสัญจรผ่านมาที่แห่งนี้ และนำเรื่องราวในไดอารี่ของเขาไปแบ่งปันกับเพื่อนร่วมโลก ข้อความที่เขาเขียนนั้นคือ "ผมมีชีวิตที่มีความสุขที่นี่ ขอบคุณพระเจ้า, ลาก่อน... ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกคน ... Christopher Johnson McCandless" ในที่สุด ช่วงเวลาสุดท้ายก็มาถึง เขาใช้แรงเฮือกสุดท้าย แต่งตัว และนอนในถุงนอนด้วยท่าที่สงบ ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้น เขาได้นึกถึงภาพตัวเอง ได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว นึกถึงผู้คนที่เขาเคยพบเจอระหว่างทาง ก่อนที่เขาจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และทุกอย่างก็ดับลง

    ▫️Nomadland
    - Fern กำลังเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอเจอปัญญา เมื่อรถตู้ของเธอสตาร์ทไม่ติด เธอจึงได้โทรติดต่อน้องสาวเพื่อขอยืมเงินจำนวนหนึ่ง และจะคืนให้ในภายหลัง แต่น้องสาวไม่สามารถโอนมาให้ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอจึงต้องเดินทางไปหาน้องสาวของตน
    - พอมาถึงบ้านน้องสาว Fern ได้พบครอบครัวของน้องสาว และร่วมทานอาหารกัน ในบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร ทำให้เธอพบว่า สามีของน้องสาวและเพื่อนๆของเขา ทำงานในวงการอสังหาฯ และพูดถึงการลงทุน แล้ว Fern เห็นต่างที่ทุกคนเห็นด้วยกับการนำเงินทั้งหมดที่มีไปลงทุน เพราะ มันคือการสร้างหนี้และเป็นการซื้อบ้านที่ราคาแพงเกินไป ซึ่งสามีของน้องสาว ก็พูดว่า มันก็ไม่ได้เสี่ยงขนาดนั้น และมองว่าการทิ้งทุกอย่างเพื่ออกเดินทางเป็นนักพเนจรคือความเสี่ยงต่างหาก / ในคืนนั้น น้องสาวได้นำเงินมาให้ และชักชวนให้ Fern มาอยู่ด้วย แต่สุดท้าย เธอก็เลือกปฏิเสธ และออกเดินทางในเช้าวันต่อมา
    - หลังจาก Fern นำเงินมาซ่อมรถตู้แล้ว เธอก็ได้ออกเดินทางอีกครั้ง ครั้งนี้จุดหมายคือการไปเยี่ยม Dave
    - พอเธอมาถึงบ้าน Dave สิ่งแรกที่เธอสังเกต คือรถบ้านของ Dave ที่จอดทิ้งร้างจนยางรถแบนไปแล้ว Dave พา Fern ไปแนะนำคนกับสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคนในครอบครัว Dave ก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี และDave ก็พาเธอไปพบกับหลานของตัวเอง "Damian" ทารกน้อยหน้าตาน่ารัก เหตุผลที่ทำให้ Dave กลับมาอยู่บ้าน
    - Fern สนทนากับ Dave ขณะอุ้มหลานตัวน้อย เธอบอกถึงรถบ้านของเขา ว่ายางแบนแล้วนะ แต่ Dave ก็บอกเธอ ว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่บ้านกับครอบครัวของเขาถาวร และชักชวนเธอให้มาอยู่ด้วย เป็นการอยู่ยาวๆถาวร และ Dave เคยปรึกษาเรื่องนี้กับครอบครัวของเขาแล้ว และทุกคนก็เห็นด้วย ที่อยากให้เธอมาเป็นสมาชิกในครอบครัว
    - การที่ Fern มาอยู่กับ Dave เป็นอีกครั้งที่ชีวิตของเธอได้สัมผัสความอบอุ่นของความเป็นครอบอีกครั้ง ทำให้เธอได้คิดว่า สิ่งที่เธอได้รู้สึกนี้ มันเหมือนช่วงเวลาที่เธอเคยอยู่กับสามีของเธอ
    - ในค่ำคืนนั้น Fern ได้นอนบนเตียงนุ่มหนาสบาย แต่ด้วยความรู้สึกหนึ่ง เธอไม่อาจนอนบนเตียงนอนภายในบ้านได้อีกแล้ว คืนนั้นเธอตัดสินใจเดินลงจากบ้าน ไปนอนบนเตียงนอนภายในรถตู้ ที่ๆเธอคิดว่านั่น คือบ้านของเธอที่แท้จริง
    - พอรุ่งเช้า Fern ยืนมองบ้านของ Dave มองอยู่นาน และตัดสินใจเข้าไป เธอเดินสำรวจบ้าน ซึมซับบรรยากาศภายในบ้าน และตัดสินใจที่จะไม่อยู่ และออกเดินทางอีกครั้งกับรถตู้คู่ใจของเธอ การที่เธอเดินรอบบ้าน คงเป็นการเก็บความทรงจำที่อยู่ภายในบ้านอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ ที่เธอจะได้กลับมาร่วมชายคากับใครสักคนในอีกสักครั้ง
    - Fern กลับมาทำงานที่ Amazon เป็นคนแพ็คของเหมือนเดิม เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้ เธอกลับเปล่าเปลี่ยวกว่าเดิม ไม่มี Linda ไม่มี Dave มีอต่มิตรภาพหน้าใหม่ ที่เธอต้องเริามปรับตัวอีกครั้ง เธอออกเดินทางไปสถานที่เก่าๆ ค่าย RTR มี่เธอเคยพบกับทุกคน เพียงการมาถึงครั้งนี้ เธอนั่นโดดเดี่ยว
    - ก่อนออกเดินทาง Fern ได้นั่งคุยกับ Bob เจ้าของค่าย นั่งสนทนาปรับทุกข์ของกันและกัน ทำให้เธอตระหนักว่า สิ่งที่ค้างคาและเธอยังไม่ก้าวผ่าน คือเรื่องของสามีของเธอ เธอยังมีความทรงจำของสามีเธอที่ The Empire อยู่ ซึ่ง Bob ก็ไม่ได้แนะนำอะไรตรงๆ เพียงแค่บอกว่า "...สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิต ก็คือ ไม่มีการจากลาที่แท้จริง (Final Goodbye" ผมน่ะเจอคนมาเป็นร้อยๆ และไม่เคยบอกลาอย่างจริงจังเลย และผมจะพูดเสมอว่า ไว้เจอกันใหม่ข้างหน้านะ (I'll see you down the road) แล้วก็เจอกันใหม่ ไม่ว่าจะหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปีก็ตาม บางครั้งก็หลายปี แต่ผมจะเจอพวกเขาใหม่เสมอ และผมก็มองไปยังทางข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ว่าสักวัน ผมจะเจอลูกชายของผมอีกครั้ง"
    - ในฉากสุดท้าย Fern เดินกลับเข้าไปในความตายของเมือง The Empire ที่เธอเคยใช้ชีวิต ความตายที่ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นยุคสมัยหนึ่ง มันอาจจะไม่ใช่การมีอยู่ที่น่าจดจำ ไม่ใช่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านอย่างหนึ่ง เธอเดินไปรอบๆเมือง เดินเข้าไปในโรงงาน เพื่อซึบซับภาพความคิดให้มันตกตะกอน เหมือนที่เคยทำตอนอยู่บ้าน Dave และครั้งนี้เธอตัดสินใจ เธอขายของทุกชิ้นที่เป็นสมบัติของเธอและสามี เพื่อก้าวผ่าน และได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ เธอขึ้นรถตู้และออกเดินทางอีกครั้ง ฉากแพนออกไปเห็นเส้นทางอันยาวไกลจรดขอบฟ้า เหมือนการเดินทางครั้งนี้ของเธอจะสิ้นสุดสักที่ในไม่ช้า

    💬 ความสุขเกิดโดยสังเกต
    - ในเรื่อง Into the Wild เราจะเห็นความพยายามละทิ้งชีวิตอันสุขสบายของ Chris เพื่อหาความสุขจากการเดินทางไปอะแลสก้า ซึ่งนั่นคือจุดหมายสูงสุดที่เขาต้องพิชิตมัน แต่ในระหว่างทาง จากการผจญภัยและผู้คนที่พบเจอ ทำให้เขาตระหนักว่า ความสุขมันได้เกิดขึ้นเสมอ ความสุขที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอยู่แค่ในธรรมชาติอย่างที่เขาเข้าใจ ความสัมพันธ์กับผู้คนที่เขาได้พบเจอ มัยก็เป็นความสุขเช่นเดียวกัน เพียงแค่เขาต้องต้องอภัยหรือลดหย่อนต่อความโกรธเกลียดภายในใจ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามืดบอด จนมองไม่เห็นความสุขรอบตัว สิ่งนี้ตอกย้ำอีกครั้งในหนังเรื่อง Nomadland เมื่อไรที่ Fern ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะเห็นได้ว่า เธอนั้นมีความสุขขนาดไหม พอถึงในวันที่ทุกคนแยกย้าย เธอต้องอยู่คนเดียว ความทรงจำเกี่ยวกับสามี ก็นำพาความทุกข์มาถึงเธออีกครั้งเสมอ และการยึดติดในความทรงจำนี้ ทำให้เธอต้องปฏิเสธความสุขที่เธอมีโอกาสคว้ามันในหลายๆครั้ง จนกว่าจะมองเห็นก็สายไปเสียแล้ว

    💬 จุดหมายคือทางผ่านไปอีกจุดหมายหนึ่ง
    - ในฉากสุดท้ายของ Into the Wild ตัวละคร Chris ได้เรียนรู้ว่า ความสุข ซึ่งเป็นจุดหมายในการเดินทางมายังอะแลสกา ไม่สามารถเติมเต็มความสุขที่เขาต้องการได้ แต่ความสุขที่เติมเต็มอย่างที่เขาต้องการนั้น เขาได้พบมันมาระหว่างทางแล้ว เขาจึงได้จุดหมายใหม่ ณ จุดหมายที่เขาอยู่ เพียงแต่มันสายเกินไปแล้ว ที่จะออกเดินทางอีกครั้ง กับ Fern ใน Nomadland การได้พบเจอผู้คน จากการไปยังจุดหมายอันเลื่อนลอยในแต่ละที่เพื่อหางานทำประทังชีวิต ทำให้เธอได้จุดหมายใหม่ในการก้าวออกมาจากความทุกข์ของสามี กว่าเธอจะตระหนักได้ถึงจุดหมายที่แท้จริง ชีวิตเธอก็วนลูปไปครบ 1 ปีแล้ว แต่สุดท้าย เธอยังได้ค้นพบ และเริ่มเดินทางไปยังจุดหมายใหม่ เราคนดูต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า จุดหมายในชีวิตตอนนี้ จะนำพาเราไปยังที่ไหน และชีวิตเรานั้น จะมีอีกกี่จุดหมายให้พิชิต เพียงแต่กว่าจะไปถึงจุดหมายนั้น มันมีระหว่างทาง จงเรียนรู้คุณค่าของมัน เผื่อบางที จุดหมายครั้งหน้าจะได้ชัดเจนกว่าเดิม

    💬 House/Home/Capitalism
    - เป็นสัญญะและนัยยะหลักๆที่หนัง Nomadland ตั้งประเด็นขึ้นมาเลย ในช่วงท้ายของหนัง หนังได้เน้นย้ำประเด็นนี้อย่างหนักหน่วง ทำให้คนดูสงสัยว่า ทำไมตัวละคร Fern ถึงไม่อยู่บ้าน ใต้ชายคาที่ดูปลอดภัยกว่าบนรถตู้ แต่จากนัยยะที่พูดมาตลอดทั้งบทความนี้ ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เธอ จะรู้สึกว่าไม่ใช่ทุกครั้ง เมื่อเธอกำลังจะข้ามผ่านราตรีบนเตียงนุ่มๆภายในห้องนอน ไม่ว่าจะอุ่นสบายขนาดไหน และไม่ว่าภายในบ้านจะมีคนที่เธอคิดว่าเป็นห่วงเธอได้มากแค่ใด แต่เธอจะมีคำตอบให้กับตัวเองเสมอ ว่าตัวเธอนั้นได้ถูกระบบทุนนิยมผลักออกมาแล้ว การใช้ชีวิตแบบที่เธอ้ลือกนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่เป็นภาระของใคร นั่นคือความรู้สึกว่าเป็นคำว่าบ้านมากกว่า หรืออย่าง Into the Wild ตัวละคร Chris ถึงแม้จะไม่ได้เน้นย้ำว่าชอบที่ต้องนอนบนเตียงหรือบนดินอันเย็นชืดมากกว่ากัน แต่เขานั้นรู้สึกแปลกแยกกับสังคมโลก สังคมทุนนิยม ที่คนเสพย์สุขด้วยการใช้เงินซื้อไปเสียแล้ว ถึงในจุดหมายสุดท้ายท่านกลางป่าในอะแลสก้า ที่ๆเขาคิดว่านี่คือจุดหมายของความสุข แต่เขาก็ไม่ได้มองว่านี่คือบ้านในอุดมคติ เขายังคงอยสกใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ที่ล้อมรอบด้วยคนที่เขารัก ได้ทำสิ่งที่เขารักอยู่ เพียงแค่มันไม่มีโอกาส ที่เขาจะกลับไปในบ้านหลังนั้นแล้ว
    .
    ➡️ บทสรุปและความรู้สึก
    - มาถึงบทนี้สักที เขียนนานมาก 😄
    - หนังทั้งสองเรื่องทำให้เราตระหนักถึงอิสระ เสรีภาพและการค้นหาความสุข ทำให้เรามองภาพที่หันหลังให้ระบบทุนนิยมในช่วงเวลาสักพักออกว่า มันเป็นอย่างไร มันมีดีและมันจริงได้ขนาดไหน หาก Into the Wild คือภาพวาดการใช้ชีวิตเร่ร่อนให้สวยหวาน เสพย์ง่ายสัมผัสได้ง่าย Nomadland คือการนำเสนอภาพจริงของการใช้ชีวิตบนถนนในยุคปัจจุบัน อย่างน้อยนั้น หนังทั้งสองเรื่องก็จะทำให้คนที่ดูได้พักเรื่องทางโลก แล้วออกไปสัมผัสโลกภายนอกได้อยู่ดี เพราะชีวิตมันมีความสุขรอบตัวที่รอเรามาสัมผัสคุณค่าของมัน
    - งานการแสดงในเรื่อง Into the Wild ต้องยกให้ "Hal Holbrook" ในบทปู่ Ron ซึ่งโผล่มาในล่วงสุดท้ายก่อนที่ตัวเอกจะเดินทางไปอะแลสก้า เป็นช่วง 20 นาทีสั้นของการแสดง มี่เค้นคุณค่าของหนัฝออกมาได้ครบ และเป็น 20 นาทีที่ทำให้ผมน้ำตาคลอออกมาได้เลย ซึ่งบทปู่ Ron ก็ทำให้นักแสดงได้เข้าเป็นผู้ท้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมในปีนั้นด้วย 💕 / ส่วน Nomadland นี่เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก "Frances McDormand" กับบท Fern ตัวเอกของเรื่องที่นำพาอารมณ์คนดูให้เข้าชีวิตของนักพเนจร (Nomad) ได้อย่างลึกซึ้ง ถึงบทพูดจะมีน้อย แต่ทั้งเรื่อง นักแสดงได้แสดงอารมณ์ได้อย่างเข้าถึง จึงไม่แปลกใจที่เธอจะได้รางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปีนี้ และเป็นการได้รางวัลออสการ์สาขานี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว โครตเก่งเลย 👏
    - งานภาพของหนังทั้งสองเรื่องคือความดีงาม ด้วยทัศนียภาพบวกกับแสงของพระอาทิตย์ยามเช้าและเย็น มันทำออกมาได้งดงาม พอเห็นแล้วอยากออกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแบบนั้น วิวแบบนั้นสักครั้ง ที่ชมเป็นพิเศษคือ Nomadland ที่งานภาพที่เก็บท้องฟ้า ภูเขา รถตู้และคน ที่ทำออกมาได้สวยและมีนัยยะแฝงไปพร้อมๆกัน ซึ่งการกำกับภาพแบบนี้ เรารอดูได้อีกทีในเรื่อง Marvel : Eternals เพราะ ผู้กำกับคือ Chloé Zhao เป็นผู้กำกับเรื่องเดียวกัน ซึ่งคาดหวังว่า Eternals จะเป็นหนัง Marvel ที่มีงานภาพสวยที่สุดในจักรวาลนะ 🤩
    - งานดนตรี จากหนังสองเรื่อง ที่ใช้ซาวด์ประกอบคนละแบบ Into the Wild ใช้ดนตรีแนว Country มาดำเนินเรื่อง ฟังแล้วมีความกระชับกระเฉงพร้อมออกผจญภัย ส่วน Nomadland ใช้เปียโนเล่นคลอๆตลอดเรื่อง ให้ความรู้สึกเหงาๆเมื่อมองไปยังฉากทุ่งโล่งๆ ภูเขาที่อยู่ไกลๆ ด้วยงานดนตรีประกอบที่ต่างกันนี่ละ ที่ทำให้หนังทั้งสองเรื่องมันคนละรสชาติ หาเสพย์กันได้โดยไม่ทับเส้นความรู้สึกกัน
    - สุดท้ายท้ายสุด หนังแนวผจญภัยสองรสสองอารมณ์ ให้เลือกเสพย์ งานรางวัลทั้งคู่ การันตีว่าดูแล้วจะเกิดแรงบันดาลใจบางอย่าง อย่างน้อยก็อยากออกเที่ยวอะนะ ไปตามดูกัน เรื่อง Into the Wild มีใน Netflix แต่จะออกจากโปรแกรมช่วงสิ้นเดือนนี้ ส่วน Nomadland มีให้ชมทาง Disney+ ออกไปหาแรงบันดาลใจ แล้วเจอกันใหม่ข้างหน้านะ Gooo 👋

    💬
    "...มีความเพลิดเพลินอยู่ในป่าที่ไร้ทางเดิน
    มีความปิติอยู่ในชายฝั่งอันโดดเดี่ยว
    มีสังคมที่ไม่มีใครรุกล้ำ
    ในทะเลลึก เสียงดนตรีดังกึกก้อง
    ข้าไม่ได้รักมนุษย์น้อยลง แต่รักธรรมชาติมากขึ้น"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in