Tiwakornbekindtoken
her(e)



  •           "เพิร์ธ"

              "ว่าไง"

              "มึงคิดว่า..."

              "แพม พูดคำหยาบไม่ดี จะฟ้องป๊า"

              "ไอ้นี่ เดี๋ยวกูตี"

              คนตัวเล็กกว่าค้อนใส่ผู้เป็นพี่ แถมยังยกมือขึ้นราวกับจะฟาดเด็กชายตัวกระจ้อยเสียให้ได้ เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

              "ไม่แกล้งก็ได้ คิดว่าอะไรนะ"

              เพิร์ธถามย้ำ เด็กน้อยวัยสิบเอ็ดปีชันเข่าขึ้นบนเก้าอี้ มองน้องสาวของตนที่กำลังตักซีเรียลเข้าปาก ทั้งที่ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบสามทุ่ม

              ป๊าเคยบอกว่าอย่ากินจุบจิบกลางดึก แต่ก็ไม่เคยเห็นแพมเชื่อฟัง

              "ลืมแล้วอะ" ตอบไปก่อนจะเป็นฝ่ายโดนพี่เขาตีเสียเอง ทิวากรหัวเราะร่า ยกช้อนขึ้นมาป้องกันตัวไม่ให้โดนตีซ้ำ แม้เมื่อครู่จะรู้สึกแค่โดนสะกิด

              "ล้อเล่นน่า"

              "แค่พรุ่งนี้มันวันแม่"

              "...."

              "เพิร์ธ มึงว่าปีนี้ม๊าจะกลับบ้านปะ"

              กลายเป็นคำถามที่พาให้ทั้งห้องเงียบงัน เด็กสองคนสบตากันภายใต้แสงไฟดวงเดียวของห้องครัว ก่อนผู้เป็นพี่จะยกมือขึ้นลูบหัวอีกคนเบา ๆ

              "แพม.."

              "ไม่ ๆ ไม่ได้เป็นไร แค่ถามความเห็นอะ"

              "ม๊ากับป๊าแยกกันสามปีแล้วนะ"

              อ่า

              ก็จริง

              "ก็คือมึงคิดว่าไม่กลับ" สรุปเสร็จสรรพก็กินซีเรียลอีกคำ เด็กสาวไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนแต่อย่างใดกับคำตอบนั้น ส่วนเด็กชายเองก็ทำได้เพียงถอนหายใจ

              "งั้นมั้ง"

              ก็เหมือนกับปีที่แล้ว... แม้จะยังเด็ก แต่พวกเขาก็พอรู้ว่าการที่ใครคนใดคนหนึ่งในบ้านย้ายข้าวของออกไปเป็นเวลานาน แถมติดต่อกลับมาแทบจะนับครั้งได้ ก็คงไม่ใช่แค่ย้ายไปทำงานเฉย ๆ

              รับรู้ แม้จะไม่เคยเข้าใจ

              "พนันกันปะ"

              จู่ ๆ ตนก็โพล่งขึ้นกลางความเงียบ ด้วยข้อเสนอที่คนฟังต้องเลิกคิ้วขึ้นมา

              "ปีนี้ไม่ธรรมดา"

              "แพม ไม่หรอก..."

              "เชื่อดิ เซ้นส์กูมันไม่เคยพลาดอะเพิร์ธ"

              "...อือ เชื่อ"

              ไม่จริงหรอก

              เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายเพียงแต่รับคำไปเท่านั้น ไม่มีใครเชื่อข้อมูลที่เป็นเหมือนความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเด็กวัยสิบเอ็ดปีอยู่แล้ว ทว่ารอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าของผู้ท้า ก่อนที่นมกล่องใหญ่ในตู้เย็นจะถูกรินลงในถ้วยซีเรียลอีกครั้ง

              "พอแล้วแพม กินเยอะมันเปลือง"

              "ก็พนันไง"

              "...."

              "ถ้าพรุ่งนี้ม๊าไม่กลับบ้านนะ กูซื้อกล่องใหม่ให้ห้ากล่องเลย"



              คงเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ หากบอกว่าในวันต่อมา หญิงสาวที่ห่างหายจากประเทศขอนแก่นไปเป็นปีกลับปรากฏตัวอยู่ตรงโซฟาในบ้านหลังเล็กของทั้งสาม

              เพิร์ธได้แต่ยืนตาค้าง ความคิดถึงทำให้เขาวิ่งเข้าไปโผกอดผู้เป็นมารดาเสียเต็มแรง ขณะเดียวกันแพมที่ชนะพนันก็ยืนยิ้มเป็นแบ็คกราวด์ข้าง ๆ

              ภาพครอบครัวสุขสันต์ที่เด็กสองคนเคยพบเจอหวนกลับมาอีกครั้ง แม้บรรยากาศจะต่างออกไปเล็กน้อย ทว่าแค่การร่วมโต๊ะอาหารกันสี่คน แกงส้มของพ่อ ไข่เจียวทูน่าฝีมือแม่คือ รอยยิ้มกว้างและเสียงหัวเราะบนใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองคน นี่แหละที่สุดของที่สุด

              "ปอหกเป็นยังไงบ้างล่ะเรา ทิวากรม๊าได้ข่าวว่าเข้าห้องปกครองทุกอาทิตย์เลยเหรอ"

              ประโยคดุที่ปนเสียงหยอกล้อทำให้เด็กสาวยิ้มแหย ทั้งยังเรียกเสียงหัวเราะจากผู้เป็นพ่อ ส่วนเพิร์ธก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา

              "ไม่ได้หาเรื่องใครก่อนนะบอกเลย เพื่อน ๆ ต้องการแพมม"

              "เชื่อได้ไหมเนี่ย"

              "ม๊าอย่าไปเชื่อแพม"

              "เอ๊า ช่วยกันหน่อยเด้"

              อาหารในจานพร่องไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่บทสนทนายาวขึ้นเรื่อย ๆ ดีเสียจนเธอเองก็แอบสงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้กัน

              "เอ้อป๊า ได้บอกเด็ก ๆ เรื่องมอต้นไว้รึยังล่ะ"

              "ลืมสนิทเลย ลองถามดูสิ"

              หัวข้อบทสนทนาที่เปลี่ยนไปทำให้สองพี่น้องหันมามองหน้ากัน ก่อนปรโยคถัดมาจะทำเอาทั้งคู่ชะงักไป

              "ปีหน้าขึ้นมอหนึ่งแล้ว เราอยากมาอยู่สุพรรณกับม๊าไหม"



  •           แพมจำได้ว่าตัวเองติดคนที่ขอนแก่นมาก

              ทั้งเพื่อนสนิทอย่างไอซัน ไอหลุยส์ ไหนจะพี่ข้างบ้านอย่างเจ๋โอป เจ๋อัญ ไหนจะคุณอา พี่แสง พี่ภู และที่สำคัญก็คือพ่อ

              ทว่าทั้งคู่ก็ย้ายมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ขึ้น สังคมที่แปลกไป ได้เพื่อนใหม่ แก๊งใหม่ ชีวิตที่ต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหวที่นี่

              สบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด... จำได้ว่าตอนประถมยังต้องเดินไปโรงเรียนที่อยู่ห่างจากบ้านตั้งหลายกิโล บางวันโชคดีหน่อยก็ขอติดรถเจ๋โอปเจ๋อัญไป กลับมาตอนเย็นก็ต้องช่วยทำงานบ้านสารพัด ทำการบ้านให้เรียบร้อยแล้วเข้านอน

              ขณะที่ตอนนี้เธอมีเวลาเพิ่มสำหรับการเล่นเกม เตะบอลกับพี่ ๆ ช็อปปิ้งในโรบินสัน เรื่องน่าตลกคือทุกอย่างดีจนอดสงสัยไม่ได้อีกครั้งว่าเป็นเพราะอะไร แล้วทำไมทั้งพ่อและแม่ไม่มาอยู่ด้วยกันไปเลย 

              แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในส่วนลึกของสมอง และใช้ชีวิตตามปกติ นานวันเข้าก็เริ่มเป็นความเคยชิน ไม่ต้องคิดอะไรจะดีที่สุด

              แม้ว่ายิ่งโตขึ้นจะยิ่งสัมผัสได้ว่าตนเองไม่เคยชินกับที่นี่เลยก็ตาม

              ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน



              "ทำไมตอนนั้นม๊าย้ายมาอะ"

              สุดท้ายทิวากรวัยสิบสี่ปีก็เอ่ยปากถามผู้เป็นแม่ เอียงใบหน้าใสซื่อรอคำตอบ ตรงหน้ายังคงเป็นซีเรียลยี่ห้อเดิมที่เด็กสาวเคยทานเมื่อตอนยังเล็ก แต่ในปริมาณที่ต่างออกไป

              "ม๊ากับป๊าไม่รักกันแล้วเหรอ"

              คำถามถัดมาทำให้หญิงสาวอีกคนหลุดยิ้ม ก่อนจะเลื่อนตัวเองมานั่งตรงข้ามลูกสาวที่นับวันยิ่งเหมือนลูกชายมากขึ้นทุกที

              "รักสิ"

              "อ้าว แล้วทำไม..."

              "เพราะชีวิตคู่ไม่ได้มีแค่ปัจจัยของความรักไงทิวากร"

              "คือยังไงนะม๊า ขอซับไทยขยายอีกที"

              "ตลกเหรอเรา" แม้จะเอ่ยถามอย่างนั้น แต่เธอก็เห็นแม่ยิ้มขำกับมุกตลกเล็ก ๆ ที่ตนอุตส่าห์แทรกเข้าไปในประโยคคำถาม

              "คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของความรัก แต่ยังมีความสบายใจ การจัดการต่าง ๆ หน้าที่ภายในครอบครัว"

              "...."

              "หรือแม้แต่เรื่องเงิน"

              โอเค พอจะเข้าใจ

              "มันไม่ลงตัว ก็เลยต้องถอยออกมาตั้งหลักก่อน แพมก็เห็นใช่ไหมว่าตอนอยู่กับป๊า เทียบกับม๊ามันต่างกันขนาดไหน"

              "แต่ก็แค่ถอยใช่มั้ยม๊า คือมันก็กลับไปอยู่ด้วยกันได้รึปะ" ตนเอ่ยถามอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอนหรือคาดคั้นเอาคำตอบ แต่ยังคงเป็นน้ำเสียงทั่วไปราวกับถามขึ้นมาลอย ๆ

              วิธีนี้ใช่บ่อย คู่สนทนาจะได้ไม่รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไร

              "ก็ไม่แน่นะ"

              "ถ้ามันโอเคกว่านี้เมื่อไหร่ ไว้ม๊าจะลองคิดดู"




  •           "ม๊า หลังไปเมกาแพมขอต่อขอนแก่นได้ไหมอะ"

              ประโยคขอร้องของทิวากรในวัยสิบห้าปีทำเอาผู้เป็นแม่แปลกใจนิดหน่อย

              "ทำไมล่ะ"

              "คิดถึงคนที่โน่นมั้ง ฮ่าๆ"

              แปลกไป... แม้เด็กสาวจะวาดรอยยิ้มบนใบหน้าตามปกติ แต่ในสายตาของหญิงสาววัยกลางคนที่เลี้ยงลูกมานานย่อมดูออกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น

              "อยู่กับม๊าไม่มีความสุขเหรอ"

              "ไม่ ๆ คือมันไม่ใช่อย่างนั้น แต่แบบ"

              "เพื่อนเหรอ"

              "...."

              นั่นไง

              "อยากแบคทูเบสิคไรงี้"

              "รู้ตัวรึเปล่าว่าโกหกไม่เก่งเลยเรา"

              เหมือนทุกครั้ง... ยิ่งประโยคดุที่มาพร้อมรอยยิ้มขำของอีกฝ่าย ยิ่งทำให้คนตัวเล็กรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย แม้จะรู้แต่แรกว่าม๊าก็คงดูออกอยู่ดี

              "คือมันก็หลายเรื่องแหละ แต่อยากกลับจริง ๆ นะม๊า"

              "อือฮึ"

              "อือฮึนี่คือไม่โกรธใช่มะ"

              "ไม่"

              "..."

              "ไม่ห้ามอยู่แล้ว ถ้าแพมสบายใจจะอยู่มี่ไหน ม๊าก็โอเคจ้า"

              "แต่ถ้าไปก็ไม่ได้เจอม๊าอีกใช่ปะล่ะ"

              เป็นอีกครั้งที่ห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ

              ก่อนหญิงสาวจะดึงตัวลูกคนเล็กมากอดไว้เบา ๆ 

              "แพมรอนะ วันที่ทุกอย่างโอเค"

              "อันนี้พูดจริงจากใจเลย"



  •           เดอะทิว : สัสเคน มึงติดสาวแล้วเทนัดพวกกูเหรอออ

              เดอะเคน : ไม่ใช่พวกมึงอะแพม
               เดอะเคน : มึงคนเดียว เพราะทุกคนเทนัดมึง

    เดอะทิว : ....
    เดอะทิว : gu ask real

              เดอะพอร์ช : กราบขออภัยมา ณ ที่นี้

              เดอะซัน : หลุยซ้อมบาส เคนหนีไปดูหนัง พอร์ชครูคณิตนัด โรมไปกับแม่กูละ
              เดอะซัน : กู ขี้เกียจ

    เดอะทิว : ขอร้องเลย ไอพวกเหี้ยยยย

              เดอะเคน : ทำไมมีกูคนเดียวที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าหนีวะ

              เดอะโรม : เพราะมึงคนเดียวที่เทเพราะเรื่องไม่จำเป็น

              เดอะเคน : ไอซันล่ะ ไอซัน!!!

              เดอะพอร์ช : ซันขี้เกียจเพราะมึงไม่ไปไงเคน

              เดอะเคน : ปกป้องกันเข้าไป

    เดอะทิว : เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ
    เดอะทิว : อีกนิดคือตายแทนกันได้
    เดอะทิว : ไอสัส ไม่ต้องมาแก้ตัว!!

              เดอะหลุยส์ : มาละ

    เดอะทิว : อ้าวพ่อ ไมเลิกเร็วจังวะ

              เดอะหลุยส์ : จริงๆวันนี้ครูพลอยแค่ประชุมทีม วีคหน้ากูไม่ได้ไปแข่ง
              เดอะหลุยส์ : งั้นจะไปไหม 

    เดอะทิว : ใครบ้างอะ

              เดอะหลุยส์ : กู มึง กู มึง กู มึง

    เดอะทิว : โหอีเหี้ย เยอะขนาดนี้กูกลับบ้านดีกว่าเถอะ

              เดอะพอร์ช : 5555555

              เดอะหลุยส์ : อย่างอแงดิ

    เดอะทิว : งอแงพ่อง กูประชด

              เดอะหลุยส์ : งั้นกลับบ้าน รอหน้าป้อมยาม

    เดอะทิว : เค๊ เคคค๊


              เจ้าของมือถือห้อยตุ๊กตุ่นแซลลี่ตัวเล็กเท่าข้อนิ้วส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังที่นัดหมาย กระโดดโบกหัวชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ก่อนเข้าทีหนึ่งข้อหากวนตีนในแชท

              "โห เจ็บมาก"

              "อีนี่ ต่อยมะ"

              "โหดสุดในย่านนี้จริง ๆ"

              "กลับกันเหอะลูอิส กูอยากต่อยมึงเร็ว ๆ ละ" คนตัวเล็กกว่าเอ่ยพลางเบ้ปากลงเล็กน้อย แต่ก็ยอมกระชับสายเป้นักเรียนที่สะพายอยู่ ตั้งใจจะเดินลัดไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนตัวดีดังเช่นทุกวัน

              ทว่าทะเบียนรถคันหนึ่งที่จอดเยื้องป้ายโรงเรียนไปสักหน่อยกลับเตะตาเธอเข้าอย่างจัง

              "หลุยส์"

              "ว่า"

              "เชฟคันขาวหน้าป้ายใช่ทะเบียนสุพรรณปะ"

              รถคันที่ไม่ได้เห็นมาเกือบสามปี 

              "....ใช่"

              ไม่ได้ติดต่อกับเจ้าของมาเนิ่นนานเช่นกัน

              "มึง"

              กระจกที่เคลือบด้วยฟิล์มสีดำเลื่อนลง ปรากฏภาพหญิงสาวในเรือนผมสีดำสนิท รวบหางม้าสูง และแว่นกันแดดคู่ใจแทบทำให้ทิวากรชะงักไป

              "ม๊ากูอะ"




              "สรุปคือม๊าจะย้ายกลับมาแล้วเหรอ"

              "ไม่เชิงจ้ะ ยังทำงานที่เดิม แต่ส่วนใหญ่กลับมาทำที่บ้านได้ สลับกับบางช่วงก็ต้องกลับไปยาว ๆ"

              "งี้ก็บินบ่อยเลยดิ"

              "นิดหน่อยเองเรา ไม่เกินความสามารถม๊าหรอก"

              เป็นอีกครั้งที่โต๊ะอาหารถูกเสริมด้วยบทสนทนาของสมาชิกในบ้านทั้งสี่คน ชายวัยกลางคนผู้ซึ่งตอนนี้กลับมาเป็นเจ้าของร้านเครื่องเขียนใหญ่ของครอบครัว หญิงสาวเจ้าหน้าที่รัฐผู้มากฝีมือ แล้วก็ลูกซน ๆ อีกสองคนมี่โตขึ้นตามวัย ทว่าบรรยากาศระหว่างทุกคนแทบจะไม่ต่างอะไรจากครั้งล่าสุดที่ได้นั่งทานอาหารด้วยกัน

              "แล้วพวกเราล่ะเป็นไง มีความสุขดีเนอะ"

              ไม่ใช่ประโยคประชดประชัน แต่เป็นถ้อยคำที่ถามด้วยความห่วงใหญ่ ทิวากรยกยิ้มกว้างก่อนจะพยักหน้ารัว เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งผู้เป็นพ่อและแม่

              "ก็ซนเหมือนเดิมแหละเราน่ะ"

              "โหยป๊า ช่วยกันบ้าง เครดิตก็ไม่ค่อยจะมีแล้วเนี่ย"

              "แล้วเพิร์ธล่ะ เล่าให้ม๊าฟังบ้าง"
              
              "มันติดสาวอะม๊า"

              "แพมอย่ามั่วดิ"

              "มึงอะอย่าแถ กูไปเสือกมาแล้ว!"

              "ม๊าครับแพมพูดคำหยาบ"

              "ขี้ฟ้องจังโว้ยยย"

              "ฮ่า ๆ ร่าเริงกันก็ดีแล้วจ้ะ"

              เข้าใจคำว่าลงตัวก็วันนี้ 



  •           เดอะทิว : ปีนี้ม๊ากลับบ้านมั้ยอะะ

              Jenjira : สัมมนาใหญ่ ไม่น่าจะได้กลับจ้ะ

              แอบเบ้หน้าให้ข้อความตอบกลับ ทว่าตนก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร นิ้วเรียวกดส่งสติ๊กเกอร์หมีบราวน์ยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์โอเค ก่อนจะปิดหน้าจอโทรศัพท์และคว่ำมันลงกับหัวเตียง

              เหลือบมองต้นมะลิที่ปลูกไว้ริมระเบียง แต่ก็ทำได้เพียงระบายยิ้มจาง ๆ ออกมา ไว้พรุ่งนี้ค่อยถ่ายรูปไปให้ดูว่ามันเริ่มออกดอกแล้ว

              หวั่นใจ

              คงต้องยอมรับว่าช่วงปีนี้มันเหมือนจะกลับไปเป็นแบบเดิม ทั้งที่ทุกอย่างลงตัวแล้วแท้ ๆ คำว่าทำไมผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง แต่ก็เฉกเช่นทุกครั้ง เธอฝังมันลงในส่วนลึกของสมองแล้วบอกตัวเองว่าอย่าคิดมากนักเลย

              ได้เท่านี้ก็ดีแค่ไหน

              แค่ได้เจอกันบ้าง รู้ว่ายังรักกันก็พอ

              อาจต้องรอให้ดอกมะลิผลิบาน ทุกอย่างจึงจะกลับมาเป็นเช่นเดิม


    เดอะทิว : [ส่งรูปภาพ]
    เดอะทิว : สุขสันต์วันแม่ค้าบ 
    เดอะทิว : ขอสักห้าพันน้า ด้วยรักจากทิวากร

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in