หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
นครหลากสี | สรรค์
  • La La Land (2016) 💃🎹🎬
    Director : Damien Chazelle
    Genres : Comedy ,Drama ,Music ,Romance
    My Score : 8.5 / 10
    [ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาว 2 ชั่วโมง 8 นาที สามารถรับชมได้ใน Netflix]
    .
    ℹ อยากให้ผู้อ่านได้เพลิดเพลินกับแสง สีและท่วงทำนองของภาพยนตร์ก่อนจะเข้ามาอ่านบทความนี้ เพื่ออรรถรสในการเสพย์เนื้อหา
    .
    ➡️ Prologue : บทเกริ่น

    - เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ภาพยนตร์เรื่อง La La Land ได้ออกฉายสู่สายตาคนทั่วโลก และเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว ที่เกิดอุบัติการณ์ในเวทีออสการ์ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ชวดรางวัลใหญ่อย่าง 'รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี' ให้กับภาพยนตร์สะท้อนสังคมม้ามืดน้ำดีอย่างเรื่อง Moonlight แต่ถึงกระนั้น La La Land ก็ได้กวาดรางวัลออสการ์มาถึง 5 รางวัล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรางวัล 'กำกับภาพยอดเยี่ยม' ที่มอบให้ ช่างภาพชาวสวีเดน Linus Sandgren ที่ได้รังสรรค์องค์ประกอบศิลป์ให้แต่ละฉากดูโดดเด่นสะดุดตา พร้อมแฝงนัยยะได้อย่างแยบยล
    - เมื่อได้รับชมเรื่องนี้ในหลายๆครั้ง เราสามารถพูดได้โดยไม่ลังเลเลยสักนิดว่า 'La La Land' ได้พาเหรดความงดงามของการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ไม่เคยปรากฏในวงการมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สีสันในการถ่ายทอดเรื่องราว ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องที่บอกเล่าช่วงชีวิตของศิลปินสองคนที่มีความทะเยอทะยานในการตะกายไปสู่ฝั่งฝัน ซึ่งเราในฐานะผู้ชม จะได้ติดตามเส้นทางชีวิตของพวกเขาภายในเรื่องราวของภาพยนตร์ที่จะนำพาเราไปท่องดินแดนแห่งแสงสีร่วมกับความฝันอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ไปพร้อมกัน
    - ซึ่งในบทความนี้ เราจะมาร่วมกันคัดแยกชุดสีที่อยู่ในจานสีของผู้กำกับ Damien Chazelle เพื่อพยายามค้นหานัยสำคัญซึ่งซ่อนเร้นภายในเรื่องราวของภาพยนตร์ หากพร้อมแล้ว ก็อ่านต่อกันได้เลย ...
    .

    ➡️ The Colors of Dreams and Reality : สีสันแห่งความฝันความจริง

    - นอกเหนือจากการแสดงอันทรงพลังของนักแสดง Damien Chazelle ผู้กำกับผู้มีวิสัยทัศน์คนนี้ยังใช้ภาพพจน์อื่นๆเพื่อเน้นโทนภายในเรื่องราวให้เข้มข้นยิ่งขึ้น นอกจากเสียงเพลงและเนื้อร้องที่เป็นจุดเด่นแล้ว สีสันก็กลายเป็นกุญแจสำคัญในการสะท้อนเรื่องราวและอารมณ์ของตัวละครเช่นกัน เป็นการเปิดเผยความคิดภายในหัวของตัวละครออกมาโดยไม่ผ่านบทสนทนา ซึ่งผู้กำกับภาพ Linus Sandgren ผู้ที่ได้รับรางวัลออสการ์ และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย Mary Zophres ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งสองได้ช่วยเติมเต็มให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และเต็มไปด้วยสีสันที่สร้างความตระการตาให้แก่ผู้ชม
    - ในช่วงเริ่มต้นของภาพยนตร์ เครื่องแต่งกายของตัวละครจะดูสดใสและมีชีวิตชีวา โดยการเลือกใช้ชุดสี อย่างเช่น สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง หรือแม้แต่สีเขียวและสีน้ำตาล ในการตกแต่งตู้เสื้อผ้าของทั้งสองเพื่อสื่อถึงช่วงชีวิตของ Mia (Emma Stone) และ Sebastian (Ryan Gosling) ที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นตัวของความฝัน
    - ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ ได้มีการฉายหลักฐานสำหรับเรื่องราวของความรักระหว่างมีอากับเซบผ่านการเดทกันในหลายๆฉาก ซึ่งทุกช่วงเวลาแห่งความฝันในชีวิตของพวกเขานี้ การแต่งกายจะเข้ากันกับห้วงอารมณ์ของพวกเขาเช่นกัน นอกจากนั้น มีอาและเซบยังแต่งกายได้เข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกด้วย จนบางครั้งแม้แต่โทนสีของบรรยากาศพื้นหลังก็เข้ากันกับพวกเขาได้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นสีสันจากอะพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอาศัย สีสันในฤดูร้อนอันสดใส หรือสีสันจากท้องฟ้ายามพลบค่ำชวนเหงา ทุกสิ่งอย่างเข้ากับบุคลิกของมีอาและเซบ ซึ่งผ่านการวางแผนมาอย่างดี
    - เมื่อมีอาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเซบ ห้องพักของเซบที่ดูหมองหม่นก็เปี่ยมไปด้วยสีสันพลันตา แต่เมื่อเธอจากไป ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเดิม ซึ่งในช่วงครึ่งหลังนี้ เรื่องราวจะมุ่งเน้นไปกับการต่อสู้ดิ้นรนในอาชีพที่พวกเขาฝันอยากจะเป็น มีอาทุ่มเทกับการเขียนบทละครเวทีเพื่อตามความฝัน ส่วนเซบก็ทุ่มเทกับการทำวงเพื่อแสวงหาความมั่นคงในชีวิต จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกเขาในเวลาต่อมา
    - เมื่อความเป็นจริงเริ่มคืบคลานเข้ามาในระหว่างความสัมพันธ์ ทุกๆฉากที่ผ่านไป เราจะเห็นเครื่องแต่งกายของทั้งสองที่ดูอ่อนหวานสดใสในช่วงแรก กลับดูหมองหม่นและจางลงไปทุกๆที เฉดสีในทุกๆองค์ประกอบได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีในการถ่ายทอดเรื่องราวของความฝันที่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ทั้งสองได้เผชิญในเรื่องราวในช่วงเวลานี้ของภาพยนตร์
    .
    ➡️ The Shades of Relationship : เฉดสีในความสัมพันธ์

    - ในทำนองเดียวกัน แสงและสีในฉากหลังก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องเช่นกัน เหตุผลหลักประการหนึ่งที่ 'La La Land' ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยสีสันแม้ว่าจะมีฉากส่วนใหญ่ในช่วงกลางคืน ก็เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้สภาพแวดล้อมโดยรอบได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฉากกลางแจ้งได้รับการถ่ายทำอย่างพิถีพิถันอย่างมากถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาพลบค่ำ ซึ่งถ่ายทำในตอนที่มีแสงจากดวงอาทิตย์ที่จะทำให้ท้องฟ้าพื้นหลังเป็นสีน้ำเงินอมม่วงที่งดงาม แต่ในช่วงครึ่งหลังของภาพยนตร์ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากขึ้นระหว่างฉากกลางวันและกลางคืน โดยสีสันในตอนกลางคืนจะขึ้นอยู่กับแสงไฟซึ่งกระทบกับวัตถุเพื่อสร้างความโดดเด่นและสื่ออารมณ์
    - เราอาจจะจับจุดได้ว่าภาพยนตร์มีการใช้แสงอย่างไรเพื่อสื่อสารข้อความ การใช้แสงมักจะโฟกัสไปที่ตัวละครในจังหวะหนึ่งและโลกรอบๆตัวพวกเขาจะค่อยๆจางหายไป ซึ่งจะทำให้คนดูจดจ่ออยู่กับความรู้สึกที่กำลังถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสงสัย การดื่มด่ำกับงานศิลปะ หรือการหวนคิดถึงอดีต 
    - ไม่ว่าจะเป็นการพูดคนเดียวของ Mia ระหว่างการออดิชั่นหรือการแสดงด้นสดเปียโนของ Seb เมื่อพวกเขาทำเพื่อตัวพวกเขาเองโดยไม่มีใครอื่น การกระทำต่างๆล้วนถูกแสงสปอตไลท์ส่องมายังที่พวกเขา แสงช่วยให้พวกเขามีความเป็นส่วนตัวในความคิด เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาในการแสดงออก อย่างการออดิชั่นทั้งหมดที่มีอาได้แสดงศักยภาพ เธอทำเพื่อให้คนตรงหน้าของเธอสังเกตเห็น และในการออดิชั่นครั้งสุดท้าย เธอถูกท้าทายจากโจทย์ของกรรมการที่ให้เล่าเรื่องอะไรก็ได้ นั่นคือครั้งแรกที่เธอไม่ต้องเล่นตามบทบาทที่เตรียมมา แต่เป็นการแสดงจากสิ่งที่เธอรู้สึก แม้ว่าเธอจะรู้ว่าการออดิชั่นอาจจะออกมาไม่ดี แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ เธอจะไม่ได้ทำเพื่อการคัดเลือกนักแสดง แต่เธอทำเพื่อตัวของเธอเอง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมครั้งนั้น การแสดงของเธอจึงมีประสิทธิภาพมากที่สุด
    - ความสมดุลของความฝันและความเป็นจริง ยังเกิดจากการลดทอนความหรูหราฟุ่มเฟือยที่เราเห็นในช่วงครึ่งแรก อย่างการออกเดทที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง หรือการตกหลุมรักคนแปลกหน้าเพราะเขาเล่นดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้หรือแนวเทพนิยายร่วมสมัย แต่พอถึงช่วงครึ่งหลังของภาพยนตร์ เราจะได้เห็นมุมมองที่มีเหตุมีผลมากขึ้น อยู่ในความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สร้างความแปลกใจในช่วงเวลานี้ก็คือ ชีวิตของทั้งคู่นั้นเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
    .

    ➡️ Life in Technicolor : ชีวิตหลากสี

    - ฉากเปิดบนทางด่วนในชั่วโมงเร่งรีบและรถติด เสียงเพลงคลอๆของบทเพลง 'Another Day of Sun' ค่อยๆดังขึ้น เกิดเสียงร้องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอนั่งอยู่ในรถท่าทางไม่สบอารมณ์ ก่อนเธอจะก้าวออกมาจากรถ และทำให้ทางด่วนเส้นนั้นเติมเต็มไปด้วยสีสันของเสื้อผ้าของผู้คนและรถรา ซึ่งโยกย้ายตามท่วงทำนองของเพลงอย่างหรรษา ชุดสีมากมายที่เกิดขึ้นในฉากเปิดนี้ คือรหัสสีทั้งหมดที่ใช้บรรยายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นภายในภาพยนตร์นับแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป
    - ด้วยความต้องการคงเอกลักษณ์ในความอมตะของโลกฮอลลีวูด จะเห็นได้ชัดว่าผู้กำกับ Damien Chazelle เลือกใช้จานสีที่บรรจุสีสันอันสดใสในการถ่ายทอดเรื่องราวภายในภาพยนตร์ของเขา โดยเฉพาะแม่สีอย่างสีน้ำเงิน สีแดง และสีเหลือง ซึ่งสีเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่แอบแฝงความหมายบางอย่าง และมักจะปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ตามที่มีความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครภายในฉากนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดนัยยะและอารมณ์ผ่านเรื่องราว ทำให้บางช่วงเวลา ภาพยนตร์พาเราเข้าไปในพื้นที่ว่างของตัวละคร ซึ่งทำให้เข้าใจบริบทโดยไม่ต้องพึ่งบทสนทนาที่ชัดเจน และยังสะท้อนสุนทรียภาพที่งดงามจนเราหลงเข้าไปในยุคสมัยของคลาสสิกฮอลลีวูดได้จริงๆ

    💬 สีน้ำเงิน : ความฝันและความอมตะในโลกภาพยนตร์
    ▫️
    - สีน้ำเงินเป็นสีที่ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในช่วงแรงของภาพยนตร์เรื่อง La La Land ซึ่งสีน้ำเงินมีความหมายแฝงถึงความคิดสร้างสรรค์ ความอิสระ ตลอดจนภาพแทนของจินตนาการความเป็นอมตะแห่งวงการฮอลลีวูด (Classic Hollywood) ที่นักตามล่าฝันใฝ่ค้นหาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงแห่งนี้
    - นัยยะของสีน้ำเงินถ่ายทอดผ่านตัวละครเอกของเรื่องราว นั่นคือ Mia และ Sebastian ขณะที่เราเห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของพวกเขา ในการทำให้ความฝันทะเยอทะยานและสร้างสรรค์ของพวกเขากลายเป็นจริง
    ▫️
    - เซบาสเตียน (เซบ) นักเปียโนหนุ่มผู้มีเสน่ห์และมีท่าทีสุขุม เราจะเห็นเขาสวมสูทสีน้ำเงินเมื่อเขากำลังร่ายเวทมนตร์บนแป้นขาวดำของเปียโน ด้วยความพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะรักษาดนตรีแจ๊สคลาสสิกให้คงอยู่ในยุคสมัยใหม่ เซบพยายามดิ้นรนเพื่อควบคุมเทคนิคการเล่นเปียโนของเขาให้เป็นไปในทิศทางตามที่เขาต้องการ จนในที่สุด ความยึดติดนี้ก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อเขาถูกไล่ออกงานเพื่อเล่นเพลงแจ๊สตามสไตล์เขา (Free Jazz) แทนที่จะเล่นเพลงชุดที่ผู้จัดการร้านยืนยันที่จะให้เขาเล่น ฉากนี้ดูเหมือนว่าตัวละครจะแสดงการปลดแอกของกรอบความคิดของคนอื่น เพื่อทำตามอิสระที่นำพาเขาไปสู่ความฝันที่แท้จริง สีน้ำเงินของตัวละครทั้งสองซึ่งท่วมท้นภายในฉากนี้ บวกกับแสงไฟที่ส่องไปที่ตัวเซบในขณะที่เขากำลังด้นสดดนตรีด้วยความเกรงขาม เหมือนกับให้ผู้ชมสังเกตว่า ดนตรีที่กำลังรับฟังนั้น ปะทุขึ้นด้วยความคลั่งไคล้ในดนตรีแจ๊สและปะทุขึ้นจากศักยภาพอันเปี่ยมล้นของเขา
    - นอกจากนี้ โทนสีน้ำเงินมักปรากฏขึ้นเมื่อเขาแสดงให้เห็นถึงความอิสระและความสร้างสรรค์ในความคิดของเขา เช่นแสงสีฟ้าเกือบน้ำเงินที่ส่องลงมากระทบใบหน้าของเซบและมีอา ขณะที่พวกเขาเดทกันอยู่ที่แจ๊สคลับแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้พรรณาถึงดนตรีแจ๊สให้เธอฟังอย่างหลงใหล หรือแสงสีน้ำเงินจากสปอร์ตไลท์ที่ไล่ตามเขา ในขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ของเขาพรั่งพรูออกมา เมื่อเขาบรรเลงดนตรีคลาสสิกแจ๊สลงบนเปียโน
    ▫️
    - ก่อนหน้าฉากข้างต้น เราได้เห็นมีอาย้ายมาที่ L.A. เพื่อพยายามหาลู่ทางเข้าสู่โลกของนักแสดง เธอผ่านการออดิชั่นที่ไม่ประสบความสำเร็จอันนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม สำหรับมีอา สีน้ำเงินแสดงถึงด้านอื่นซึ่งต่างจากเซป
    - สีน้ำเงินได้ปรากฏขึ้น เมื่อมีอาพยายามจะเป็น 'ใครสักคนในฝูงชน' (Someone In The Crowd) แห่งความหวังในฮอลลีวูด ขณะที่เธอมุ่งมั่นที่จะทำให้อาชีพการแสดงของเธอกลายเป็นจริง ซึ่งเป็นตัวแทนของจินตนาการของเธอเกี่ยวกับคลาสสิกฮอลลีวูด เราเห็นแม่สีนี้ เมื่อเธอตัดสินใจออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆโดยสวมชุดสีน้ำเงินสดใส ทำให้เธอดูแตกต่างจากตัวละครคนอื่นๆ
    - และเมื่อใดก็ตาม ที่เรานึกถึงความรักของมีอาในสไตล์คลาสสิกฮอลลีวูด สีน้ำเงินก็ปรากฏตัวขึ้นทันควัน สิ่งนี้แสดงขึ้นเมื่อเธอและเซบไปออกเดทกันด้วยการไปดูหนัง ลำแสงสีฟ้ารำไรที่สะท้อนออกมาจากเครื่องฉายภาพยนตร์ ทำให้ใบหน้าของพวกเขาดูสว่างพลันตา ทำให้เราเห็นว่าเขาทั้งสองมีความสุขมากแค่ไหนในช่วงเวลานั้น อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเต้นรำด้วยกันด้วยจังหวะวอลซ์ในโถงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งอบอวลไปด้วยแสงสีน้ำเงินอมม่วงของจักวาลสมมุติที่รายรอบตัวของทั้งสอง เคล้าไปกับเสียงเพลง 'Planetarium' ที่มีท่วงทำนองอันอบอุ่น

    💬 สีแดง : โลกความจริง
    ▫️
    - แม้ว่าสีน้ำเงินจะปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นความฝันและความหลงใหลในอาชีพของ Mia และ Seb ซึ่งเป็นองค์ประกอบชวนเพ้อฝัน แต่เพื่อดึงตัวละครออกมาจากจินตนาการนั้น สีแดงจึงถูกนำมาใช้ในทิศทางตรงข้ามโดยสิ้นเชิง
    - โทนสีแดงถูกนำเสนอเพื่อแสดงถึงการหวนคืนสู่ความเป็นจริง เป็นการอำลาช่วงเวลาแห่งความฝันที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของตัวละครในเวลาสั้นๆ การใช้แม่สีนี้ปรากฏในฉากงานปาร์ตี้ริมสระน้ำ ซึ่งเซบที่ตอนนี้ ดูเขินอายกับชุดสีแดงสดที่เขาสวม ขณะที่เล่นคีย์บอร์ดแบบสะพาย (Keytar) สีเดียวกับชุดที่ดูน่าอายพอๆกันในความคิดของเขา เซบได้กลับมาพบกับมีอาอีกครั้ง เขาบอกเธอว่า เขาเล่นกับวงเพื่อหาเงินไว้จ่ายบิลเท่านั้น ซึ่งเขาไม่ค่อยพิศมัยงานนี้สักเท่าไหร่ เพราะนี่ไม่ใช่งานแสดงที่เขาใฝ่ฝัน
    - ในทำนองเดียวกัน สีแดงก็เป็นสัญลักษณ์ของการพินิจความเป็นจริงสำหรับมีอาเช่นกัน เนื่องจากความฝันของเธอในการเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จนั้น ดูไม่เป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในคืนการแสดงแรกของเธอ มีอาแสดงละครหญิงเดี่ยวที่เธอเขียนบทไว้ด้วยความตั้งใจ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ในช่วงที่เธอกำลังขึ้นแสดงละครเวทีของเธอ สีแดงเข้มของแสงฉายสาดเต็มเฟรม เพื่อสะท้อนความฝันที่กำลังจะเป็นความจริงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกกังวลที่ว่า ตอนนี้มีผู้ชมจำนวนมากหลังฉากกั้นที่กำลังคาดหวังกับเธอ และในฉากหนึ่ง ที่เธอสวมแจ็กเก็ตสีแดงเพลิงไปเข้ารับการออดิชั่น ซึ่งผ่านไปได้ไม่ดีเท่าไหร่ ไม่มีใครสนใจเธอ เธอแสดงความสามารถเพียงครู่เดียว และกรรมการก็บอกให้พอ หลังจากเธอออกมาจากห้องออดิชั่น เธอก็ถอดเสื้อออกมาด้วยความโกรธ เป็นการแสดงความคับข้องใจของเธอกับความเป็นจริงที่ยากจะปฏิเสธ

    💬 สีเหลือง : ความผันแปรกำลังมาเยือน
    ▫️
    - สีเหลืองเป็นหนึ่งในสีที่หลายคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยสีเหลืองคือสีของชุดที่ Mia สวมขณะเต้นรำกับ Seb บนโปสเตอร์ ในฉากที่บ่งบอกถึงสัญญาณแรกของแรงดึงดูดซึ่งกันและกันระหว่างพวกเขา กล่าวคือ ก่อนหน้าฉากนี้ เราจะเห็นความบาดหมางบางๆระหว่างทั้งสองคน แต่กลับเปลี่ยนไปเมื่อทั้งสองได้พูดคุยและทำความรู้จักกัน ซึ่งบ่งชี้ว่า ชุดสีเหลืองของมีอาคือสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในเรื่องราวหลังจากนั้น
    ▫️
    - อีกช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตคือ เมื่อชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า Keith (John Legend) เข้ามาในระหว่างบทสนทนาของทั้งสอง เพื่อเสนอตำแหน่งมือคีย์บอร์ดให้กับเซบในวงดนตรีแจ๊สร่วมสมัยของเขา 'The Messengers' คีธสวมเสื้อแขนยาวสีเหลืองมัสตาร์ด บวกกับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในแจ๊สคลับเดียวกันกับที่เซปทุ่มเทความหลงใหลเพื่อบรรยายความเป็นคลาสสิกแจ็สให้กับมีอาในเดทแรกของพวกเขา ซึ่งบ่งบอกเป็นนัยๆว่าความสัมพันธ์ระหว่างเซบและมีอากำลังจะเปลี่ยนไปเพราะตัวละครนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อความฝันและความเชื่อมั่นระหว่างเขาทั้งสอง
    - และทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ เมื่อเราเห็นเซบเข้าไปในห้องซ้อมในฉากต่อมา เพื่อร่วมงานกับวงดนตรีของคีทในชุดสูทสีน้ำเงินที่ไว้ใจได้ (มีนัยถึงความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นทำไปเพื่อความฝัน) ในไม่ช้า โทนสีฟ้าของเซปและสีเบจของห้องก็จะถูกครอบงำโดยสีประกายเหลืองของเครื่องดนตรีของสมาชิกในวงและสีแดงของกีตาร์ที่คีธใช้ 
    - เซบเพลิดเพลินไปกับการทำวงร่วมกับคีธ ทำให้เขาหลุดพ้นจากความฝันและความหลงใหลไปชั่วขณะ และยอมรับความจริงที่ว่าสไตล์แจ๊สคลาสสิกที่เขาชื่นชอบนั้นเป็นแนวดนตรีที่ใกล้ตายจริงๆ
    - ในวันหนึ่ง เมื่อมีอาได้ไปเข้าชมคอนเสิร์ตของวงที่เซบเป็นส่วนหนึ่ง เธอได้พบกับความจริงที่ทำให้มีอาไม่สามารถเข้าใจความคิดของเซบได้อีกต่อไป  ความหลงใหลในการรักษาดนตรีแจ๊สคลาสสิกให้คงอยู่ เป็นหนึ่งในเหตุผลของเซบที่เธอชื่นชมมากที่สุด ดังนั้นการเห็นความเสื่อมนี้จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะยอมรับและเข้าใจ
    ▫️
    - เฉดสีเหลืองปรากฏเป็นนัยยะอีกครั้ง ในฉากมื้อเย็นที่เซบตั้งใจเซอไพรส์มีอา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง แม้ว่าแสงเทียนบนโต๊ะอาหาร คลอกับเพลงแจ๊สเพราะๆ มักจะมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับความโรแมนติก แต่ภายในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในฉากนี้ ทุกองค์ประกอบกลับมีความหมายตรงกันข้าม
    - แสงสีเหลืองที่สาดออกมาจากแสงเทียน และส่องกระทบใบหน้าของพวกเขา กำลังบ่งบอกถึงบางสิ่งบางอย่างในความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นกำลังจะเปลี่ยนไป และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ระหว่างมื้ออาหาร มีอาเริ่มพูดถึงความหลงลืมตัวตนของเซบ จากความหลงใหลกลายเป็นความกระหายในอำนาจเงิน เซบมองสิ่งเกิดขึ้นนี้ว่า มีอาเพียงแค่อิจฉาเขาเพราะเขามีชื่อเสียงและความมั่นคงมากกว่าเธอ เปลวไฟสีเหลืองยิ่งเพิ่มความร้อนแรงให้กับการโต้เถียงอันไม่รู้จบ เมื่อพวกเขาค้นพบว่างานที่พวกเขาทำ ซึ่งขัดกับความฝันที่พวกเขามี กำลังดึงพวกเขาออกจากกัน และหลังจากนั้นไม่นาน เราก็ได้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆพังทลาย

    💬 สีเขียว : ทุกข์ระทมในห้วงอารมณ์
    ▫️
    - สีเขียวคือการผสมกันระหว่างแม่สีทั้งสอง คือ สีน้ำเงินและสีเหลือง หากนำมาตีความในบริบทของภาพยนตร์เรื่อง La La Land คงจะหมายถึวความทุกข์ที่กำลังก่อตัวขึ้นในฉากนั้นๆ เป็นผลพวงของความฝันซึ่งได้ผสานกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะตามมาได้อย่างลงตัว
    ▫️
    - โทนสีนี้มักจะปรากฏเพื่อบ่งบอกภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นในตัวละคร โดยเฉพาะ Mia ซึ่งเราจะเห็นเธอมักจะสวมใส่ชุดสีเขียวด้วยกันประมาณสองฉาก ฉากแรกเกิดขึ้นหลังจากเธอต้องผิดหวังกับการออดิชั่น ภาพยนตร์เล่นชุดสีนี้ตั้งแต่ลายกระเบื้องในห้องอาบน้ำ ไปจนถึงชุดที่มีอาสวมใส่หลังจากอาบน้ำเสร็จ ซึ่งในเวลานั้น เพื่อนของเธอเริ่มสังเกตเห็นความหมองหม่นในอารมณ์ของมีอา พวกเธอจึงชวนมีอาไปร่วมปาร์ตี้ทางสังคมเพื่อจะได้กระทบไหล่กับดาราหรือแมวมองในวงการ ซึ่งเธอก็ตอบรับด้วยความไม่เต็มใจ จนสุดท้ายแล้ว แม้เธอจะไปงานปาร์ตี้ครั้งนี้ แต่เธอก็ไม่ได้อยู่ในงานนานสักเท่าไหร่ เธอแอบปลีกตัวออกจากงานสังสรรค์ เดินไปตามถนนของฮอลลีวูดที่โอบล้อมไปด้วยแสงสีเขียวชวนเหงา
    - อีกครั้งที่สีนี้ส่งอิทธิพลกับตัวละครมีอา คือในวันหนึ่งที่มีอามีนัดเดทกับ Seb ด้วยการไปดูหนังในช่วงค่ำ แต่ Greg (Finn Wittrock) หนุ่มมาดรวยดันมาตามเธอที่บ้าน เพื่อทวงสัญญาในการเป็นคู่เดทเขาที่มีอาเคยให้ไว้กับเขาในงานปาร์ตี้ครั้งก่อน แต่มีอาดันลืมเสียสนิท ด้วยความเกรงใจและไม่อยากผิดสัญญา มีอาจึงตัดสินใจไปกับเกร็ก ภายในฉาก เราจะเห็นมีอาสวมชุดเดรสสีเขียวหัวเป็ด นั่งพะว้าพะวงถึงนัดเดทระหว่างเธอและเซบ เธอนั่งกลุ้มใจอยู่นานสองนาน จนได้ยินเสียงดนตรีแจ็สที่ทางร้านเปิดฮัมเพื่อสร้างบรรยากาศ ทำให้เธอตัดสินใจปลีกตัวออกจากวงสนทนานั้น และไปหาเซบที่โรงภาพยนตร์ในที่สุด
    ▫️
    - สำหรับเซบ อิทธิพลของเฉดสีเขียวไม่ค่อยส่งผลกับเขามากครั้งสักเท่าไหร่ ฉากเดียวที่เห็นได้ชัดถึงผลกระทบของโทนสีนี้ คือฉากที่เซบและมีอาพบกันครั้งแรก อย่างที่เคยกล่าวไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวข้อ 'สีน้ำเงิน' ในช่วงสุดท้ายขององค์นี้ หลังจากที่เซบด้นสดดนตรีแจ็สตามสไตล์ของเขาแทนที่จะเล่นเพลงชุดตามที่ผู้จัดการร้านได้กำชับไว้ แสงไฟภายในร้านก็สว่างขึ้น พลันฉายให้เห็นภาพของลูกค้าที่อึ้งทึ่งกับดนตรีที่พวกเขาเพิ่งได้ฟังไป พร้อมกับกล้องที่แพนไปที่ผู้จัดการร้านที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์กับการกระทำที่เพิ่งเกิดขึ้น
    - ซึ่งเราจะเห็นว่า ฉากหลังของผู้จัดการร้าน คือห้องครัวที่ฉาบไปด้วยแสงสีเขียว ซึ่งกำลังสื่อเป็นนัยถึงความผิดหวังของผู้จัดการร้าน ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบของเซบ ซึ่งเกิดจากความกระหายในความอยากจะทำตามความฝัน ที่ตอนนี้กำลังส่งผลกระทบทำให้ชีวิตเขาต้องโยกย้ายงานอีกครั้ง
    ▫️
    - โทนสีนี้ได้หล่อเลี้ยงบรรยากาศภายในบ้านของเซบและมีอา หลังจากที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองถึงจุดสูงสุดของความสุข เราจะเห็นว่าภายในบ้านจะแต่งแต้มไปด้วยเฉดสีต่างๆ หนึ่งในนั้นคือสีเขียว สีเขียวภายในที่พักของเซบและมีอา มักจะปรากฏในขณะที่มีอากำลังทุ่มเทในการเตรียมละครเวทีหญิงเดี่ยวของเธอ ซึ่งในขณะนั้น เซบได้ออกทัวร์คอนเสิร์ต จึงทำให้มีอาก็ต้องขึ้นรูปความฝันของเธอด้วยตัวคนเดียว ซึ่งแสดงถึงความทุกข์ที่ก่อตัวขึ้นภายในใจ จากแรงกดดันจากความฝันของเธอและความเหินห่างของเซบที่เขากำลังออกนอกเส้นทางความฝันของเขา สิ่งนี้เริ่มก่อตัวสะสมพอๆกับแสงสีเขียว ที่ตอนนี้เริ่มมีอิทธิพลกับตัวมีอามากขึ้นเรื่อยๆ
    - ในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง เฉดสีเขียวก็ทำหน้าที่ในการสื่ออารมณ์และถ่ายทอดเจตนาของสารได้เป็นอย่างดี นอกจากแสงสีเหลืองจากแสงเทียนที่เป็นสัญญานเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังตามมา แสงสีเขียวในพื้นหลังก็เป็นสัญญานที่กำลังบ่งบอกว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในห้องทานอาหารนั้น กำลังเป็นจุดเปลี่ยนที่จะนำพาทั้งสองไปในจุดที่กู่ไม่กลับ จนเมื่อเสียงเตือนไฟไหม้ของเตาอบดังขึ้น ทั้งสองก็ได้หลุดจากภวังค์อันตึงเครียด และตระหนักว่าตอนนี้ความฝันที่พวกเขาปรารถนาได้กลายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาในที่สุด

    💬 สีม่วง : จุดสมดุลแห่งความสุข
    ▫️
    - สีม่วงเป็นชุดสีที่ปรากฏอยู่บนพื้นหลังของโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง La La Land และเป็นที่ถกเถียงกันว่า อาจจะเป็นชุดสีหลักที่ใช้สื่อความหมายของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง 
    - สีม่วง เป็นการผสมผสานระหว่างแม่สีอย่างสีน้ำเงินและสีแดง ซึ่งเป็นการรวมตัวของนัยยะแห่งความฝันและความเป็นจริง ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ 
    ▫️
    - เรื่องราวในภาพยนตร์ พูดถึงความพยายามสร้างความฝันในอุดมคติให้กลายเป็นจริง ซึ่งระหว่างทางนั้น ทั้ง Seb และ Mia ต้องรักษาสมดุลระหว่างความฝันและความสัมพันธ์ให้เดินทางไปพร้อมกัน
    - เราจะเห็นโทนสีม่วงปรากฏในฉากหลังอยู่ทุกครั้ง เมื่อความสัมพันธ์ของทั้งสองอยู่ในจุดสมดุลแห่งความสุข ทั้งในฉากที่ทั้งสองเต้นแท็บด้วยกันในเพลง 'A Lovely Night' หรือฉากที่เซบเดินเล่นที่ท่าเรือหลังกลับจากการไปเดทกับมีอาที่แจ็สคลับ ซึ่งเป็นฉากที่เซบตระหนักว่า มีอามีอุดมการณ์ในการเป็น 'นักล่าฝัน' เช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาฮัมเพลง 'City of Stars' ไปพร้อมกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตก ซึ่งท้องฟ้าถูกระบายไปด้วยแสงสีม่วงนวล และตอนนี้ เขาก็มีสุขใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
    - ซึ่งทั้งสองฉากนี้ เป็นฉากที่แสดงถึงการบรรจบกันระหว่างความฝันและความเป็นจริงของทั้งสองในจุดกึ่งกลาง ซึ่งได้สร้างพันธะระหว่างกันและกันได้อย่างอิ่มเอม
    ▫️
    - แต่จนแล้วจนรอด พวกเขาก็ได้สูญเสียความสมดุลนั้นในที่สุด เมื่อเซบเลือกทางเดินที่มั่นคงด้วยการเป็นนักดนตรีให้กับ Keith ในช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับมีอา ความสมดุลระหว่างความฝันและความจริงได้พังทลายลงในไม่ช้า ซึ่งส่งผลกับความสมดุลของความฝันและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเช่นเดียวกัน ถึงแม้เซบจะเห็นข้อผิดพลาดนั้นและพยายามจะแก้ไข แต่ก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้เช่นกัน เมื่อมีอาผ่านการออดิชั่นและต้องไปทำงานที่ปารีสอยู่หลายเดือน สุดท้ายแล้ว ทั้งสองก็เลือกที่จะวางมือจากความสัมพันธ์และแยกย้ายไปทำตามความฝันของตัวเองในที่สุด
    - ฉากจบของภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบในการใช้โทนสีเพื่อสื่อเรื่องราว ดังที่เราเห็น 'สิ่งที่ควรจะเป็น' หากพวกเขายังรักษาความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างงานและความรักไว้ได้ แต่ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นความคาดหวังที่ไม่อาจเป็นจริงได้
    - หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 5 ปีและมีอากลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง โดยได้เข้าไปชมการแสดงของเซบคนรักเก่าของเธอในแจ็สคลับแห่งหนึ่งที่เธอหลงเข้าไป ก่อนที่เซบจะเริ่มโชว์ เขาได้เหลือบไปเห็นมีอาซึ่งนั่งมองเขาอยู่กลางร้าน ขณะนั่งข้างชายคนหนึ่งซึ่งตอนนี้เป็นสามีของเธอ เซบนิ่งไปกับความคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่นเปียโนใน 'ธีมของพวกเขา' (Mia & Sebastian's Theme)
    - สีม่วงปรากฏอบอวลไปทั่วบรรยากาศ ส่องระเรื่อบนใบหน้าของทั้งสอง เฉดสีนี้ได้จุดประกายความคะนึงถึงให้กับเซบขณะที่เขาร่ายบทเพลงบนแป้นเปียโน เรื่องราวถ่ายทอด 'สิ่งที่ควรจะเป็น' จนจบบทเพลง ซึ่งเราจะได้เห็นช่วงเวลาแห่งความสุขในอุดมคติของพวกเขา จนในที่สุด มีอาตัดสินใจกลับ แต่ก่อนที่เธอเดินออกจากร้าน ทั้งคู่สบตากัน เกิดช่วงเวลาที่หยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มให้กัน ซึ่งเป็นการแสดงความยอมรับความจริงและความฝันของกันและกัน โดยเรื่องราวทั้งหมดใช้เพียงสีสันถ่ายทอดไร้บทสนทนา แต่สามารถสร้างความรับรู้ให้แก่ตัวละครและคนดูไปพร้อมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
    - แม้ว่าฉากดังกล่าวจะไม่ใช่ 'ตอนจบสุดคลาสสิกของหนังรักฮอลลีวูด' ที่หลายคนต้องการ แต่เชื่อว่ามันคือตอนจบที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาโดยอิงพื้นฐานจากความเป็นจริง ความล้มเหลว ความขัดแย้ง ความรัก ความสำเร็จ ตลอดจนความสุข ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง
    .
    ➡️ Epilogue : บทส่งท้าย

    - หากมีสิ่งใดที่ภาพยนตร์ La La Land จะให้ข้อคิดแก่เรา นั่นคงจะเป็นข้อคิดที่ว่า เราไม่สามารถทำให้ความฝันทั้งหมดเป็นจริงได้ เราอาจต้องเสียสละอีกสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราใฝ่ฝันบรรลุผลสำเร็จ
    - ระหว่างความฝันและความรักที่มีต่อกัน Mia และ Sebastian ต้องเสียสละสิ่งหนึ่งเพื่อให้อีกสิ่งเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบตอนจบเพราะมันดูเศร้าเกินไป บางทีคุณอาจจะเข้าใจผิดว่าเนื้อหาสำคัญของเรื่องนั้นคือความรัก แต่ในความจริง สิ่งที่ภาพยนตร์นำเสนอเป็นหัวใจหลักนั้นเกี่ยวกับความฝัน ความรักเป็นเพียงบางสิ่งที่ผ่านเข้ามา และในท้ายที่สุด ความฝันของทั้งสองก็กลายเป็นจริง ทั้งสองตัวละครสมหวังกับสิ่งที่เข้าไขว่คว้าไล่ล่าในนคร L.A. และถ้านั่นไม่ใช่ตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แล้วมันจะคืออะไรได้อีก?
    - ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับข้อความข้างต้น แต่คุณต้องยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควรหากใช้เส้นทางที่ธรรมดากว่าหรือแตกต่างจากสิ่งที่นำเสนอ ถ้าตัวเอกทั้งสองลงเอยกันด้วยดี ความฝันของพวกเขาคงไม่กลายเป็นความจริง และจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงเป็นเรื่องราวความรักในความฝันต่อไป
    - คนเรามักลืมความฝันไปชั่วขณะหนึ่ง และมีเพียงแค่ความจริงที่จะอยู่กับเราไปชั่วชีวิต อย่างที่ภาพยนตร์ได้นำเสนอ จงหาสมดุลที่เกิดขึ้นภายในจานสี หากมีสีใดสีหนึ่งเยอะเกินไป ภาพวาดของเราคงจะไม่สมบูรณ์ และเราคงจะไม่ประทับใจกับภาพผืนนั้นในวันที่เราวาดมันจนเสร็จ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in