เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
This is me, being Gina Linetti180.626.099
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน Seed of Misery

  • DISCLAIMER

    SEED OF MISERY IS A PERSONAL JOURNAL-WRITER
    WRITTEN AS A FORM OF SEMI-DIARY AND MEMOIR
    FOR THE PURPOSE OF EXPRESSING THE CONCEPTION
    OF LIFE THROUGH THE AUTHOR'S PERSPECTIVE 
     NOT FOR CONVINCING OR INDICATING THE AUDIENCE
    TO IMITATE ANY KIND OF BEHAVIOR MENTIONED IN
    THE PASSAGE NOR INTENTIONALLY LEADIND THEIR
    THOUGHT TOWARD A CERTAIN POINT OF VIEW



    PLEASE MAKE SURE YOU READ ALL THE WARNING BEFORE SCROLLING DOWN

               TW // Child Physical Abuse, Self-Injurious Behavior (Self-harm, Eating Disorders), Suicide (Suicide Thoughts, Suicide Attempts, Suicidal Ideation), Excessive or Gratuitous Violence, Domestic Violence, Blood, Death Mention, Injuries, Cutting, Mental Illness, Trauma, and Abusive Relationship

    • Ulnar In My Wrist

               ฉันฆ่าตัวตายในความคิดนับร้อยครั้ง

               ลงมือทำในความฝันไปเสียเกือบหกสิบ อีกสี่สิบนั้นแค่เพียงลองจินตนาการดูเล่น ๆ ระหว่างที่กำลังตื่นอยู่ มีความเป็นไปได้อยู่นับพันในการก้าวขาข้ามเส้นแห่งความเป็นความตาย ใครสักคนเคยบอกกับฉันเอาไว้ว่าชีวิตคือบทละครที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้เลือกฉากจบสุดท้ายของตนเอง โชคดีหน่อยก็แค่รู้ล่วงหน้าว่าจะตายเพราะอะไร แต่ก็เลือกไม่ได้อยู่ดีว่าจะตายเวลาไหน การตายในขณะที่กำลังหลับเป็นความตายที่แย่ที่สุด บอกลาใครก็ไม่ได้ จะตายตอนไหนก็ไม่รู้ ถ้ากลายเป็นวิญญาณแล้วยังต้องตื่นเช้าไปทำงานอยู่สู้รู้ตัวว่าตายแล้วล่องลอยไปเรื่อย ๆ ยังจะดีซะกว่า การถูกคนอื่นฆ่านั้นแย่พอกัน บทจะเกิดก็เลือกไม่ได้ บทจะตายยังมีใครก็ไม่รู้มาเสนอหน้ากำหนดให้อีก ฉันหลับตาลง ตระหนักรู้ว่ากำลังยืนอยู่บนตึกสูง ชั้นยี่สิบสี่ ในหัวมีแต่ความคิดที่จะก้าวขากระโดดลงไป ด้วยความสูงระดับนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะจากไปอย่างใจหวัง แต่หลังจากนี้ล่ะ ถ้าหากตกลงไปทับคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นล่ะจะทำยังไง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ต้องมาพบศพของฉันล่ะ ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาสักหน่อยที่ต้องมารับมือกับภาพไม่น่าดู รวมไปถึงจัดการเก็บกวาดผลลัพธ์จากการกระทำของฉัน ฉันคิดมากเกินไป แต่การคิดน้อยนั้นจะทำให้คนอื่นลำบาก และอีกอย่างฉันก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าเกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาหากต้องตายจริง ๆ

               ใครกันเป็นคนเริ่มต้นแนวคิดที่ว่าคนฆ่าตัวตายเป็นพวกคิดสั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงผิดที่ฉันเองที่คิดไม่สั้นพอ ใจฝ่อเกินกว่าจะปล่อยให้ร่างกายซูบผอมจากการอดอาหาร การทำร้ายตัวเองน่ะง่าย แต่การจบชีวิตตัวเองนั้นต่างออกไป ฉันยังคงร้องไห้เมื่อรู้สึกเจ็บปวด เล็บเริ่มยาวแล้ว ฉันจิกมันเข้ากับต้นขาจนเลือดซิบ ข่วนใบหน้าและลำคอจนเป็นแผล ความเจ็บปวดคอยทำหน้าที่ย้ำเตือนว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ เมื่อทิ้งรอยไว้จนพอใจก็จัดการตัดมันให้สั้นกุด รอยกัดจากฟันมนุษย์อยู่บนผิวหนังได้นานสุดสามวัน ขากรรไกรของฉันแข็งแรง เลือดค่อย ๆ ไหลซึมออกมาตามรอยบุ๋มเรียงเป็นแนวกราม หมอเคยเอ่ยชมว่าฟันของฉันเรียงตัวสวย ตัวฉันเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้น แผลที่มือหายง่ายกว่าบนท้องแขน พี่สอนเอาไว้ว่าอย่ากรีดข้อมือ เพราะมันจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ ฉันเชื่อพี่จึงแค่ถากมีดโกนบนปลายนิ้วและฝ่ามือ เพราะสระผมทุกวัน ความแสบรอบรอยกรีดบนมือจึงทำให้ใช้ชีวิตลำบาก แต่รอยกรีดบนปลายนิ้วนางเจ็บที่สุด เลือดไหลเป็นทางหยดจากปลายข้อศอก ฉันนึกกลัวความตายขึ้นมาจึงใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับห้ามเลือดไว้ คว้าอะไรได้ก็ใช้อันนั้น แม่เคยถามถึงคราบสีแดงตามเสื้อทับในอยู่สองสามครั้ง ฉันตอบว่ามันคือเลือดกำเดา ฉันร่างกายอ่อนแอ จึงเลือดกำเดาไหลบ่อยอยู่แล้ว แต่เพราะไม่ชอบความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างตอบคำถามจึงเริ่มซักผ้าเอง มันจะยากอะไร ก็แค่โยนทุกอย่างใส่เครื่องซักผ้า หลังจากวันนั้นถุงเท้านักเรียนฉันก็กลายเป็นสีชมพูอ่อน

               ตอนยังเด็กฉันมักจะมีรอยช้ำพกติดตามตัวไปโรงเรียนด้วยอยู่เสมอ แม่มักจะมีบทลงโทษรุนแรงรอฉันอยู่ที่บ้าน ทุบตีด้วยมือสำหรับความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุบตีด้วยของแข็งหากทำให้เธอหงุดหงิด ถ้าหากร้องไห้สะอึกสะอื้นก็จะมีมีดมาจ่อคอหอยพร้อมกับเสียงตวาดบอกว่าให้หยุด ตอนนั้นฉันยังอายุแค่เก้าขวบ มีน้องสาวอายุห่างกันสามปี ฉันจะต้องเป็นลูกที่ดีของแม่ เป็นพี่สาวที่ดีของน้อง เราตีกันบ้างเหมือนพี่น้องปกติ แต่ก็พยายามปกปิดความโมโหแบบเด็ก ๆ เอาไว้ให้พ้นสายตาแม่ ถ้าแม่รู้ว่าเราทะเลาะกัน เธอจะส่งมีดให้คนละหนึ่งเล่ม บอกกับเราว่าแทงกันให้ตาย เหลือใครเป็นคนสุดท้ายแม่ก็จะเลี้ยงแค่คนนั้น ไม่มีใครขยับตัว ฉันไม่อยากทำร้ายน้อง แต่ในสมองกลับจินตนาการถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่น้องจะถือมีดวิ่งเข้าหาฉันได้ ฉันมั่นใจว่าจะไม่ลังเลเลยถ้าหากจะต้องสวนกลับ โชคดีที่น้องเองก็ไม่อยากทำร้ายฉันเหมือนกัน เธอเป็นเด็กตัวเล็ก แต่ก็ฉลาดและคงรู้ดีว่าถึงสู้ไปก็ไม่มีทางชนะ เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าฉันเอาจริงแน่ถ้าเธอเริ่ม เราอายุห่างกันสามปี ฉันตัวใหญ่และแขนขายาวกว่า อีกอย่างมันก็แค่การทะเลาะกันแบบเด็ก ๆ แม้ความทรงจำจะเลือนลาง แต่สาเหตุการทะเลาะกันของเด็กจะมีอะไรร้ายแรงไปได้มากกว่าถูกแย่งของเล่น ฉันและน้องสาวนั่งอยู่ตรงนั้นนิ่ง ๆ จนแม่หายโกรธ เรามองตากัน ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็เข้าใจตรงกันว่าเราจะไม่ทะเลาะกันต่อหน้าแม่อีก

               แม่อาการดีขึ้นแล้ว เราทั้งคู่ไปหาหมอพร้อมกันไม่กี่ปีให้หลัง หมอจ่ายยาให้ฉันราวสองถึงสามตัว ไม่รวมยานอนหลับ ในส่วนของแม่มากกว่านั้นนิดหน่อย ยาทำให้สมองฉันคิดอะไรไม่ออก นิ่ง ชินชา และไร้ความรู้สึก ในขณะเดียวกับที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนยอดมนุษย์ไม่มีวันตาย ใครเป็นคนกำหนดขอบเขตช่วงเวลาชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเรียกว่ามนุษย์กัน บางทีฉันอาจเป็นคนแรกที่อยู่นานเกินสองร้อยปีก็ได้ ฉันคิดอย่างนั้นจริง ๆ ในตอนกลางวัน แล้วก็กลับไปจินตนาการวาดฝันถึงความสงบของความตายอีกครั้งในตอนกลางคืน แม่เลิกทุบตีฉันมาหลายปีแล้ว ครั้งล่าสุดที่คิดจะผลักฉันให้ตกจากตึกก็น่าจะประมาณสี่ปีก่อน ยาทำให้แม่อาการคงที่ เธอควบคุมตัวเองดีขึ้นเรื่อย ๆ ต่างจากฉันที่ยังคงติดอยู่ในวังวนแห่งความเจ็บปวด บางทีฉันอาจจะไม่ได้โหยหาความตาย หากแต่เป็นความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้สัมผัสจากแม่ ความรุนแรงคือภาษารัก ส่วนความเจ็บปวดนั้นคือยาเสพติด แล้วความรักจะเป็นอะไรไปได้นอกจากสารเคมีในสมอง เมื่อเซโรโทนินหมดไปก็จะเหลือเพียงชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลว แม่หมดรักในตัวพ่อเหมือนกับที่ฉันหมดรักในตัวแม่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะร่างกายที่พวกเขามอบให้ หรือความทุกข์ทรมานที่ฝังรากลึกลงในจิตใจ ฉันก็ไม่รู้สึกขอบคุณ

               ฉันไม่เคยหยุดคิดถึงความตายเลยสักวัน การจบชีวิตน่ะง่ายนิดเดียว ขั้นตอนที่ต้องเตรียมใจต่างหากที่ยาก วิชาชีววิทยานั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าการเกิดมามันช่างยุ่งยากเสียจริง การดำรงชีวิตอยู่นั้นยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ การหายใจระดับเซลล์ กระแสประสาท การย่อยคาร์โบไฮเดรต ไกลโคไลซิส ร่างกายของฉันกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อที่ทำให้ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อ แต่สมองโง่ ๆ กลับร้องตะโกนขอให้ทุกอย่างมันจบ ความตายนั้นช่างดูเงียบสงบ แต่มนุษย์เองก็โหยหาในสิ่งที่ตนไม่มี เพื่อที่จะค้นพบว่าเมื่อได้ครอบครองสิ่งสิ่งนั้นแล้วก็ยังไม่มีความสุข ฉันเคยเฝ้าตามหาความรัก แต่เมื่อได้รับมันมาแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วยังไงต่อ ฉันมีความสุขกับการไขว่คว้ามากกว่าครอบครอง เหมือนกับที่มนุษย์มีความสุขกับการร้องขอมากกว่าได้รับ

               การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงฝนตกหนักเป็นเรื่องน่ากลัว ฉันเจอกับคนที่พร้อมจะอยู่ข้าง ๆ คอยกอดปลอบตอนอายุสิบหก เธอคนนั้นบอกกับฉันว่าโลกใบนี้สวยงาม ฉันไม่อาจทำใจให้เชื่ออย่างนั้นได้ แต่อ้อมกอดของเธอนั้นอบอุ่นและปลอดภัย หากโลกที่ว่าคือพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างวงแขนที่เธอเว้นว่างเอาไว้เพื่อฉัน มันก็คงสวยงามจริง ๆ การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเสียงฝนตกหนักเป็นเรื่องน่ากลัว ความไว้เนื้อเชื่อใจเองก็เช่นกัน เลวร้ายกว่าถูกหักหลังคือการต้องแยกจากกันทั้งที่ยังรักอยู่ เรามีเวลาอยู่ด้วยกันได้แค่ปีกว่า น้อยเสียจนน่าใจหาย ฉันไม่เคยหยุดคิดถึงความตาย และเธอก็ไม่เคยหยุดพยายามทำให้ฉันเชื่อว่าโลกใบนี้นั้นสวยงาม ฉันเกลียดเวลาที่เธอทำอย่างนั้น เพราะในบางครั้งฉันเองก็คล้อยตามและรู้สึกว่ามันสวยงามจริง ๆ สวยงามเสียจนทำให้ฉันรู้สึกผิดที่อยากตาย 

               เราจากกันมาเกือบสามปีแล้ว แต่ฉันยังคงรู้สึกผิดต่อเธออยู่ ยังคงวาดฝันถึงความตายไปพร้อม ๆ กับแปรงฟันในตอนเช้า คิดถึงมุมมองของเธอที่มีต่อโลกใบนี้พร้อม ๆ กับที่เกลียดชังมันไปด้วย ตัวฉันที่แขวนคอตัวเองในความฝันของเมื่อคืนคือคนเดียวกับตัวฉันที่กำลังห้ามเลือดตัวเองที่ขา ตัวฉันที่คิดจะกระโดดลงมาจากชั้นยี่สิบสี่คือคนเดียวกับตัวฉันที่กัดแขนตัวเองแทนการตัดหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ อาจฟังดูเหมือนข้ออ้าง แต่บางทีอาจจะไม่ใช่ตัวฉันเองที่ขี้ขลาด บางทีฉันแค่อาจจะไม่ได้อยากตาย บางทีอาจเป็นเธอก็ได้ที่เป็นฝ่ายพูดถูก ฉันฆ่าตัวตายนับร้อยครั้งในจินตนาการและความคิด ไม่ใช่เพราะว่าไม่กล้าลงมือทำในชีวิตจริง แต่เป็นเพราะว่าแม่เลิกทุบตีฉันแล้ว อาหารเช้าในวันพรุ่งนี้ดูน่าอร่อย โลกนี้กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และฉันเองก็ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเฝ้ามองมันต่ออีกสักหน่อย
    • POST-JOY SADNESS 

               มนุษย์ไม่สมควรที่จะมีความสุขมากเกินไป

               ฉันค้นพบความจริงข้อนี้ในเวลากลางดึกคืนวันศุกร์ ขณะที่กำลังกอดหมอน ขดตัวนอนในผ้าห่ม เมื่อวานเป็นวันเกิดของพี่สาว เราได้เจอกันปีละสามถึงสี่ครั้ง บ่อยที่สุดเท่าที่จะร้านอาหารในเบลเยี่ยมจะให้คนทำบัญชีลาพักร้อนได้ แต่ก็อย่างที่ใครต่อใครเขาว่ากัน กับคนที่สนิทใจด้วย ต่อให้ห่างหายจากกันไปนานแค่ไหน ลองได้คุยกันประเดี๋ยวเดียวก็จูนกันติด ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในบ้านระหว่างที่พี่สาวไม่อยู่ ส่วนเธอก็เล่าเรื่องเพื่อนร่วมงานกับลูกค้าแปลก ๆ ที่ต้องรับมือในแต่ละวันให้ฉันฟังเป็นการแลกเปลี่ยน ส่วนมากเป็นเรื่องสัพเพเหระ ฉันสอบติดมหาวิทยาลัยแล้ว น้องสาวคนเล็กดูเหมือนจะเรียนไม่ค่อยเก่ง คนครัวเวียดนามมักมีปัญหากับครัวโซนฟิลิปปินส์ ฉันค้นพบว่าขนมปังทาแยมส้มอร่อย ช่วงนี้ทัวร์ชาวต่างชาติมาร้านไม่บ่อยนัก บัญชีเป็นเรื่องน่าปวดหัว น้องคนกลางน้ำหนักลงจนแม่กังวล ต้นลีลาวดีหน้าบ้านออกดอกสีชมพูช่อใหญ่ ลูกค้าคอมเพลนว่าอาหารไทยหวานเกินไป (แน่นอนอยู่แล้ว นี่ร้านอาหารเอเชียในเบลเยี่ยมนะ) และฉันไม่ชอบปลาดิบเอาเสียเลย

               หัวข้อที่พวกเราพูดคุยไม่ค่อยประติดประต่อกันเท่าไหร่ แต่เรื่องเรื่อยเปื่อยจับใจความไม่ได้นี่แหละที่เปรียบเหมือนกับกาวชั้นดีเชื่อมอุดรอยรั่วภายในใจที่เกิดจากระยะห่างของเราทั้งคู่ ตอนนี้พี่สาวขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไปแล้ว ไฟท์ของเธอเทคออฟตอนหกโมงเย็น นั่นหมายความว่าฉันมีเวลาเหลือเฟือในตอนกลางคืนที่จะนึกถึงเรื่องของเธอ

               กาวที่เคยเชื่อมหัวใจปรุประเอาไว้กำลังละลาย ชิ้นส่วนขาดวิ่นที่พี่ใช้เวลาหลายคืนในการประสานยึดเหนี่ยวมันไว้จากบาดแผลร้ายที่มีชื่อว่าความโดดเดี่ยวกลับขาดผึงเอาเสียง่าย ๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ฉันถูกทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียว หลายคนคิดว่าการทำลายบางสิ่งบางอย่างให้ย่อยยับเป็นเรื่องง่าย พวกเขานั้นคิดผิดถนัด ฉันแตกสลายได้ด้วยตัวของฉันเอง ฉันพังทลายเกียรติศักดิ์ และบดขยี้หัวใจกลัดหนองของตัวเองได้โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น การปลอบประโลมต่างหากเป็นสิ่งที่ยาก หากมีใครสักคนเอามีดมากรีดหน้าอกฉัน ก็แปลว่าเขานั้นได้ทิ้งรอยแผลฉกรรจ์พร้อม ๆ กับเมล็ดพันธุ์แห่งความบอบช้ำและหวาดกลัวที่จะฝังรากลึกไว้ในหัวใจตลอดไป การปักมีดลงบนผิวหนังอาจใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่การค่อย ๆ เย็บรอยกรีดของปากแผลเหวอะหวะใช้เวลามากกว่านั้น หัวใจเองก็เป็นดินที่พิเศษ เมื่อได้ลองหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะถอดถอนรากของมันออก ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ทำได้เพียงแค่ตัดแต่งผลผลิตของมันและภาวนาไม่ให้ต้นไม้แห่งความเศร้าหมองเติบโตไปมากกว่านี้

               มีคนเคยบอกว่าความสุขสามารถทำให้เราใจสลายได้ เพราะเอ็นดอร์ฟินที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างกะทันหัน ความผิดหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงเกาะกุมหัวใจได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่าเป็นระยะสะท้อนกลับของความรู้สึก น่าทึ่งเหลือเกินที่สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์สามารถหาเหตุผลมาอธิบายทุกผลลัพธ์ของการกระทำได้เสมอ เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกาย สร้างความสมเหตุสมผลของดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่าโลก อีกทั้งยังปกป้องความชอบธรรมของความรู้สึกหดหู่ที่เอ่อล้นออกมาหลังจากจบคอนเสิร์ต ความโศกเศร้าหลังต้องจากบุคคลที่ตนรัก ความสัมพันธ์อันแสนกระท่อนกระแท่นของฉันและครอบครัว ระยะห่างของฉันและพี่ เรื่องราวในระยะเวลาหลายเดือนของพวกเราที่ถูกย่อให้เหลือเพียงไม่กี่ประโยค ฉันมีความสุข แต่ก็เศร้ามากเหลือเกิน บางครั้งก็นึกสงสัยว่ามนุษย์นั้นดำรงอยู่เพื่ออะไรกันแน่ เพื่อความรัก อำนาจ เงินทอง ความผูกพัน หรือเพื่อเฝ้าหาความหมายของชีวิตอย่างที่ฉันกำลังทำอยู่

               การมีอยู่ของโลกนี้ช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน เราต่างมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตจนบางครั้งก็ลืมคิดใคร่ครวญถึงเหตุผลของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ สิ่งที่ฉันคิดว่ามันผิด กลับถูก สิ่งที่ฉันคิดว่ามันถูก กลับผิด ของบางอย่างก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ฉันเลิกค้นหาว่าอะไรจริง อะไรไม่จริงมาสักพักแล้ว คิดมากไปก็รังแต่จะทำให้ปวดหัว แต่พอได้เริ่มปล่อยให้ความหวาดหวั่นเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในใจ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคลือบแคลงใจกับทุกอย่าง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอย่างนั้นหรือ สิ่งนี้เป็นเรื่องจริงหรือแค่เพียงมายาคติ เหมือนกับที่วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องอุปโลกน์ จะมีอะไรต่างไปจากนี้ไหมถ้าหากนีล อาร์มสตรอง ไม่ใช่มนุษย์คนแรกที่ได้ฝากรอยเท้าเอาไว้บนดวงจันทร์ สิ่งที่เรียกว่าอวกาศน่ะมีอยู่จริงหรือเปล่า เมืองหลวงของอาร์เจนตินาคือบัวโนสไอเรสแน่หรือ แล้วความสุขเล่า คืออะไรกันแน่

               คนที่รักฉันมักจะบอกว่าพวกเขาสวดภาวนาอ้อนวอนกับพระเจ้าขอให้ฉันมีความสุข หากพระเจ้ามีอยู่จริงนี่คงเป็นบทลงโทษของพระองค์สำหรับผู้ไม่มีศรัทธา บ่อยครั้งที่ฉันรู้สึกว่าคนเราได้รับอนุญาตให้มีความสุขเพื่อที่จะได้ทรมานไปกับความทุกข์ตรมยิ่งกว่าเก่า มนุษย์ที่ต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดมาทั้งชีวิตจะไม่รู้จักกับความเจ็บปวด เพราะสำหรับเขาผู้นั้น ความเจ็บปวดถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อต้องทนอยู่กับความทุกข์จนชินชา ความสุขที่ได้รับเพียงชั่วครู่นั้นก็เปรียบได้เพียงกับบทลงทัณฑ์ทรมานใจให้ตรอมตรมกับความทุกข์ยิ่งกว่าเก่า ที่ว่ามนุษย์ไม่สมควรที่จะมีความสุขมากเกินไปน่ะ เป็นคำพูดที่ถูกต้องแล้ว หากไม่รู้จักกับความสุข ก็จะไม่รู้ว่าที่กำลังเป็นอยู่นั้นทุกข์ทรมานแค่ไหน ยิ่งเมื่อก้อนเมฆแห่งความสุขพาเราลอยขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ ตกลงมาก็มีแต่จะยิ่งสาหัสมากเท่านั้น

               ฉันเคยสงสัยว่ามนุษย์เราจะรักคนที่ทำให้ตัวเองนั้นเจ็บปวดได้จริงหรือ พอได้นอนคิดทบทวนสักพัก ไม่นานนักก็ตอบคำถามนั้นได้ด้วยตัวเอง การรักพี่ทำให้ฉันเจ็บปวด แต่เป็นความเจ็บปวดที่ฉันยินดีจะรับไว้ ตรงข้ามกับความรักคือความไม่สนใจ ฉันไม่สามารถทำเป็นไม่รู้จักพี่ได้ การรักคนที่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้รังแต่จะทำให้ใจร้าวระทม แต่ก็เพราะว่าทุกข์มาก เมื่อได้รับความสุขแม้เพียงเล็กน้อยก็แทบทำให้ใจโบยบิน แค่เศษเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกดี ๆ เท่านั้นที่ฉันอนุญาตให้ตัวเองเพลิดเพลินไปกับมันได้ เพราะไม่อยากเจ็บหนักจึงต้องจำยอมทุกข์ระทมนิดหน่อยและระวังให้มาก ฉันบอกตัวเองให้อย่ามีความสุขมากเกินไปเหมือนกับที่เด็กสาวบังคับร่างกายให้อดอาหาร จนสุดท้ายพวกเราทั้งคู่ก็มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ กระหายความเศร้า แต่ก็ยังคงเสพติดความสุข เจ็บหนักกว่าเก่า แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสมเหตุสมผลดีแล้ว

               พระเจ้าไม่ได้ลงโทษฉัน ฉันต่างหากที่กำลังลงโทษตัวเอง ฉันเป็นคนเดียวที่มีสิทธิทำอย่างนั้น เป็นพระเจ้าในโลกของตัวเอง หนึ่งเดียวที่ตัดสินได้ว่าเวลาไหนควรกล่อมเกลาตัวเองด้วยความเจ็บปวด เวลาไหนควรมัวเมาไปกับเอ็นดอร์ฟิน ความสุขคือสารเคมีในสมอง เพราะคิดได้เช่นนั้นสมองในส่วนที่กำลังใช้ความคิดก็เหมือนถูกสลับสวิตซ์ให้หยุดการทำงาน วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกับศาสนา ฉันไม่นับถือศาสนา แต่ยังคงเชื่อในวิทยาศาสตร์ จริงอยู่ที่อาจฟังดูย้อนแย้ง แต่แล้วมันจะสำคัญตรงไหนกันล่ะ อย่างไรซะจะมีใครเล่าบนโลกที่รู้โดยถ่องแท้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนไม่จริง ฉันอาจจะไม่มีพี่สาวจริง ๆ ก็ได้ เรื่องที่ว่าทำงานที่เบลเยี่ยมก็เป็นเรื่องโกหก แล้วตัวฉันเองล่ะ มีอยู่จริงหรือเปล่า ฉันจินตนาการถึงดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่าโลก ความเจ็บปวดที่ต้นขาและปลายเล็บเป็นของจริง พี่สาวที่เป่าเทียนหกเล่มบนเค้กวันเกิดเมื่อวานก็เป็นของจริง 

               เข็มสั้นที่ชี้ไปตรงเลขศูนย์บนนาฬิกาแขวนผนังเตือนฉันว่าเพิ่งจะผ่านเที่ยงคืนมาหมาด ๆ วันศุกร์ผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังอาศัยอยู่บนเขตเวลาที่มีชื่อว่าวันเสาร์ พี่สาวที่เคยเป็นของจริงในวันพฤหัสบดีช่างดูเลือนลางเหลือเกิน ฉันเริ่มไม่แน่ใจอีกแล้ว ถ้าหากฉันไม่ได้กำลังจ้องมองเธอตรง ๆ อยู่ก็บอกได้ยากว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า ความทรงจำเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ จิตสำนึกเองก็เช่นกัน ฉันจึงมักจะกอดและจับมือกับคนรอบข้างเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าตัวตนของฉันมีอยู่จริง เพราะบางครั้งก็ทำใจเชื่อได้ยากถึงการมีอยู่ของตัวเอง ภาพสะท้อนในกระจกยิ่งแล้วใหญ่ สิ่งเดียวที่ฉันยึดมั่นมาตลอดคือความจริงที่ว่าหากไม่อยากเจ็บหนักก็อย่ามีความสุขมากจนเกินไป ฉันพิสูจน์การมีตัวตนของตัวเองโดยปราศจากตัวตนของคนอื่นไม่ได้ หากพวกเขารับรู้ได้ถึงตัวตนของฉันก็แสดงว่าฉันมีตัวตนอยู่จริง ถ้าหากพวกเขาไม่สนใจก็แปลว่าไม่ ตรงข้ามกับความรักคือความไม่สนใจ หากฉันทำเป็นไม่รู้จักพี่ก็แปลว่าตัวตนของพี่ไม่มีอยู่จริง พี่ต้องการการยอมรับจากฉัน เช่นเดียวกับที่ฉันต้องการการยอมรับจากมนุษย์คนอื่น ในขณะที่ความเจ็บปวดนั้นเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่ต้องการการยอมรับจากใคร

               นั่นสินะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจริง ๆ ด้วย 
    • Dear Diary / Ceremony Before Bedtime

               วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2020

               ฉันถูกรถจักรยานยนต์ชนตอนกำลังเดินข้ามถนนหน้าวัด xxx คาบเรียนสุดท้ายเลิกตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่งแล้ว แต่ด้วยติดนิสัยชอบนอนเอาแรงก่อนออกไปสอนพิเศษทำให้กว่าจะได้ออกจากโรงเรียนจริงก็ปาเข้าไปเกือบสี่โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ถนนใหญ่อัดแน่นไปด้วยรถตามปกติของช่วง Rush hour ฉันกดสัญญาณไฟรอข้ามทางม้าลายบนเสา รอนาฬิกาดิจิตอลนับถอยหลังราวสามสิบวินาที ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว สลับกับที่สัญลักษณ์รูปคนเดินถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียว คนขับรถเป็นผู้หญิง เธอชนฉันที่กำลังยืนอยู่บนทางม้าลาย ในขณะที่ไฟจราจรยังคงส่องแสงเป็นทรงกลมสีแดง เหมือนข้อมือจะซ้น แขนขวาเจ็บจนชาไปหมด แล้วเธอก็จากไปโดยไม่เหลียวมามองฉันที่ล้มลงอยู่ด้านหลัง

               ไฟจราจรจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวในเวลาอีกไม่ถึงสิบวินาที ฉันกัดฟันลุกยืนก้าวฉับ ๆ ไปยังฟุตบาทอีกฝั่ง โทรหาผู้ปกครองของเด็กที่เรียนพิเศษด้วยพร้อมกับบอกว่าประสบอุบัติเหตุ คงไปสอนไม่ได้แล้ว เมื่อเสร็จธุระจึงต่อสายถึงพ่อ ฉันบอกว่าบาดเจ็บ และขอให้เขามารับ แต่สิ่งที่พ่อทำคือโอนเงินให้ พร้อมกับบอกให้นั่งแท็กซี่กลับบ้านเอง ฉันพูดไม่ออก กลับบ้านมาก็ได้แต่กระทืบเท้าปึงปังเดินขึ้นห้อง ระบายความโกรธกับพื้นและกำแพง ฉันไม่ได้โกรธผู้หญิงคนนั้นที่ขับรถชนฉันเลย แต่ฉันโกรธพ่อ โกรธเกลียดเขาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรให้ แต่เพราะว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนั่นแหละถึงได้เกลียด

               ฉันใช้เวลาไปเกือบครึ่งชีวิตในการสาปแช่งเขาและโลกใบนี้ เราไม่ถูกกันตั้งแต่ฉันยังเด็ก แม้ว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้นบ้างในช่วงที่ฉันเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ญาติดีกันได้เพียงไม่ถึงเดือนหลังจากที่ฉันกลับมา เหมือนกับว่าความห่างไกลจะทำให้พ่อรักฉันมากกว่าเดิม เพราะอย่างนั้นเมื่อมีฉันอยู่ใกล้ตัวจึงปล่อยปละละเลยเหมือนอย่างเก่า เขาทำให้ฉันผิดหวัง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยคาดหวังอะไรไว้ตั้งแต่แรก ความเจ็บปวดที่ต้นขาและหัวเข่าเริ่มแล่นขึ้นมาในขอบเขตการรับรู้หลังจากทิ้งตัวลงบนเตียง อวัยวะท่อนล่างซีกขวาม่วงเป็นจ้ำไปหมด ฉันรู้สึกขอบคุณที่ประสาทสัมผัสเพิ่งทำงานตอนที่กลับถึงบ้านมาแล้ว จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะเดินไปเรียกรถด้วยความเจ็บปวดระดับนี้ได้อย่างไร ฉันเจ็บตัว แต่น้อยใจพ่อมากกว่า เขาพยายามทำตัวมีเหตุผลด้วยการบอกว่าจะไปขอดูกล้องวงจรปิดหน้าวัด xxx ทั้งที่ใครใครก็รู้ดีว่าอุปกรณ์ของทางการในประเทศสารขัณฑ์เฮงซวยนี่ใช้การไม่เคยได้

               แม่และน้องสาวกลับมาถึงบ้านแล้ว ฉันชื่นชมตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงไปกินข้าวด้านล่าง ขนาดถูกรถชนเจ็บตัวขนาดนี้ยังไม่ร้องไห้ แต่แล้วความผิดหวังในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำลายความสามารถในการกลั้นน้ำตาเอาไว้จนหมดสิ้น อาหารเย็นในวันนั้นเป็นไข่เจียวและกับข้าวอีกสองสามอย่าง ฉันกำลังจะผ่านพ้นวันนี้ไปได้อย่างราบรื่นแท้ ๆ อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จะสลัดทิ้งความรู้สึกเฮงซวยนี่ทิ้งไปด้วยข้ออ้างปลอบประโลมใจที่ว่าอีกเดี๋ยวก็มีวันพรุ่งนี้ให้เริ่มต้นใหม่ แต่ทุกอย่างก็พังทลายลงในตอนที่เขาเอ่ยถามขึ้นมาว่า ทำไมไม่กินไข่เจียวล่ะ พ่อจำได้ว่าชอบ แล้วฉันก็เริ่มร้องไห้ ความน้อยใจและผิดหวังถาโถมเข้ามาเหมือนพายุทำเอาฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ฉันเกลียดไข่เจียวเช่นเดียวกับที่เกลียดเขามาทั้งชีวิต เกลียดผู้หญิงคนนั้นที่ขับรถชนฉัน เกลียดที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมาขอโทษ โกรธเกลียดโลกใบนี้ที่เหวี่ยงเอาเรื่องเฮงซวยเข้ามาในชีวิตฉันไม่หยุดหย่อน ฉันร้องไห้อย่างหนัก ที่แย่ที่สุดคือในวินาทีนั้นฉันโกรธเกลียดตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด บางทีอาจไม่ใช่โลกนี้ที่ทำผิดต่อฉัน แต่เป็นฉันเองที่อยู่ผิดที่ผิดทางมาตลอด ฉันเกลียดโลกใบนี้พอ ๆ กับที่เกลียดพ่อ และเกลียดพ่อพอ ๆ กับที่เกลียดตัวเอง

               ความโกรธเกลียดและเสียใจมักมาควบคู่กับความรู้สึกผิด ฉันร้องไห้จนแทบจะหายใจไม่ทัน รู้สึกผิดต่อตัวเอง รู้สึกผิดต่อพ่อ และบางครั้งบางคราวก็รู้สึกผิดต่อโลกที่ฉันเอาแต่โยนความผิดให้ ฉันเฝ้าขอโทษมันด้วยใจจริงขณะที่กำลังจ้องมองเพดานห้องนอนในคืนที่นอนไม่หลับ ไม่ขอให้มันยกโทษให้เพราะคำขอโทษของฉันไม่ได้มาพร้อมกับคำสัญญาที่ว่าจะไม่สาปแช่งอีก มนุษย์เราขอโทษเมื่อทำผิด เพื่อที่จะได้ขอโทษอีกครั้งเมื่อทำผิดซ้ำ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในมนุษย์จำพวกปากอย่างใจอย่าง อ้อนวอนขอโทษที่ไม่อาจลดความเกลียดชังที่มีต่อโลกใบนี้ลงได้บ่อยครั้งจนแทบนับไม่ไหว ฉันไม่เคยขอโทษตัวเอง คำขอโทษที่ตั้งใจจะส่งถึงผู้อื่นนั้นเอ่ยออกไปง่ายกว่ามาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยคิดที่จะขอโทษพ่อ

               รอยช้ำสีม่วงเข้มเป็นทางยาวบนต้นขาหายดีแล้ว ข้อมือเองก็ไม่เจ็บอีกต่อไปเมื่ิอออกแรงบีบ แต่ฉันยังคงโกรธเกลียดตัวเองอยู่ ในเวลาปกติแล้วพ่อกับโลกไม่ได้สำคัญขนาดนั้น ฉันเป็นมนุษย์จำพวกที่สนใจแต่ตัวเอง ดังนั้นฉันจึงเกลียดตัวเองที่สุด ฉันจะเกลียดโลกเฉพาะในเวลาที่เกลียดพ่อ และมักจะเกลียดพ่อไปพร้อม ๆ กับเกลียดตัวเอง มีบ้างบางครั้งที่เกลียดตัวเองมากจนพาลเกลียดโลกใบนี้ไปด้วย แต่ก็เป็นอย่างนั้นไม่บ่อยนัก เพราะสังเกตได้ว่าความเกลียดชังที่มีต่อโลกนี้ทำให้ฉันโกรธเกลียดตัวเองน้อยลง ท้ายที่สุดจึงค้นพบว่าฉันไม่ได้เกลียดโลกนี้อย่างที่กล่อมตัวเองให้เชื่ออย่างนั้นมาโดยตลอด ฉันเกลียดตัวเองต่างหาก ฉันเกลียดตัวเอง แต่ก็รักตัวเองมากเช่นเดียวกัน กลไลการป้องกันตัวเองของฉันโยนความเกลียดชังและความรู้สึกผิดบาปทุกอย่างไปให้โลก ฉันไม่เคยเกลียดโลกใบนี้เลย แต่การโกรธเกลียดอะไรสักอย่างทำให้ฉันรู้สึกดีกับตัวเอง จึงพูดพร่ำคำขอโทษที่มีต่อมันออกมาได้อย่างง่ายดาย

               เป็นอีกครั้งฉันนอนมองเพดานห้องนอน แสงไฟจากระเบียงด้านนอกและลมแรงทำให้เงาของผ้าม่านขยับไปมาบนนั้น ฉันมองมันเหมือนเด็กเล็กมองโมบายแขวน ยังคงเป็นมนุษย์ที่ทำผิดซ้ำซากและเอ่ยกล่าวคำขอโทษต่อโลกใบนี้อยู่ กลางคืนเงียบเกินไปจนบ่อยครั้งก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันในหัว ฉันข่มตาพยายามนอน เอ่ยกล่าวคำขอโทษซ้ำไปซ้ำมาราวกับกำลังทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง เพราะไม่อาจลดความเกลียดชังที่มีต่อตัวเองลงได้ จึงไม่อาจลดความเกลียดชังที่มีต่อโลกใบนี้ลงได้ ฉันเฝ้าเอาแต่สาปแช่งโลก เพราะขี้ขลาดเกินกว่าที่จะสาปแช่งตัวเอง วิงวอนขอโทษโลก เพราะปากหนักเกินกว่าที่จะขอโทษตัวเอง การขอโทษคือการยอมรับว่าตัวเองทำผิด ฉันไม่อยากยอมรับว่าเป็นความผิดของฉันที่ฉันนั้นเกลียดตัวเอง คำขอโทษของฉันไม่เคยส่งไปถึงโลกเลย ส่วนถ้อยคำสาปแช่งก็วนย้อนกลับมาเข้าหาตัวอยู่เสมอ โลกคงเกลียดฉันเหมือนที่ฉันเกลียดตัวเอง แต่ฉันไม่โกรธเคืองมันด้วยเรื่องทำนองนั้น เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว หากโลกยังคงรักฉันอยู่ทั้งที่ฉันสาปแช่งมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันฉันคงนอนไม่หลับ ฉันสมควรได้รับมัน ความเกลียดชังนับเป็นสิ่งที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่โลกจะมอบให้ฉันได้ ฉันจึงโอบกอดความรู้สึกเกลียดชังที่ได้รับจากมันเอาไว้กับตัว กดมันเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ ไม่นานนักก็หลับลง
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in