หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
เพราะเกิดมา"จน"ถึงโชคร้าย?
  • Parasite (2019) 👨‍👩‍👧‍👦🍑🏡
    Director : Bong Jun Ho
    Genres : Comedy ,Drama ,Thriller  
    My Score : 9.0/10
    .
    ➡️ Prologue : บทเกริ่น

    - ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์รางวัลที่มีความแมสมากๆ ซึ่งผิดกับภาพยนตร์รางวัลเรื่องอื่นๆ ที่กระแสกลางๆ มีคนดูเฉพาะกลุ่ม ยากที่จะเข้าใจเนื้อหาโดยง่าย แต่สำหรับเรื่องนี้เชื่อว่า 85% ของคนรู้จักและคนทั่วไป ผมเชื่อว่าหลายคนต้องผ่านตามาแล้วสักครั้ง 
    - ภาพยนตร์มีความง่ายในการเข้าถึง เนื้อเรื่องชวนติดตามและเล่าได้ฉับไว โดยสะท้อนนัยยะที่คนดูจับต้องได้ทันที จะดูเอาเนื้อหรือจะดูเอาน้ำ ก็ยังสนุก นานๆในวงการจะมีหนังรางวัลที่คนเข้าถึงเยอะขนาดนี้ 😄
    - และเนื่องจากเป็นบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์บทความที่ 10 ในเว็บบล็อก minimore นี้ จึงทำให้อยากเขียนบทวิเคราะห์ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้จะช้าไป 2 ปี และเชื่อว่าหลายคนได้เคยดูหรือเคยอ่านบทวิเคราะห์จากที่อื่นมาคร่าวๆแล้ว แต่ก็คงอยากให้ลองอ่านบทวิเคราะห์นี้ เผื่อจะได้มุมมองใหม่บางมุมมองได้มาถกเถียงกัน 😊
    .


    ➡️ ชนชั้นกับครอบครัว (คนจนเป็นกันไม่ได้ง่ายๆ คนรวยหรอ? อยู่เฉยๆไป)

    💬 ครอบครัวคิม
    - ขอเริ่มพูดถึงครอบครัวคิมก่อน ครอบครัวคิมประกอบด้วยสมาชิก 4 คน เป็นครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินไม่มั่นคง สมาชิกในครอบครัวไม่มีงาน และดูว่าแต่ละคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ได้แต่รับงานเล็กๆทำแลกเงินเพื่อประทังชีวิต ซึ่งจะมองว่า ถ้ามีโอกาสมาเมื่อไหร่ ก็จะรีบคว้า แม้จะเป็นโอกาสเล็กๆ ที่พอจะยกระดับฐานะก็จะทำ แต่หากตัดเรื่องฐานะ ครอบครัวนี้ถือว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขดีอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ลูกชายได้รับให้ไปสอนพิเศษแทนเพื่อนสนิทในบ้านครอบครัวพัค ทำให้ลูกชายเห็นโอกาสที่จะพาครอบครัวตัวเองไปทำงานในบ้านครอบครัวพัค ซึ่งเป็นจุดเริ่มสำคัญของเรื่อง
    ▫️Ki Taek (พ่อบ้านจน)
    - หัวหน้าครอบครัว เคยทำงานมาหลายอย่าง และเป็นคนเก่งรอบด้าน (สังเกตจาก ฉากที่ดูคลิปพับกล่องพิซซ่า แล้วสามารถพับได้ทันที หรือ ฉากไปโชว์รูมรถ แล้วสามารถจดจำฟังก์ชันภายในรถได้หมด) แต่ตัวเองนั้นประสบปัญหาในการบริหารครอบครัว จนมีโอกาสได้ไปทำงานเป็นคนขับรถให้ครอบครัวพัค เขาจึงคิดหาวิธีตีสนิท เพราะคาดหวังจะได้ทำงานกับครอบครัวปาร์คนานๆ /เขาคือตัวแทนของคนชนชั้นแรงงาน ที่คิดว่าการทำงานหนักจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดี และด้วยการทำงานอย่างหนัก โดนบีบด้วยเวลาและโอกาส จึงทำให้เขาละเลยการวางแผนชีวิตที่ดีและวางแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สุด สุดท้ายก็ตกอยู่ในวังวนของกับดักความจนของชนชั้น
    ▫️Chung Sook (แม่บ้านจน)
    - บทบาทของเธอไม่ค่อยเด่นสักเท่าไหร่ แต่ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของเธอกับครอบครัวคิม คือ เธอเป็นคนบริหารจัดการความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เป็นตัวเชื่อม คอยเป็นคงชงบทสนทนา /อีกอย่าง เธอเคยเป็นนักกีฬาที่เคยประสบความสำเร็จ ในฉากแรกจะเห็นเหรียญเงินและรูปภาพตอนเธอเป็นนักกีฬาขว้างลูกตุ้ม เธอจึงเป็นตัวแทนของคนที่เคยอยู่จุดสูงสุดในชีวิตมาก่อน แต่ต้องโดนผลักลงไปยังจุดตกต่ำ การที่เธอได้เคยสัมผัสช่วงเวลาดีๆมาก่อน ก็ย่อมทำให้เธอนั้นอยากกลับไปยังช่วงเวลานั้นอีกครั้ง
    ▫️Ki Woo (ลูกชายบ้านจน)
    - เป็นคนที่ฉลาด มีความทะเยอทะยานสูง และเห็นโอกาสเสมอ แต่ความสามารถถูกกดทับด้วยฐานะ เป็นตัวละครที่เชื่อว่าการศึกษาจะทำให้หลุดพ้นจากความจน ด้วยการเรียนอย่างหนัก เพื่อถีบตัวเองให้เรียนสูง แต่สุดท้าย การได้รับโอกาสนี้ทำให้เขาโดนกดดัน กดดันเรื่องที่จะต้องนำครอบครัวตัวเองมาทำงานให้กับครอบครัวพัค เพื่อยกระดับฐานะของครอบครัว
    ▫️Ki Jung (ลูกสาวบ้านจน)
    - เป็นหัวหลักในการวางแผนลอบเร้นเข้าไปเกาะกินครอบครัวพัคของตระกูลคิมเลย เธอฉลาด มีไหวพริบ แสดงได้เก่ง และมีความสามารถในการต้มตุ๋นสูง (จากฉากปลอมแปลงเอกสาร ฉากที่เสิร์ชหาข้อมูลนักบำบัดด้วยศิลปะ และสามารถเข้าถึงอาชีพนั้นได้ดี รวมถึงฉากที่ล้วงข้อมูลเอกสารต่างๆของครอบครัวพัค ในช่วงที่ครอบครัวนั้นต้องการแม่บ้าน) เป็นคนที่มองช่องว่างในระบบทุนนิยม ที่สามารถโกงได้เสมอ เธอจึงเปรียบเสมือนคนจนที่หวังรวยทางลัดด้วยวิธีที่ผิด

    💬 ครอบครัวพัค
    - ครอบครัวพัคประกอบด้วยสมาชิก 4 คนเช่นกัน ครอบครัวนี้เรียกได้ว่าคือความเฉื่อย แทบไม่มีอะไรที่พิเศษเลย นอกจากเป็นครอบครัวที่มีอันจะกิน ที่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ จนมีครอบครัวคิมเข้ามา ซึ่งการกระทำของครอบครัวพัคที่ดูเป็นปกตินี้ ได้ไปทำร้ายความรู้สึกบางอย่างให้กับสมาชิกครอบครัวคิม อย่างที่เจ้าตัวนั้นก็ไม่รู้ตัว จนนำพาไปถึงจุดแตกหักในช่วงท้ายเรื่อง /หากมองครอบครัวคิม ที่เอาสมาชิกในครอบครัวตัวเองเข้ามาแทรกซึมเป็นคนรับใช้ในบ้าน เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ว่าเป็น"ปรสิต" ในทางกลับกัน ความเป็น"ปรสิต" ของครอบครัวพัค ก็คือการที่ต้องพึ่งพาคนในชนชั้นแรงงาน เพื่อทำงานที่ตัวเองคิดว่า"ต่ำ"แทนตนนั่นเอง /และถ้าวิเคราะห์ตามบริบทหนัง ครอบครัวพัคจัดอยู่ในชนชั้นกระฎุมพีเสรีนิยมใหม่ กล่าวคือ เป็นชนชั้นพ่อค้านักธุรกิจ ที่มีสถานะทางสังคมหรืออำนาจหน้าที่จากการงาน การศึกษา หรือความมั่งมี เป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางที่เกาะโครงสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อสั่งสมรายได้จนมั่งมี ซึ่งจะแตกต่างจากชนชั้นสูง ที่เป็นอภิชน คนที่สืบเชื้อมาจากราชวงศ์ หรือโดนราชวงศ์แต่งตั้ง ซึ่งกลุ่มนี้จะมีอำนาจในด้านใดด้านนึงที่ส่งผลกับสังคมหรือการเมืองโดยตรง ซึ่งครอบครัวพัคไม่ได้มีสถานะขนาดนั้น พวกเค้าแค่เป็นคนรวยกลุ่มนึงในสังคมเท่านั้น
    ▫️Dong Ik (พ่อบ้านรวย)
    - หัวหน้าครอบครัวและเป็นแหล่งรายได้หลัก ผู้ซึ่งนำพาความมั่งคั่งมาสู่ครอบครัวพัค ซึ่งจากความที่เป็นผู้ที่ผลิตเงินนี่เอง จะทำให้เห็นว่าในฉากกลับบ้าน สมาชิกในครอบครัวจะวิ่งเข้าหาแทบทันที จุดอ่อนของตัวละครนี้ คือ เป็นคนที่ทะนงตนและเย่อหยิ่ง ชอบควบคุมคนอื่น ควบคุมลูกน้องด้วยคำสั่ง และคนในครอบครัวด้วยเงินทอง ตัวละครนี้เป็นบรรทัดฐานของเส้นแบ่งชนชั้นที่ชัดเจนมากในเรื่อง ซึ่งจะพูดถึงในบทต่อๆไป
    ▫️Yeon Kyo (แม่บ้านรวย)
    - หัวอ่อน หูเบา และทำอะไรไม่เป็น ภาพแทนของคนที่ร่ำรวยมาตั้งแต่กำเนิด ผู้ซึ่งไม่ต้องไขว่คว้าอะไร โตมาในสังคมที่ดี ไม่เคยเจอประสบการณ์แย่ๆเลยในชีวิต จึงเห็นว่าหลายๆฉาก เธอจะอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อสิ่งที่ไม่ดีสำหรับตัวเธอ / ด้วยตัวละครนี้มีหน้าที่คอยจัดการสิ่งต่างๆภายในบ้านให้อยู่ในระเบียบ และ เป็นสิ่งบำเรอความต้องการของสามี ก็สามารถอ้างเธอว่าเป็นตัวแทนของ"แม่"ในอุดมคติของผู้หญิงส่วนนึงในสังคม ที่มีอำนาจภายในบ้าน สามีคอยดูแล มีกินมีใช้ และไม่ต้องทำอะไร /เธอเป็นคนที่จัดการเก่ง แต่ปฏิบัติไม่ดี ทำให้ต้องมีคนคอยรับใช้อยู่เสมอ สะท้อนภาพของเจ้านายที่เก่งสั่ง ไม่เก่งทำ และเมื่อมีเหตุที่ทำให้คนรับใช้ถูกไล่ออก เธอก็ต้องหาคนมาแทน ซึ่งเธอจะชอบการแนะนำบอกต่อ เหมือนกับบุคคลากรในองค์กรที่ใช้เส้นสาย รับคนที่รู้จักเข้ามาทำงาน และอีกอย่าง เธอมักจะรับคนเข้ามาทำงานทันที โดยที่ไม่มีการตรวจสอบ เธอจึงเป็นภาพแทนที่ชัดเจนของวัฒนธรรมองค์กรในระบบเครือญาตินั่นเอง
    ▫️Da Hye (ลูกสาวบ้านรวย)
    - เราจะสังเกตว่าตลอดทั้งเรื่อง เธอแทบไม่สนใจเรื่องอื่นใดเลยนอกจากความรัก ชีวิตเธอโฟกัสแต่ Ki Woo บทสนทนาเกือบทั้งหมดก็พูดถึง Ki Woo ซึ่งในเรื่องจะเห็นว่าหน้าที่เธอคือท่องหนังสือเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ขนาดเธอมีหน้าที่หรือภาระแค่อย่างเดียวเท่านั้น เธอยังไม่ใส่ใจเลย เธอจึงเปรียบเสมือนคนรวยที่เพิกเฉยต่อเรื่องอื่นๆที่นอกเหนือจากความสนใจของตัวเอง ด้วยฐานะทางบ้านที่ซัพพอร์ตเธอตลอด จนไม่ต้องกังวลว่าพรุ่งนี้จะไม่มีกิน ทำให้เธอแทบไม่ต้องสนใจประเด็นอื่นใดอีกเลย นอกจากปัจจุบันของตัวเอง
    ▫️Da Song (ลูกชายบ้านรวย)
    - ลูกคนสุดท้องของบ้าน ที่พ่อสปอยด์เอามากๆ จากการซื้อของเล่นเป็นตั้งมาให้ ทำให้เป็นเด็กที่ดูจะควบคุมยาก ถึงตัวละครนี้จะไม่ค่อยมีผลกระทบกับเส้นเรื่องมาก แต่การที่ตัวละครชอบอะไรที่เป็นอินเดียแดง และ สามารถอ่านรหัสมอร์สได้ กลับเป็นจุดสำคัญของเรื่อง ที่จะพูดถึงในบทต่อๆไป

    💬 ครอบครัวลับ
    - ครอบครัวนี้โผล่มากลางเรื่อง ประกอบด้วยสมาชิก 2 คน ซึ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง
    ▫️Moon Gwang (แม่บ้านเก่า)
    - เธอคือแม่บ้านคนเก่า รับใช้เจ้านายตั้งแต่คนก่อนที่ครอบครัวพัคจะมาซื้อบ้านหลังนี้ เธอมีความภูมิใจกับงาน และปฏิบัติงานได้ดี เปรียบเสมือนแรงงานที่ภักดี ทำงานอยู่ในองค์กรเดิมด้วยระยะเวลาที่นาน ขยันและปฏิบัติงานดี เพื่อให้เจ้านายพึงพอใจ โดยหนังได้สื่อนัยยะของการกระทำของเธอ ที่เธอต้องทำตัวให้ดีที่สุด เพื่อให้เธอทำงานอยู่ที่นี่ไปตลอด เพราะมีสามีของเธออยู่ในชั้นใต้ดิน บางทีสามีของเธอในชั้นใต้ดิน เปรียบเสมือนภาระบางอย่าง (เช่น หนี้ หรือภาระทางครอบครัว) ที่ทำให้ลูกจ้างต้องทำงานให้เป็นที่น่าพอใจแก่องค์กร เพื่อที่องค์กรจะยอมจ้างตนไปจนวันเกษียณ
    ▫️Geun Se (คนใต้ดิน)
    - ตัวละครลึกลับ โผล่มาในช่วงกลางเรื่อง เป็นชายกลางคน อาศัยในห้องหลบภัยใต้ดินของบ้านครอบครัวพัค เขาเคยมีชีวิตที่ดี เคยมีความหวังจะหลุดพ้นจากปัญหาของชนชั้น ด้วยการเปิดธุรกิจเบเกอรี่ แต่สุดท้ายก็ขาดทุน และต้องหลบซ่อนตัว และด้วยความช่วยเหลือของภรรยาแม่บ้านเก่า ทำให้ได้มาหลบซ่อนตัวภายในบ้านตั้งแต่บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของครอบครัวพัค /ตัวละครนี้น่าจะเรียกปรสิตได้เต็มปาก ด้วยความที่ไม่มีจุดหมายใดๆ ต้องการที่จะอยู่ในห้องหลบภัยแห่งนี้ไปตลอด ซึ่งการอยู่ในนี้ก็ไม่ทำอะไร นอกจากกิน นอน ขับถ่าย ถึงแม้จะมีคอยเปิดไฟเมื่อคุณพัคเข้าบ้านก็ตาม แต่เป็นการกระทำที่มองหาประโยชน์ไม่ได้ รวมถึงการหาอาหาร ถ้าไม่รอคอยอาหารจากภรรยาแม่บ้านเก่า ก็ต้องไปขโมยเองจากตู้เย็นในครัวข้างบน เป็นการย้ำความไร้ประโยชน์ของคนในชนชั้นล่างที่ไม่แสวงหาโอกาสและไม่ช่วยเหลือตัวเอง แถมคอยหวังผลว่า คนในชนชั้นที่อยู่สูงกว่าตน จะนำทรัพยากรอะไรมาเผื่อแผ่บ้าง อย่างกับขอทาน

    💬 เปรียบเทียบนัยยะความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวคิมและครอบครัวพัค
    - ถ้าเทียบสเกลสมาชิกภายในครอบครัวที่มีจำนวนเท่ากัน หนังต้องการเน้นย้ำกับคนดูถึงความต่างของชนชั้นที่มีผลกระทบต่อตัวละครแต่ละตัว ถึงจะมีจำนวนสมาชิกที่เท่ากัน เราก็จะเห็นได้ว่า ครอบครัวคิมนั้นมีความสามารถมากกว่าเป็นไหนๆ พ่อที่เรียนรู้ได้ไว ตามน้ำได้เสมอ ทำงานได้ทุกประเภท เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานที่ใช้ความสามารถ เชื่อว่าการทำงานหนักจะแก้ไขปัญหาเรื่องชนชั้นได้ แม่ที่คอยจัดการปัญหาได้ทุกอย่าง เป็นคนที่คอยประสานงานให้แก่คนในครอบครัว เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานที่ยึดมั่นในสถาบันครอบครัว หากยังเป็นหนึ่งเดียว จะแก้ปัญหาเรื่องชนชั้นได้ ลูกชาย คนที่มีความเชื่อในเรื่องการศึกษา ที่จะสามารถเอาชนะความเลื่อมล้ำของชนชั้นได้ และลูกสาว คือคนที่พยายามหาลู่ทางในการโกง และมองว่าระบบทุนนิยมนั้นมีช่องว่างให้โกงกินได้เสมอ และใช้ช่องว่างนี้ ผลักตัวเองให้หลุดพ้นจากปัญหาเรื่องชนชั้น แต่พอมาดูครอบครัวพัค เราจะแทบไม่เห็นความพิเศษจากสมาชิกคนใดๆเลย พ่อเป็นนักธุรกิจ แม่เป็นแม่บ้าน ลูกสาวนอนติวหนังสือในห้อง ลูกชายเล่นซนอยู่บ้าน เป็นความปกติที่เห็นได้ทั่วไปจากครอบครัวชนชั้นกลาง /ซึ่งหนังก็สะท้อนให้เห็นความเลื่อมล้ำของชนชั้นและระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ เพียงแค่คุณมีเงินทองน้อยกว่า คุณก็มีโอกาสน้อยกว่า ไม่ว่าคุณจะมีความสามารถแค่ไหน เงินน้อย ทางเลือกก็น้อยตาม ฐานะจะกดคุณภาพของคุณ ความสามารถของคุณจะโดนตีกรอบจากทางเลือกที่คุณมีเสมอ
    - นับตั้งแต่ที่ลูกชายบ้านจนได้มีโอกาสได้เข้าไปเป็นครูสอนพิเศษให้กับลูกสาวบ้านรวย ลูกชายจึงได้วาดฝันถึงการที่ครอบครัวตัวเองได้ใช้ชีวิตภายในบ้านหลังนี้ และได้เห็นโอกาสในการแทรกซึมเข้ามา โดยเข้ามาในฐานะคนที่ทำงานแลกเงิน เพื่อตักตวงทรัพย์สินที่โอกาสนี้จะผลิตให่แก่ครอบครัวมากที่สุด แต่ความทะเยอทะยานของคนในครอบครัว ที่ไม่ได้ต้องการเป็นแค่คนรับใช้ แต่อยากเป็นเจ้าของบ้าน จึงเหมือนกับความฝันของชนชั้นแรงงานที่ต้องการขยับฐานะตัวเองให้มาอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลาง แต่ด้วยเงื่อนไขหลายๆอย่างที่ครอบครัวคิมต้องประสบพบเจอในระหว่างเรื่อง จึงทำให้ไม่เป็นดังหวัง จนยอมจำนนในที่สุด และมองว่าความเลื่อมล้ำของชนชั้นมันไม่สามารถแก้ไขด้วยความสามารถของตนเองได้ โลกนี้ไม่ได้ออกแบบให้กับพวกเขา แต่ออกแบบมาให้แค่คนกลุ่มนึงเท่านั้น

    💬 เปรียบเทียบนัยยะความสัมพันธ์ของครอบครัวลับกับครอบครัวพัค
    - ตัวละคร 2 ครอบครัวนี้มีปฏิสัมพันธ์ทางตรงน้อยมาก กล่าวคือ ครอบครัวพัค รู้จักแต่แม่บ้านเก่าเท่านั้น แต่คนในครอบครัวแทบไม่รู้การมีตัวตนของคนใต้ดินเลย
    - ครอบครัวลับ หรือ 2 สามีภรรยา แม่บ้านเก่ากับคนใต้ดิน เป็นตัวแทนของชนชั้นแรงงานที่ภักดี ที่ยอมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรับใช้กลุ่มคนที่อยู่ในชนชั้นที่เหนือกว่า /แม่บ้านเก่า เป็นแรงงานที่ปฏิบัติงานดีมาเสมอ แต่เมื่อมาถึงเหตุการณ์ที่คนในครอบครัวคิมต้องการนำแม่บ้านจน เข้ามาทำงานแทน จึงจัดฉาก จนทำให้แม่บ้านเก่าต้องโดนไล่ออก เหตุการณ์นี้เปรียบเหมือน การจ้างงานในระบบทุนนิยม ที่เมื่อฟันเฟืองหนึ่งไม่เป็นที่ต้องการด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จะโดนเขี่ยทิ้งได้เสมอ ถึงแม้จะเป็นฟันเฟืองที่ดีและมีประสิทธิภาพขนาดไหน เพราะ ในระบบทุนนิยม จะมีอะไหล่ให้เปลี่ยนพร้อมใช้งานได้เสมอ /ส่วนคนใต้ดิน เป็นตัวแทนของชนชั้นล่าง ผู้ที่ภักดีกับชนชั้นที่เหนือกว่า แม้ตนจะถูกกดขี่ขนาดไหน แต่ก็มองว่า การกดขี่คือบุญคุณ เรียกอีกอย่างคือ "สำนึกทางชนชั้นของผู้ถูกกดขี่" ยกตัวอย่างในสังคมไทย เช่น ถ้าเจ้าสัวไม่ตั้งร้านสะดวกซื้อ หรือห้างร้าน เขาจะจับจ่ายใช้สอยได้อย่างไร? ถ้าครูไม่มีสิทธิเหนือร่างกายนักเรียน (ตัดผม) ไม่ใช้ความรุนแรงกับนักเรียน (ตีเด็ก) เด็กจะมีระเบียบวินัยได้อย่างไร? เป็นต้น เขาจึงมองหัวหน้าครอบครัวคิมเป็นอย่างพระเจ้า ที่ทำให้เค้ามีที่ซุกหัวนอน มีอาหารในตู้เย็นให้ขโมยกิน มองว่าทรัพยากรของครอบครัวคิม ทำให้เขามีชีวิตอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ตัวเองอยู่ในที่แคบๆ ไม่มีแสงแดดหรืออากาศถ่ายเท ด้วยความคิดเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนกลุ่มคนชนชั้นล่างที่ยอมจำนนในความเลื่อมล้ำของชนชั้น และไม่คิดที่จะแก้ไขความเสียเปรียบของตัวเองในระบบนี้อีกต่อไปแล้ว
    - ซึ่งคนในครอบครัวพัคก็มองคนใต้ดินว่าคือ "ผี" คำว่าผีคือคำที่ใช้ในบริบทหนัง ของการที่คนรวยใช้เรียกคนจน เพราะ คนรวยเขามองไม่เห็นค่าของคนในชนชั้นที่ต่ำกว่าตน คนรวยเขาไม่อธิบายหรอกว่าทำเขาถึงรวย ทำไมเขาถึงจน ไม่อธิบายหรอกว่าปัญหาแบบนี้นั้น เกิดจากความเลื่อมล้ำของชนชั้น

    💬 เปรียบเทียบนัยยะความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวคิมและครอบครัวลับ
    - จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเรื่อง คือการปรากฏตัวของแม่บ้านเก่า เธออ้างว่าลืมของไว้ แม่บ้านจนจึงยอมให้เข้ามา และแม่บ้านเก่าก็นำความแปลกใจมายังครอบครัวคิม ที่พบว่า ในบ้านหลังนี้มีห้องใต้ดิน และในห้องใต้ดินแห่งนั้น มีคนอาศัยอยู่
    - ในความคิดที่คิดว่าตนเองอยู่ต่ำแล้ว ก็ยังมีคนที่อยู่ต่ำกว่าอยู่เสมอ เมื่อแม่บ้านจน พบกับครอบครัวของแม่บ้านเก่า แม่บ้านเก่าพยายามจะประณีประนอม ขอให้แม่บ้านจนช่วยดูแลสามี โดยจะส่งเงินให้ แต่แม่บ้านจนไม่ยอม และขู่ว่าจะแจ้งครอบครัวพัค ฉากนี้ได้สะท้อนว่า ในกลุ่มคนที่มีชนชั้นหรือฐานะที่เท่ากันนั้น ในความเป็นจริง คนกลุ่มนี้จะไม่เกื้อกูลกัน ไม่ช่วยเหลือกัน นำมาสู่การกดขี่และกดทับคนซึ่งอยู่ในชนชั้นเดียวกัน เป็นผลของระบบทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ ที่ทุกคนต่างแย่งทรัพยากรจำนวนนึงในสังคมนึง และด้วยความคิดอันเป็นปัจเจก ไม่ใช่ความคิดเพื่อสาธารณะ จึงพยายามกอบโกยทรัพยากรอันมีจำกัดเข้าสู่ตระกูลตัวเองให้มากที่สุด ครอบครัวฉันต้องกินดีอยู่ดี คนอื่นช่างมัน
    - แต่แล้วเรื่องราวกลับพลิกผัน เมื่อสมาชิกของครอบครัวคิมที่กำลังแอบฟังอยู่ ดันล้มลงมา และทำให้ความแตก 2 สามีภรรยาจึงรู้ความจริง และถ่ายคลิปไว้ จึงทำให้ครอบครัวของแม่บ้านเก่าและคนใต้ดินมีอำนาจเหนือกว่า อำนาจที่แม่บ้านเก่านั้นมี ไม่ใช่เงิน แต่เป็นความจริง และเมื่ออำนาจย้ายฝั่งมาแล้ว เราจะเห็นว่า 2 สามีภรรยาก็กดขี่ครอบครัวคิม เป็นการย้ำถึงการกดขี่และกดทับคนในชนชั้นเดียวกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
    - ในฉากที่ 2 สามีภรรยาได้ขึ้นมาใช้ชีวิตข้างบน ก็ได้วิจารณ์การอยู่กินของครอบครัวคิม ประมาณว่า อุตส่าห์ได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในบ้านหรู แต่ก็ทำตัวอย่างคนชั้นต่ำ เมาเรื้อน ทำบ้านสกปรก ทั้งที่บ้านหลังนี้สรรสร้างโดย อ. Namgoong สุดยอดสถาปนิก ทำไมทำตัวไร้การศึกษา ไร้รสนิยม ถ้าเป็นพวกฉัน ในวันที่มีแดด จะจิบชานั่งชมสวน /จากบทสนทนานี้ จะเห็นว่า 2 สามีภรรยา ยกตนว่าคือคนในชนชั้นกลาง ที่สามารถเข้าใจความสุนทรีย์ของคนในชนชั้นที่เหนือกว่า สามารถอธิบายและกระทำตามวิถีชีวิตในสังคมที่สูงกว่าตนได้
    - ระหว่างนั้น ครอบครัวคิมก็เข้ามาทำร้าย และเกิดการปะทะ เพื่อที่จะลบคลิปเปิดโปงนั้น การปะทะครั้งนี้สะท้อนถึงคนในชนชั้นเดียวกัน ได้ต่อสู้ชิงดีชิงเด่น เพื่อยกระดับฐานะตนให้อยู่เหนือที่สุด หากใครชนะ ก็คือผู้ที่ยังคงอยู่ในบ้านที่ไม่ใช่ของตน และได้รับใช้คนในฐานะที่เหนือกว่าต่อไป
    .
    ➡️ ชนชั้นกับที่อยู่อาศัย

    💬 บ้านของครอบครัวพัค
    - การเปิดตัวของบ้านครอบครัวพัค ในตอนที่ลูกชายบ้านจนได้ไปติดต่อเข้าทำงานเป็นครูสอนพิเศษ ตั้งแต่ถนนทางเข้าบ้านที่ป็นเนินสูงชัน ทางเข้าบ้านที่เป็นบันไดไต่ระดับขึ้นไป มีกำแพงสีทึบที่ปิดกั้นโลกภายนอกและภายในอย่างชัดเจน พอก้าวเข้าไปในประตูแล้วก็ยังคงมีบันไดให้เดินขึ้นไปอีก เดินเข้าไปสักพัก มีแม่บ้านเก่าแต่งตัวภูมิฐานเข้ามาต้อนรับ ทางซ้ายมือกวาดตามองเห็นสวนสีเขียวอันกว้างใหญ่ ทางขวามือมีบ้านสไตล์ Luxury Modern Cantemporary ตั้งตระหง่านอยู่ พอเดินเข้าไปภายในบ้าน ก็จะเห็นโถงทางเดินทอดตัวยาว มีกระจกบานใหญ่เป็นฉากกั้นกั้นระหว่างโลกในสวนและโลกในบ้านไว้ ซึ่งทอดตัวไปตลอดโถง ถึงแม้จะมีแสงอาทิตย์สาดเข้ามาภายในบ้าน แต่โคมไฟทุกดวงยังคงเปิด เหมือนกลัวว่าบ้านจะยังสว่างไม่มากพอ ตัวละครเดินไปตามโถงที่เชื่อมกับบันได ซึ่งพาขึ้นไปยังใจกลางบ้าน พอขึ้นบันไดไปก็เห็นความกว้างขวางเหมือนจะสุดสายตา ทางซ้ายคือห้องโถงเหมือนกับห้องนั่งเล่น มีกระจกบานใหญ่ที่ฉายภาพวิวเต็มๆของสวนสีเขียว ส่วนอีกฝากหนึ่ง คือพื้นที่ครัวแบบเปิด มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ดูเรียบง่ายแต่หรูหรา ระหว่างพื้นที่ของส่วนนั่งเล่นและครัว คือบันไดขึ้นไปยังชั้น 2 ที่เป็นเหมือนจุดเชื่อมของบ้าน ซึ่งองค์ประกอบทางสถาปัตย์ได้มาส่งเสริมประเด็นความแตกต่างทางชนชั้นได้อย่างแนบเนียนและน่าสนใจมากทีเดียว
    - เริ่มจากการวิเคราะห์ถึงเนินทางเข้าบ้าน รวมถึงบันไดที่กว่าตัวละครลูกชายบ้านจนจะเข้าไปถึงตัวบ้าน ต้องผ่านบันไดหลายขั้น ที่พร้อมยกตัวสูงขึ้นไปเรื่อยๆเสมอ เป็นสิ่งที่ชัดเจน ที่หนังต้องการสื่อถึง"ความสูง-ต่ำ"ของชนชั้นในเรื่อง ยิ่งตัวละครเดินขึ้นสูงเท่าไหร่ ยิ่งเน้นย้ำตัวเองว่ามีสถานะที่ต่ำกว่าเท่านั้น โดยบ้านมีกำแพงสีทึบที่กั้นโลกภายนอกและภายใน สะท้อนมุมมองของคนชนชั้นที่ต่ำกว่านั้น เป็นการยากที่จะเข้าถึงสถานะที่อยู่สูงกว่าเช่นนี้ และคนที่มีสถานะที่สูงกว่าอยู่แล้ว ก็ปิดกั้นตนเองจากคนสถานะที่ต่ำกว่า เพราะไม่อยากเอาชีวิตไปคลุกคลีกับสภาพนั้นอีกครั้ง /พื้นที่สวนและตัวบ้าน ที่เป็นองค์ประกอบที่ดูขัดแย้งหน่อยๆ แต่แบบแปลนนี้ต้องการสื่อถึงความเป็นธรรมชาติกับสังคมเมือง ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ และความเป็นธรรมชาตินี้เอง ที่สามารถส่งเสริมความมั่งคั่งของผู้อาศัยได้ กล่าวคือ แนวคิดหวนคืนสู่ธรรมชาติเอย แนวคิดออแกนิคเอย หรือแนวคิดการจัดสวนสวยๆในพื้นที่บ้านนั้น เป็นแนวคิดที่มีแค่กลุ่มคนรวยเท่านั้น ที่คิดจะทำกัน เป็นวิถีชีวิตที่คุณต้องรวยก่อน ถึงจะเสพย์หรือดื่มด่ำได้ ผนวกกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นภายในบ้าน เลือกที่จะติดกระจกบานใหญ่แทนการตั้งทีวีอย่างในบ้านทั่วไป เหมือนจอหนังที่ฉายภาพบรรยากาศ ภูมิทัศน์ของสวน ก็สะท้อนถึงรสนิยมที่มีทางเลือกมากกว่าชนชั้นที่ต่ำกว่านั่นเอง /ภายในบ้าน จะเห็นถึงโคมไฟที่มีแทบทุกที่ และเปิดตลอด เป็นการเน้นถึงความอบอุ่นและปลอดภัยภายในบ้าน ซึ่งตรงข้ามกับบ้านในพื้นที่ชุมชนแออัดที่เข้าไม่ถึงไฟฟ้า เป็นแหล่งชุมนุมยองปัญหาสังคมมากมาย และแสงสว่างก็ทำให้เห็นพื้นที่บ้านที่กว้าง กับเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แสดงถึงความเรียบง่าย ความน้อยและกว้างขวางของกลุ่มคนรวย ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านของครอบครัวคิม ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคนจน ซึ่งแออัด จอแจและหนาแน่น ทำให้รู้สึกอึดอัดและเบียดเบียนกันอยู่เสมอ

    💬 บ้านครอบครัวคิม
    - หากมาย้อนมองบ้านของครอบครัวคิมแล้ว นั้นต่างกับบ้านของครอบครัวพัคราวฟ้ากับเหว ฉากเริ่มเรื่อง กล้องโฟกัสไปที่ถุงเท้าที่แขวนตากอยู่ แล้วค่อยๆขยายภาพให้กว้าง เพื่อเห็นหน้าต่าง ซึ่งทำให้ว่า บ้านที่ครอบครัวคิมนั้นอาศัยอยู่คือ บ้านกึ่งใต้ดิน (Banjiha) ที่เราจะเห็นว่า ทัศนียภาพภายนอกที่ครอบครัวคิมเห็นคือพื้นถนน ซึ่งตัวบ้านนั้นต่ำกว่าพื้นดิน และหนังก็เริ่มเรื่องด้วยถุงเท้า เพื่อเน้นความต่ำเข้าไปอีก กล้องแพลนไปรอบๆบ้าน เราจะเห็นความรกรุงรังของข้าวของ มีพื้นที่ใช้สอยที่น้อย อึดอัดและคับแคบ
    - จุดสูงสุดของบ้าน หาใช่อะไร แต่คือส้วม สุขภัณฑ์ที่เราใช้ขับถ่าย และถ้าเราสังเกต ความสูงของส้วมไม่ใช่แค่สูงธรรมดา แต่สูงในระดับที่มีบันไดไต่ขึ้นไป เป็นการย้ำถึงความต้อยต่ำของครอบครัวคิม ถึงพยายามไต่เต้ายกระดับฐานะของครอบครัวมาเท่าไหร่ สุดท้ายก็ยังคงนั่ง นอน กิน ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าส้วม /จะมีฉากนึงในช่วงเริ่มเรื่อง ที่ลูกชายกับลูกสาว วิ่งหา Wi-Fi ทั่วบ้าน จนมาเจอสัญญานที่ส้วม ซึ่งเป็นสุดสูงสุดของบ้าน ซึ่งตีความได้คือ การหาประโยชน์จากผู้อื่นในชนชั้นที่สูงกว่า จะต้องยกตัวให้สูงพอที่จะตักตวงประโยชน์ได้ /และที่ตลกไปกว่านั้น สัญญาน Wi-Fi ที่ครอบครัวคิมหาได้คือบนส้วม แต่กลับกันในฉากห้องใต้ดินของครอบครัวพัค ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของบ้าน สัญญาน Wi-Fi ก็ยังไปถึง 😏
    - จุดนึงของบ้านที่น่าสนใจอีกจุดคือ ช่องหน้าต่าง ถ้าเทียบกับหน้าต่างในห้องนั่งเล่นของครอบครัวพัค ที่ฉายวิวสวนสีเขียวราวกับจอภาพยนต์ หน้าต่างของครัวครัวคิมก็ต่างกันอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือ หน้าต่างของครอบครัวคิมมีอยู่ด้านเดียว เป็นกระจกมัวๆ มีลูกกรงเหล็กกันขโมย แต่ก็เหมือนกับคุกที่ขังคนข้างใน หน้าต่างซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับถนน มองออกไปเห็นเท้าคนเดินไปเดินมา โชคร้ายหน่อยก็มีขี้เมามาฉี่ใส่หน้าต่าง แต่ถามว่า ด้วยชีวิตที่อาศัยอยู่ในบ้านใต้ดินอับๆ การมีหน้าต่างก็ทำให้พอได้เห็นแสงอาทิตย์และระบายอากาศ ให้พอได้มีอากาศได้หายใจ มีแสงอาทิตย์สาดเข้ามา พอที่จะได้ใช้ชีวิตในบ้านมืดๆ การมีหน้าต่างนั้นทำให้ครอบครัวคิมได้มีโอกาสมองเห็นโลกภายนอก และสัมผัสได้ว่า ครอบครัวเขาก็ไม่ได้ถูกฝังกลบอยู่ใต้ดินไปเสียทีเดียว ยังพอมีความหวังให้เห็นอยู่ร่ำไร
    .


    ➡️ ชนชั้นกับอาหาร

    💬 เนื้อย่าง
    - ในช่วงต้นของหนัง จะเห็นครอบครัวคิมนั่งล้อมวงทานเนื้อย่าง อย่างมีความสุข ซึ่งการทานเนื้อย่าง เหมือนการทานบุฟเฟต์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทานอาหารซึ่งเป็นที่นิยมในชนชั้นกลาง ที่เราสามารถเลือกทานอาหารในหนึ่งมื้อได้หลายเมนู และอิ่มที่สุด ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการทานอาหารของครอบครัวคิม ที่เน้นคุ้ม เน้นอิ่ม ในราคาที่ถูก และการทานเนื้อย่าง เป็นการทานอาหารแบบล้อมวง เพื่อปิ้งย่างเนื้อในหนึ่งเตา ทำให้เราเห็นถึงการล้อมวงพูดคุยกัน แสดงถึงความเป็นครอบครัวในฉากอาหาร

    💬 จาปากุรี (Jjapaguri)
    - เป็นอาหารในช่วงเร่งด่วนตอนกลางของเรื่อง ที่ครอบครัวพัคกลับมาจากทริปอย่างกระทันหัน
    - วิธีการทำคือ การใช้เส้น 2 ชนิด คือ Jjpaghetti และ Neoguri ต้มในน้ำเดือด และใส่เครื่องปรุง โดยในหนังจะใช้เนื้อฮันอู (Hanwoo) ซึ่งเป็นเนื้อวัวเกรดพรีเมี่ยม (คล้ายๆเนื้อวากิวของญี่ปุ่น) ใส่ลงไปด้วย
    - นัยยะของเมนูนี้คือ ด้วยวิธีทำที่ดูง่าย แต่วัตถุดิบที่ใช้มีความหลากหลาย แสดงถึงความมากความเยอะของคนรวย ที่ในความมินิมอลที่เห็นนั้น ผ่านกระบวนการคิดที่มากขั้นตอน กว่าจะลงตัว /วัตถุดิบพูดง่ายๆคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคาถูก ที่ใช้ร่วมกับ เนื้อฮันอูราคาแพง แสดงถึงการหลอมหลวมของชนชั้นภายในบ้าน แต่ถึงแม้จะอยู่ผสมปนเป แต่ก็ยังแยกออกว่าวัตถุดิบไหนถูกหรือแพง เหมือนสังคมที่เหมือนจะดูเป็นหนึ่งเดียว แต่ซ่อนความเลื่อมล้ำไว้อยู่ /และยังแฝงถึงความสิ้นเปลืองของคนรวย ที่สนองความต้องการของตนเองด้วยวัตถุดิบที่หลากหลาย แต่เพื่อความอร่อย ไม่ใช่เพื่ออิ่มท้อง ในหนังคือแม่บ้านรวยต้องการทำให้ลูกชาย แต่ลูกไม่ทาน ตัวเองจึงต้องทานแทน แสดงถึงของบางชิ้นที่ผลิตมาเพื่อสนองความต้องการของคนกลุ่มหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อหมดความต้องการหรือสนใจ ก็โดนทิ้ง กลายเป็นขยะ ซึ่งเป็นการเน้นเรื่องความสิ้นเปลืองของทรัพยากรที่กลุ่มคนรวยนั้นสร้างปัญหากับกับสิ่งแวดล้อมของโลก (แนวๆ Fast Fashion)

    💬 อาหารของสุนัข
    - จูนีย์ ,เบรี่ ,พุพุ จูนีย์กับเบรี่ กินสูตร Natural Balance Original Ultra ส่วนพุพุ กิน Kani-Kamaboko รสปูอัด
    - คิดว่าอย่างไง? 😄 สุนัขกินดีอยู่ดี และ มีทางเลือกมากกว่าคนหลายๆคนในเรื่องอีก /อย่างอาหารที่จูนีย์กับเบรี่กิน มีเป็นสูตรด้วย แสดงถึงทางเลือกของการกินที่เป็นคุณค่า อย่างเช่น วิตามินเสริมที่เรากินเพื่อบำรุงร่างกาย ส่วนของที่พุพุกิน แสดงถึงทางเลือกของการกินที่เป็นรสชาติ อย่างอาหารหมาด้วยกัน แต่เลือกได้ว่าจะกินรสชาติไหน ซึ่งทั้งหมดเป็นทางเลือกที่น่าจะมีแค่กลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปที่เข้าถึง
    - หนังใช้บริบทนี้กับสุนัขด้วย ซึ่งเจ็บแสบพอควร ที่หลายคนในสังคมมีตัวเลือกในการบริโภคน้อยกว่าสุนัขพวกนี้ 😢
    .
    ➡️ ชนชั้นในวันฝนตก

    - ฉากฝนตกเริ่มขึ้นในช่วงกลางเรื่อง ที่ครอบครัวคิมใช้ชีวิตในบ้านครอบครัวพัค นั่งล้อมวงกินเหล้าเสเพลและสนทนา จนแม่บ้านเก่ากดกริ่งและเข้ามาในบ้าน เกิดเรื่องราววุ่นวาย แต่ไม่แย่เท่าการที่ครอบครัวพัคต้องกลับมาจากทริปอย่างกะทันหัน
    - สำหรับครอบครัวพัค ฝนตกได้ทำลายทริปในวันเกิดลูกชายของครอบครัว แต่สำหรับครอบครัวคิม ฝนตกได้ทำลายทุกอย่าง เริ่มจากการมาของแม่บ้านเก่า จนนำไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ความแตก และหลังจากนั้น ที่ครอบครัวคิมต้องหนีออกจากบ้านครอบครัวพัค หนังฉายตั้งแต่ครอบครัวครัวคิมเดินออกจากประตู เดินลงบันไดในบ้าน เดินลงเนิน แล้วก็ลงบันไดแล้วบันไดเล่า หาได้มีจุดสิ้นสุด สะท้อนถึงความห่างของชนชั้นของสองครอบครัว ที่ต้องขึ้นขนาดไหนถึงจะถึงบ้านครอบครัวพัค ต้องลงขนาดไหนถึงจะถึงบ้านครอบครัวคิม และสะท้อนถึงขาลงของครอบครัวคิมได้เป็นอย่างดี จากความจริงได้โดนเปิดโปง และไม่มีไพ่ใบไหนช่วยได้อีกแล้ว หนำซ้ำ พอไปถึงบ้าน บ้านก็โดนน้ำท่วม เป็นการย้ำถึงจุดต่ำสุดและความไม่เหลืออะไรอีกแล้วของครอบครัวคิม ภายในบ้านแทบไม่มีอะไรหลงเหลือให้เก็บ นอกจากหินภูมิทัศน์ ที่ลูกชายหยิบติดตัวมา ส่วนพี่สาวขึ้นไปนั่งบนส้วมที่มีสิ่งปฏิกูลล้นทะลัก หยิบบุหรี่ที่ซ่อนไว้ในช่องบนเพดานเอามาสูบ ย้อมใจ สุดท้ายก็หอบสังขารตัวเองไปนอนในหอประชุม ฉากน้ำท่วมนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า เวลาเกิดปัญหาใดๆในสังคม กลุ่มชนชั้นล่างจะเป็นฝ่ายเดือดร้อนและได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆเสมอ
    - ในเช้าวันถัดมา แม่บ้านรวยรีบโทรตามพ่อบ้านจนให้มาทำงาน เพื่อที่จะจัดปาร์ตี้วันเกิดให้กับลูกชาย ฉากต่อมาจะเห็นแม่บ้านรวยเลือกซื้อของอย่างมีความสุขหน้าตาสดชื่น เพราะนอนเต็มอิ่ม ตัดมาที่พ่อบ้านจนที่งัวเงียมาทำงาน เพราะเมื่อคืนบ้านโดนน้ำท่วม /ฉากภายในรถ มีบทสนทนานึงที่น่าสนใจ แม่บ้านรวยพูดคุยกับเพื่อนในโทรศัพท์ว่า "ใช่ วันนี้ฟ้าใสแจ่มกระจ่างเลย เพราะฝนตกไปเมื่อวานไง" ในภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า "and no pollution!" ด้วยบทสนทนานี้แสดงได้ชัด ถึงกลุ่มคนรวยมักจะมองบริบทนึงที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้มีชีวิตที่ดี มีความ Romanticize (ทำให้เย้ายวน,มองโลกสวย) ค่อนข้างสูง ซึ่งในบริบทเดียวกันนั้น คือฝันร้ายของคนจน คือปัญหา คือบ่อนทำลาย และแสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยของคนรวย ที่ไม่แยแสปัญหาของสังคมหรือส่วนรวม มองภาพปัญหาแค่มุมเดียวไม่ครอยคลุม อย่างที่ปรากฏบ่อยๆในข่าวทุกๆวันนี้
    - ในช่วงเช้าหลังฝนตก จะมีฉากหนึ่งที่แม่บ้านรวยเข้าไปในห้องแต่งตัว เพื่อเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ ยืนคิดอยู่นาน จนได้มาชุดนึงเพื่อใส่ในปาร์ตี้วันเกิดลูก ตัดภาพมาที่ครอบครัวคิม ในโถงหอประชุม มีเสื้อผ้ากองพะเนิน มีคนหลายคนรุมทึง เลือกเสื้อผ้าที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เสื้อผ้ากองนั้นคงมาจากการบริจาคของใครสักคน /เปรียบแม่บ้านรวยกับครอบครัวคิมในซีนเดียวกันกัน คงนิยามได้ประมาณ "คนที่มีตัวเลือกที่ดีกับคนที่มีตัวเลือกเท่าที่มี"
    .


    ➡️ ชนชั้นของแมลงสาบ กลิ่นและการลามปาม

    💬 แมลงสาบและกลิ่น
    - นัยยะของแมลงสาบและกลิ่น เกิดขึ้นในช่วงแรกของเรื่อง ในฉากที่มีพนักงานมาพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งพ่อให้เปิดหน้าต่างไว้ เพื่อที่ควันจะได้เข้ามาในบ้าน เพื่อกำจัดแมลงกลิ่นเหม็น (ในบทภาษาอังกฤษใช้คำว่า Stinky Bugs) จะเห็นได้ว่า ครอบครัวคิม ก็มองพวกแมลงเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสกปรกและน่ารำคาญภายในบ้าน จึงต้องกำจัด เป็นความคิดที่ไม่ยินดีเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมภายในบ้าน ซึ่งครอบครัวคิมก็มีความคิดนี้เช่นกัน
    - กลิ่นถูกพูดถึงอีกครั้งในฉากที่ลูกชายบ้านรวย อยู่ดีๆก็วิ่งไปดมตัวพ่อบ้านจน ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นคนขับรถ แล้วก็วิ่งไปดมแม่บ้านจน ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นแม่บ้าน แล้วลูกชายบ้านรวยก็บอกว่า กลิ่นของสองคนนี้เหมือนกันเลย ซึ่งหนังก็พูดชัดเจนแบบไม่ต้องวิเคราะห์ว่ากลิ่นนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ สถานที่ที่อยู่ ชีวิตที่ที่ใช้ จะใช้สบู่ ยาสระผมหรือผงซักฟอกยี่ห้ออะไรก็แก้ไม่หาย
    - ในฉากที่ครอบครัวพัคกลับมาจากทริปอย่างกระทันหัน เราจะได้เห็นนัยยะซ่อนเร้นของแมลงสาบและกลิ่นอย่างเต็มที่ /ในช่วงที่ครอบครัวพัคกลับมา ครอบครัวคิมก็แตกกระเจิงหาที่ซ่อนแทบไม่ทัน เป็นนัยยะของแมลงสาบ เมื่อเจ้าของบ้านเข้ามาในบ้านเปิดไฟ แมลงสาบก็กุลีกุจอเข้ามุมเข้าหลืบ ซึ่งการกระทำของครอบครัวคิมก็ไม่ต่างจากแมลงสาบ /ในฉากที่ 2 สามีภรรยานอนเฝ้าลูกอยู่บนโซฟา และครอบครัวคิมหลบอยู่ในโต๊ะ พ่อบ้านรวยได้กลิ่นของพ่อบ้านจน และได้พูดเหน็บแนมถึงกลิ่นนั้นว่าเหมือนหัวไชเท้าเอย กลิ่นผ้าขี้ริ้วเอย ถ้าพูดง่ายๆคือ "กลิ่นสาบคนจน" ซึ่งพ่อบ้านจนก็ได้ยินทุกคำ ฉากนี้แสดงให้เห็นว่า ครอบครัวคิมก็เหมือนแมลงสาบ ที่ถึงเราจะปิดบังหรือแอบซ่อนตัวตน แต่กลิ่นก็ไม่อาจซ่อนได้ การนำกลิ่นมาใช้เป็นตัวแทนของความจนในหนัง คือการทำให้ความจนมีรูปธรรมชัดเจน การที่ตัวละครในครอบครัวพัคพูดถึงกลิ่น ก็เหมือนกับคนรวยที่กำลังวิจารณ์ความจนนั่นเอง
    - แล้วถ้ามองเรื่องกลิ่นกับชนชั้น จะสงสัยว่าทำไมคนจนถึงมีกลิ่น แต่คนรวยกลับไม่มี? นั้นเพราะกลิ่น เป็นสิ่งที่คนรวยเท่านั้นที่จะดูแลมันได้อย่างหมดจด ลองคิดดูว่าเราจะเก็บกลิ่นเหม็นหรือทำหายไป ต้องใช้เครื่องประทินผิวกี่อย่างเพื่อกำจัดมัน ถ้าคุณรวยไม่พอ อย่างไรกลิ่นตัวตนคุณก็จะออกมาเสมอ
    - ซึ่งสุดท้ายในจุดแตกหักของเรื่อง ที่มีการนองเลือด ที่พ่อบ้านจน เกิดระเบิดอารมณ์ชั่ววูบ จนนำไปสู่การสังหารพ่อบ้านรวย ซึ่งเราอาจนะมองว่า การที่พ่อบ้านรวยทำหน้าเหยเก อาจจะไม่ได้เกิดจากกลิ่นเหม็นของคนจนก็ได้ อาจจะเกิดจากกลิ่นเลือด หรือ การสัมผัสสิ่งแปลกปลอมเพื่อหยอบกุญแจเพื่อช่วยลูกที่กำลังมีอาการชักอยู่ แต่ถึงอย่างไร กลิ่นก็เป็นตัวกระตุ้นชนวนตรงจุดนั้นของเรื่องได้ดี
    - แถมนิดนึง ในฉากที่ 2 สามีภรรยานอนเฝ้าลูกอยู่บนโซฟา และครอบครัวคิมหลบอยู่ในโต๊ะ มีนัยยะแฝงอีกอย่างคือ คนรวยเสพย์สุขในที่ที่สบายและอยู่สูงกว่า ซึ่งกำลังวิพากษ์กลุ่มคนจนอย่างสนุกปาก ซึ่งกลุ่มคนจนที่อยู่ในซอกหลืบของสังคม กำลังประสบปัญหาและไม่มีใครเห็นหัว

    💬 ลามปาม (Cross the line)
    - ในบริบทหนังพากษ์ไทยใช้คำว่าลามปาม แต่ในบทภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Cross the line แปลได้คือล้ำเส้น เป็นคำพูดที่พ่อบ้านรวยพูดอยู่เสมอว่า ไม่ชอบ!
    - ในวลีนี้ เอามาตีความ จะเห็นถึงบรรทัดฐานอย่างนึงที่คนรวยจะไม่ชอบคนจน เมื่อคนจนได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งในอุดมคติบางอย่าง และผลักไสคนจนให้กลับไปจุดเดิม ซึ่งตัวละครพ่อบ้านรวยคือบรรทัดฐานนั้น พ่อบ้านรวยจะพูดกับลูกจ้างตัวเองเสมอ หรือ พูดขึ้นบ่อยๆเมื่อคุยกับแม่บ้านรวย ว่าตนเองไม่ชอบให้ลูกจ้างลามปาม จะเห็นในฉากที่เจอชุดชั้นในตรงพื้นที่นั่งของตน แล้วคิดว่าคนขับรถคนเก่าได้ลามปาม เพราะมีเพศสัมพันธ์ในพื้นที่ของตน ส่วนกับพ่อบ้านจน ในขณะทำงานเป็นคนขับรถ ก็แทบไม่เคยลามปามพ่อบ้านรวย จนในฉากท้ายๆของเรื่อง ที่พ่อบ้านจนพูดวิจารณ์พ่อบ้านรวยว่าคงรักภรรยามากถึงยอมทำขนาดนี้ (เซอร์ไพส์ลูกชายในงานวันเกิด) และพ่อบ้านรวยก็มองว่าเป็นการลามปาม ที่เข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัว และตอกกลับเบาๆว่า วันนี้จ้างคุณมา ถือว่าทำตามหน้าที่ละกัน จากคำพูดนั้น ทำให้พ่อบ้านจนเก็บไว้ในใจ จนระเบิดออกในช่วงสุดท้าย เป็นโศกนาฏกรรมในที่สุด /ด้วยคำว่าลามปาม (Cross the line) เราจะรู้สึกว่าทุกครั้งที่พ่อบ้านรวยพูด ครอบครัวคิมจะโดนกดอยู่เสมอ ไม่ให้สำคัญตัวผิด และรู้สึกว่า 2 ครอบครัวนี้จะไม่มีทางเท่าเทียมกัน
    - เราจะเห็นว่า กลุ่มชนชั้นที่ต่ำกว่า คือคนขับรถคนเก่า และพ่อบ้านจน ล้วนลามปามด้วยเรื่องส่วนตัวหรือรสนิยมของพ่อบ้านรวยเท่านั้น แต่มองย้อนกลับมาที่พ่อบ้านรวย ที่ไม่ชอบที่คนขับรถคนเก่ามีเพศสัมพันธ์ในเบาะหลังรถ ทั้งที่ตัวเองก็มีเพศสัมพันธ์บนโซฟากับภรรยา หรือที่ตัวเองนั้นก็ลามปามชนชั้นที่ต่ำกว่าตัวเองด้วยคำพูดและพฤติกรรมที่เหยียดเรื่องกลิ่น ซึ่งดูน่าจะรุนแรงกว่า ดังนั้นทำไมคนรวยถึงมีสิทธิ์ลามปาม (Cross the line) คนที่จนกว่าได้? แต่คนจนลามปามกลับเป็นสิ่งที่คนรวยรับไม่ได้ในทันที จุดนี้หนังกำลังตั้งคำถามกับคนดู
    .
    ➡️ ชนชั้นกับก้อนหิน

    - หินภูมิทัศน์ ก้อนหินที่เพื่อนของลูกชายบ้านจนเอามาฝาก เป็นของสะสมของปู่เพื่อนลูกชายบ้านจน โดยเพื่อนอ้างว่า คนที่ได้ครอบครองนั้นจะมั่งมี แต่แม่ก็ผิดหวัง และกลับบอกว่า น่าจะเอาของกินมาฝากเสียยังดีกว่า แต่ทางกลับกัน หินก้อนนี้กลับจุดประกายความหวังในตัวลูกชาย ให้คิดว่าหินจะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาให้ครอบครัว และเพราะเพื่อนคนนี้นี่เอง ที่ชี้ช่องทางให้ลูกชายบ้านจนได้เข้าไปสอนพิเศษในบ้านของครอบครัวพัค และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง
    - ในช่วงแรกของเรื่องนี้ หินภูมิทัศน์มีนัยยะสำคัญ คือ มุมมองของแต่ละคนที่มีต่อหิน ในมุมมองของเพื่อน จะมองว่าหินคือของสะสม มุมมองของลูกชาย จะมองว่าหินคือเครื่องลางที่นำพาโชคดีมาให้ แต่กลับกัน ความคิดของแม่ หินก็คือหิน ไม่มีอะไรที่พิเศษ สิ่งของบางอย่างจะมีค่าเมื่ออยู่ถูกคน
    - ตั้งแต่ที่หินภูมิทัศน์เข้ามาในครอบครัวนี้ ครอบครัวคิมก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง การที่เพื่อนซึ่งมีฐานะดีกว่า นำหินมามอบให้ลูกชายบ้านจน สามารถตีความได้ว่า ชนชั้นที่เหนือกว่า ได้มอบชุดความคิดฝันหวานเรื่องความประสบความสำเร็จให้กับชนชั้นที่อยู่ข้างล่างกว่าตน ซึ่งกลุ่มชนชั้นล่างเมื่อเห็นชีวิตที่ดีกว่าก็ไขว่คว้า และรับเอาความคิดนั้นไปโดยไม่สงสัยและอาจจะไม่รู้ตัวไปด้วยซ้ำ เหมือนฉากน้ำท่วมบ้าน ที่ลูกชายบ้านจนเลือกที่จะเก็บหินไว้กับตัว แทนที่จะเลือกของมีค่าอย่างอื่น
    - ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายในตอนจบแล้ว ลูกชายบ้านจนได้เลือกที่จะทิ้งหินลงลำธาร เปรียบเสมือนการละทิ้งความตั้งใจที่ทำมาตลอดทั้งเรื่องได้แล้ว (การเข้าแทรกแซงในบ้านครอบครัวพัค) แต่เราจะเห็นได้ว่า ในท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจละทิ้งความฝันที่ว่า วันนึงตนเองจะรวย จะมีครอบครัวที่ดีไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด"วัตถุนิยม" ที่มีนิยามว่า เราไม่ได้คิดเองก่อนแล้วค่อยลงมือทำหรอก แต่เป็นวัตถุหรือสิ่งของรอบตัวต่างหาก ที่กำหนดเรา ซึ่งหินภูมิทัศน์ก็เปรียบกับวัตถุ ที่พอมีมัน เขาก็มีความทะเยอยานที่ทำให้ครอบครัวของเขาไปสู่จุดนั้น (แม้สุดท้าย ความทะเยอทะยานนั้นก็กลับมาทำร้ายเขาเอง อย่างหนักหน่วง! 😄) และในท้ายที่สุดถึงเขาจะทิ้งก้อนหินนั้นไปแล้ว แต่เขาก็หารู้ตัวไม่ ว่าจิตใจเขาได้ยึดติดกับ"บ้านครอบครัวพัค" ซึ่งนำพาความทะเยอทะยานให้เกิดขึ้นใหม่ และเขาต้องซื้อมันมาให้ได้ และถึงแม้ในตอนจบ มันจะยังคงเป็นแค่วิมารบนอากาศก็ตาม
    .
    ➡️ อินเดียแดง ลูกเสือและเกาหลีเหนือ

    - นัยยะกลุ่มนี้ ผมคิดเองเออเองนะ พยายามหาอ้างอิง ก็แทบจะไม่มีสำนักไหนพูดถึง แต่มันเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่น จนสงสัยว่าทำไมผู้กำกับถึงใส่เข้ามา? 🤔😄 แต่ก็พอตกตะกอน จึงสรุปได้ประมาณว่า...

    💬 อินเดียแดง
    - เป็นกิจกรรมที่ลูกชายบ้านรวยชื่นชอบ จะเห็นตั้งแต่ฉากเข้าบ้าน ก็จะเห็นลูกธนูปักตามจุดต่างๆของบ้าน และลูกชายก็แต่งตัวเป็นอินเดียแดงวิ่งเล่นซนรอบบ้าน
    - มองว่า การใช้สัญลักษณ์อินเดียแดงกับตัวลูกชายบ้านรวย เพื่อสื่อถึงความดิบเถื่อนและควบคุมไม่ได้ ซึ่งเป็นิสัยของลูกชายบ้านรวยก่อนเจอลูกสาวบ้านจน เพราะ กลุ่มชนอินเดียแดงคือปัญหาในการก่อตั้งโลกใหม่ ในช่วงที่ชาวยุโรปอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในทวีปอเมริกา เป็นกลุ่มชนที่มีการย้ายถิ่นฐานบ่อย ล่าสัตว์ พูดภาษาถิ่น คนยุโรปจึงมองชาวอินเดียแดงว่าป่าเถื่อน
    - การที่ลูกชายบ้านรวย ชื่นชอบการเล่นสวมบทบาทเป็นอินเดียแดง น่าจะสะท้อนถึงความมีองค์ความรู้บางอย่าง เมื่อเราอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยพอสมควร เพราะ คุณจะรู้จักอินเดียแดงได้ แปลว่าคุณต้องเข้าถึงสื่อเฉพาะทาง หรือ ต้องเคยมีคนที่รู้จักเรื่องราวของอืนเดียแดงซึ่งเฉพาะทางอยู่ (อาจจะเป็นครูสอนพิเศษ) มาเล่าให้ฟัง แสดงถึงรสนิยมที่เฉพาะทางมากๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มคนทั่วไป และพวกของเล่นอินเดียแดง ก็ไม่น่าหาซื้อง่ายๆในสังคมที่ไม่มีชาวอินเดียแดงอยู่ในภูมิภาค แปลว่าการจะหาซื้อมาได้ ต้องมีกำลังทรัพย์และลู่ทางพอสมควร
    - สุดท้ายที่ใช้อินเดียแดงเข้ามาเป็นสัญญะ อาจจะเพื่อโยงถึงความสามารถในการอ่านรหัสมอร์สของลูกชายก็เป็นได้ (ลูกชายชอบลูกเสือมาก)
    - อินเดียแดง เป็นนัยยะแฝง ที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานของคนแปลกหน้าที่เข้ามาในถิ่นฐานเดิมของตน ซึ่งสามารถโยงกับหนัง ช่วงที่ลูกชายบ้านจนเข้ามาในบ้านเพื่อจะมาสอนพิเศษ เหมือนเป็นการบอกว่า มีกลุ่มคนที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาบุกรุกในบ้านแล้ว

    💬 ลูกเสือและเกาหลีเหนือ
    - ลูกเสือจะถูกพูดถึงในหนังช่วงของลูกชายบ้านรวยอ่านสัญญาณรหัสมอร์สจากโคมไฟที่กะพริบในฉากตั้งเต็นท์ในสวน เป็นสัญญะที่แทรกเข้ามาอ้อมๆภายในหนัง ส่วนเกาหลีเหนือ จะเห็นในฉากที่ครอบครัวคิมความแตก และ 2 สามีภรรยาแม่บ้านเก่า ขึ้นมาใช้ชีวิตบนบ้าน คนใต้ดินซึ่งเป็นสามีพูดถึงการกดส่งคลิปเป็นเหมือนกดปุ่มระเบิดนิวเคลียร์ ส่วนแม่บ้านเก่าก็ล้อเลียนการพูดของประธานาธิบดี "คิม จอง อึน" ในฉากเดียวกัน
    - ถ้ามองในฉากนั้น ก็เหมือนเป็นแค่การล้อเลียนทั่วไปในหนังของประเทศเกาหลีใต้ ที่ชอบทำเพื่อล้อเลียนเกาหลีเหนือ แต่มองในระดับวิชาการหน่อย จะเห็นว่า 2 สามีภรรยาที่ยกตนเป็นชนชั้นกลางนั้น พวกกลุ่มชนชั้นกลางนี่แหละที่มีความนิยมระบอบเผด็จการหรือระบอบสังคมนิยม เพราะ เมื่อกลุ่มชนชั้นกลางเข้าถึงทรัพยากรที่ตนต้องการในจุดหนึ่ง ก็ย่อมหวงแหน ไม่อยากแบ่งปัน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหนังอาจจะเล่นความเป็นเผด็จการของเกาหลีเหนือในประเด็นนี้ก็เป็นได้
    - แต่สิ่งที่จะสามารถคานอำนาจระบอบเผด็จการได้ ก็มีแต่อินเดียแดง (ความเป็นทุนนิยมแบบอเมริกัน) บวกกับลูกเสือ (กลุ่มอนุรักษ์นิยม) เท่านั้น ถึงหนังจะไม่ได้แทรกนัยยะนี้อย่างชัดเจนว่ามันคานอำนาจกันอย่างไรก็ตาม
    - ตัวละครลูกชายบ้านรวยตอนฉากตั้งเต็นท์ในสวน และสามารถถอดรหัสมอร์สของคนใต้ดินได้ว่า "Help Me" แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่รู้ว่าหนังต้องการสื่อว่า เขาคือกลุ่มคนรวยที่มีความสามารถแต่ไม่มีอำนาจที่จะช่วยเหลือสังคม หรือ เขาเป็นคนรวยที่เพิกเฉยต่อปัญหาสังคม ก็ไม่รู้? 🤔
    .
    ➡️ บทสรุปและความรู้สึก

    - สุดท้ายหนังก็ไม่ได้ให้เราตัดสินว่าเราควรสงสารใคร หรือเราควรเข้าข้างใครมากกว่า หนังสะท้อนแง่มุมทั้ง 2 ฝั่งอย่างเป็นกลาง และตอกย้ำถึงการผลักดันในการยกระดับชีวิตของชนชั้นล่างด้วยวิธีต่างๆ ทั้งความขยัน การศึกษา หรือวิธีทางลัดอย่างการโกง ซึ่งเราจะเห็นว่ามันล้มเหลวขนาดไหน ถึงแม้สมมติว่า ครอบครัวคิมจะสามารถขับไล่ครอบครัวพัคให้หลุดพ้นจากสถานะที่ตนเคยเป็นอยู่ได้สำเร็จ แต่ถ้ามองกันดีๆ ชนชั้นหรือฐานะก็เป็นเหมือน "บ้าน" ที่เปรียบคนในชนชั้นคือผู้อาศัยชั่วคราว ที่จะมีการผลัดเปลี่ยนเสมอ ในท้ายสุด ก็จะมีผู้อาศัยใหม่ มาผลัดเปลี่ยนครอบครัวคิมอยู่ดี ดังนั้น สิ่งที่เราควรฉุกคิดที่สุดคือ "ปัญหาความเลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น" ที่เป็นใจความสำคัญของเรื่อง ว่าเราควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และอย่าลืมว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่ระหว่างครอบครัวคิมและครอบครัวพัคอย่างในหนัง ที่เป็นระดับปัจเจก แต่มันคือปัญหาของมวลชน ที่คนในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันแก้ไข หากในวันหนึ่ง ปัญหานี้ได้ถูกขจัด ครอบครัวคิมคงมีชีวิตที่ดีกว่านี้ รวมถึงครอบครัวพัคเอง ก็จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้เช่นกัน
    - หนังได้รางวัลออสการ์ 4 ตัวในปีค.ศ. 2019 1 ในนั้นคือสาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ซึ่งตอนที่ดูครั้งแรก เมื่อตอนที่หนังเรื่องนี้เป็นแค่ผู้เข้าชิงในสาขานี้ ก็ไม่คาดคิดว่าหนังจะไปไกลจนคว้ารางวัลนั้นได้ แต่เมื่อมาทำบทวิเคราะห์นี้ ทำให้เข้าใจว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงควรค่าแก่รางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยม ที่จะเอาไปแนะนำบอกต่อคนรู้จักหรือลูกหลาน เพราะ หนังมันเสพย์ง่ายย่อยง่าย น่าติดตาม เป็นหนังรางวัลที่คนดูแล้วจะชอบได้ไม่ยาก แถมมีนัยยะแฝงที่เยอะและมีประเด็นที่เข็มแข็ง ร่วมสมัย สามารถหยิบมาพูดถึงได้อีกนาน ซึ่งเหมาะสมที่สุดแล้วกับรางวัลนี้
    - หนังเรื่องนี้เป็นหนังเอเซียเรื่องแรกด้วยที่ได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นใบเบิกทางที่ดีของหนังเอเซียในอนาคต ที่เราจะได้เห็นหนังเอเซียน้ำดีอีกเยอะแน่
    - ซึ่งพอทำบทวิเคราะห์ ก็ไม่คิดว่าหนังมันมีสัญลักษณ์และนัยยะที่ครอบคลุมทุกวงการขนาดนี้ 😄 ตั้งแต่สถาปัตยกรรมยันอาหาร ทุกเรื่องราว ทุกพล็อพที่นำมาใช้ในหนัง ทีมงานคือคิดมาดีจริงๆ ไม่รู้ว่าที่เขียนมาในบทความนี้ จะตีความได้หมดหรือยัง? 5555
    - สุดท้าย ถึงคุณไม่ใช่แนววิเคราะห์ก็ดูหนังเรื่องนี้สนุก จะถอดสมองดูก็ยังได้ ดังนั้นจึงแนะนำเลยว่าต้องดู ห้ามพลาด ไม่รู้ว่าจะมีหนังรางวัลที่ดูง่ายขนาดนี้ มาอีกทีเมื่อไหร่ รอช้าอยู่ไย กดดูซ้ำอีกรอบเลย!!!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in