หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
Grave of the Firefiles : สุสานของความไร้เดียงสา
  • Grave of the Firefiles (1988) 👨‍👧🦗🇯🇵
    Director : Isao Takahata
    Genres : Animation ,Drama ,War
    My Score : 9.5 / 10
    [ภาพยนตร์มีความยาว 1 ชั่วโมง 29 นาที]
    .
    ➡️ Prologue : บทเกริ่น

    - เมื่อเรานึกถึงภาพยนตร์แอนิเมชัน เราแทบไม่เคยคิดเลยว่า ภาพยนตร์ประเภทนี้จะสะท้อนเรื่องราวอัตชีวประวัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนมองว่ามันดูประดิษฐ์เกินไป มันดูไม่สมจริง จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้สร้างภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะพิจารณาเป็นอันดับสุดท้าย เมื่อต้องการสร้างภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของใครบางคนด้วยรูปแบบแอนิเมชัน แต่อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่อง Grave of the Fireflies ได้พิสูจน์ให้โลกประจักษ์แล้วว่า สมมติฐานเหล่านั้นไม่ถูกต้องเสมอไป
    - Grave of the Fireflies เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันที่เล่าเรื่องราวของพี่น้องชาวญี่ปุ่นสองคน ที่กลายเป็นเด็กกำพร้าจากการโจมตีทางอากาศ ในบ้านเกิดของพวกเขาช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอด ความรัก ครอบครัวและยังสะท้อนชีวิตของพลเมืองญี่ปุ่นในขณะนั้น โดยรวมแล้ว กลับปรากฎว่าแอนิเมชันเรื่องนี้ ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของสองพี่น้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ องค์ประกอบที่เข้มข้นและสะเทือนอารมณ์ ช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อความสำคัญของเนื้อเรื่องได้อย่างมีน้ำหนัก แม่นยำและมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้การันตีแล้วว่าหากใครได้รับชมภาพยนตร์ จะถูกท้าทายอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เพื่อกลั้นน้ำตา
    - ใช่ครับ นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์แอนิเมชันสำหรับเด็ก แต่เป็นภาพยนตร์สงคราม ที่เนื้อหามีพลังทำลายล้างมากพอจะทำให้ผู้ใหญ่คนนึง รู้สึกดำดิ่งในสภาวะหดหู่ได้ง่ายๆ หลายคนสะเทือนใจจนร้องไห้ออกมา ผมก็คือหนึ่งในนั้น จึงเป็นโอกาสดีที่ผมจะนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาชำแหละเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวอันน่าสลดใจ บีบคั้นอารมณ์ และเป็นโศกนาฏกรรมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการภาพยนตร์แอนิเมชัน ให้ผู้อ่านได้รู้เรื่องราวและประเด็นที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์ ซึ่งผมก็ไม่รับประกันว่า ระหว่างที่อ่านบทความนี้ ผู้อ่านจะรู้สึกเศร้าดิ่งยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า?
    .

    ➡️ Story Summary : พี่ชาย น้องสาว

    - หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงไม่นาน ภาพยนตร์ได้ฉายภาพเด็กชายคนหนึ่ง นอนซมซานอยู่บนชานชาลาในสถานีรถไฟ เด็กชายคนนี้ชื่อ Seita และในไม่กี่อึดใจต่อมา เขาได้สิ้นใจลง ภารโรงประจำสถานีเดินผ่านมา และเห็นร่างไร้วิญญานของเด็กชาย เขาได้ตรวจดูข้าวของหวังจะเจอสมบัติมีค่าสักชิ้น และในที่สุด ชายคนนั้นก็พบกระป๋องลูกอมเก่าๆ เขาไม่เห็นค่าของมัน และตัดสินใจโยนมันทิ้งไป ทันใดนั้น ก็ปรากฏภาพวิญญาณเด็กสาวออกมาจากกระป๋องลูกอมอันนั้น สาวน้อยชื่อ Setsuko วิ่งไปหาพี่ชายที่นอนไม่ไหวติงที่ชานชาลา  แต่เซตะก็ปรากฏตัวข้างหลัง จับไหล่ของน้องสาว เซซึโกะหันหลังมา เจอพี่ชายที่เธอคิดถึง เธอโผเข้ากระโดดกอดพี่ชาย ตอนนี้ทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง และทั้งสองก็ขึ้นรถไฟที่กำลังจอดเทียบชานชาลา หวังว่าขบวนจะนำพาพวกเขาไปที่ไหนสักแห่ง
    - ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ สองพี่น้องได้สูญเสียบ้านของพวกเขา จากระเบิดของการโจมตีทางอากาศของข้าศึก เปลวไฟจากระเบิดค่อยๆทำลายเมืองทั้งเมือง แม้ว่าทั้งสองจะหนีรอดออกมาได้ แต่แม่ของพวกเขา กลับต้องเสียชีวิตจากบาดแผลของไฟไหม้ที่คลอกเธอทั้งตัว เมื่อไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล เซตะและเซซึโกะจึงไปอาศัยอยู่กับป้าซึ่งเป็นญาติห่างๆ ในเวลาต่อมา ผู้หญิงคนนี้ได้ยุให้เซตะขายชุดกิโมโนของแม่เพื่อแลกกับข้าวสาร เด็กชายดีใจที่เห็นข้าวสารเป็นถัง เขาและน้องสาวจะกินอิ่มในทุกๆมื้อหลังจากนี้
    - เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยความแร้นแค้นของภาวะเศรษฐกิจในช่วงสงคราม ทำให้ข้าวปลาอาหารหามาอย่างยากลำบาก เกิดการขาดแคลนอาหาร ป้าของพวกเขาเริ่มตระหนี่และใจร้ายกับสองพี่น้องมากขึ้น เซตะและเซซึโกะไม่สามารถรับมือกับคำพูดถากถางของป้าได้อีกต่อไป เขาและน้องสาวจึงย้ายเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัยที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง
    - สองพี่น้องใช้ชีวิตกันตามลำพัง ณ หลุมหลบภัยใกล้บึงน้ำอันห่างไกลผู้คนแห่งนั้น พวกเขาได้ช่วยกันสร้างสถานที่แห่งนั้นให้เป็นอย่างบ้านอันอบอุ่น ในคืนหนึ่ง เซตะชวนน้องสาวไปจับหิ่งห้อย และนำหิ่งห้อยพวกนั้น ไปปล่อยในที่พักพิงเพื่อให้แสงสว่าง เปลี่ยนให้สถานที่แห่งนั้นเหมือนจักรวาลที่โอบกอดพวกเขาและกล่อมจนทั้งสองได้ผล็อยหลับไป  จนรุ่งเช้า เซซึโกะพบว่าหิ่งห้อยในมุ้งได้ตายหมดแล้ว เด็กหญิงขุดหลุมขนาดเล็กและฝังเหล่าแมลงพวกนั้นไว้ ภาพยนตร์ได้เผยว่า เด็กสาวรู้ความจริงที่แม่ของเธอได้เสียไปแล้ว พี่ชายกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้โหเหมือนระบายความอดกลั้นของความเสียใจที่เก็บไว้มานานนั้นออกมา
    - เวลาผ่านไป เงินที่เบิกมาเริ่มร่อยหรอ เซตะไม่สามารถซื้ออาหารได้อีกต่อไป เขาเริ่มขโมยพืชผลตามเรือกสวน และออกปล้นตามบ้านในระหว่างการโจมตีทางอากาศของข้าศึก ปล่อยให้เซซึโกะอยู่หลุมหลบภัยตัวคนเดียว อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาจับได้ว่าเซตะขโมยพืชผลของเขา และทุบตีเขาอย่างไม่ปราณี ตำรวจในท้องที่เห็นเหตุการณ์ เขาช่วยไกล่เกลี่ย และปล่อยตัวเซตะไป เขาเตือนเซตะว่าให้กลับไปอยู่กับป้า เซตะและน้องสาวไม่สามารถดำรงชีวิตกันแค่สองคนได้หรอก เซตะไม่สนใจ เพราะเขาได้เลือกว่าจะปกป้องน้องสาวด้วยตัวเขาคนเดียวไว้แล้ว
    - เนื่องจากความอดอยากและขาดแคลนอาหาร ร่างกายของเซซึโกะจึงแสดงสัญญาณของภาวะขาดสารอาหารให้เห็น ร่างกายเธอผอมโซ ผิวหนังเธอมีผื่นแดงขึ้นไปทั่ว เซตะไม่นิ่งนอนใจ เขาพาเซซึโกะไปหาหมอ แต่หมอก็แนะนำแค่ให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีใครรอบตัวพวกเขาที่จะยินดีให้ความช่วยเหลือ เซตะจึงตัดสินใจถอนเงินทั้งหมดในบัญชีของแม่เพื่อซื้อเสบียง ขณะที่เขาออกจากหลุมหลบภัยไปถอนเงิน เซตะได้รู้ข่าวว่าญี่ปุ่นแพ้สงคราม และความจริงที่ว่า กองทัพเรือญี่ปุ่นส่วนใหญ่โดนโจมตีและจมลงใต้มหาสมุทรเกือบหมดกองเรือ พ่อที่รักของเขาน่าจะเสียชีวิตแล้ว เด็กชายดูสิ้นหวัง ชีวิตของเขามืดแปดด้านอย่างสิ้นเชิง
    - เซตะกลับมายังหลุมหลบภัยพร้อมกับเสบียงอาหาร และพบว่า เซซึโกะดูอ่อนเพลียกว่าที่เคย เธอนอนหมดแรงอยู่บนผืนผ้า ข้างกายมีก้อนดินที่เธอปั้นเป็นข้าวปั้น และดูเหมือนเธอจะกินก้อนดินไปแล้วส่วนหนึ่งเพราะความหิวโหย เซตะน้ำตาคลอ เขารีบฝานแตงโตให้เธอกินชิ้นหนึ่ง ก่อนจะรีบออกไปหุงข้าว แต่ไม่ทันการ เซตะกลับเข้ามาพร้อมสำรับ ปลุกน้องสาวของเขา และรับรู้ได้ว่า นั่นคือลมหายใจสุดท้ายของเธอ เซซึโกะได้จากไปแล้ว
    - หลังจากเซซึโกะเสียชีวิต เซตะได้บรรจุร่างของน้องสาวลงในกล่องเก็บของ และเผาร่างน้องสาวไปกับกองฟาง เขารวบรวมขี้เถ้าของเธอใส่ในกระป๋องลูกกวาด ภาพฉายไปยังชีวิตหลังความตายของเขา เซตะมองกระป๋องลูกกวาด น้องสาวมองเห็นพี่ชายไกลๆ และวิ่งมาหาเขา เซซึโกะนั่งข้างๆพี่ชาย บรรยากาศรอบตัวล้อมไปด้วยแสงของหิ่งห้อย พี่ชายและน้องสาวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้งในสุขคติ
    .

    ➡️ Story Explained : เหตุผลของการสูญเสีย

    - The Grave of the Fireflies เล่าเรื่องราวของเด็กสองคนที่พยายามเอาชีวิตรอดในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด นั่นคือช่วงเวลาในภาวะสงคราม ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจแบบนั้น? ทำไมพวกเขาถึงพบกับจุดจบเช่นนี้? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ในบริบทของปัจจุบัน ดูเหมือนเกือบจะไม่มีทางเป็นจริง และยากที่จะเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ จะบานปลายเลยเถิดไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งผมจะลองปรับมุมมอง ให้ภาพของบริบทในยุคสมัยนั้น ได้สะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นถึงเรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตสองพี่น้องได้ชัดขึ้น

    💬 พลังของการถ่ายทอดเรื่องราว
    - ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาไม่นานในการวาดภาพผลลัพธ์อันน่าเศร้าของเรื่องราว เรื่องราวเปิดด้วย ภาพของ Seita ที่ถูกบรรยายว่านอนซมอยู่ในชานชาลาของสถานีรถไฟ ตัวเขาผอมแห้ง อดอยาก และใกล้จะถึงความตาย เป็นการเริ่มต้นเรื่องราวด้วยบทสรุป ที่ทำให้คนดูทำนายได้ถึงความหดหู่ใจที่จะตามมาตลอดทั้งเรื่อง
    - ด้วยจุดจบของภาพยนตร์ที่ถูกเสนอในช่วงต้นของเรื่อง ทำให้ผู้ชมสามารถตีความสิ่งที่ตามมาได้อย่างหลากหลาย ซึ่งหลังจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้การเล่าเรื่องเพื่อสะท้อนความทุกข์ยากของสองพี่น้องฉากต่อฉาก โดยผ่านมุมมองในความทรงจำของเซตะ ในการเดินทางบนรถไฟของสองพี่น้อง จากจุดเริ่มต้นจนจุดจบในช่วงต้นเรื่องอย่างที่เราเห็น
    - ซึ่งเป็นชั้นเชิงในการถ่ายทอดเรืาองราวที่ยอดเยี่ยม ที่ทำให้เราได้เตรียมใจกับผลลัพธ์ที่จะกระทบจิตใจของเราตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ถึงแม้อย่างนั้น เมื่อเรารับรู้ความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตสองพี่น้อง เราล้วนตั้งคำถามมากมายถึงเหตุผลและต้นเหตุของจุดเริ่มต้น แม้เราจะรู้คำตอบอยู่ในใจหรือไม่ การตั้งคำถามของเราระหว่างเรื่องราว บางทีอาจจะเป็นการปฏิเสธความจริงที่โหดร้ายที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้องนี้ก็เป็นได้

    💬 ดาบสองคมในนาม"ความไร้เดียงสา"
    - ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็น Seita พยายามรักษาความเยาว์ของน้องสาว Setsuko ไว้อยู่เสมอ เขาสอนน้องสาวของเขาให้มองโลกในแง่บวก และสัญญาว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ถึงแม้เขารู้ความจริงแล้วว่า แม่ของเขาเสียชีวิตจากการไฟคลอก ตอนนี้เขาคือคนเดียวที่เป็นที่พึ่งพาให้กับน้องสาว เขาต้องเข้มแข็ง แต่ในอีกความจริง เขาก็ยังไร้เดียงสาพอที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ ตลอดเวลาที่เขาอาศัยกับป้าของเขา เขาต้องอดทนต่อการเสแสร้งอันเห็นแก่ตัวของป้า แม้ว่าจะมีการใช้วาจาถากถางที่รุนแรง แต่เขาก็สร้างบรรยากาศที่ดีในโลกของเขาและน้องสาว พวกเขายังสนุกกับตัวเองอย่างแท้จริง จริงใจ และสุดใจ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ตาม พวกเขาออกเที่ยว ไปจับหิ่งห้อย ไปเล่นน้ำทะเลที่ชายหาด ซึ่งทุกอย่างที่เขาทำ คือการเพิกเฉยต่อโลกความเป็นจริง และยังคงเก็บความไร้เดียงสาของสาว รวมถึงตัวเขาด้วยเช่นกัน
    - การสะท้อนบทบาทของตัวละครและประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา ล้วนมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง ทำให้ผู้ชมมีความสัมพันธ์และเห็นอกเห็นใจพวกเขาได้โดยง่าย ความสดใสจากความไร้เดียงสาของเซซึโกะ และการต่อต้านการเป็นวัยรุ่นของเซตะ ช่วยให้เราสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งกับตัวละคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายเมื่อนำไปเทียบกับตัวละครมิติเดียว หรือตัวละครในอุดมคติจากภาพยนตร์แอนิเมชันหลายๆเรื่อง
    - ในช่วงสองสามสัปดาห์แรกของการใช้ชีวิตในหลุมหลบภัย ซึ่งเซตะและน้องสาวได้ดัดแปลงเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว สองพี่น้องดำรงชีวิตด้วยเงินทุนที่เหลืออยู่ พวกเขาได้ซื้อเตาหุงข้าว ช้อนส้อม ตาข่ายกันแมลงกัด ผักผลไม้ ข้าวสาร รวมถึงร่ม ในตอนกลางคืนพวกเขาจะจับหิ่งห้อยเป็นสิบๆตัว และปล่อยเหล่าแมลงในที่กำบังเพื่อให้แสงสว่าง สิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนของการขาดความเข้าใจที่แท้จริง และใช้เพียงแต่จินตนาการจากความไร้เดียงสา ที่คิดว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ในที่สุด ภาพในฝันของการพึ่งตนเองก็ไม่จีรัง เมื่อเงินเก็บของสองพี่น้องเริ่มร่อยหรอ ความจริงอันโหดร้ายของชีวิตได้ปรากฏ และเริ่มทำร้ายภาพฝันของพวกเขา

    💬 เปราะบาง แตกสลาย และการสูญเสีย
    - ในช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่สัปดาห์ที่ปรากฏในภาพยนตร์ แสดงชีวิตของสองตัวเอกแสนโชคร้ายที่ตกเป็นเหยื่อของการสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า เริ่มจากการสูญเสียแม่จากอาการบาดเจ็บด้วยไฟคลอกจากการโจมตีทางอากาศของข้าศึก สูญเสียบ้านจากการโดนไฟไหม้ไปทั้งหลัง สูญเสียที่พักพิงอันปลอดภัยเพียงแห่งเดียวโดยสมัครใจ เนื่องจากความไม่แยแสและการละเมิดทางวาจาจากป้าของพวกเขา และการสูญเสียครั้งสุดท้ายที่สะเทือนใจที่สุด คือการเสียชีวิตของ Setsuko น้องสาวสุดที่รัก ซึ่งเธอจากไปจากการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง และไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ทุกสิ่งทุกอย่างที่ Seita ทำและตัดสินใจ ก็เพื่อปกป้องทัศนคติอันสดใสและไร้เดียงสาของน้องสาวของเขา ฉากนี้คือฟางเส้นสุดท้าย ในขณะที่ใครหลายคนพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นน้ำตาไว้ตลอดทั้งเรื่อง
    - จากภาพย้อนอดีตของเซตะตลอดเรื่องราวของภาพยนตร์ เราจะเห็นว่าชีวิตของครอบครัวพวกเขา เป็นครอบครัวที่มีความสุข และดูเพียบพร้อมทุกอย่าง พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านที่แสนสบาย จนสงครามพรากทุกอย่างไปจากพวกเขาทั้งสอง เซตะเปลี่ยนจากเด็กผู้ชายที่ไม่เต็มใจที่จะยืนหยัดเพื่อตนเอง (อย่างการไม่ช่วยเหลือประเทศโดยการไปสมัครทหารในช่วงสงคราม หรือการไม่ตอกกลับป้าของเขา เมื่อตัวเขาหรือเซซึโกะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม) กลายเป็นเด็กชายที่เข็มแข็งและมีความคิดเป็นอิสระ เขาเริ่มมีความรับผิดชอบที่จะดูแลน้องสาวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าบริบทจะทำให้เขาเลือกใช้วิธีที่ผิดอยู่บ่อยๆ จนในที่สุด เขาก็รวบรวมความกล้าที่จะย้ายออกจากบ้านของป้า เพราะเขาไม่อยากทนต่อการเสแสร้งของป้าแกได้อีกต่อไป สำหรับเซตะ ชีวิตของเขาหมุนไปรอบๆ การทำให้สถานการณ์สงครามรอบตัวเขากลายเป็นปัจจัยภายนอก และอุทิศเวลา ความพยายาม และความรักให้กับน้องสาวของเขาอย่างเดียว
    - แต่สุดท้าย ภาพยนตร์ก็ได้ตอกย้ำความเจ็บช้ำลงไปอีก เมื่อเรื่องราวดำเนินไปจนถึงฉากการจากไปของเซซึโกะ ชีวิตของเซตะก็แตกสลายไม่เป็นชิ้นดี ตอนนี้เขาไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอีกต่อไปแล้ว ชีวิตของเด็กชายไร้ค่าไร้ความหมายโดยสมบูรณ์ ชวนให้นึกถึงธีม "ฆ่าตัวตายสองครั้ง (Double Suicide)" ที่พบได้ทั่วไปในเรื่องเล่าที่มีจุดจบชวนหดหู่ การสูญเสียเซซึโกะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของเซตะ เนื่องจากเขาสูญเสียเป้าหมายที่เขารักษาไว้มาตลอดตั้งแต่พ่อแม่ของเขาจากไป เขาสูญเสียความผูกพันทางอารมณ์และความผูกพันทางการรับรู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเขา การสูญเสียเซซึโกะ ทำให้เรื่องราวของสงครามไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่มีแรงจูงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และไม่มีคนในครอบครัวให้หันไปหา ทางออกเดียวของเขาตอนนี้ คือรอวันเวลาที่จะได้พบกับเซซึโกะอีกครั้ง
    - สิ่งที่บีบหัวใจเราอย่างยิ่ง คือการได้เห็นเรื่องราวที่ตอกย้ำอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่าของความไร้ประโยชน์ในการดิ้นรนมีชีวิตรอดของเซตะและเซซึโกะ ที่มีแต่ความทุกข์ยาก และในมุมมองของเราซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่ามันช่างไร้ค่า แล้วเราไม่สามารถทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องราวนี้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แต่เมื่อเซซึโกะหายใจเฮือกสุดท้าย และเมื่อเซตะพึมพำคำพูดสุดท้ายของเขาด้วยความเสียใจ เราคนดูก็ใจสลายไปกับการสูญเสียไม่ต่างจากตัวละคร เราทำได้เพียงนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขอันไร้เดียงสาที่พวกเขาได้แบ่งปันซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความยากลำบากที่พวกเขากำลังเผชิญ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณและห้วงอารมณ์ที่มีร่วมกันระหว่างตัวละครกับคนดู ที่สามารถทำให้เรารู้สึกอย่างที่ควรรู้สึกในแบบที่ภาพยนตร์เรื่องอื่นไม่สามารถทำได้

    💬 สังคมไร้นักบุญ
    - ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสาหัสสากรรจ์ของสภาพสังคมในช่วงสงคราม เป็นช่วงเวลาที่สังคมล้มเหลวในการปกป้องและรักษาสวัสดิภาพของผู้คนในสังคมอย่างสิ้นเชิง สำหรับตัว Seita และ Setsuko แม้จะมาจากครอบครัวทหารชั้นสูง ก็ยังต้องประสบปัญหาด้านความปลอดภัย โภชนาการ การดูแลสุขภาพ ที่พักพิง และสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน เมื่อแม่ของพวกเขาเสียชีวิตด้วยอาการบาดเจ็บจากไฟคลอก พวกเขาทั้งสองแทบปกป้องตัวเองไม่ได้ ญาติพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในโตเกียว รวมถึงพ่อของพวกเขาที่ออกไปรบ ยังคงติดต่อไม่ได้ ทางเลือกชีวิตของทั้งสองจึงตกไปอยู่ที่ป้าสุดเย็นชาของพวกเขา เธอทั้งตระหนี่และไม่แยแสต่อความทุกข์ยากที่พวกเขานั้นกำลังเผชิญ
    - ในขณะที่บรรทัดฐานสังคมในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ได้จางหายไปในช่วงสิ้นสุดสงคราม อย่างที่แสดงในภาพยนตร์ เราเห็นคนอย่างป้าของเซตะที่รับเอาสองพี่น้องที่กำพร้าไป เพราะเหตุผลในการดูแลครอบครัวตนเอง ด้วยการที่เข้าถึงอาหารของครอบครัวเซตะที่ฝังอยู่ มีบ๊วยดอง เนยสด ที่สองพี่น้องแทบไม่ได้แตะเลย ชุดกิโมโนสมบัติของแม่ ที่เธอยุให้เซตะนำไปขายเพื่อแลกเป็นอาหาร แทนที่จะเก็บไว้เป็นพันธะทางศีลธรรมที่เกิดจากสายสัมพันธ์ในครอบครัว
    - ความทุกข์ยาก เป็นประเด็นของภาพยนตร์ที่นำเสนอตลอดเรื่องราว ในช่วง 15 นาทีแรกของภาพยนตร์ เราจะโดนกระทำด้วยฉากของแม่ของสองพี่น้องที่ถูกไฟคลอกอย่างรุนแรง ภาพยนตร์ไม่ได้หยุดไว้แค่ภาพนั้น แต่ยังตอกย้ำด้วยร่างของหนอนแมลงวันยั้วเยี้ยบนร่างของแม่ที่กำลังเน่าเปื่อยด้วยอากาศร้อนจัด ซึ่งกำลังถูกนำตัวไปรวมกับซากอื่นๆจากผลกระทบของสงครามเพื่อฌาปณกิจ 
    - การเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากนั้น ปรากฏชัดและจับต้องได้ แม้แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังสงครามสิ้นสุด เมื่อสังคมยังทรุดโทรมและกำลังฟื้นตัว ไม่มีใครสนใจเซตะที่นอนซมหิวโหยในสถานีรถไฟ มีหญิงชราเพียงคนเดียวที่ทิ้งข้าวปั้นไว้ข้างๆตัวของเขา แต่เขาหมดกำลังเกินกว่าจะขยับไปกินได้
    - ชาวนาไม่ลังเลเลยที่จะทุบตีเซตะให้ตกเลือด ต่อหน้าน้องสาวของเขา แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะได้พบกับเซตะ ที่มาซื้อขายอย่างเป็นมิตรและตรงไปตรงมา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ กลับสงสารและดูแคลนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็กชาย เขาไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ มากไปกว่าการปล่อยให้เซตะออกไปเผชิญชีวิตที่ทุกข์ยากอีก แม้ว่าเขาจะตระหนักอย่างเต็มตาว่า เซตะดูหิวโซและบาดเจ็บมากแค่ไหนก็ตาม รวมไปถึงหมอในช่วงท้ายของภาพยนตร์ ที่ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเซซึโกะ มากไปกว่าการบอกอาการและให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆ ทั้งที่เขาได้วินิจฉัยโรคและรับรู้ความจริงที่ว่าเด็กสาวคนนี้มีสภาพที่แย่แค่ไหน
    - ไม่มีใครเลยที่เป็นนักบุญในสภาพสังคมที่บอบช้ำแห่งนี้ แม้เราจะสามารถแยกตัวละครได้อย่างแน่ชัด ว่าใครคือคนดีและใครคือคนไม่ดี แต่การกระทำของทุกคนไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า "ดีแท้" หรือ "เลวแท้" ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามทำให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมตามที่เราคาดหวัง ตัวละครแต่ละตัวมีวิธีการเป็นของตัวเอง ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะพื้นฐานจากความเป็นจริงและบริบทของสังคมที่เขาเผชิญ
    - เซตะ ถึงแม้เขาจะเป็นตัวเอก แต่การกระทำของเขาที่ขโมยพืชผลจากชาวนาในท้องถิ่น เพื่อเลี้ยงปากท้องน้องสาวที่กำลังขาดสารอาหาร แม้เขาจะรู้แก่ใจว่ามันเป็นอาชญากรรมที่มีโทษหนักในช่วงสงคราม ยิ่งไปกว่านั้น เซตะบุกเข้าไปในบ้านระหว่างการอพยพที่เกิดทั่วทั้งเมืองในช่วงเวลาที่ข้าศึกกำลังทิ้งระเบิดเพลิง เพื่อที่เขาจะได้ของมีค่า ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเป็นอาหารที่จำเป็นได้
    - ป้าของเซตะ ที่เห็นแก่ตัว ไม่แยแส และอาจถึงขั้นโลภในหลายๆ ฉาก ยังคงช่วยเหลือพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากและไม่ได้สนับสนุนให้เซตะออกจากบ้านอย่างจริงจัง แม้จะถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี แต่เธอก็หุงข้าวปลาอาหารและจัดหาที่พักพิงให้สองพี่น้อง โดยที่เธอยังคาดหวังให้เซตะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ในสักวัน
    - การกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งตัวละคร ซึ่งทำให้คนดูไม่อาจตัดสินได้ว่าสิ่งไหนคือขาวคือดำ แต่ภาพยนตร์กำลังสะท้อนปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกตัวละครต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด แม้พวกเขาจะรู้ตัวเต็มอกว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด นั่นเป็นเพราะเพียงแค่พวกเขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนญี่ปุ่น พวกเขาจึงต้องรับผิดชอบสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ก่อ และรับผลกระทบจากผลกรรมของใครสักคน ในชื่อเรียกว่า "สงคราม"
    .
    ➡️ The Decision : การตัดสินใจ

    - Seita และ Setsuko จะไม่ใด้เป็นด็กกำพร้าเลย หากสงครามไม่พรากพ่อแม่ไปจากพวกเขา แล้วป้าของพวกเขาเป็นคนไม่ดีใช่ไหม? เธอไม่ได้เติมเต็มความสุขให้กับสองพี่น้องก็จริง แต่เธอก็ไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กทั้งสองเป็นแน่ เมื่อเซตะตัดสินใจพาน้องสาวออกจากบ้านของป้าไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษที่หลุมหลบภัย นั่นก็เกือบจะเป็นโทษประหารสำหรับบุคคลที่มีวุฒิภาวะต่ำอย่างพวกเขาทั้งสองเช่นกัน เมื่อพูดถึงแล้ว เซตะตัดสินใจผิดไปหรือเปล่า? เป็นคำถามที่ต้องมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจริงๆ ถึงจะได้คำตอบที่ชัดเจน
    - ในภาวะสงคราม ความปกติทุกองค์ประกอบล้วนพังทลาย ทุกอย่างในสังคมล้วนได้รับผลกระทบ เกิดภาวะอาหารขาดแคลน มีเด็กกำพร้ามากมายที่ไร้พ่อแม่ ผู้คนที่เคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็ต่างเห็นแก่ตัว เริ่มกันที่ป้าของพวกเขา ทำไมเธอถึงจงเกลียดจงชังเด็กทั้งสองมากนัก? ลองคิดๆดู ในภาวะเช่นนี้ แล้วเซตะและเซซึโกะก็ไม่ใช่ลูกของเธอด้วย เมื่ออยู่ในสภาวะที่ต้องอดออม เพราะข้าวปลาอาหารหายากในช่วงสงคราม เธอก็ย่อมดูแลคนในครอบครัวตัวเองก่อนเสมอ
    - แล้วหมอคนนั้นที่วินิจฉัยโรคให้เซซึโกะล่ะ? ทำไมเขาไม่ทำอะไรเพื่อช่วยเด็กน้อยคนนี้มากกว่านี้? เมื่อพิจารณา ณ จุดนั้น เซซึโกะทุกข์ทรมานจากภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง และไม่สามารถกินอาหารได้อย่างปกติ หมอคนนี้ไม่สามารถทำอะไรให้เด็กหญิงตัวน้อยได้มากนัก คนทั้งประเทศกำลังอดอยาก บางคนดูแย่มากกว่าเด็กสาวคนนี้ ระบบการปันส่วนอาหารที่มี ก็อนุญาตให้แต่ละครอบครัวมีปริมาณอาหารแค่เพียงพอเท่านั้น เมื่อเซตะตัดสินใจตัดสัมพันธ์กับป้าของเขา เขากับเซซึโกะก็ออกจากระบบนั้นโดยทันที ซึ่งผมเชื่อว่า เซตะก็ไม่ได้คิดถึงจุดนี้หรือว่าเขาก็ไม่รู้เลยว่ารัฐมีสวัสดิภาพนี้รองรับอยู่
    - การตำหนิเซตะสำหรับการจากไปของเซซึโกะนั้น ดูจะไม่ยุติธรรม เพราะพวกเขาเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ซึ่งตลอดเรื่องราวจะเห็นการเกื้อหนุนกันและกันของทั้งสอง หากเซตะรู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงเป็นอย่างไร เขาคงจะไม่ก้าวออกจากบ้านป้าของเขาแม้แต่ก้าวเดียว แม้ป้าของพวกเขาจะมีทัศนคติที่ดูไม่เป็นมิตร เซตะและเซซึโกะก็มีที่สำหรับนอนและมีข้าวสำหรับกิน แม้จะดูไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้
    - ทำไมเซตะจึงใช้เวลานานแสนนานกว่าจะพาเซซึโกะไปหาหมอ? หากพิจารณาดูดีๆ ถึงแม้เราจะเห็นว่าเซตะมีอายุมากกว่าเซซึโกะ แต่เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่ หากเขามีความรู้และทราบถึงผลร้ายแรงของการขาดสารอาหาร เขาคงจะตัดสินใจทำอะไรก็ตามเร็วกว่านี้เพื่อช่วยชีวิตน้องสาว
    - เงินไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาทั้งสอง เพราะเรารู้ดีว่าเซตะมีเงินเก็บอยู่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ความสำคัญอีกต่อไป เมื่อรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบด้านการจัดหาอาหารสำหรับประชาชนทั้งหมด ไม่มีการค้าขายแบบเสรีอีกต่อไป  นั่นเป็นสาเหตุที่ชายชราปฏิเสธที่จะขายพืชผลให้กับเซตะ เพราะชาวนารู้ว่าเมื่อเขาขายพืชผลที่เหลือให้กับเด็กชายแล้ว เขาจะไม่มีอาหารไว้สำรองให้กับตัวเองอีกต่อไป
    - แล้วถ้าเซตะไม่หยิ่งทะนง อะไรๆจะจบลงแตกต่างไปจากเดิมไหม? เมื่อคิดดู คำตอบในหัวคือ "อาจจะ" มีการตัดสินใจจากความทะนงตนที่ผิดพลาดมากมายที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการตัดสินใจของเซตะที่คิดจะออกจากบ้านของป้า
    - หากเซตะอยู่บ้านของป้านานขึ้นอีกสักหน่อย เขาก็คงจะมีชีวิตรอดปลอดภัย อย่างน้อยที่สุด นั่นคือการมีอาหารไว้ประทังและที่อยู่อาศัยให้พักพิง ที่หลุมหลบภัย ถึงสองพี่น้องจะมีอิสระมากขึ้น แต่พวกเขาก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่แย่ลงด้วย เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดโดยแท้ ซึ่งเกิดจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายป้าก็น่าจะรู้ดี ว่าเด็กสองคนจะสร้างโลกในอุดมคติในสภาวะเช่นนี้ได้อย่างไร? สังคมแวดล้อมไปด้วยสงครามและอาหารก็หายากเต็มที เธอไม่ควรปล่อยให้เด็กเหล่านั้นไปใช้ชีวิตตามลำพังเลย
    - เมื่อมองย้อนกลับไป การปรากฏตัวของหิ่งห้อยในภาพยนตร์ คงจะเป็นการอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับชีวิตของเซตะและเซซึโกะ แม้ว่าหิ่งห้อยจะเปล่งแสงที่หางอย่างสว่างไสว แต่ชีวิตของมันก็อยู่ได้ไม่นาน ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราเห็นเซตะและเซซึโกะ พยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดท่ามกลางสถานการณ์สุดเลวร้ายที่แวดล้อมพวกเขา แต่ความเป็นจริงก็นำพาชีวิตของสองพี่น้องไปสู่สุดจบแสนขื่นขมอยู่ดี
    .

    ➡️ Final Thoughts : บทส่งท้าย

    - The Grave of the Fireflies เป็นเรื่องราวที่ชวนเศร้าเคล้ากับความสวยงามได้อย่างลงตัว เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสองคนที่ถูกบังคับให้โตเร็วเกินวัยจากผลกระทบของสงคราม โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกขอบคุณที่ผู้กำกับได้เสนอภาพที่ทำให้ผู้ชมได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าสำหรับผลกระทบที่จะตามมาตลอดเรื่องราวของภาพยนตร์ ผู้กำกับทำให้คนดูรู้ว่า Seita และ Setsuko จากไปแล้ว แค่นี้อาจจะฟังดูแย่ แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเจอสถานการณ์บีบหัวใจอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทุกอย่างจะดูแย่ลงกว่านี้ ถ้าเราไม่ได้เห็นจุดเริ่มต้นอันน่าเศร้านี้ตั้งแต่แรก
    - The Grave of the Fireflies จะเป็นภาพยนตร์ต่อต้านสงครามหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ชมแต่ละคน เราอาจจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของสองพี่น้องว่าเป็นอุทาหรณ์  ถึงภาพยนตร์จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นสารคดี ซึ่งฉายให้เห็นการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเป็นอย่างไรในช่วงบั้นปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2  สิ่งที่เซตะและเซซึโกะกำลังประสบนั้น ค่อนข้างเป็นเรื่องปกติทั่วไปในช่วงเวลานั้น มีเด็กและผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายจากภาวะสงคราม แต่มองอีกมุมหนึ่ง ภาพยนตร์ได้ให้บทเรียนข้อสำคัญ ถึงผลกระทบของสงคราม ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในระดับรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีกในสมัยปัจจุบัน
    - จุดจบของ Grave of the Fireflies เป็นเรื่องที่สวยงามและชวนขมขื่น ในแง่หนึ่ง การรู้ว่าตัวละครหลักของเราเสียชีวิตจากความอดอยากนั้นเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ในทางกลับกัน การได้เห็นวิญญาณของพี่น้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตลง  มันให้ความรู้สึกอิ่มเอมใจไปพร้อมกัน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์จากสตูดิโอ Ghibli ที่เศร้าที่สุดเท่าที่เราเคยดู โดยไม่ต้องพึ่งโครงเรื่องที่หักมุม ไม่จำเป็นต้องมีเวทย์มนตร์แฟนตาซี เรื่องราวนำเสนออย่างเรียบง่าย ซึ่งทำให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงชะตากรรมสุดท้ายของตัวละครเซตะและเซซึโกะ ที่ทนทุกข์ทรมานจนบีบหัวใจ
    - The Grave of the Fireflies จึงเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ใครหลายคนหัวใจสลาย และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทนดูจนจบโดยไม่เสียน้ำตา แต่ถึงอย่างนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีเรื่องราวที่งดงามและยืนหยัดเหนือกาลเวลา จนเป็นที่พูดถึงจวบจนปัจจุบัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in